มุกดาหารเปิดงาน “เที่ยววิถีชุมชน ยลเมืองมุก snook สุขสองฝั่งโขง” โครงการนิทรรศการท่องเที่ยว โดยชุมชน ชมนิทรรศการ 4 หมู่บ้าน เพื่อการท่องเที่ยวของจังหวัดมุกดาหาร

          วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร มอบหมายให้นายศุภกร มูลสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธีเปิดงานเที่ยววิถีชุมชนยลเมืองมุก snook สุขสองฝั่งโขง ในโครงการนิทรรศการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดมุกดาหารจัดขึ้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวภายใต้โครงการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงประเพณี วัฒนธรรม กิจกรรมพัฒนายกระดับการท่องเที่ยวเชิงประเพณี วัฒนธรรมของจังหวัดมุกดาหาร โดยการใช้กิจกรรมนิทรรศการ โปรแกรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นช่องทางและเครื่องมือสำคัญ ที่จะนำผลงานไปเผยแพร่ให้นักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ และประชาชนทั่วไป เกิดการรับรู้ รับทราบ เข้าใจมีทัศนคติที่ดีและมีความเชื่อมั่น ไว้วางใจในด้านภาพลักษณ์ของกรมการพัฒนาชุมชน และภาพลักษณ์การดำเนินงานโครงการพัฒนาหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ตลอดจนนำไปสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนหรือเกิดความร่วมมือกับองค์กรในการพัฒนาหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวของจังหวัดมุกดาหารได้อย่างยั่งยืน

          นายศุภกร มูลสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า รัฐบาลปัจจุบันได้มีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐ มุ่งเน้นการสร้างโอกาส อาชีพและการมีรายได้ที่มั่นคง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ให้เกิดความเข้มแข็ง โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้พัฒนาหมู่บ้านให้มีศักยภาพ ในด้านการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว โดยใช้กระบวนการขับเคลื่อนงานด้านการท่องเที่ยว มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน เพื่อให้เกิดรายได้กำหนดให้มีการสร้างความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจภายในควบคู่กับการอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยการยกระดับการท่องเที่ยว คุณภาพกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนารูปแบบนวัตกรรมสินค้า และบริการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว โดยอาศัยกลไกความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำงานแบบบูรณาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพ คณะกรรมการบริหารหมู่บ้านฯ การจัดทำแผนการพัฒนาหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของหมู่บ้าน เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้สามารถยกระดับสู่การจำหน่ายได้ การจัดกิจกรรมโปรแกรมการท่องเที่ยวที่หลากหลายที่ได้มีการบูรณาการแนวทาง D-HOPE หรือการจัดนิทรรศการแบบกระจายที่ผู้ชมลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ที่ได้รับแนวทางมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมศักยภาพของชุมชนให้เกิดกิจกรรมที่รองรับการเข้ามาใช้บริการของนักท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับเสน่ห์ของชุมชน ทั้งในด้านของสถานที่ อาหาร วิถีชีวิต ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งการร่วมทำกิจกรรมกับคนในชุมชน สนับสนุนให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ให้ประชาชน ได้อย่างยั่งยืนโดยการใช้ความหลากหลาย ใช้อัตลักษณ์ของท้องถิ่น มาสร้างมูลค่าผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน ภายใต้การบูรณาการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ที่ดำเนินการด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน

          ด้านนางสงวน มะเสนา พัฒนาการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมนั้น จะมีการแสดงพื้นบ้านที่สื่อถึงวิถีชีวิต ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดมุกดาหารทุกวัน ตลอดการจัดงาน ชม ชิม ช็อป สินค้า OTOP อาหารถิ่น ของดีของเด่นของจังหวัดมุกดาหาร มากกว่า 40 ร้านค้า ชมนิทรรศการจาก 4 หมู่บ้านในโครงการหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ประกอบด้วย บ้านคำนางโอก บ้านหนองหนาว บ้านหว้านใหญ่และบ้านหนองสูง ที่สำคัญทุก ๆ วันของการจัดงานจะมีศิลปินมาร่วมสร้างความสนุกทุกวัน โดยในวันที่ 31 กรกฎาคม พบกับ ” มนต์แคนแก่นคูน ” วันที่ 1 สิงหาคมพบกับ ” ลำเพลิน วงศกร ” วันที่ 2 สิงหาคมพบกับ ” นุช วิลาวัลย์ ” วันที่ 3 สิงหาคมพบกับ” เอิ้นขวัญ วรัญญา ” และวันที่ 4 สิงหาคมพบกับ ” กานต์ ทศน “


