วช. เปิดตัวระบบพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ​ พร้อมการบริหารจัดการทุนวิจัยในแบบออนไลน์ 100%

      ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงบทบาทของ​ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในงาน Open House เปิดบ้าน วช.5G : Change for the Future เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ว่า วช.ได้รับมอบหมายให้เป็น Funding Agency หลักของประเทศ ทำหน้าที่ในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่หน่วยงานในระบบวิจัยและสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งได้แก่นักวิจัย หน่วยงานและองค์การมหาชนทั้งภายในและภายนอกกระทรวงการอุดมศึกษาฯ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา ครอบคลุมทั้งการวิจัยพื้นฐาน วิจัยประยุกต์ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ รวมทั้งสหสาขาวิชาการ

      โดยในงานดังกล่าวได้มีการเปิดตัวระบบพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ ทุนพัฒนาบุคลากรและการวิจัยเพื่อฐานทางวิชาการ ที่เป็นการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรวิจัยทั้งระบบ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับนานาชาติ และทุนวิจัยและนวัตกรรม ในประเด็นสำคัญของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นผู้กำหนด

      ในปัจจุบัน วช. ได้พัฒนาให้ระบบบริหารจัดการงานวิจัยแห่งชาติ (National Research Management System : NRMS) ให้สามารถบริหารจัดการทุนวิจัยในแบบออนไลน์ 100% เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่สนับสนุนการบริหารจัดการการวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบและเกิดการบูรณาการระหว่างนักวิจัย หน่วยงานให้ทุน ผู้พิจารณาทุนวิจัย (Reviewer) และทีมบริหารจัดการ เพื่ออำนวยความสะดวก (Convenient) และลดระยะเวลา (Speed) ข้อมูลมีความถูกต้องและเชื่อถือได้ (Accurate) และสามารถติดตาม ตรวจสอบได้ (Traceable) และเกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Efficient) อีกทั้งนักวิจัยสามารถติดตามสถานะข้อเสนอโครงการวิจัยได้ทุกขั้นตอน พร้อมมีระบบแจ้งเตือนการส่งงาน สนับสนุนการบริหารจัดการงานวิจัยของหน่วยงาน
      ปัจจุบัน วช. มีความพร้อมในวิธีการทำงานแบบใหม่ โดยได้ยกระดับการทำงานตามภารกิจใหม่โดยแนวทาง “วช. 5G” ประกอบด้วย Speed ทำงานได้รวดเร็วขึ้น Start เริ่มทำงานได้ทันที ตอบสนองฉับพลัน Scope ขยายขอบข่ายการทำงาน ในระดับชาติ และนานาชาติ Connectivity เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ Efficient ทำงานคุ้มค่า ใช้ต้นทุนต่ำ ได้ผลผลิตสูง Smooth ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น และทำงานโดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งแนวทางทำงาน 5G ดังกล่าว วช. จะเป็นส่วนราชการที่มีประสิทธิภาพสูง รวดเร็ว คล่องตัว เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติได้ทันที พร้อมขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ร่วมลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

      วันนี้​ วัน​พฤหัสบดีที่ 4 ก.ค.62 เวลา 09.30 น. พลตำรวจ​โท​ สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (ผบช.น.)​ พร้อมคณะ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (รองผบช.น.)​ และ​ ผู้บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ (ผบก.)​ ในสังกัดกอง​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล (บช.น.)​ ร่วมลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

Cr.ทีมงานประชาสัมพันธ์ บช.น.
สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

มมร ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายชาวพุทธ จัดงาน “สมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ ๔”

          มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย  ขอเชิญร่วมงาน “สมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ ๔”  ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชา ประจำปี ๒๕๖๒ โดยมีหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานเข้าร่วม  อาทิ  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานการศึกษาขึ้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ อนุศาสนาจารย์กองทัพบก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติฯลฯ พร้อมทั้ง องค์กรเครือข่ายชาวพุทธ โดยในปีนี้ “สมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ ๔” จะมุ่งเน้นให้ผู้มีส่วนร่วมในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้มีส่วนร่วมในการแสวงหาแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เกิดความยั่งยืนในสังคมแห่งเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติโดยได้กำหนดการจัดงานใน วันศุกร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ณ หอประชุมกองทัพอากาศ อาคารทองใหญ่ ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

          สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้สามารถแจ้งความประสงค์ เพื่อสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย หรือโทร ๐๒-618-7781-4,086-977-0112 หรือ www.mbu.ac.th

เลเจนด์สยาม พัทยา ตำนานแห่งอารยะสยาม อันทรงคุณค่า จัดใหญ่รับเดือนมิ่งมงคล “ยักษ์ยกภาค” ให้ชาว7จังหวัดภาค ตะวันออกเข้าชมฟรี!” ตั้งแต่วันที่ 4-31 ก.ค.นี้เท่านั้น

      เลเจนด์สยาม พัทยา ตำนานแห่งอารยะสยาม อันทรงคุณค่า จัดใหญ่รับเดือนมิ่งมงคล “ยักษ์ยกภาค” ให้ชาว7จังหวัดภาค ตะวันออกเข้าชมฟรี!” ตั้งแต่วันที่ 4-31 ก.ค.นี้เท่านั้น

      พัทยา – เนื่องในเดือนแห่งความพิเศษอันเป็นมิ่งมงคลของชาวไทย แลเป็นการส่งเสริมสนับสนุนเปิดโอกาสให้ได้มาเรียนรู้เพื่อสืบสานส่งต่อวิถีชีวิตอันงดงามของชาวสยาม ตำนานอารยะสยาม เลเจนด์สยาม พัทยา จึงจัดใหญ่ “ยักษ์ยกภาค ให้ชาวตะวันออกเข้าฟรี!” จึงกลับมา ตั้งแต่วันที่ 4-31 ก.ค.นี้เท่านั้น

      ขอเชิญชาว 7 จังหวัดภาคตะวันออก มายลมาชมมาแต่งไทยเฉิดไฉไลเดินเพลินชมเมืองแห่งตำนานอารยะสยาม ซึบซับวิถีชีวิตชาวสยามอันงดงาม ภาคภูมิกับตำนานแห่งสมัยอันทรงคุณค่า ฟรี! เพียงแสดงบัตรประชาชนถิ่นฐานภาคตะวันออก

      แลเตรียมรวมตัวรวมใจใส่ชุดไทยมาจุดเทียนชัยถวายพระพรในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งของชาวไทย มาเปล่งเสียงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีให้ดังก้องกังวานไกลไปทั่วแผ่นดิน 28 ก.ค.นี้

พัทยา จ.ชลบุรี /. โยธิน พรมแตง -คัมภีร์ อาบสุวรรณ์ -วิรัตน์ ขำแตร-ทนงค์ ปรีเปรม

legendsiam #legendsiampattaya #เลเจนด์สยาม #ยักษ์ยกภาคชาวตะวันออกเข้าฟรี #พัทย

ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขต 1ลงพื้นตวจติดตามสถานการณ์การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดหลายจุด

วันที่2กรกฏาคม2562​ เวลา13.30น.​ นายพิศาล พงศาพิชณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลพุกร่างอำเภอพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี​ มี​ พันเอก​ เพิ่มศักดิ์​ ขุนโขลน​ รองกอ.รมน.จ.สระบุรีพร้อมนางจุไรรัตน์​ แสงสวัสดิ์​ เกษตรจังหวัดสระบุรี​ นาง​ กาญจนา​ แดงรุ่งโรจน์​ เกษตรและสหกรณ์​ จังหวัดสระบุรีและหัวหน้าเกษตรอำเภอ13อำเภอ​ ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี​ให้การต้อนรับพร้อม ร่วมประชุมหารือการแก้ปัญหาหนอนกระทู้ข้าวโพดซึ่งเป็นแมลงท้องถิ่นของทวีปอเมริกาเป็นศัตรูพืชเศรษฐกิจชอบทำลาย​ ข้าวโพด​ ข้าวฟาง​ อ้อย​ ข้าวและพืขผักซึ่งปล่อยไว้จะสร้างความระบาดจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างแรงพบว่าในขณะนี้ในจังหวัดสระบุรีเริ่มมีการระบาดในพื้นที่และในประเทศไทยเมื่อปลายปี2561เท่าที่สำรวจมีระบาดในพื้นที่จังหวัดสระบุรีเมื่อวันที่18ธันวาคม2561 จังหวัดสระบุรีมีพื้นที่​ปลูกข้าวโพดจนถึงวันที่1กรกฏาคม2562มีจำนวน48, 707.50 ไร่มีเกษตรกร2, 296รายพื้นที่ที่ไม่พบการระบาด419.50ไร่​ พบระบาดรุนแรงน้อย17, 394ไร่​ ที้พบรุนแรงมาก5, 874.25ไร่มีกาีเฝ้าระสัง25,019.15ไร่​ จะพบการระบาดรุนแรงในข้าวโฟดที่มีอายุ7-45วันเมื่อข้าวโฟดอายุได้45วันจะลดการบาด
ปัจจัยมีผลกระทบต่อการระบาดคือในการปลูกพืชไม่พร้อมกันเป็นสาเหตุให้หนอนมีอาหารต่อเนื่องสาเหตุภาวะฝนแล้งทำให้หนอนกระทู้ข้าวโฟดระบาดรุนแรงที่สำคัญเกษตรกรในพื้นที่ขาดความเข้าใจคิดว่าหนอนจะไม่ทำลายความเสียหายจึงไม่ป้องกันและกำจัด​ การใช้สารเคมีของเกษตรกรยังไม่ถูกต้อง
      จังหวัดสระบุรีดำเนินการงานป้องกันกำจัดการระบาดของหนอนกระทู้ลายจุดของเกษตรกร​ สำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรีได้สร้างการรับรู้ส่งเสริมให้เกษตรกรทุกพื้นที่ในเรื่องป้องกันกำจัดโดยใช้วีธีผสมผสาน​ โดยลดการใช้สารเคมีให้น้อยลงโดยการใช้แสงไฟเป็นกับดัก​ การเก็บกลุ่มไข่ตัวหนอนไปทำลาย​ ใช้ชีวภัณฑ์หรืศัตรูธรรมชาติและแนะนำการใช้สารเคมีที่ถูกต้องตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น

/ดำรงค์ชื่นจินดารายงาน

กอ.รมน. เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมบริการทางการแพทย์ “ตรวจสุขภาพตาและผ่าตัดต้อกระจกฟรี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา

      กอ.รมน. เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมบริการทางการแพทย์ “ตรวจสุขภาพตาและผ่าตัดต้อกระจกฟรี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา 28 กรกฎาคม 2562 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562
วันที่ 3 ก.ค.62 ที่ กอ.รมน. พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. เปิดเผยว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพตา เนื่องจากปัญหาของการมองเห็นนั้น ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมากโดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งมัก มีโรคประจำตัวอื่น ๆ ร่วมด้วย จึงร่วมมือกับโรงพยาบาลบ้านแพ้ว หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสโมสรไลออนส์สากลภาค 310 ประเทศ จัดกิจกรรมบริการทางการแพทย์ “ตรวจสุขภาพตาและผ่าตัดต้อกระจกฟรี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา 28 กรกฎาคม 2562 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562 โดยจะจัดตรวจสุขภาพดวงตาและผ่าตัดต้อกระจกเฉลิมพระเกียรติฯ ในวันเสาร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2562 โดยสามารถลงทะเบียนคัดกรองด้วยการตรวจวัดสายตาในเบื้องต้น ตรวจวินิจฉัยโรคโดยจักษุแพทย์ ตั้งแต่เวลา 07.00 ถึง 12.00 น. ณ สโมสรกองพลทหารปืนใหญ่ ต่อสู้อากาศยาน แยกเกียกกาย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งประชาชนผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อสมัครเข้ารับการตรวจสุขภาพตาและผ่าตัดต้อกระจกได้ที่เว็บไซต์ของ สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 034 419517, 081 9298735, 02 2413662

สืบสวนนครบาล​ 8​ และสืบสวน​สน.บางมด ร่วมจับกุม ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ตู้นิรภัย

      วันนี้​ วัน​พุธ​ที่​ 3​ ก.ค.62​ เวลา​ 15.30 น.ณ ลานแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารกองบัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (บช.น.)​ : พลตำรวจ​โท​ สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (ผบช.น.)​ พร้อมด้วยพลตำรวจ​ตรี​ สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8​ (ผบก.น. 8,พัน​ตำรวจ​เอก​ เศรษฐศักดิ์ ยิ้มเจริญ,พัน​ตำรวจ​เอก​ มานพ สุคนธนพัฒน์ รองผู้บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 8 (รอง​ผบก.น.8)

