Rebalance ผู้นำด้านการฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ ภายใต้แนวคิด “The Moment of Trust” ตอกย้ำมาตรฐานการฟื้นฟูที่คุณวางใจได้

Rebalance (รีบาลานซ์) ผู้นำด้านการฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก จัดงานเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “The Moment of Trust” เพื่อสะท้อนคุณค่าหลักขององค์กรที่ยึดมั่นในคำว่า “Trust” หรือความไว้วางใจ ในทุกขั้นตอนของการดูแลฟื้นฟูร่างกายแบบองค์รวม ณ ชั้น 5 ทิปโก้ ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569

คุณฐานพงศ์ ธนาวิสิฐพล CEO Rebalance กล่าวว่า ในวันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย การตัดสินใจฝากร่างกายไว้กับใครสักคน ไม่ใช่เรื่องง่าย Rebalance (รีบาลานซ์) จึงมุ่งสร้างมาตรฐานการฟื้นฟูที่พิสูจน์ได้จริง ผ่านแนวทางการรักษาแบบ Evidence-Based ผสานเทคนิคเฉพาะทางอย่าง EaseMotion ที่เน้นการปรับและขยับข้อต่ออย่างแม่นยำ เพื่อให้คุณขยับร่างกายได้โดยไม่ปวด และกลับมาใช้งานร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง โดยแนวคิด “The Moment of Trust”เป็นการสื่อถึงช่วงเวลาสำคัญที่ผู้คนเลือกดูแลตัวเอง ก่อนอาการจะลุกลาม เพราะความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่เกิดจากผลลัพธ์ที่สัมผัสได้จริง

ภายในงาน ได้เปิดตัวโปรเจกต์ความร่วมมือใหม่กับ DR.WEI SIANG YU และ ดร.จิตรกร ลากุล, CEO & Founder of White Unicorn Capital Gateway ผู้คร่ำหวอดในวงการธุรกิจและระดมทุน ที่จะเข้ามาร่วมแนะนำเส้นทางให้รีบาลานซ์ เติบโต เตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ด้วยการวางเสาหลักของโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ ซึ่งจะเป็นศูนย์สุขภาพแห่งอนาคต เพื่อให้ครอบคลุมคนทุกช่วงวัย และเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ ได้แก่ คุณยศวดี ชุ่มฤทธิ์ และคุณพิมพ์อัปสร เทียมเศวต และกิจกรรมพิเศษเกมตอบคำถามให้ผู้ร่วมงานได้สนุก ก่อนจบท้ายด้วยการประกาศผลรางวัลการประกวดแคมเปญ “REBALANCE EASEMOTION CHALLENGE”

พร้อมจัดโปรโมชันพิเศษ “The Moment of Trust” กายภาพบำบัด 7 ขั้นตอน ในราคาเพียง 1,299 บาท จากราคาปกติ 4,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2569 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 06-6526-4646 หรือ Line@reb9

Rebalance ให้ความสำคัญกับ 3 มิติของ Trust ได้แก่
• เชื่อใจในแบรนด์ ผ่านมาตรฐานทางคลินิกที่ชัดเจน
• เชื่อใจผู้ให้การฟื้นฟู ด้วยทีมกายภาพบำบัดที่พัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง
• เชื่อใจและมั่นใจในการเคลื่อนไหวของผู้เข้ารับบริการเอง

Rebalance (รีบาลานซ์) มุ่งยกระดับวงการฟื้นฟูไทย สู่การเป็นมาตรฐานการรักษาที่ผู้คนเชื่อมั่นในระยะยาว ด้วยมาตรฐานการฟื้นฟูอาการปวดที่คุณวางใจได้ เพราะว่า “เราไม่ฝากร่างกายกับใครง่ายๆ แต่เมื่อเลือกแล้ว เราเลือกสิ่งที่วางใจได้”

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :
Website : www.rebalance.co.th
Facebook : Rebalance Physiotherapy
Instagram : rebalance.clinic
Tiktok : rebalance_official


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

อุดร ขึ้นนำเดี่ยว 5 อันเดอร์ สวิง บุญชูฯ รอบแรก ที่ภูเก็ต

โปรอุดร ดวงเดชา นักกอล์ฟจากเชียงใหม่ อดีตแชมป์สนามแห่งนี้ ขึ้นนำเดี่ยวหลังจบการเล่นด้วยสกอร์ 5 อันเดอร์พาร์ 67 โดยมี เชาวลิต ผลาผล และ วิชัย เวียงนนท์ ทำสกอร์จ่อสโตรคเดียวที่ 4 อันเดอร์พาร์ 68 กอล์ฟ ทีซีที บุญชู เรืองกิจ เดอะลีเจ้นท์ ชิงเงินรางวัลรวม 2.5 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคม 2569 ที่สนาม ภูเก็ต คันทรี คลับ แบบพาร์ 72 ระยะ 6,491 หลา