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

เพชรบูรณ์ ชาวบ้านโวย รวมตัวคัดค้านแม่ชี ขณะเตรียมฝังหลักทำรั้วปิดกั้นทางสาธารณะประโยชน์ ที่ใช้สัญจรไปไร่ไปนา มากว่า 30 ปี

https://youtu.be/ep89b5-l9Eo

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด้านหลังวัดป่าเขาแก้วโพธิญาณ หมู่ 5 ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีชาวบ้านกว่า 20 ราย รวมตัวกันคัดค้าน ไม่ยอมให้ แม่ชีสุภัค เอี่ยมน้อย อายุ73ปี ซึ่งกำลังว่าจ้างให้คนงานดำเนินการขุดหลุม จำนวน 98 หลุม เพื่อฝังหลักทำรั้วเขตแดนของทางวัด ซึ่งได้กินเนื้อที่เข้าไปเกือบหมดเส้นทางสาธารณะประโยชน์ ที่ชาวบ้านใช้เทียวไปไร่ไปนา มานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยมี ตัวแทนศูนย์ดำรงธรรมอำเภอวังโป่ง พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังโป่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เข้าร่วมเจรจา ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด และมีการโต้เถียงกันเป็นระยะ

         นายสุวโรจน์ นนท์มโนสิทธิ์ อายุ 42 ปี อาศัยอยู่เลขที่ 30 หมู่ 10 ตำบลวังโป่ง ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกับทางสาธารณะประโยชน์ กล่าวว่า เดิมทีชาวบ้านใช้เส้นทางนี้ สัญจรไปไร่ไปนากันมาช้านาน ก็ไม่เคยมีปัญหาแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้ได้รับงบสนับสนุนจากทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำเครื่องจักรกลมาปรับปรุงเส้นทาง และลงดินลูกรัง เพื่อให้สามารถสัญจรไปมา และขนส่งพืชผลทางการเกษตรได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งตนก็มีความยินดีเป็นอย่างมาก จึงได้สละพื้นที่ข้างเคียงให้ขยายเส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบกับแนวต้นไม้เดิมที่อยู่ติดถนนฝั่งเขตวัด กระทั่งทำถนนแล้วเสร็จ จนชาวบ้าน และเกษตรกร ต่างพากันสัญจรไปมาได้อย่างสะดวก และปลอดภัย

         กระทั่งล่าสุด ชาวบ้านพบว่า แม่ชีสุภัค เอี่ยมน้อย อายุ 73 ปี ได้ว่าจ้างคนงานให้มาดำเนินการขุดหลุม เพื่อเตรียมฝังเสาหลักทำรั้ว จำนวน 98 หลุม โดยกินพื้นที่ถนนสาธารณะประโยชน์จนเกือบหมด ระยะทางยาว ประมาณ 150 เมตร ส่งผลให้ชาวบ้านและเกษตรกร จะไม่สามารถใช้เส้นทางดังกล่าว เทียวไปไร่ไปนาได้เช่นเดิม จึงพากันรวมตัวคัดค้าน พร้อมประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้าร่วมเจรจาข้อพิพาท ระหว่างชาวบ้านกับแม่ชี ซึ่งเบื้องต้น ยังคงไม่ได้ข้อสรุปใดๆ โดยทางฝ่ายแม่ชี ยืนยันขอเอกสารที่ชี้ชัดว่าเป็นทางสาธารณะประโยชน์มาแสดงให้ดูเสียก่อน ส่วนทางฝ่ายชาวบ้าน วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (สปก.) มาดำเนินการชี้ชัดขอบเขตหลักแดนของทางวัด ว่ามีพื้นที่คลอบคลุมถึงเขตทางสาธารณะหรือไม่

         ด้านแม่ชีสุภัค เอี่ยมน้อย อ้างว่า พื้นที่บริเวณที่เป็นทางสาธารณะประโยชน์เดิมนั้น อยู่ในเขตพื้นที่ของทางวัด จึงเตรียมดำเนินการขุดหลุมฝังหลักทำแนวรั้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนสัญจรเข้า-ออกผ่านเขตวัด อีกทั้งก่อนหน้านี้ ระหว่างดำเนินการปรับปรุงเส้นทาง ก็ไม่มีใครมาแจ้งกับตน หรือทางวัดให้รับทราบ แต่กลับนำเครื่องจักรกลเข้ามาทำถนน จนต้นไม้และกอไผ่ได้รับความเสียหายบางส่วน ซึ่งหากชาวบ้านยังคงคัดค้าน ก็ให้หาหลักฐาน นำมาแสดงว่าบริเวณดังกล่าว เป็นถนนสาธารณะประโยชน์อย่างถูกต้อง

