ความคืบหน้าล่าสุด เหตุปะทะคนร้าย บริเวณริมเขื่อนชลประทานปัตตานี ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา

ความคืบหน้าล่าสุดเหตุปะทะคนร้าย บริเวณริมเขื่อนชลประทานปัตตานี ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา

วันนี้ (16 มี.ค. 2563) เวลา 20.00 น. ที่กองบังคับการ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พันเอก วัชรกร อ้นเงิน รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุด ปฏิบัติการปิดล้อมพื้นที่ เหตุปะทะคนร้ายบริเวณริมเขื่อนชลประทานจังหวัดปัตตานี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา โดยความคืบหน้าล่าสุด สถานการณ์เข้าสู่วันที่ 5 ท่ามกลางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น โดยพลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกนาย ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก และยืนยันว่า จะใช้อาวุธเป็นมาตรการสุดท้ายเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น โดยล่าสุดในช่วงค่ำ ได้มีการประชุมหารือ เพื่อดำเนินการตามนโยบายสั่งการของแม่ทัพภาคที่ 4 อย่างต่อเนื่อง โดยมีการวางแผนการปฏิบัติเพื่อกระชับวงล้อม กดดันคนร้ายให้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป

ล่าสุดวันนี้ (16 มีนาคม 2563) หลังจากเจ้าหน้าที่ทำการปิดล้อมพื้นที่มาถึง 5 วันแล้ว พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ยังคงสั่งการเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ใช้ความอดทนในการปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง โดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักตามแนวทางสันติวิธี และเลือกที่จะใช้อาวุธเป็นมาตรการสุดท้ายในการป้องกันตนเองเท่านั้น ถึงแม้เจ้าหน้าที่จะได้รับบาดเจ็บไปแล้วถึง 4 นายก็ตาม แต่ยังคงเน้นย้ำให้ใช้การเจรจาเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาได้ประสานผู้นำศาสนาเข้าร่วมเจรจามาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ยังไม่เป็นผล โดยล่าสุดในช่วงค่ำ ได้มีการประชุมหารือ เพื่อดำเนินการตามนโยบายสั่งการของแม่ทัพภาคที่ 4 อย่างต่อเนื่อง โดยมีการวางแผนการปฏิบัติเพื่อกระชับวงล้อม กดดันคนร้ายให้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป

ในการนี้ยังคงมีเพจผีแนวร่วม(Fake News) พยายามออกมาบิดเบือนกล่าวหาโจมตีว่าเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุบ้าง ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติบ้าง หรือบิดเบือนว่าเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์หลายนาย เพื่อเป็นการปลุกปั่นทำลายขวัญ และมีเจตนาให้สังคมเกิดความสับสน ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวข้างต้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปกปิดข้อมูลอะไร จึงขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อแชร์ข้อมูลดังกล่าวออกไป เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการที่มุ่งทำลายความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐ ซึ่งอาจส่งพลกระทบต่อสังคมโดยรวม ท่านอาจจะมีความผิดทางกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อีกด้วย หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้โดยตรงที่เบอร์สายด่วน 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า


ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่

ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา เดินทางไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุปะทะ

“ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา ได้เดินทางไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุปะทะ”

เมื่อเวลา 15.00 น. พลตรี อาคม พงศ์พรหม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา ได้เดินทางไปเยี่ยม จนท.ที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุปะทะ เมื่อวันที่ 13.มี.ค.63 ณ หมู่ 2 ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา จำนวน 4 นาย

  1. ส.ท.สุขเกษม บุตรน้อย สังกัด ร้อย ทพ.4715 มีแผลถูกยิงที่ข้อศอกด้านซ้าย
  2. อส.ทพ.ฮาฟิส เมาะมูซอ สังกัด ร้อย ทพ.4715 มีแผลถูกยิงที่นิ้วกลางข้างขวา
  3. อส.ทพ.พรชัย แปลงคำใส สังกัด ร้อย ทพ.4715 มีแผลถูกยิงที่หน้าท้องด้านซ้าย
  4. ร.ท.ต่อตระกูล ปั้นสำรอง สังกัด ผบ.ร้อย 4309/หน.หน่วยซักถาม ฉก.ทพ.43 มีแผลบริเวณนิ้วโป้งด้านซ้าย