รายการนี้จัดการแข่งขันโดย สนามกอล์ฟ ภูเก็ต คันทรี คลับ ร่วมกับ สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย, บริษัท สิงห์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด และ กาม่า ปีนัง มาเลเซีย, จีเอดี ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ, ฮังกรี บราวน์, มูลนิธิใจดี, สหชาติ กรุ๊ป, กรีน คัล, เซาท์อีสต์ ทราน สปอร์ต, แมส, เดอะ พาร์ ภูเก็ต, มูเวนพิ๊ค รีสอร์ท, คลับ คาร์ บาย บียอร์น กรีน, เซเว่น, ไทนี่ เฮ้าส์, กอล์ฟ เนสต์ (Golf Nest), บริษัท ลีโอเนี่ยน จำกัด, XAYSIRI,INX A Sakata INX Company, บริษัท อันดามันแก๊ส จำกัด, บริษัท กิจรุ่งโรจน์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ซัพพลาย จำกัด แข่งขันแบบสโตรคเพลย์ 3 วัน 54 หลุม หลังจบการเล่น 36 หลุมตัดตัวที่อันดับ 60 และเสมอ ผ่านเข้าไปเล่นรอบชิงแชมป์ แชมป์คว้าเงินรางวัล 300,000 บาท จัดแข่งขันระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคม 2569 ณ สนามภูเก็ต คันทรี คลับ แบบพาร์ 72 ระยะ 6,491 หลา

จบรอบแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569 อุดร ดวงเดชา นักกอล์ฟจากเชียงใหม่ ทำสกอร์เข้ามาดีสุด โดย อุดร สตาร์ทเกมที่หลุม 10 เผยหลังจบเกมว่า “ช่วงแรกมีปัญหามากติดนิดติดหน่อยไปหมด ก่อนมาเสียโบกี้ที่หลุม 16 กระตุ้นตัวเองจนทำสองเบอร์ดี้ติด ก่อนเริ่ม 9 หลุมสุดท้ายมาทำ 3 เบอร์ดี้ติด กับอีก 1 เบอร์ดี้ที่หลุม 7 จบรอบเข้ามาด้วยสกอร์รวม 5 อันเดอร์พาร์ 67 ยอมรับว่าช่วงแรกมีอาการท้อใจ แต่ก็พยายามกดความรู้สึกไว้ได้ ก่อนกลับมาทำผลงานได้ดีในช่วงเก้าหลุมสุดท้าย”

เชาวลิต ผลาผล นักกอล์ฟวัย 51 ปี ทำสกอร์รวมเข้ามา 4 อันเดอร์พาร์ 68 เท่ากับ วิชัย เวียงนนท์,ถาวร วิรัตน์จันทร์ และ ซอว์ โมว์ นักกอล์ฟจากเมียนมาร์ รั้งอันดับ 2 ร่วม โดย เชาวลิต เผยหลังจบเกมว่า “โดยรวมถือว่าพอใจผลงานตัวเอง แฟร์เวย์ และ กรีนแอบแข็งนิด ดังนั้นอย่างแรกที่ต้องทำคือเล่นในแฟร์เวย์ไว้ก่อน และหลุมสุดท้ายที่เสียโบกี้ที่หลุม 9 เพราะตัดสินใจผิดไปหน่อยเลยตีตกทรายไกล ยังมีอีกสองวันให้เล่น ดังนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้หมด”

ประหยัด มากแสง โปรจากหัวหิน และอดีตมือ 1 เจแปน ซีเนียร์ ทัวร์ 3 สมัย อยู่อันดับ 6 ร่วมกับ มาร์ดาน มาร์มัต จากสิงค์โปร์ สกอร์รวม 3 อันเดอร์พาร์ 69 ไซมอน เยตส์ จากสกอตแลนด์ ทำสกอร์รวม 2 อันเดอร์พาร์ 70 ด้าน ธงชัย ใจดี นักกอล์ฟจากลพบุรี มือโปรจาก พีจีเอ ทัวร์ แชมเปี้ยนส์ ทำสกอร์ 1 อันเดอร์พาร์ 71 เท่ากับ ยุทธพร มหรรณพ อันดับ 9 ร่วม

สรุปผลการแข่งขัน

  • 67 (-5) อุดร ดวงเดชา
  • 68 (-4) เชาวลิต ผลาผล,วิชัย เวียงนนท์,ถาวร วิรัตน์จันทร์,ซอว์ โมว์ (เมียนมาร์)
  • 69 (-3) ประหยัด มากแสง,มาร์ดาน มาร์มัต (สิงค์โปร์)
  • 70 (-2) ไซมอน เยตส์ (สกอตแลนด์)
  • 71 (-1) ธงชัย ใจดี, ยุทธพร มหรรณพ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

Vida คว้ารางวัล Best Selling Food Supplement – Glutathione จาก Watsons 8 ปีซ้อน ตอกย้ำความเชื่อมั่นผู้บริโภค พร้อมขยายสู่แบรนด์ Health & Wellness เต็มรูปแบบ

Vida คว้ารางวัล Best Selling Food Supplement – Glutathione จาก Watsons 8 ปีซ้อน ตอกย้ำความเชื่อมั่นผู้บริโภค พร้อมขยายสู่แบรนด์ Health & Wellness เต็มรูปแบบความสำเร็จที่สะท้อนทั้งยอดขายและความไว้วางใจของผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

แบรนด์ Vida (วีด้า) สร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้ารางวัล Best Selling Food Supplement – Glutathione สุดยอดสินค้าขายดีประเภทผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลูต้าไทโอนเพื่อผิวกระจ่างใส บนเวที Watsons Health Wellness and Beauty Awards 2026 (HWB Awards 2026) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเวทีประกาศรางวัลด้านสุขภาพและความงามที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในประเทศไทย

ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็น ปีที่ 8 ติดต่อกัน ที่แบรนด์ Vida ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา สะท้อนถึงความนิยมของผลิตภัณฑ์และความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

งาน Watsons Health Wellness and Beauty Awards จัดขึ้นเพื่อยกย่องผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงามที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค โดยพิจารณาจาก ยอดขายจริงและเสียงตอบรับจากผู้บริโภค ทั้งในร้าน Watsons และช่องทาง Watsons Online ทำให้รางวัลดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันความสำเร็จของแบรนด์ในตลาดสุขภาพและความงามของไทย ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณนวลพรรณ ชัยนาม Managing Director วัตสัน ประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัล

8 ปีแห่งความเชื่อมั่น สู่การเติบโตในมิติใหม่ คุณจีรณินทร์ เอื้ออารีมิตร
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แมทเซ็นเตอร์ จำกัด ในนามตัวแทนแบรนด์ Vida กล่าวว่า “การได้รับรางวัล Best Selling Food Supplement – Glutathione จาก Watsons ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ Vida เพราะรางวัลนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของเราอย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยมาตรฐานที่เข้มงวด ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและนวัตกรรมมาสร้างสรรค์สินค้า เพื่อให้ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของผู้บริโภคในทุกช่วงชีวิต ในปีนี้ Vida ได้ก้าวสู่การเป็น Health & Wellness Brand อย่างเต็มรูปแบบ เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเรื่องความงามภายนอกเท่านั้น แต่ต้องการมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยรวมของผู้บริโภคไทยอย่างยั่งยืน”

ที่ผ่านมา Vida (วีด้า) เป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์อาหารเสริมที่โดดเด่นด้านการดูแลผิวกระจ่างใสและลดปัญหาสิว และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับแนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น แบรนด์จึงได้ขยายวิสัยทัศน์สู่การเป็น Health & Wellness Brand อย่างเต็มรูปแบบ เดินหน้าขยายไลน์สุขภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

ในช่วงปีที่ผ่านมา Vida ได้เปิดตัวและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพหลากหลายประเภท เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภค ได้แก่

  • Vida CoQ10 ช่วยเสริมพลังงานระดับเซลล์และดูแลสุขภาพหัวใจ
  • Vida Vit B Complex ช่วยบำรุงระบบประสาทและเพิ่มพลังงานในชีวิตประจำวัน
  • Vida C-500 Complex Balance ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและต้านอนุมูลอิสระ
  • Vida Magnesium Bisglycinate Plus ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  • Vida Night PharmaGABA ช่วยผ่อนคลายและส่งเสริมการนอนหลับ
  • Vida Gluta Plus ช่วยดูแลผิวกระจ่างใสอย่างต่อเนื่อง
  • Vida Apple Cider ช่วยสนับสนุนระบบเผาผลาญและการควบคุมน้ำหนัก

การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางการเติบโตของแบรนด์ที่มุ่งเน้น การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) ไม่เพียงแค่ความงามภายนอก แต่ครอบคลุมถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้บริโภค

ก้าวต่อไปของ Vida ในตลาดสุขภาพและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ด้วยประสบการณ์และความสำเร็จตลอด 8 ปีที่ผ่านมา Vida ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการผลิต และขยายการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง เพื่อตอบรับการเติบโตของ ตลาดสุขภาพและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตแบบองค์รวมมากยิ่งขึ้น

การได้รับรางวัล Best Selling Food Supplement – Glutathione ติดต่อกัน 8 ปี จึงไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จของแบรนด์ในวันนี้ แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Vida เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็น Health & Wellness Brand ที่มุ่งดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคไทยในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

เมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2569 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการฯ,นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ,นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ,นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ,นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ และผู้ช่วยกรรมการฯ ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว และประกอบพิธีสงฆ์ สวดชัยมงคลคาถา (พะเก่ง) ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

เทศกาลง่วนเซียว เป็นเทศกาลแรกของปีตามปฏิทินจันทรคติของจีน โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2569 ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย จัดให้มีพิธีสวดชัยมง คลคาถา มีพิธีบูชาเทพเจ้าด้วยขนมหวาน และ ขนมที่ทำด้วยน้ำตาลทราย หรือน้ำตาลผสมถั่วลิสง ขึ้นรูปเป็นสิงโตขนาดต่างๆ บ้างก็เป็นรูปเจดีย์ ให้ผู้มีจิตศรัทธานำกลับไปบูชา ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ มีการแลกเปลี่ยน โดยมารับ ขนมรูปสิงโต จากมูลนิธิฯ พร้อมทั้งจัดให้มีการยืมเงินขวัญถุงแก่ผู้ที่ทำมาค้าขาย และผู้มีจิตศรัทธา ให้ร่ำรวยเฮงๆ ตลอดปี มีเงินมีทองพอกินพอใช้ไม่ขาดมือ นอกจากนี้ยังจัดให้มีสาคูสิริมงคล บริการศิษยานุศิษย์และสาธุชน ได้รับประทานเพื่อเป็นสิริมงคลตลอดปี

ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ปริมาณค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก [PM2.5] เกินมาตรฐาน และบูรณาการการจัดการเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการลดกระถางธูปสักการบูชา การงดการเผากระดาษชุดเครื่องสักการะที่ศาลเจ้าฯ รวมถึงรณรงค์ขอความร่วมมือผู้มีจิตศรัทธางดจุดธูป-เทียน การจัดเก็บธูป-เทียนที่จุดแล้วเร็วขึ้น และการจัดเจ้าหน้าที่ออกแจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ด้วยความห่วงใย และ ตระหนักถึงสุขภาพประชาชนผู้มีจิตศรัทธาและสิ่งแวดล้อมส่วนรวม

ชมภาพบรรยากาศ อัปเดตข่าวสาร เทศกาล กิจกรรม งานสาธารณกุศลของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

** ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ตรุษจีนปีนี้ ขอให้มั่ง มี ศรี สุข **

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

การแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล “โบว์ลิ่ง กลิ้งช่วยดาวน์” เพิ่อหารายได้เข้ามูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธานการแถลงข่าว การแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล “โบว์ลิ่ง กลิ้งช่วยดาวน์” เพิ่อหารายได้ในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ

มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2505 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ตั้งแต่เริ่มแรกของการก่อตั้ง ปัจจุบันมูลนิธิฯให้บริการด้านต่างๆแก่ผู้พิการทางสติปัญญาทุกระดับความพิการและทุกระดับวัยครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก่ผู้พิการทางสติปัญญาและครอบครัว ให้การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ การศึกษา การฝึกอาชีพ ด้านสังคมและสวัสดิการด้านต่างๆเพื่อให้ผู้พิการทางสติปัญญาได้มีการพัฒนาตามศักยภาพ สามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม

มูลนิธิฯมีหน่วยงานที่ให้บริการ 13 แห่งตั้งอยู่ส่วนกลาง 6 แห่งได้แก่

  1. ศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษชุมชนทุ่งสองห้อง
  2. ศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษชุมชนคลองเตย
  3. โรงเรียนปัญญาวุฒิกร
  4. ศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคาร
  5. ศูนย์พัฒนาปัญญา
  6. ศูนย์การเรียนรู้พิเศษประภาคารปัญญา

และในส่วนภูมิภาค 7 แห่งได้แก่

  1. ศูนย์สงเคราะห์บุคคลปัญญาอ่อนภาคเหนือ จ.เชียงใหม่
  2. ศูนย์สงเคราะห์บุคคลปัญญาอ่อนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุดรธานี
  3. ศูนย์สงเคราะห์บุคคลปัญญาอ่อนภาคใต้ จ.สงขลา
  4. ศูนย์พัฒนาทักษะและฝึกอาชีพคนพิการทางสติปัญญา จ.สุรินทร์
  5. ศูนย์พัฒนาทักษะและคุณภาพชีวิตคนพิการทางสติปัญญา จ.พิษณุโลก
  6. ศูนย์พัฒนาทักษะและคุณภาพชีวิตคนพิการทางสติปัญญา จ.สระบุรี
  7. ศูนย์พัฒนาทักษะและคุณภาพชีวิตคนพิการทางสติปัญญา จ.ปัตตานี และกำลังดำเนินการก่อสร้างอีก 2 แห่งคือ จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดเชียงราย

ในแต่ละปีมูลนิธิฯได้ขยายการบริการลงสู่ชุมชนโดยให้การอบรมแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองและอาสาสมัครพร้อมกับออกเยี่ยมและมอบถุงยังชีพแก่ผู้พิการทางสติปัญญาในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศปีละไม่น้อยกว่า 6,000 ราย การดำเนินงานของมูลนิธิฯ นับได้ว่าช่วยแบ่งเบาภาระของภาครัฐและสังคมได้เป็นอย่างมาก ทุนในการดำเนินงานอาศัยจากการรับบริจาคเป็นส่วนใหญ่และในแต่ละปีใช้งบประมาณกว่า 60 ล้านบาท

ดังนั้นคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ จึงได้จัดกิจกรรม การแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล “โบว์ลิ่งกลิ้งช่วยดาวน์” ซึ่งจะมีการจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม 2569 ณ Blu-o Rhythm & Bowl สยามพารากอน ชั้น 5 เพื่อหารายได้สนับสนุนกิจกรรมและการดำเนินงานของมูลนิธิฯ การจัดกิจกรรมครั้งนี้มูลนิธิฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ และดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สนับสนุนถ้วยรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ถ้วยรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ถ้วยรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 ถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุดประเภทบุคคลชาย ถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุดประเภทบุคคลหญิง ถ้วยรางวัลแต่งกายแฟนซีดีเด่น และถ้วยรางวัลบู้บี้

จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขันได้ที่ มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์หมายเลขโทรศัพท์ 02-215-0781-5