เดชา มลามาตย์/มนสิชา คล้ายแก้ว

ตราด/โรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคม จัดกิจกรรม เสน่ห์ภาษาไทย วันภาษาไทยแห่งชาติ 29 กรกฎาคม 2562 พร้อมมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนอีกจํานวน 10 ทุน

          เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 นายสําเนา บุญมาก ผู้อํานวยการโรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคม เป็นประธานในพิธีเปิด เสน่ห์ภาษาไทย วันภาษาไทยแห่งชาติ 29 กรกฎาคม 2562 โดยมีนางบานชื่น ประไพ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคม เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติขึ้น ที่โรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคม พร้อมด้วย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และคณะครูอาจารย์นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม จํานวน 1,000 คน ความสําคัญของวันภาษาไทยแห่งชาติ ภาษาเป็นสื่อใช้ติดกันและทําให้วัฒนธรรมอื่นๆเจริญขึ้น แต่ละภาษามีระเบียบของตนแล้วแต่จะตกลงกันในหมู่ชนชาตินั้น ภาษาจึงเป็นศูนย์กลางยึดคนทั้งชาติ ดังข้อความ ตอนหนึ่งในพระราชนิพันธ์ในพระบาท สมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง ความเป็นชาติโดยแท้จริง ว่า ภาษาเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์แน่นแฟ้นกว่าสิ่งอื่น และไม่มีสิ่งใด ที่จะทําให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือแน่นอนยิ่งไปกว่าภาษาเดียวกัน รัฐบาลทั้งบ่วงย่อมรู้สึกในข้อนี้อยู่ดี เพราะฉนั้น รัฐบาลใดที่ต้องปกครองคนต่างชาติต่างภาษา จึงต้องบังคับ ให้ชนต่างภาษาเรียนภาษาของผู้ปกครอง แต่ความคิดเห็นเช่นนี้ จะสําเร็จตามปรารถนาของรัฐบาลเสมอก็หามิได้ คนไทยทุกคนใช้ภาษาไทยเป็นสื่อความรู้สึกนึกคิดเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ควรจะรักษาระเบียบความงดงามของภาษา ซึ่งแสดงวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ประจําชาติไว้อีกด้วย เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสํานึกของคนไทยทั้งชาติให้ตระหนักถึงความสําคัญและคุณค่าของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทํานุบํารุงส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันลํ้าค่าของชาติให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป พร้อมเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยกมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับให้สัมฤทธิผลยิ่งขึ้นต่อไป

          จากนั้นทางโรงเรียนคลองใหญ่ได้มีนางสาวชาทิศฐ์มาฆ์ สุลักษณานนท์ เภสัชกรหญิงจากโรงพยาบาลคลองใหญ่ ได้มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จํานวน 10 ทุน ทุนละ 500 บาท ตั้งแต่ชั้น ม.2-3-4 และ ม.5 โรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคม พร้อมกันนี้มีการแสดงละครในวรรณคดีและการประกวดแต่งกายอนุรักษ์ผ้าไทย และการแสดงผลการแข่งขันทักษะภาษาไทยในช่วงเดือนที่ผ่านมา เช่น การคัดลายมือ การเขียนเรียงความ การแต่งคําประพันธ์ การรอบรู้วรรณคดี การจัดป้ายนิเทศน์ และการอ่านร้อยแก้ว ร้อยกรอง เป็นต้น เพื่อวันภาษาไทยแห่งชาติต่อไป

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จัดงานคอนเสิร์ตทัวร์ศิลปินจีนพร้อมผู้ชมชาวจีน 10,000 คน ณ.ลากูน่า ภูเก็ต

         ดร.สมบัติ ชนะสิทธิ์ ที่ปรึกษานายกสภาทนายความแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ ได้นำผู้จัดงานฯ เข้าพบท่านภัคพงษ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตและหัวหน้าส่วนราชการ เพื่อกำหนดวางแผนต่างๆในการจัดคอนเสิร์ตทัวร์ศิลปินจีน พร้อมผู้ชมชาวจีน 10,000 คน ณ.ลากูน่า ภูเก็ต ในวันที่ 5 ตุลาคม 2562

Cr. ทอนส์79

หลักเกณฑ์ – หลักกู ?

         วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม เวลาบ่ายโมงครึ่งโดยประมาณ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะไปนั่งหัวโต๊ะเปิดประชุมและมอบนโยบาย แก่นายตำรวจผู้บริหารระดับสูง ตั้งแต่ผบ.ตร.ลงไปจนถึงผู้บัญชาการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกหน่วย
         ประเดิมอย่างเป็นทางการ !! ในฐานะผู้กำกับดูแลปกครองตำรวจทั่วประเทศ กว่า 2 แสนชีวิต จะเปลี่ยนไพ่สำรับใหม่ หรือล้างไพ่เก่าสำรับเดิม ได้รู้กัน
เรื่องแรกนั้น คงไม่พ้น “ลุงตู่ ” ต้องประกาศเจตนารมณ์ ในการเข้ามากำกับการทำงานของตำรวจ หวังให้สนองตามนโยบายที่ตั้งไว้
เรื่องสำคัญต่อไปที่ระบุชัด คือการหารือกำหนดแนวทางหลักเกณฑ์การแต่งตั้งนายพลตำรวจใหม่ หลังการปลดล็อค ไร้ ม.44 ความชัดเจนต้องบังเกิด
         โดยกติกาเดิมนั้น ย้อนหลังก่อนการใช้ ม.44 การพิจารณาแต่งตั้งนายพลตำรวจ ตั้งแต่ระดับรองผบ.ตร.ลงไปจนถึงผู้บังคับการ เป็นอำนาจของ ผบ.ตร. และคณะกรรมการ ก.ตร. รวมทั้งบอร์ดกลั่นกรอง ร่วมกันพิจารณา มีขั้นมีตอน มีการจัดลำดับบัญชีอาวุโสอย่างเป็นทางการ จนถูก ม.44 ทลายกำแพง ฉีกกฏเกณฑ์กติกาเดิมทิ้ง
เอา “หลักกู” มาใช้แทน !! ทำลายขวัญกำลังใจตำรวจเป็นอย่างยิ่ง
มีการแต่งตั้งรุ่นน้อง ข้ามหัวรุ่นพี่เป็นว่าเล่น ใจสลาย หดหู่ต่อการทำงาน
         เมื่อ “ลุงตู่ ” เสนอตัวเข้ามาจัดระบบใหม่ คงต้องรอดูผลงานและวิสัยทัศน์ เข้าใจองค์กรตำรวจแค่ไหน ?? ทั้งที่ในอดีต “ลุงตู่” ไม่ค่อยปลื้มกับตำรวจ เคยมีการแสดงออกทางคำพูดและสีหน้าต่อสื่อสาธารณะมาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะในยุคสงครามสีเสื้อ
ขณะที่กลุ่มเสียผลประโยชน์ ที่เคยเกาะแกะ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต่างออกมาประโคมข่าว ดูไม่สร้างสรรค์ อ้าง”ลุงป้อม” ยังช่วย “ลุงตู่” ดูแลโยกย้ายตำรวจอยู่
นี่แหละ มีสิทธิพัง !! มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำของจริง
          “ลุงตู่” ทำงานยากขึ้นแน่ เพราะกระแสภายนอกจะติดตามตรวจสอบละเอียดยิบ ตำรวจใหญ่คนไหน ?? ค่ายปลิง ค่ายเดิม มีประวัติ สาดเงินซื้อตำแหน่ง
แค่เห็นชื่อ เห็นหน้า ก็รู้ค่าย “หลักกู” เจ้าเก่า หน้าเดิมๆ
คงต้องคาดหวังวัดใจ “ลุงตู่” เอาจริงเอาจังแค่ไหน ?? อย่าให้ถูกมองว่า เป็นนอมินีโดยตำแหน่ง แต่มีใครบางคนแอบอยู่หลังฉาก
ทีมงานที่ปรึกษาเท่านั้น ที่ต้องเลือกมาใช้ เอาประเภทรู้ลึก รู้จริง ในแวดวงตำรวจ 
ไม่ใช่ของปลอม ใช้เงินฃื้อเก้าอี้ลูกเดียว
สุดท้าย ไอ้พวกนี้ ก็ไปถอนทุนจากประชาชนและลูกน้องในแถว
เลือกเอา
ระหว่าง “หลักเกณฑ์” และ “หลักกู” อย่าเอาชื่อเสียงมาทิ้งเปล่า
ส่งกำลังใจ ให้”ลุงตู่” ลุยโผตำรวจทั้งที ของานดีมีคุณภาพ และโปร่งใส ไร้การซื้อขายตำแหน่ง
เป็นงานใหญ่ที่ต้องทำ.