พร้อมมอบของบำรุงขวัญ ณ ตึกยี่เกียว ชั้น 2 รพ.ศูนย์ยะลา อ.เมือง จ.ยะลา…///


ขอบคุณข้อมูล : เพจ ประชาสัมพันธ์ กองทัพภาคที่ 4

ทุกภารกิจล้วนสำคัญ ช่วยสร้างสันติสุขในพื้นที่

1#ทุกภารกิจล้วนสำคัญ ช่วยสร้างสันติสุขในพื้นที่ ภาพเจ้าหน้าที่ทหารพรานหญิง หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 ที่ช่วยกันทำอาหาร เตรียมข้าวกล่องนับร้อย เพื่อลำเลียงไปให้เพื่อนทหารกล้า ตลอดการปฏิบัติภารกิจการปิดล้อมริมเขื่อนปัตตานี เข้าสู่วันที่ 5 ทุกคนยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังเพื่อสร้างสันติสุขให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

#ทหารไทยใจเกินร้อย
#ปฏิบัติการล่าเขื่อนปัตตานี
#รักเธอประเทศไทย
#SaveThailand


ขอบคุณข้อมูล : เพจ รักเธอประเทศไทย

การจัดกิจกรรม พหุวัฒนธรรมลงแขกเกี่ยวข้าว จว.นราธิวาส

เมื่อเวลา 16.00 น. น.อ.นฤพนธ์ มัตถกุล รอง ผบ.ฉก.นย.ทร.เป็นประธานในการจัดกิจกรรมพหุวัฒนธรรมลงแขกเกี่ยวข้าว เพื่อเป็นการสืบสาน ส่งเสริม และอนุรักษ์ประเพณีการลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้มีการแข่งขันเก็บเกี่ยวข้าวระหว่างพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต.ปะลุกาสาเมาะ เพื่อเสริมสร้างความรักความสามัคคีของพี่น้องชาวไทยพุทธ และ ไทยมุสลิม ลดความหวาดระแวง สร้างความเข้าใจ และถ่ายทอดวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ตลอดจนเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีการลงแขกเกี่ยวข้าว ณ ทุ่งนา ม.๔ บ.เชิงเขา ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส


ขอบคุณข้อมูล : เพจ ราชนาวีที่ปลายด้ามขวาน

แทนคุณแผ่นดิน ดินแดนบรรพบุรุษเคยหวงแหน “เกิดมาต้องตอบแทน บุญคุณแผ่นดิน”

#แทนคุณแผ่นดิน
ดินแดนบรรพบุรุษเคยหวงแหน “เกิดมาต้องตอบแทน บุญคุณแผ่นดิน”

เพลงที่ได้รับรางวัลจากการประกวด ตามโครงการประกวดแต่งบทเพลงรักชาติ โดยกองทัพบก
คำร้อง/ทำนอง : ร้อยเอก สุระชัย ถวิลไพร
เรียบเรียงฯ : ร้อยเอก สุระชัย ถวิลไพร

เกิดบนผืนแผ่นดินไทยจะภาคไหน ใช้ชีวิตอย่างร่มเย็น
มาจากไหนจะสุขทุกข์ยากลำเค็ญ ไม่สำคัญว่าเป็นใคร

ต้องยึดมั่นสำนึกในความรักชาติ ศาสน์กษัตริย์ของปวงไทย
ตอบแทนคุณด้วยการทำดีเข้าไว้ อยู่ไหนก็เป็นคนดี

แทนทุกสิ่งที่ฉันรักมีค่านัก จะปกป้องด้วยชีวี
บุญนำพาส่งรักษาปฐพี ด้วยความดีร่วมใจกัน

คุณของชาติที่เราได้อาศัยอยู่ กตัญญูสุขสราญ
แผ่นผืนดินชาติไทยยั่งยืนยาวนาน ชั่วกัปกัลปาวสาน

ดินแดนบรรพบุรุษเคยหวงแหน “เกิดมาต้องตอบแทน บุญคุณแผ่นดิน”

#กองทัพบก
#เพื่อชาติศาสน์กษัตริย์และประชาชน
#ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส
#RoyalThaiARMY

ขอบคุณข้อมูล : เพจ ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก Army PR Center

สุมไฟไล่หนูแพร่เชื้อ

การออกมาประกาศมติครม.โดย”ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้มาตรการสั่งปิดสถานบริการ เธค ผับ โรงนวด คาเฟ่ คาราโอเกะและสถานที่มั่วสุมในเขต กทม.และปริมณฑล หวังสกัดกั้นและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ จนเป็นที่วิตกของประชากรไทยทั้งประเทศ