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิฯ กล่าวว่า “มูลนิธิฯ มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะให้เด็กๆผู้พิการทางสติปัญญาได้รับการพัฒนาเพราะในอดีตไม่เคยมีใครนึกถึงคนพิการทางสติปัญญาเพราะคิดว่าพิการทางสติปัญญาพัฒนาไม่ได้ แต่มูลนิธิฯพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กของเราถ้าฝึกบ่อยๆทำซ้ำๆน้องจะพัฒนาได้และปัจจุบันน้องๆที่ได้รับการพัฒนาได้รับการฝึกฝนจนทำงานต่างๆได้และได้รับการจ้างงานจำนวน 200 กว่าคนจาก 54 องค์กร ทำให้น้องๆมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัว นี่คือสิ่งที่ทางมูลนิธิฯ อยากจะฝากกับทุกๆท่านหันกลับมาเมตตามอบโอกาสมอบที่ยืนให้กับเด็กๆเหล่านี้ให้ได้มีโอกาสในสังคม”

การจัดงานแถลงข่าวในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์,คุณสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ รองประธานมูลนิธิฯ,คุณประจักษ์ แสงสว่าง รองประธานมูลนิธิฯ,คุณ วรวิทย์ หงวนศิริ ประธานจัดงาน,คุณปิยะวัฒน์ เตชะปฏิมานนท์ ประธานฝ่ายหาทุนร่วมแถลงข่าว โดยมีคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมกับเซเลบริตี้รับเชิญอาทิ คุณอธิคม นลินตระกูล,คุณนุชนาถ ระวีแสงสูรย์,คุณอัญญาอร ธีระกุลวนิช,คุณอัศนัย เทียนทอง และสื่อมวลชนร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุมหทัยนเรศวร์ ชั้น 7 สำนักงานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ถนนเพชรบุรี แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

งานเฉลิมฉลองครบรอบ 74 ปี แห่งการสถาปนาโรงเรียนศิลปศึกษา–วิทยาลัยช่างศิลป

งานเฉลิมฉลองครบรอบ 74 ปี แห่งการสถาปนาโรงเรียนศิลปศึกษา–วิทยาลัยช่างศิลป

บรรยากาศอบอุ่นและเปี่ยมด้วยพลังแห่งความทรงจำของคนศิลป์ ถูกถ่ายทอดอย่างงดงามในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 74 ปี การสถาปนา “โรงเรียนศิลปศึกษา–วิทยาลัยช่างศิลป” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ อาคารหอประชุมเล็ก วิทยาลัยช่างศิลป (ลาดกระบัง) ท่ามกลางการกลับมาพบกันของศิษย์เก่า ศิลปิน และคนรักศิลปะจากหลากหลายรุ่น

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และศิษย์เก่าศิลปศึกษารุ่นที่ 6 เป็นประธานในพิธี ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศักดิ์ชาย บุญอินทร์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์ของสถาบันศิลปะสำคัญ และสร้างพื้นที่พบปะของเครือข่ายศิษย์เก่าที่เติบโตบนเส้นทางศิลปะ

ไฮไลต์สำคัญของงานคือ นิทรรศการ “ศิลป์แห่งความภักดี (ทุกหยาดสีน้อมรำลึก)” ที่รวบรวมผลงานศิลปะทรงคุณค่า จัดแสดงระหว่างวันที่ 4–14 มีนาคม 2569 พร้อมกิจกรรมเปิดงานที่สร้างสีสัน ด้วยการวาดภาพสดจากศิลปิน 3 ท่าน เคล้าเสียงบรรเลงไวโอลิน สร้างบรรยากาศศิลปะที่ทั้งร่วมสมัยและเปี่ยมอารมณ์

ภายในงานยังคึกคักด้วย Art & Craft Market ที่รวมงานแฮนด์เมดและผลงานสร้างสรรค์จากศิลปินและศิษย์เก่า ขณะที่โซน Food & Drinks เติมสีสันด้วย Food Truck หลากหลายเมนู อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจคือการเปิดเส้นทางเดินข้ามสะพานหลังหอประชุม เชื่อมต่อสู่ชุมชนศิลป์เก่าอย่าง ตลาดหัวตะเข้ พร้อมกิจกรรม Stamp Challenge สะสมสติกเกอร์จากร้านค้าศิษย์เก่า เพื่อนำไปแลกรับของที่ระลึกสุดลิมิเต็ดภายในงาน

นอกจากนี้ยังมี Classic Car Display การจัดแสดงรถคลาสสิกจากคอลเลกชันพิเศษของรุ่นพี่ศิษย์เก่า เพิ่มมิติให้พื้นที่งานกลายเป็นเหมือนลานรวมแรงบันดาลใจจากหลายยุคสมัย

ตลอดทั้งงาน บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม บทสนทนา และการทักทายของพี่น้องศิษย์เก่า ที่กลับมาร่วมรำลึกถึงวันวานในรั้วศิลป์ งานเฉลิมฉลองครบรอบ 74 ปีครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการย้อนมองอดีตของสถาบันเท่านั้น แต่ยังสะท้อนพลังเครือข่ายของคนช่างศิลปที่ยังคงเติบโตและเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ได้แก่ วิทยาลัยช่างศิลป,มูลนิธิศิลปินไทย,หอศิลป์ Sociaty,ร้านสี่แยกหัวตะเข้,Veridian Club,เพจช่างศิลป,กลุ่มศิษย์เก่าช่างศิลป,ชมรมผู้สื่อข่าวสร้างสรรค์,Art 4 Worth,มูลนิธิพุทธรักษา และ บ้านจิมะ