อิทธิเดช ลุย.

ดร. สะถิระ เผือกประพันธุ์ สส. สัตหีบ นำผู้มีใจเมตตาร่วมมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคให้ผู้สูงวัยผู้ยากไร้

          วันนี้ 31 ก.ค.62 ดร.สะถิระ เผือกประพันธุ์ สส.เขต8 ชลบุรี นาย สมประสงค์ วังแก้วหิรัญ ที่ปรึกษาพิเศษนายกอบจ.ชลบุรี นาย ชิน แก้วสังข์ กำนันตำบลบางเสร่ นาย วิฑูรย์ สินสงวน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่1 ต.บางเสร่ พร้อมด้วย ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครู นักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านบางเสร่ เยาวชนจิตอาสากลุ่มเปิดหีบเปิดใจ และในทุกๆภาคส่วน ลงพื้นที่เข้าเยี่ยมผู้สูงวัย ผู้ป่วย ผู้ยากไร้ ในพื้นที่ตำบลบางเสร่ จำนวน 5 ครัวเรือน โดยยังได้มอบถุงยังชีพ พัดลม เครื่องอุปโภค บริโภค และเงินอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ ในเบื้องต้น และได้สอบถาม เกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขต่อไปและเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรู้จักการทำงานช่วยเหลือสังคมในชุมชน

          ดร.สะถิระ เผือกประพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับในวันนี้เป็นการลงพื้นที่เข้าเยี่ยมผู้สูงวัย ผู้ป่วยและผู้ยากไร้ ในพื้นที่ตำบลบางเสร่ โดยได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้มีจิตศรัทธา นักเรียน เยาวชนจิตอาสากลุ่มเปิดหีบเปิดใจ ซึ่งเป็นการลงพื้นที่เข้าเยี่ยมในเชิงการช่วยเหลือเบื้องต้น พูดคุย ถามไถ่ปัญหา รู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ และยังให้นักเรียนได้ร่วมมอบสิ่งของ ร่วมพูดคุย กับผู้สูงอายุผู้ป่วยและผู้ยากไร้ว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร ให้เปรียบเสมือนลูกหลานคนหนึ่งของผู้สูงวัย ซึ่งเป็นเหมือนกำลังใจและปลูกฝังให้รู้จักการให้การ มีน้ำใจต่อกัน

         สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ทุกคนที่ประสงค์อยากเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม สร้างอาสาสมัครและพัฒนาสังคมในรูปแบบต่างๆ ในความเป็น อาสาสมัคร นั้นไม่จำเป็นต้องลงแรงกายและเวลามากมายมหาศาลก็ได้ และไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีสถานะทางสังคมแบบไหน ประกอบอาชีพอะไร ขอแค่มีจิตใจอาสาเพื่อส่วนรวมและมีเวลาน้อยนิดในแต่ละวันเพียงพอให้ได้ลงมือหยิบจับการเป็นอาสาสมัครในวันหยุดสุดสัปดาห์สักหนึ่งวันต่อสัปดาห์ คุณก็สามารถเป็นอาสาสมัครได้

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ย้ายแล้ว ศาลเจ้าพ่อเขาโค้ง แดนประหารยิงเป้า หลังก่อสร้างถนนตัดผ่าน อ.สัตหีบ – อ.บ้านฉาง

หลังเจ้าหน้าที่สำนักงานก่อสร้างทางที่ 2 กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม กำลังก่อสร้างปรับปรุง ขยายช่องจราจร เป็น 6 – 11 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3 อ.สัตหีบ – อ.บ้านฉาง ระยะทางประมาณ 10 กม. ซึ่งบริเวณดังกล่าว จะต้องตัดผ่าน ศาลเจ้าพ่อเขาโค้ง หรือศาลเจ้าพ่อเขาแขก หรือ แดนประหาร ในอดีตเมื่อ 48 ปีก่อน ที่เคยใช้เป็นแดนประหารยิงเป้า นายสมศักดิ์ หรือแขก ขวัญแก้ว อายุ 28 ปี ฆาตกรฆ่าชิงทรัพย์นายทหารอากาศชาวอเมริกัน โดยชาวบ้านบริเวณดังกล่าวและผู้ที่รู้ ต่างเชื่อถึงดวงวิญญาณ ที่ออกมาปรากฏตัวให้ผู้คนได้พบเห็น โดยชาวบ้านในสมัยก่อนได้สร้างศาลเชิญดวงวิญญาณไว้ โดยบริเวณดังกล่าวเจ้าหน้าที่ก่อสร้างถนน ได้นำรถไถ และรถแม็คโคร เข้าปรับขยายพื้นผิวถนน แต่ได้เว้นบริเวณศาลไว้ เพื่อรอทำพิธีย้ายศาลเข้าไปข้างในให้ถูกต้องซึ่งผู้ขับขี่รถสัญจรผ่านไปมา และมีความเชื่อ ต่างก็ยังคงบีบแตรแสดงความเคารพ ต่อศาลเจ้าพ่อแขก