      ได้สั่งการให้ พัน​ตำรวจ​เอก​ อภิรัฐ พุ่มกุมาร ผู้กำกับ​การ​สถานี​ตำรวจ​นครบาล​บางมด​ (ผกก.สน.บางมด)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ คมกฤช สุขไทย ผู้กำ​กับการสืบสวน​สอบสวน​กอง​บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 8​ (ผกก.สส.บก.น.8),พัน​ตำรวจ​โท​ จิรโรจน์ ธนะชัยวรพงศ์ รองผู้กำกับ​การ​สืบสวน​สถานีตำรวจ​นครบาล​บางมด​ (รอง​ผกก.สส.สน.บางมด)​,พัน​ตำรวจ​โท​ วิชัย สนสกุล รองผู้กำกับ​การ​สืบสวน​สอบสวน​กอง​บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 8​ (รอง​ผกก.สส.บก.น.8),พัน​ตำรวจ​ตรี​ ภคิน วงศ์สุวรรณ สารวัตร​สืบสวน​สถานีตำรวจ​นครบาล​บางมด​ (สว.สส.สน.บางมด)​,พัน​ตำรวจ​ตรี​ ทวิช เพ็ญอัมพร สารวัตรกองกำ​กับการ​สืบสวน​สอบสวนกอง​บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 8​ (สว.กก.สส.บก.น.8) พร้อมด้วยฝ่ายสืบสวน สน.บางมด และ ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.8 ได้ร่วมกันทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาคือ นายไพโรจน์ มีนุช อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 92/3 หมู่ที่ 7 ต.มะขามสูง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญาธนบุรี ที่ 357/2562 ลงวันที่ 28 มิ.ย.62,นายทวี พหลยุทธ์ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 10 ต.ดอนทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 363/2562 ลงวันที่ 2 ก.ค.62 และ นายดนุสรณ์ พหลยุทธ์ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 10 ต.ดอนทอง อ.เมือง​ จ.พิษณุโลก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 364/2562 ลงวันที่ 2 ก.ค.62 โดยผู้ต้องหาทั้งหมดกล่าวหาว่า “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน,ลักทรัพย์ในเคหสถาน ร่วมกันรับของโจร”

พ.ต.อ.​อภิรัฐฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.62 เวลาประมาณ 02.00 น.ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ ว่ามีเหตุลักทรัพย์ พงส.ฯ​ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุซึ่งเป็นศูนย์แพทย์ ชีวโมเลกุล พุทธบูชาซอย 5 ปรากฏว่า สิ่งของที่หายไปเป็นตู้นิรภัย ขนาด 62 X 53 X 100 ซม. จำนวน 1 ตู้ และทรัพย์สินจำนวนมาก มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท​ จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวน,ฝ่ายสืบสวน สน.บางมด และกก.สส.บก.น.8 จึงทราบตัวคนร้าย​ และออกหมายจับ คือ นายไพโรจน์ฯ ซึ่งเป็นคนขับรถของศูนย์แพทย์ ที่เคยเรียกใช้เป็นครั้งคราว

      พ.ต.อ.​ อภิรัฐฯ​ กล่าวต่อ​ว่า วันที่ 30 มิ.ย.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางมด พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​สภ.เมืองพิษณุโลก และ บก.สส.ภ.6 ได้ช่วยกันสืบสวน และตรวจพบที่ซ่อนทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย​ ต่อมา วันที่ 2 ก.ค.62 พนักงานสอบสวน และฝ่ายสืบสวน สน.บางมด ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขอออกหมายจับผู้สมรู้ร่วมคิดที่นำทรัพย์ไปซ่อนอำพราง คือนายทวีฯ​ และนายดนุสรณ์ฯ

      ต่อมา วันที่ 2 ก.ค.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.8 ได้ติดตามตรวจยึดรถที่ใช้ในการกระทำความผิดคือ รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีดำ ยกสูง ทะเบียน ถท 9464 กทม. ซึ่งผู้ครอบครองชื่อนายไพโรจน์ฯ โดยตรวจยึดได้ที่ จ.เลย​ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.8 พร้อมด้วย ฝ่ายสืบสวนสภ.หนองบุญมาก ได้ทำการจับกุมตัว นายไพโรจน์ฯ ผู้ต้องหา​ได้ที่ ต.หนองตะโก้ อ.หนองบุญมาก จ. นครราชสีมา โดยนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สน.บางมด ดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวนบก.น.2​ และสืบสวนสน.ประชาชื่น​ จับกุมคนร้ายชิงทรัพย์ เซเว่นอีเลฟเว่น ม.ราชมงคลพระนครเหนือ