74ปีช่างศิลป #คืนถิ่นช่างศิลป #CollegeOfFineArts #ArtMarket #ClassicCarDisplay #ศิลปศึกษา #วิทยาลัยช่างศิลป #ตลาดหัวตะเข้ #ArtCommunity #ศิลปะกับชุมชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กองทุน ววน. บพข.-สกสว.และ ม.รามคำแหง ร่วมกับองค์กรสากล UN Tourism, The Travel Foundation ขยายผลการวิจัย Net Zero Tourism ในงาน ITB Berlin 2026

กองทุน ววน. บพข.-สกสว.และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมกับองค์กรสากล UN Tourism, The Travel Foundation ขยายผลการวิจัย Net Zero Tourism ในงาน ITB Berlin 2026

องค์กรสากลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลกให้ความสำคัญกับแนวทางการดำเนินการวิจัยของนักวิชาการไทยที่ร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานสำคัญของภาครัฐในการขยับฐานงาน Carbon Neutral Tourism: CNT มุ่งสู่ Net Zero Tourism Pathway เพื่อประกาศศักยภาพด้านการวิจัยชั้นนำของไทยเพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในเวทีโลกครั้งสำคัญในงาน ITB Berlin 2026 มหกรรมท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกผ่านการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

โดย ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สกสว. (ด้านการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน) และประธานคณะทำงานกลั่นกรอง แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์กรมหาชน),รองศาสตราจารย์ ดร. ธรรมศักดิ์ ยีมิน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature – based Solutions) เพื่อขับเคลื่อน Net Zero Tourism สนับสนุนโดย บพข. และโครงการ “Policy Advisory and Technical Support to enhance Thailand’s Coastal and Marine Biodiversity Conversation and Promote Synergies with Climate Change and Sustainable Tourism” สนับสนุนโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย, คุณนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น อุปนายกสมาคมการค้าการท่องเที่ยวเครือข่ายเชิงนิเวศเอเชีย (AEN) และ Mr. Peter Richards สถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชนในฐานะนักวิจัย โครงการการยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สู่การปล่อยก๊าซเรือกระจกเป็นศูนย์ในระดับสากล ระยะที่ 2 ได้เข้าร่วมงาน ITB Berlin 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 60 ระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2569 ณ Berlin ExpoCenter City กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

การเข้าร่วม ITB Berlin 2026 ของนักวิชาการไทยครั้งนี้ เป็นการดำเนินการวิจัยภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม โดย สกสว. และ บพข. มุ่งเน้นการสร้างโอกาสด้านวิชาการโดยทีมงาน Thailand Together Net Zero Tourism: TNZT ได้นำผลงานเชิงวิชาการของ ววน. ตามแนวทางสากล อาทิ ระเบียบวิธี อบก., GSTC UN Tourism และ The Glasgow Declaration on Climate Action in Tourism มาร่วมแลกเปลี่ยนกับนานาประเทศชั้นนำที่สนใจเรื่องการท่องเที่ยวที่รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนเพื่อต่อยอดผลการดำเนินงานในระดับต้นแบบของสากล อาทิ UN Tourism ให้ความสำคัญของการดำเนินงานต้นแบบของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสในการขยายผลไปยังประเทศอื่นๆที่สนใจ รวมทั้งเชิญชวนให้จัดตั้ง Working Group Climate Action Plan โดยในส่วนของ The Tourism Foundation ซึ่งได้ร่วมมือทำงานกับทีม Thailand Together Net Zero Tourism : TNZT ในพื้นที่เกาะสมุย ให้ความสนใจร่วมจัดทำ Tourism and Climate Summit ในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ ยังมีการโชว์เคส Thailand Best Practices Lesson Learned in Develop ment ที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ คัดเลือกผลงานของกองทุน ววน. โดย สกสว.และ บพข. (แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ) จำนวน 3 เรื่อง ในเวทีวิชาการ Seminar the best practices from Thailand , supporting tourism MSMEs and local community to deriver Carbon Neutral, Net Zero and Accessible Tourism ใน Hall 4.1 ของงาน ITB Berlin 2026 ประกอบด้วย

  1. Carbon Neutral Tourism พื้นที่ต้นแบบ คือ วิสาหกิจชุมชนเมืองเก่าภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นำเสนอโดย ดร. ปาริชาต สุนทรารักษ์ อุปนานายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย TEATA
  2. Net Zero Tourism Pathway พื้นที่ต้นแบบ คือ ที่พักขนาดเล็ก ประเภท Eco Lodge ฮาร์โมนี่@ ห้วยลาน จังหวัดเชียงใหม่ นำเสนอโดย คุณเปรมฤทัย โตเสริมกิจ ผู้ก่อตั้งและผู้จัดการฮาร์โมนี่@ห้วยลาน
  3. Accessible Tourism พื้นที่ต้นแบบ คือ การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำเสนอโดย คุณนิธิ สืบพงษ์สังข์ นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเพื่อความทั่วถึงและเท่าเทียม (สททท.)

สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากรร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ แถลงผลงานการจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและสินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศร่วมแถลงผลงานการจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด และสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิดตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 มูลค่าความเสียหายกว่า 503 ล้านบาท ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคาร 1 กรมศุลกากร

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 กรมศุลกากร ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ ในการตรวจสอบสินค้าที่ต้องสงสัยว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) รวมถึงสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อสวมสิทธิ์ในการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลด้านการปกป้องระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม เนื่องจากการนำเข้าสินค้าในราคาต่ำกว่ากลไกตลาดส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานการผลิต การลงทุน และอัตราการจ้างงานในประเทศ กรมศุลกากรจึงยกระดับความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้าและบังคับใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด มูลค่า 109.92 ล้านบาท และสินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด มูลค่า 393.36 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 503 ล้านบาท ซึ่งมีกรณีที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1.สินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด โดยกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมกันตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว พบว่าในช่วงเดียวกัน มูลค่าการจับกุมเพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 61 โดยกรมศุลกากรมีผลการจับกุมรายหน่วยงาน ดังนี้

  • กองสืบสวนและปราบปราม ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์ทำด้วยอะลูมิเนียม และของในลักษณะเดียวกัน” รวม 49 ราย มูลค่า 47.17 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 9.28 ล้านบาท และได้จับกุมสินค้าประเภท “ท่อเหล็ก และเหล็ก กล้าชนิดเชื่อมตะเข็บ” รวม 16 ราย มูลค่า 8.95 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 4.1 ล้านบาท
  • สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์อะลูมิเนียม ประตู ขอบลิ้นชักที่ทำด้วยอะลูมิเนียม รวมถึงของอื่น ๆในลักษณะเดียวกัน” รวม 63 ราย มูลค่า 14.72 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 7.38 ล้านบาท และได้จับกุมประเภท “ท่อเหล็ก แผ่นรีดทำด้วยเหล็ก รางเหล็ก และอื่น ๆในลักษณะเดียวกัน” รวม 24 ราย มูลค่า 7.28 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 3.8 ล้านบาท
  • สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์ทำด้วยอะลูมิเนียม อุปกรณ์ยึดแผงโซล่าเซลล์ และของในลักษณะเดียวกัน” รวม 46 ราย มูลค่า 31.26 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 5.27 ล้านบาท

ดังกล่าวเป็นความผิดพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

2.สินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด โดยกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมกันตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว พบว่าในช่วงเดียวกัน มูลค่าการจับกุม เพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 142 โดยกรมศุลกากรมีการจับกุมรายสำคัญ ดังนี้

  • สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้จับกุมสินค้าสวมสิทธิ์และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ซึ่งนำเข้าจากประเทศจีน แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made in Thailand” ได้แก่ ปลอกหมอน ปลอกหุ้มเก้าอี้ลอยน้ำแบบเป่าลม ชุดว่ายน้ำสำหรับเด็กแบบห่วงลอยน้ำ ห่วงยางเป่าลม และปลอกหุ้มผ้าสำหรับห่วงยาง จำนวนรวม 50,824 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 11.2 ล้านบาท และตัวหนีบนิ้วพลาสติกสำหรับทำเล็บ และตลับกระจก จำนวนรวม 85,320 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 4.94 ล้านบาท นอกจากนี้ได้จับกุมสินค้าละเมิดเครื่อง หมายการค้าและปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ซึ่งนำเข้าจากประเทศจีน แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made In Japan” ได้แก่ โคมไฟ Solar Light Panasonic จำนวน 425 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 3.51 ล้านบาท
  • กองสืบสวนและปราบปราม ได้ตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศเวียดนาม “Made in Thailand”ณ เขตปลอดอากร ในจังหวัดชลบุรี ตรวจพบสินค้าเป็นเสื้อละเมิดเครื่อง หมายการค้า และสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ รวมจำนวน 37,650 ตัว มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐ กิจรวมกว่า 215 ล้านบาท และได้จับกุมสินค้าประเภท ชุดสายพ่วง หน้ากากปลั๊ก และเต้ารับไฟฟ้าสวมสิทธิ์และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด นำเข้าจากประเทศจีน ณ ท่าเรือแหลมฉบัง แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made in Thailand” จำนวน 1.1 แสนชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 57 ล้านบาท
  • ด่านศุลกากรแม่สอด สำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 ตรวจสอบสินค้าขาเข้าใช้สิทธิประโยชน์เขตปลอดอากรพบแจ็คเก็ต จำนวน 19,980 ตัว และชุดกีฬา จำนวน 17,348 ชุด ในใบขนสินค้าสำแดงถิ่นกำเนิดประเทศจีน แต่ป้ายผ้าที่ติดกับสินค้าระบุข้อความ “MADE IN THAILAND” มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3 ล้านบาท

กรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นการแสดงประเทศกำเนิดของสินค้าไม่ถูกต้องตามความจริง โดยอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าสินค้านั้นผลิตหรือทำขึ้นในประเทศไทย อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พ.ศ. 2481 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ จะร่วมมือกันดำเนินมาตรการที่เข้มงวด และสกัดกั้นสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม พร้อมปกป้องผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมให้มีการแข่งขันทาง การตลาดที่เป็นธรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง และยั่งยืน สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