ล่าสุดวันนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บริเวณ เขาแขกสัตหีบ ริมถนนสุขุมวิท ขาเข้าสัตหีบ กม.ที่ 183 หมู่ที่ 6 ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่าศาลเจ้าพ่อเขาโค้ง หรือศาลเจ้าพ่อเขาแขก หรือ แดนประหาร ในอดีตเมื่อ 48 ปีก่อนนั้นได้ถูกย้ายขึ้นไปบนเชิงเขา พ้นแนวก่อสร้างแล้ว ตามความเชื่อของชาวบ้านให้คงมีศาลไว้เหมือนเดิมบริเวณดังกล่าว ในเรื่องวิญญาณ นายสมศักดิ์ หรือแขก ขวัญแก้ว อายุ 28 ปี หรือ “เจ้าพ่อเขาโค้ง ที่ได้ก่อคดีใช้อาวุธปืนฆ่าชิงทรัพย์นายทหารอากาศชาวอเมริกัน ประจำสนามบินอู่ตะเภา บริเวณพื้นที่หมู่ 4 ต.พลูตาหลวง กระทั่ง วันที่ 1 ธ.ค.2514 จอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติ มีคำสั่งตามคำประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ให้ผู้บัญชาการสถานีทหารเรือสัตหีบ เป็นประธานทำการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า บริเวณเชิงเขาตะแบก ห่างจุดก่อเหตุเพียง 1.5 กม. ด้วยเพชฌฆาตสารวัตรทหารเรือ 5 นาย ระดมยิงกระสุนเข้าร่างรวม 25 นัด สิ้นใจทันทีในเวลา 14.18 น.นับเป็นการประหารยิงเป้าครั้งหนึ่งของไทย ที่กระทำท่ามกลางสายตาประชาชนจำนวนมาก หลังจากนั้นชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างศาลเชิญดวงวิญญาณไว้ ดังกล่าว

สอบถามผู้รับเหมาก่อสร้างบริเวณนั้น ทราบว่าศาลดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่โครงการก่อสร้างได้ทำพิธีจุดธูปบอกกล่าวในการขอย้ายศาล และอัญเชิญขึ้นไปข้างบนห่างจากจุดเดิมประมาณ 50 เมตร โดยไม่ทำการรื้อทึ้งและไปยุ่งเกี่ยวกับตัวศาลเลย แค่ทำการยกขยับเข้าไปข้างในให้พ้นเส้นทางการขยายถนน ที่กำลังก่อสร้าง โดยได้ทำการย้ายมาได้ซักพักแล้ว ซึ่งทางโครงการไม่อยากทำให้ชาวบ้านและในชุมชนในระแวกดังกล่าวไม่สบายใจ เกี่ยวกับการขยายถนนผ่านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวบ้านนับถือแต่อย่างใด จึงได้ทำการขยับศาลขึ้นไปบนเชิงเขาแทนและอยู่ในบริเวณใกล้เคียงจุดเดิมมากที่สุด

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

เมืองสัตหีบห่วงใยเปิดอบรมป้องกันระงับอัคคีภัยในสถานศึกษา ณ สถานฝึกดับเพลิง

         วันที่ 31 ก.ค.62 นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี นายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมและให้ความรู้ด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัยเบื้องต้นให้แก่เยาวชนในสถานศึกษา ณ สถานฝึกดับเพลิง เทศบาลเมืองสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมีคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองสัตหีบ มาฝึกอบรมให้ความรู้ นักเรียน จำนวน 150 คน จากสถานศึกษาในเขต ประกอบด้วย โรงเรียนบำรุงศิษย์ศึกษา,โรงเรียนเลิศปัญญา, โรงเรียนบ้านสัตหีบ, โรงเรียนธัมมสิริศึกษา และ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสัตหีบ (กศน.อำเภอสัตหีบ)