วันนี้​ วัน​พุธ​ที่​ 3​ ก.ค.62​ เวลา​ 15.30 น.ณ ลานแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารกองบัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (บช.น.)​ : พลตำรวจ​โท​ สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (ผบช.น.)​ พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผู้บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 2​ (ผบก.น.2),พัน​ตำรวจ​เอก​ ชุมพล ชาญชนะโยธิน รองผู้บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 2​ (รอง​ผบก.น. 2)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ ชนะวรศิณธุ์ ศุภพนารักษ์ ผู้กำกับ​การ​สถานี​ตำรวจ​นครบาล​ประ​ชาชื่น​ (ผกก.สน.ประชาชื่น),พัน​ตำรวจ​เอก​ ชูศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ผู้กำกับ​การ​ สืบสวนสอบสวน​กอง​บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 2​ (ผกก.สส.บก.น.2) พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ประชาชื่น และกก.สส.บก.น.2 ได้เร่งรัดติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย จนร่วมกันสืบสวนจับกุมตัวผู้ต้องหาคือนายธนาทรัพย์​ หรือ บิ๊ก​ ศันสนะโชติรัศมี อายุ 20 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 944/2562 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2562 ในความผิด ร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในเวลากลางคืน

พ.ต.อ.ชนะวรศิณธุ์ฯ​ กล่าวว่า​ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ค.62 เวลาประมาณ 04.25 น.ได้มีผู้ก่อเหตุชิงทรัพย์ที่ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น มหาวิทยาลัย​เทคโนโลยี​ราช​มงคล​พระนคร​เหนือ​ (มทร.พระนครเหนือ)​ ถนน ประชาราษฎร์สาย​ 1 แขวง วงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ ในพื้นที่ สน.ประชาชื่น ทรัพย์สินที่ได้ไป เป็นเงินสด 59,960.50 บาท คนร้ายใช้ยานพาหนะ จักรยานยนต์ ยี่ห้อ Yamaha รุ่น Nmax สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน โดยเป็นชายวัยรุ่น จำนวน 2 คน แต่งกายมิดชิด ใส่หมวกกันน็อคเต็มใบ ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดและประเภทขมขู่

พ.ต.อ.ชนะวรศิณธุ์ฯ​ กล่าวต่อว่า​ โดยต่อมาเวลา 18.00 น. วันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่าคนร้ายพักอาศัยอยู่ที่ ซ.พิบูลสงคราม 2 แยก 2 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบจนกระทั่ง​นำไปสู่การตรวจยึดของกลางที่คนร้ายใช้ก่อเหตุได้ในที่สุดประกอบด้วย รถจักรยานยนต์สีน้ำเงิน ยี่ห้อยามาฮ่า​ N-MAX สีน้ำเงิน ทะเบียน 9 กณ 6053 หมวกกันน็อคสีขาวเหลืองจำนวน 1 ใบ เสื้อผ้าชุดที่ผู้ต้องหาสวมใส่จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วยเสื้อคลุม กางเกงขายาวและ รองเท้าแตะ​ ต่อมาได้รวบรวมพยานหลักฐานจนทราบว่าคนร้ายคือ นายธวัชชัย หรือโป้ง รัตนภาณุ อายุ 43 ปี และ นายธนาทรัพย์ หรือ บิ๊ก ศันสนะโชติรัศมี อายุ 20 ปี โดยสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองได้ตามหมายจับศาลอาญาที่ 943/2562 และ 944/2562 ลงวันที่ 2 ก.ค.62 ความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในเวลากลางคืน ได้ตามลำดับ​ โดยสามารถจับกุมตัว นายธนาทรัพย์ฯ ได้ในที่สุด ส่วน นายธวัชชัยฯ หลบหนีไปได้อยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