โอกาสทองนักลงทุน ! กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยกทัพแฟรนไชส์เด็ด บุกอุดรธานี สร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ให้ประชาชนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยกทัพแฟรนไชส์คุณภาพกว่า 40 แบรนด์ พร้อมกิจกรรมให้ความรู้และการเจรจาธุรกิจแบบครบวงจร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เติบโต ทั่วประเทศ พบกันได้ที่งานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 @เซ็นทรัลอุดรธานี 5-8 มีนาคม 2569

กิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ ลานนาข่า 1-2 เซ็นทรัลอุดรธานี ยกขบวนแฟรนไชส์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และค้าปลีก โดยคัดเลือกแฟรนไชส์ที่ผ่านมาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อให้ประชาชน ผู้ประกอบการ ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ ได้มีโอกาสเข้าถึงการลงทุน พร้อมรับคำปรึกษาจากเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์รวมถึงการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการจากหลากหลายธุรกิจ เพื่อเป็นเวทีในการขยายธุรกิจรวมถึงเปิดรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

โดยไฮไลต์สำคัญของการจัดงาน คือ การแสดงสินค้าและจำหน่ายสินค้าของธุรกิจแฟรนไชส์ แพ็กเกจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ เช่น ธุรกิจการศึกษาลดสูงสุด 40% ธุรกิจเครื่องดื่มลดสูงสุด 100,000 บาท ธุรกิจเครื่องซักผ้าอัตโนมัติลดสูงสุด 200,000 บาท พร้อมแถมฟรีเครื่องซักผ้า นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเงินมาร่วมออกบูธให้คำปรึกษาและสนับสนุนเงินทุน พร้อมเงื่อนไขพิเศษแก่ผู้ที่สนใจ โดยสามารถลุ้นรับโปรโมชั่นส่วนลดแฟรนไชส์สุดพิเศษภายในงาน

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ในพื้นที่จังหวัดที่จัดงานและพื้นที่ใกล้เคียง เข้าร่วมงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ ลานนาข่า 1-2 เซ็นทรัลอุดรธานี เพื่อเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : franchisedbd@gmail.com

#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์


ที่มา : กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระบุรี เปิดงาน “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง” ยกระดับ SME 17 จังหวัด สู่ตลาดสากล ณ ซีคอนบางแค

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคกลาง โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระบุรี เปิดงาน “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง” ยกระดับ SME 17 จังหวัด สู่ตลาดสากล ณ ซีคอนบางแค

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ ซีคอนบางแค : นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง : Central Thai Identity Fair” อย่างเป็นทางการ โดยมี นายชัยรัตน์ ชื่นเจริญ พาณิชย์จังหวัดสระบุรี ในฐานะหน่วยงานผู้ดำเนินการจัดงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกลุ่มจังหวัดภาคกลาง 17 จังหวัด และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น B ศูนย์การค้าซีคอนบางแค เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการฐานราก และสร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นของพื้นที่ภาคกลางให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ส่งเสริมพัฒนาขีดความสามารถ SMEs เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากกลุ่มจังหวัดภาคกลาง” ซึ่งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระบุรีได้รับมอบหมายให้เป็นหัวเรือใหญ่ในการบูรณาการร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคกลางทั้ง 17 จังหวัดประกอบด้วย สระบุรี, ลพบุรี, พระนครศรีอยุธยา, อ่างทอง, สิงห์บุรี, ชัยนาท, นคร ปฐม, ราชบุรี, กาญจนบุรี, สุพรรณบุรี, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, สมุทรปราการ, นนทบุรี และปทุมธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าอัตลักษณ์ และสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายทางการค้าระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่กับกลุ่มคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ

ภายในงานได้มีการคัดสรรผู้ประกอบการศักยภาพสูงจำนวน 60 ราย นำผลิตภัณฑ์คุณภาพพรีเมียมมาจัดแสดงและจำหน่ายอย่างครบครัน ทั้งสินค้ากลุ่ม SME และสินค้าที่ได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวภาคกลางได้อย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็น ผ้าทอและเครื่องแต่งกายดีไซน์ร่วมสมัย ของใช้ของตกแต่งบ้านจากวัสดุธรรมชาติ สมุนไพรไทย อาหารสดและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ตลอดจนเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเจาะลึกนวัตกรรมสินค้าเกษตรและสินค้า GI เกรดพรีเมียมที่หาชมยาก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้สนใจและนักลงทุนที่เข้าเยี่ยมชมงาน

นอกเหนือจากการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพแล้ว งานนี้ยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมความบันเทิงและโปรโมชั่นพิเศษเพื่อคืนกำไรให้ผู้บริโภค อาทิ การจำหน่ายสินค้านาทีทองโดยอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง และสิทธิ์ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกวันเมื่อซื้อสินค้าครบทุก 300 บาท พร้อมชมการแสดงจากศิลปินชื่อดังตลอดการจัดงาน อาทิ ตรี ชัยณรงค์, ธัญญ่า อาร์สยาม, เจมส์ จตุรงค์, ต้นข้าว อาร์สยาม, กานต์ ทศน และ หญิง ธิติกานต์ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนและเลือกชมสินค้าในงาน “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง” ได้ตั้งแต่วันที่ 4–9 มีนาคม 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น B ศูนย์การค้าซีคอนบางแค กรุงเทพมหานคร


สุรเชษฐ์ ศิลานนท์ รายงาน