กำหนดดีเดย์ ให้ปิดกิจการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมนี้ ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม และอาจมีการขยายเวลาปิดเพิ่มออกไปอีก หากมองแบบผิวเผินอาจดูดี และอาจช่วยสังคมเราได้ในระดับหนึ่ง แต่ภาพความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น “ลุงตู่” ขยับนโยบายคราวนี้ กำลังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ กลายเป็นต้นเหตุของขยายเชื้อโควิด 19 ออกไปสู่ชนบทอย่างสิ้นคิด

จริงแท้แน่นอน
เมื่อสถานบริการในกทม.และ ปริมณฑลพากับปิดสนองนโยบายรัฐ จะกลายเป็น ยุทธการ”สุมไฟไล่หนู “ให้ออกจากเมือง เป็นหนูติดเชื้อหรือไม่ หนูเหล่านี้ไม่สามารถล่วงรู้ได้ แทบทั้ง หมด ต่างพากันแตกกระเจิง ออกไปสู่โลกภายนอก นอกปริมณฑลและเมืองหลวง กทม.
ไปเที่ยวกิน ท่องราตรีเหมือนเดิมอย่างทึ่เคยชิน มุ่งหน้าไปยังสถานบันเทิงย่านบางแสน, บางละมุง, พัทยา, สัตหีบ, เขตจ.ชลบุรี บางส่วนเตลิดเปิดเปิงแยกย้ายไปมั่วสุมในสถานบริการเมืองชายทะเลอย่าง ชะอำ จ.เพชรบุรี, หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์, เธคผับ ในเขตจ.พระนครศรีอยุธยา, จ.สระบุรี ไปถึงเขาใหญ่ ปากช่อง และเมืองโคราชที่ล้วนแต่ขับรถหรือใช้เวลาในการเดินทางไปไม่ไกลนัก แม้แต่จังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวอย่าง จ.ภูเก็ต, จ.เชียงใหม่, จ.เชียงราย, จ.ขอนแก่น, จ.อุดรธานีและอื่นๆ ที่เพียงการนั่งเครื่องบินไปแค่ชั่วโมงเศษ กองทัพหนูที่แตกไปจากกทม. และปริมณฑล จะพากันออกไปแพร่เชื้อลุกลามโดยไม่รู้ตัว

ถึงเวลานั้นจะเกิดอะไรขึ้นลองคิดดู สุดท้ายเอาไม่อยู่ ไม่สามารถหยุดยั้งโรคร้ายได้ในเมื่อจะสั่งปิดสถานบริการแหล่งรวมตัวกันทั้งที ต้องกล้าตัดสินใจพร้อมใจกันทั่วประเทศ สั่งปิดทั้ง หมด และหันมาร่วมด้วยช่วยกัน กำจัดการลุกลามของไวรัสร้ายให้หมดไปจากประเทศ ร่วมกันกัดเนื้อตัวเอง พร้อมใจกันเจ็บ เพื่อวันฟ้าเปิด ฟ้าสว่างและผ่องอำไพ ถึงตอนนี้ยังไม่สาย
ต้องกล้าตัดสินใจขั้นเด็ดขาด

เชื่อเถอะประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจถึงการลงมือสั่งการและติดตามควบคุมอย่างจริงจัง
มิใช่ สุมไฟไล่หนู แตกฮือออกไปแพร่เชื้อในเร็ววัน โรคร้ายจะลุกลาม คุมสถานการณ์ไม่ได้
รัฐบาล”ลุงตู่” รับผิดชอบไหวรึ ??.


อิทธิเดช ลุย

นายกรัฐมนตรี ย้ำรัฐบาลเตรียมมาตรการรับมือโควิด -19 วอนประชาชนรับฟังข้อมูลรอบด้าน อย่ากักตุนสินค้า

นายกรัฐมนตรีย้ำรัฐบาลเตรียมมาตรการรีบมือโควิด -19 วอนประชาชนรับฟังข้อมูลรอบด้าน อย่ากักตุนสินค้า

เมื่อเวลา 09.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) เยี่ยมชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าผู้ปฏิบัติงานประจำศูนย์ฯ โดยเดินทักทายพร้อมกล่าวให้กำลังใจ ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ร่วมมือกันก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไปให้ได้ จากนั้น นายกรัฐมนตรีรับฟังการบรรยายสรุปความคืบหน้าการทำงานของส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอ หารือแนวทางปฏิบัติร่วมกันอย่างเหมาะสมต่อไป

ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุป และมอบนโยบายการทำงาน นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่า ที่เดินทางมาประชุมในวันนี้เพราะมีความห่วงใย ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน วันนี้จึงมานั่งหารือสอบถามหน่วยงานตามมาตรการที่ได้ประกาศออกไปแล้ว ว่า เดินหน้าแค่ไหนอย่างไรและปัญหาอยู่ที่ไหน รวมทั้งทบทวนถึงการทำงานต่างๆ รวมถึงหน้ากากอนามัยได้สั่งการให้รวบรวมข้อมูลจำนวนหน้ากากอนามัยส่วนหนึ่งที่นำเข้าว่ามาจากประเทศใด และให้ตรวจสอบปริมาณที่นำเข้ามา เพื่อดูว่าปริมาณที่นำเข้ามากับปริมาณที่ผลิตในประเทศรวมแล้วมีจำนวนเท่าไหร่ พอเพียงหรือไม่ ขณะเดียวกันก็สั่งเพิ่มมาตรการเกี่ยวกับการผลิตตามสายผลิตของโรงงานต่าง ๆ ให้มากขึ้นผ่านมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการหารือกับประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบ โดยเฉพาะการประสานกับประเทศจีนเนื่องจากวัตถุดิบส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศจีน ส่วนที่สอง คือ กำลังเร่งพัฒนาหน้ากากอนามัยทางเลือกซึ่งสามารถใช้กับบุคคลทั่วไปโดยเฉพาะบุคคลที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง หรือในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งต้องร่วมมือกันรณรงค์สร้างความเข้าใจ สร้างจิตสำนึกให้ทุกคนมีความรับผิดชอบ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงการเตรียมมาตรการรองรับหากสถานการณ์ที่เข้าสู่ระยะสาม โดยได้มีการพูดคุยว่ากระทรวงการต่างประเทศจะต้องดำเนินการอะไร เตรียมการส่วนใดบ้าง ฝ่ายความมั่นคงต้องพิจารณาดูว่าจะต้องใช้กฎหมายใด เพิ่มเติมเป็นพิเศษ ทั้งนี้ การประกาศบังคับใช้ไม่ยาก สิ่งสำคัญ คือ ต้องดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ต้องเตรืยมทำอย่างไร ทั้งประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และสุขภาพ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญทั้งสิ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เข้าใจวันนี้ประชาชนเดือดร้อน อย่างไรก็ตามอยากขอร้องว่า ยังไม่ถึงขั้นตอนที่จะต้องไปกับตุนสินค้า ไม่ต้องกลัว รัฐบาลมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น การติดตามตัว การใช้แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ และกำลังพิจารณาดูว่าจะบังคับใช้กับทุกคนได้หรือไม่ เพราะมีประเด็นสิทธิส่วนบุคคล จะต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าตัวเสียก่อน วันนี้ต้องแยกการปฏิบัติในส่วนของคนไทย และชาวต่างประเทศ ทั้งหมดเป็นมาตรการที่เสนอมาโดยคณะแพทย์ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหาร ก็ฟังหมอเป็นหลัก วันนี้ที่มาร่วมประชุมไม่เพียงเฉพาะแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข แต่มีทั้งแพทย์จากภายนอก แพทย์อาวุโส ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ ประเทศไทยเผชิญกับโรคระบาดเกิดขึ้นหลายโรคแล้ว วันนี้ทุกฝ่ายได้เข้ามาช่วยกันทั้งหมดแล้ว

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอความร่วมมือจากทุกคนต้องฟังเหตุฟังผล รัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกคน คนไทยที่กลับจากต่างประเทศก็มีมาตรการดูแล เช่น นักศึกษาทุนเอเอฟเอส เพราะทุกคนต้องการกลับบ้าน มีมาตรการการคัดกรอง สถานที่ เช่น ศูนย์สัตหีบ ก็ยังมีการใช้งาน ยามจำเป็นต้องเข้าไปใช้ก็ต้องใช้