          พันจ่าอากาศเอกทวีผล ธรรมานุวงศ์ ปลัดเทศบาลเมืองสัตหีบ กล่าวว่า ด้วยปัจจุบันได้เกิดเหตุสาธารณภัยขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งจากการกระทำของมนุษย์ และธรรมชาติ เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน และภาครัฐ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอัคคีภัย และเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดเหตุอัคคีภัย เทศบาลฯ ได้ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจึงได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือสนับสนุนจากงานป้องกันฯ และจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างทันท่วงที พร้อมป้องกัน และระวังอัคคีภัย ลดการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินที่อาจเกิดจากเหตุเพลิงไหม้ อีกทั้งยังสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการระงับเหตุอัคคีภัย และการอพยพในสถานศึกษา ระหว่างเทศบาลเมืองสัตหีบ กับสถานศึกษา

          นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี นายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ กล่าวว่า เทศบาลเมืองสัตหีบ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจากอัคคีภัย เนื่องจากโรงเรียนมีความเสี่ยงที่จะเกิดอัคคีภัย และหากเกิดเหตุดังกล่าวแล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต และความเสียหายทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นอาคารที่มีผู้ใช้บริการโดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพื่อเป็นการป้องกันและให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกัน และระงับอัคคีภัยให้กับนักเรียน เยาวชน และประชาชนทั่วไป เทศบาลฯ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะตั้งใจในการรับความรู้ และนำไปพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถให้มีประสิทธิภาพ และมีความรู้ ความชำนาญ เกี่ยวกับการป้องกันภัย และระงับอัคคีภัยเบื้องต้นต่อไป

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สส.สัตหีบ ร่วมเทศบาลเมืองสัตหีบ ลงพื้นที่ หลังชาวบ้านเกรงน้ำท่วม จากก่อสร้างสะพานขยายถนนสุขุมวิท

          ดร. สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 8 ชลบุรี พร้อมด้วย นายพธนกร ใคร่ครวญ รองนายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองสัตหีบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ บริเวณพื้นที่ต่างระดับที่กำลังก่อสร้างขยายถนน สุขุมวิท ช่วงบริเวณคลองหน้าสนามกีฬาราชนาวี กม.5 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี นายยุทธพงษ์ ไชยารุ่งยศ นายช่างบริบัทกรีนไลน์ เป็นผู้ดูแลการก่อสร้างถนน ในพื้นที่นี้ หลังจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า การก่อสร้างถนนที่ทำทางได้ขยายถนนลงไปในทางท่อระบายน้ำ เพื่อทำเบี่ยงขณะรื้อทำสะพานข้ามคลองใหม่ และมีการวางท่อระบายน้ำชั่วคราว ซึ่งมีขนาดเล็กเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากกรณีถ้าเกิดฝนตกหนักและระบายน้ำไม่ทัน เพราะพื้นที่นี้น้ำท่วมบ่อยครั้ง ซึ่งในวันนี้เป็นการลงพื้นที่เพื่อหาแนวทางแก้ไขในเบื้องต้น

         ดร. สะถิระ เผือกประพันธุ์ กล่าวว่าวันนี้ได้รับการประสานงานจากชาวบ้านให้ลงมาดูความเดือนร้อนของชาวบ้าน โดยสำหรับแนวทางการแก้ไขมี คือขุดทางเบี่ยงนี้ออก แล้วใช้ทางเบี่ยงแค่ 1 เลน แต่ปัญหาคือจะทำให้จราจรช่วงเวลาเร่งด่วนติดขัด และจะมีการประสานไปยังทางฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อขออนุญาตใช้ทางในสนามกีฬา เป็นทางเบี่ยงไปก่อน ขณะกำลังก่อสร้างสะพาน แต่เกรงว่าจะไปรบกวนผู้ที่ออกกำลังกาย ภายในสนามกีฬาราชนาวีจึงทำให้เกิดอันตรายได้ ทางที่ดีที่สุดคือใช้ท่อที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้น้ำไหลสะดวก โดยในวันนี้ก็มีหลายหน่วยงานเข้ามา ดูแลและแก้ไขร่วมกันทั้งเทศบาลเมืองสัตหีบ และหัวหน้าโครงการเพื่อมารับฟังปัญหาของประชาชนและหาทางแก้ไขให้เดือดร้อนน้อยที่สุดที่ช่วงที่กำลังก่อสร้างสะพาน