เบื้องต้นนายธนาทรัพย์ฯ ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริงที่ลงมือทำไปเพราะ นายธวัชชัยฯ ชักชวน โดยตนเองติดหนี้พนันกำลังร้อนเงินต้องการหาเงินไปใช้หนี้​ ส่วนเงินที่ได้มาทั้งหมดได้ฝากไว้กับ นายธวัชชัยฯ ที่กำลังหลบหนี​ เบื้องต้นได้ตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหาทั้งสอง ไม่พบว่าเคยก่อเหตุ​ และไม่เคยถูกคุมขังในเรือนจำมาแต่อย่างใด​ โดยความผิดฐาน ร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในเวลากลางคืนนั้นผิดตาม มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท​ เจ้าหน้าที่​จึงนำตัวนายธนาทรัพย์ฯ​ ส่งพนักงานสอบสวน​ สน.ประชา​ชื่น​ ดำเนินคดี​ตามกฎหมาย​ต่อไป​

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

พลเอก วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก(ผช.ผบ.ทบ) และคณะเดินทางมาตรวจการเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราช เจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในโครงการทหารพันธุ์ดี ณ.ค่ายทหารกองเกียกกาย กรมพลาธิการทหารบก แผนกส่งกำลังเสบียง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

      เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2562 เวลา 09.30 น. พลเอก วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก(ผช.ผบ.ทบ) และคณะเดินทางมาตรวจการเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราช เจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในโครงการทหารพันธุ์ดี ณ.ค่ายทหารกองเกียกกาย กรมพลาธิการทหารบก แผนกส่งกำลังเสบียง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

     โครงการเดินตามรอยพ่อ(เกษตรอินทรีย์)ในพื้นที่แผนกส่งกำลังสะเบียงกก.พร.ทบ. ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปารมินมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิสร มาดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในหน่วยทหารและเป็นไปตามพระราโยบาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพวรางกูร ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด ยึดทั้งยังเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในการเก็บเมล็ดพันธุ์ผักๆ ไว้สำหรับแจกจ่ายประชาชนเมื่อประสพภัยพิบัติหรือขาดแคลน

      การดำเนินการโครงการตามรอยพ่อ(เกษตรอินทรีย์) ดำเนินการในพื้นที่จำนวน 320 ไร่ มุ้งเน้นการผลิตเม็ดพันธุ์ผักประเภทต่างๆ เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนเมื่อประสพภัยพิบัติหรือขาดแคลน ระยะเวลานการดำเนินการ ดำเนินการตั้งแต่ปี 62 โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภายนอก ทั้งนี้ กิจกรรมในโครงการตามรอยเท้าพ่อ การเกษตรกรรมได้แก่ การปลูกพริกจินดา การปลูกไม้ผล การปลูกผักปลอดสารพิษ การเลื้ยงไส้เดือน การปลูกหญ่า 4 สายพันธุ์ การปลูกถั่วมะแฮะ การปตุสัตว์ ได้แก่ การเลื้ยงแพะพันธุ์ แบล็ค เบงกอล การเลื้ยงแกะ การเลื้ยงเป็ดไข่ การเลื้ยงไก่ การเลื้ยงหมูป่า การเลื้ยงจิ้งโกร่ง การเลื้ยงปลานิลจิตรลดา การเลื้ยงปลาหมอเทศ การเลื้ยงกบนา ฯลฯ

      การดำเนินงานตามโครงการตามรอยพ่อ ของ กก.ทธ.ทบ.เป็นการสนองตามพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีที่มีพระราชประสงค์ที่จะสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในราชกาลที่ 9 ในการเสริมสร้างให้ราฏรมีอาชีพ มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขี้น จึงเห็นควรอนุมัติ ดำเนินการโครงการตามรอยพ่อ ( เกษตรอินทรีย์) ในพื้นที่แผนกส่งกำลังเสบียง กก.พธ.ทบ. ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

# ศุภเดช ธนูศร /ข่าว/นครราชสีมา

SACICT จัดงาน“SACICT Craft Fair 2019” คัดสรรงานคราฟต์ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมือง

      วันนี้​ วัน​พุธ​ที่​ 3 กรกฎาคม 2562​ : ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT นำผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย จากสมาชิก SACICT ทั่วประเทศไทย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมือง ในงาน “SACICT Craft Fair 2019” มุ่งกระตุ้นให้เกิดการอุดหนุนผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทย จัดต่อเนื่อง 4 ครั้ง ในศูนย์การค้าชั้นนำ 4 แห่งของไทย

      นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า งาน SACICT Craft Fair 2019 จัดขึ้นเพื่อจัดแสดงและจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมร่วมสมัย รวมถึงเป็นงานหัตถศิลป์ที่มีการพัฒนาต่อยอดด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เป็นผลงานของ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม นักสร้างสรรค์ สมาชิกของ SACICT และผู้ผลิตงานหัตถกรรม ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่น โดยมุ่งเน้นคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่จะสามารถสอดคล้อง กับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในปัจจุบัน สอดคล้องกับกลยุทธ์ หัตถศิลป์ของชีวิตปัจจุบัน หรือ “Today Life’s Crafts”

      ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ และผู้คนที่สนใจในงานศิลปหัตถกรรมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งกลุ่มของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รวมทั้งผู้บริโภคที่นำงานคราฟต์มาใช้ประโยชน์ SACICT จึงมองเห็นโอกาสของการเพิ่ม ช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อให้สมาชิก กลุ่มครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมได้มีโอกาสพบปะกับกลุ่มผู้ซื้อที่ชื่นชอบในผลงาน ทั้งยังเปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่รัก และชื่นชอบงานคราฟต์ได้ชื่นชมกับผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ มีความสร้างสรรค์ ได้อย่างสะดวกและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

      โดยเลือกจัดงาน ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ จำนวน 4 ครั้ง ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 จัดขึ้น ณ Grand Hall ชั้น 1-The Mall บางแค ระหว่างวันที่ 12-16 ก.ค.62 ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ Grand Hall ชั้น 1-The Mall โคราช ระหว่างวันที่ 25-29 ก.ค.62 ครั้งที่ 3 จัดขึ้น ณ เจริญนครฮอลล์ ชั้น M – ICONSIAM ระหว่าง วันที่ 14-18 ส.ค.62 และ ครั้งที่ 4 จัดขึ้น ณ Event Hall ชั้น 1- The Mall ท่าพระ ระหว่างวันที่ 22-26 ส.ค. 2562

      ภายในงาน SACICT ได้มีการคัดสรรผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทยหลากหลายประเภท อาทิ งานผ้า เครื่องจักสาน เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องหนัง เครื่องใช้ของตกแต่งบ้าน นำมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย กว่า 50 ร้าน ซึ่งแต่ละร้านล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ร่วมสมัยและนำไปใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะเป็นงานที่สามารถตอบโจทย์ สำหรับคนที่มองหางานคราฟต์ที่มีดีไซน์ มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ บางชิ้นก็เป็นผลงานการสร้างสรรค์โดยฝีมือชั้นครูอีกด้วย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมความบันเทิงจากศิลปินนักแสดงที่จะมาสร้างความสุขให้แก่ผู้เข้าชมงานอีกด้วย

      ผู้อำนวยการ SACICT กล่าวเสริมว่า หัวใจสำคัญของการจัดงาน SACICT Craft Fair 2019 คือ การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงงานศิลปหัตถกรรมไปยังสาธารณชน ได้เกิดความสะดวกรวดเร็วและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างการรับรู้และความตระหนักในคุณค่าและภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ เกิดการสนับสนุนผู้บริโภคนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันกลุ่มครูฯและทายาทฯ

      รวมทั้งสมาชิกของ SACICT ได้เกิดการพัฒนาตนเอง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด เพิ่มโอกาสทางการตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายให้เป็นที่รู้จักและยอมรับ ทั้งยังเกิดมุมมองใหม่ๆในการทำงานศิลปหัตถกรรม เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้รับแรงบันดาลใจใหม่ ๆ จากกลุ่มผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม และสุดท้ายแน่นอนว่ารายได้จากการจำหน่ายภายในงาน ยังถูกกระจายไปยังชาวบ้านและชุมชนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความแข็งแกร่ง เป็นการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างยั่งยืน

      โดยคาดหวังยอดจำหน่าย จากการจัดงาน 4 ครั้ง กว่า 50 ล้านบาท SACICT ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันสนับสนุนงานหัตถศิลป์ หรือ งานคราฟต์ ที่งาน “SACICT Craft Fair 2019” ซึ่งครั้งที่ 1 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 กรกฎาคม 2562 ณ Grand Hall ชั้น 1 The Mall บางแค สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1289 หรือ facebook.com/sacict

สอบถามเพิ่มเติม
นางสาวพัดชา ทองไซร้ ที่ปรึกษาโครงการ โทร. 086-987-2059
นายนิพัทธ์ เทศทรงธรรม เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร โทร.092-360-5757

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​