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงแนวทางการเตรียมโรงพยาบาลรองรับว่า หากสถานการณ์เข้าสู่ระยะที่ 3 จะมีการจัดตั้งโรงพยาบาล เป็นศูนย์เฉพาะกิจในการรักษาพยาบาลโรคไวรัสโคโรนา ขณะนี้มีสถานที่แล้วเป็นโรงพยาบาลที่สร้างใหม่แต่ยังไม่ได้เปิดใช้งาน มีจำนวนเตียงประมาณ 100 เตียง จะใช้เป็นโรงพยาบาลศูนย์เฉพาะกิจสำหรับโรคโควิด19 โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นมาตรการรองรับในอนาคต สำหรับอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆรัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกเรื่องที่เป็นความต้องการของหน่วยงานภาครัฐตามมติของคณะกรรมการโรคระบาดแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอให้มีการปิดผับและสถานบันเทิงในพื้นที่เสี่ยง โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวตอบว่า สำหรับสถานบันเทิงได้มีการหารือแล้ว หากขอความร่วมมือได้ก็จะขอความร่วมมือ กรณีที่มีปัญหาก็ต้องดูว่าพร้อมที่จะปิดตัวเองหรือไม่ เมื่อถึงเวลาจำเป็นก็อาจต้องปิดทั้งหมด แต่เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ทุกมาตรการต้องคำนึงถึงหลายหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นสนามกีฬา สนามมวยผับต่าง ๆ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังไปหารือกันว่าควรมีมาตรการอย่างไรต้องฟังจากหมอว่าจะควบคุมอย่างไร

นายกรัฐมนตรียังตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงข้อเสนอให้ประชาชนสามารถตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด 19 ฟรี เพื่อเป็นอีกวิธีในการป้องกันการแพร่ระบาดได้ว่า มีการเสนอแล้วโดยจะมีการใช้กฎหมายกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” หรือยูเซ็ป (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) ที่เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 โดยให้ผู้ป่วยในทุกสิทธิ์การรักษาที่เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต สามารถเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดในที่จุดเกิดเหตุได้ รวมถึงโรงพยาบาลเอกชน ในช่วงเวลา 72 ชั่วโมงแรก ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้นายกรัฐมนตรีบูรณาการภาพรวมทั้งหมดตั้งแต่ต่างประเทศ สนามบิน พื้นที่ควบคุม ภาคปฏิบัติมีการบูรณาการกันแล้ว พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาย่อมมีความยุ่งยาก สับสนพอสมควร เนื่องจากต้องดูแลคนจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ มีการเข้าและการออก ยืนยันว่าการบริหารจัดการรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ล่าช้า หลายอย่างต้องอาศัยความเข้าใจเนื่องจากมีคนจำนวนมากในการทำงานร่วมกัน ทุกวันนี้มีคนเข้าประเทศลดลงมากสถิติก็มีอยู่แล้ว เที่ยวบินก็ลดลงจำนวนคนที่เคยเข้ามาวันละ 60,000- 70,000 คน เหลือเพียง 6,000 คน ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาที่ตามมาในอนาคต ต้องมาคิดดูว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป อย่างไรก็ตาม วันนี้สุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด


ขอบคุณ : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

(วช.)​ ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ ผนึกกำลังสร้างมาตรฐาน เครื่องตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 แบบ Low Cost Sensor

(วช.)​ ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ ผนึกกำลังสร้างมาตรฐานเครื่องตรวจวัดฝุ่น PM2.5 แบบ Low Cost Sensor

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) และสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เร่งสร้างมาตรฐานเครื่องตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไม ครอน (PM 2.5) แบบ Low Cost Sensor จากงานวิจัย เพื่อให้ค่าฝุ่น PM 2.5 รายงานผลมีค่ามาตรฐานน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน สามารถตอบสนองความต้องการของประชา ชนในการรับทราบสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีประชากรกลุ่มเสี่ยงอยู่หนาแน่น เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา

ได้เริ่มดำเนินการตรวจวัดเทียบระหว่างเครื่องตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) แบบ Low Cost Sensor จากงานวิจัย กับ เครื่องตรวจวัดฝุ่นละออง PM2.5 อ้างอิง (Reference Monitor) ของ มว. และเครื่องวัดค่าฝุ่นละออง PM2.5 เทคนิค Light Scattering ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก US EPA ของ คพ. ณ สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศ จังหวัดอุบลราชธานี

(วช.)​ ขับเคลื่อนการสร้างมาตรฐานเครื่องตรวจวัดฝุ่นละออง PM2.5 แบบ Low Cost Sensor โดยการตรวจวัดเทียบครั้งนี้ เป็นงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (DustBoy), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (AeroSURE), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (Air Envir) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

เน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการแสดงค่าฝุ่น PM 2.5 ของแต่ละเครื่องตรวจวัดฝุ่นละออง PM2.5 ในแต่ละเทคนิค เพื่อให้ค่าฝุ่น PM2.5 ที่รายงานมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ผ่านการรับรองมาตรฐานเครื่องตรวจวัดฝุ่นละออง PM2.5 แบบ Low Cost Sensor อีกหนึ่งเป้าหมายที่สำคัญคือการสร้างฐานข้อมูล Big Data เพื่อคาดการณ์การเกิดค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ พร้อมรับมือกับสถานการณ์ค่าฝุ่น PM 2.5 ในอนาคต ประชาชนทราบค่าสถานการณ์ฝุ่นที่มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งการดำเนินการเรื่องนี้จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้งานวิจัยที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศ งานวิจัยที่ต่อยอดนำองค์ความรู้ของคนไทยสู่การสร้างสิ่งประดิษฐ์ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม


Cr. #Low Cost Sensor #DustBoy #AeroSURE #AirEnvir #ฝุ่นละอองขนาดเล็ก #NRCT ตรวจเช็คค่าฝุ่น PM2.5 แบบ Real-time ได้ที่ https://app.nrct.go.th หรือ ติดตามข้อมูลจาก https://pm2_5.nrct.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน รุกแก้ปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์การประกอบอาชีพช่วยเหลือครัวเรือนยากจน จังหวัดอ่างทอง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน รุกแก้ปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์การประกอบอาชีพช่วยเหลือครัวเรือนยากจน จังหวัดอ่างทอง

วันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น.: มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและรองเลขาธิการ พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเหรัญญิก กำหนดมอบอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ประกอบด้วย อำเภอไชโย อำเภอโพธิ์ทอง อำเภอแสวงหา อำเภอสามโก้ และอำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง รวม 19 ครัวเรือน รวมงบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น 312,409 บาท (สามแสนหนึ่งหมื่นสองพันสี่ร้อยเก้าบาท) เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ ”บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ” โดยมี นายโชคชัย แก้วป่อง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร รองผู้ว่าราชการจัดหวัดอ่างทอง ร่วมในพิธีมอบ ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง

การประสานความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จัดทีมลงพื้นที่ ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมให้ความรู้ ทักษะ และมีวัสดุอุปกรณ์ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดหาอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจน โดยดำเนินการกลุ่มเป้าหมายแรกในพื้นที่ 17 จังหวัด จำนวน 98 ครัวเรือน รวมงบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 1,288,712 บาท (หนึ่งล้านสองแสนแปดหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยสิบสองบาทถ้วน)

#ติดต่อ-สอบถาม​ ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


Cr.#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ปิดล้อม เขื่อนปัตตานี ปะทะคนร้ายเสียชีวิต 3 ราย หลังไม่ยอมวางอาวุธ

ปิดล้อม เขื่อนปัตตานี ปะทะคนร้ายเสียชีวิต 3 ราย หลังไม่ยอมวางอาวุธ

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค4 เปิดเผยว่า ตามที่เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลัง 3 ฝ่ายเข้าบังคับใช้กฏหมายในพื้นที่เขื่อนปัตตานี ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา ตั้งแต่ 12 มีค. 63 โดยใช้การปิดล้อมควบคู่กับการใช้ผู้นำศาสนาเจรจาให้มอบตัวแต่คนร้ายได้ใช้อาวุธตอบโต้จนเป็นเหตุให้จนท.ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย นั้น

ล่าสุดเมื่อ 17 มีค 63 เวลาประมาณ 17.00 น. ภายหลังจนท.ได้ปิดล้อมมาเป็นวันที่ 6 และได้กระชับวงล้อมควบคู่กับการเจรจาคนร้ายให้มอบตัว แต่ถูกคนร้ายได้ใช้อาวุธยิงใส่จนท.จึงจำเป็นต้องตอบโต้ เพื่อป้องกันชีวิตจนเกิดการปะทะกันอีกระลอก

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบคนร้ายเสียชีวิต 3 ราย ทราบชื่อแล้ว 2 ราย เป็นกลุ่มเข้าสังหารหมู่ 15 ศพที่ลำพะยา เจ้าหน้าที่ปลอดภัย ปัจจุบันยังไม่จบภารกิจ

ในการนี้ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ได้สั่งกำชับจนท.ปฏิบัติด้วยความระมัดระวังและยังคงเปิดโอกาสให้คนร้ายที่เหลือเข้ามอตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รายละเอียดจะรายงานให้ทราบต่อไป.


#ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี / ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้ #สำนักข่าวความมั่นคง.