          นายพนธกร ใคร่ครวญ รองนายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ กล่าวว่าวันนี้ทางเทศบาลเมืองสัตหีบได้ร่วมลงมารับฟังปัญหาความเดือนร้อนของประชาชนในบริเวณดังกล่าว โดยมีหลายหน่วยงานร่วมลงมารับฟังปัญหาในเบื้องต้น ก่อนจะเสนอไปยัง นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี นายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ เพื่อรวบรวมข้อมูลนำไปประชุมหารือกับหมวดการทางสัตหีบและบริษัทที่รับเหมาก่อสร้างถนน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพราะถ้าฝนตกลงมาอย่างหนักเกรงว่ามวลน้ำที่ไหลมาตามคลอง กม.5 จะมาร่วมตัวช่วงถนนที่ทำเป็นทางเบี่ยง เพราะท่อน้ำที่ผู้รับเหมานำมาวางไว้มีขนาดเล็กและระบายน้ำไม่ทัน ซึ่งจะทำอาจให้น้ำท่วมเข้าบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ริมคลอง กม.5 ดังกล่าว

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นักเรียนประท้วงขับไล่ ผอ.โรงเรียน ในจ.ระยองหลัง บริหารแบบไม่โปร่งใส

          เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 นักเรียนเกือบ 900 คน รวมตัวประท้วงขับไล่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ในอาคารของโรงเรียน โดยมีแกนนำซึ่งเป็นรุ่นพี่ได้ถือไมค์พูดใหัน้องรับฟังการเสนอของการที่รวมตัวกันมาประท้วงอย่างสงบโดยมี นายวริทย์ สุภโชคชัย นายกเทศมนตรีเทศบาลนครระยองเป็นตัวแทนรับปากดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริง

         ผู้สื่อข่าวรายงานต่ออีกว่า ที่บริเวณด้านในอาคารของโรงเรียน ได้มีนักเรียนชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายของโรงเรียน จำนวนเกือบ 900 คน นำโดยกลุ่มแกนนำนักเรียน ได้รวมตัวกันถือป้ายประท้วงเพื่อขับไล่ ผอ. ของโรงเรียนให้ออกไปจากโรงเรียนแห่งนี้ เนื่องจากประพฤติตัวไม่เหมาะสม พร้อมทั้งตะโกนคำว่าออกไปออกไป โดยทั้งนี้ต้องการให้ นายวรวิทย์ศุภโชคชัย นายกเทศมนตรีเทศบาลนครระยอง เข้ามาตรวจสอบการบริหารงานหลายอย่างและสั่งย้าย ผอ.คนดังกล่าวโดยด่วน นักเรียนทั้งหมดได้รวมตัวกันประท้วง โดยถือป้ายมีข้อความว่า “ไม่ต้องการเจ๊แมว” โดยชื่อของคำว่า”เจ๊แมว ” น่าจะเป็นชื่อเล่นของผอ. ของโรงเรียน ดังกล่าว

         จากการสืบทราบจากนักเรียนรุ่นพี่ กล่าวว่า เหตุที่ตนกับนักเรียนมาประท้วงในครั้งนี้ก็เพราะว่า ในห้วงเวลาในการจัด กีฬาสี ซึ่งมีงบของทางโรงเรียน มาให้ แต่ในการจัดกิจกรรม ไม่มีงบประมาณให้กับทางน้องๆเลยตนและพวกจึงได้ เรี่ยไรกับน้องๆคนละ 10 บาท 20 บาทบ้าง ซึ่งเป็นระยะเวลาติดต่อกันมาหลายครั้ง ตนจึงทนไม่ได้จึงได้ รวมตัวกันมาประท้วง ดังกล่าวซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แล้วครั้งหนึ่ง หากในครั้งนี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในการบริหารที่เกิดขึ้น ตนและ นักเรียน ก็จะทำการเดินขบวนไปที่ เทศบาลนครระยอง

          ต่อมาคณะอาจารย์และครูของโรงเรียนก็ได้ เข้ามา เจรจา และให้คำตอบว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ตนในฐานะที่เป็นแกนนำ รุ่นพี่จึงบอก กับน้องๆว่า ให้แยกย้ายขึ้นชั้นเรียนได้ตามปกติ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงวันศุกร์นี้ก็จะทำการ ประท้วงและเดินขบวนต่อไป

ภาพ/ข่าว ราชัญ กองทอง  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก