“ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง” แต่ กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ เหลือแค่ 8 ชม.

ฟังดูเหมือนฝันใช่ไหมครับ? การเดินทางด้วยรถไฟจาก กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ระยะทางเกือบ 1,000 กิโลเมตร จากวันนี้ที่ต้องนั่งกันยาว 14-15 ชั่วโมง จะเหลือแค่ 8 ชั่วโมงเท่านั้น!

หลายคนอาจคิดว่า ต้องเป็นรถไฟความเร็วสูงเท่านั้นหรือเปล่า?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นเลย เพราะสิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือ รถไฟทางคู่กับรถไฟฟ้า ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูงที่มีราคาแพงและต้องรออีกนานทำได้อย่างไร?

ปัจจุบัน… รถไฟทางคู่สายใต้สร้างถึงชุมพรแล้ว หากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เร่งก่อสร้างช่วงที่เหลือ ชุมพร – สุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ ระยะทาง 462 กิโลเมตร ใช้เวลาก่อสร้างราว 6 ปี และเปลี่ยนขบวนรถเป็นระบบไฟฟ้า

ผลที่ได้คือ

(1) ความเร็วเฉลี่ยเพิ่มจาก 60 กม./ชม. เป็น 120 กม./ชม. และ (2) เวลาการเดินทางลดเหลือประมาณ 8 ชั่วโมง ไม่ต้องรอ “รถไฟความเร็วสูง” แต่คนใต้ได้นั่งรถไฟที่เร็วขึ้นทันที!

รถไฟทางคู่ไฟฟ้า… ดีกว่าอย่างไร?

(1) เร็วขึ้น ไม่ต้องรอสวนทาง

(2) ตรงเวลาขึ้น ลดปัญหาดีเลย์สะสมที่เป็นจุดอ่อนของรถไฟไทยมานาน

(3) ต้นทุนต่ำกว่ารถไฟความเร็วสูงมาก ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าตั๋ว และค่าซ่อมบำรุง

(4) ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดน้ำมัน ลดมลพิษ ลดต้นทุนประเทศ

(5) กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ตลอดเส้นทาง เมืองรองไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

สรุปสั้นๆ แต่ชัดๆ… ไม่ต้องรอรถไฟความเร็วสูง แค่ “รถไฟทางคู่ + รถไฟฟ้า” กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ เหลือแค่ 8 ชั่วโมง ถูกกว่า เร็วกว่า และทำได้จริงคำถามคือ… เราจะเลือก “โครงการใหญ่ ราคาแพง แต่ต้องรอนาน” หรือ “โครงการเล็ก ถูกกว่า แต่ไม่ต้องรอนาน”?คิดเห็นอย่างไร คอมเมนต์ได้เต็มที่ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องรถไฟอย่างเดียว แต่คืออนาคตของคนไทยทั้งประเทศ


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

รถไฟความเร็วสูง “เวียงจันทน์-หนองคาย-โคราช” อีสาน… กำลังเชื่อมโลก

หลายคนอาจไม่รู้ว่ารถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา (โคราช) ระยะทาง 250 กิโลเมตร สร้างมาแล้ว 8 ปีถึงวันนี้คืบหน้าเพียงประมาณ 50% เท่านั้น แต่ได้ตั้งเป้าเปิดใช้งานในปี 2572 ผมหวังว่าจะสามารถเปิดวิ่งได้จริงตามเป้าหมาย

แต่สิ่งที่น่าคิดกว่าคือ เราจะรอให้เส้นทางช่วงนี้เสร็จก่อน… แล้วจึงเริ่มก่อสร้างช่วง โคราช-หนองคาย อย่างนั้นหรือ?ผมพูดเรื่องนี้มานานแล้วว่า ต้องเร่งสร้าง “โคราช-หนองคาย” ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ กรุงเทพฯ-โคราช เสร็จก่อน

เพราะอะไร?

เพราะวันนี้รถไฟจีน-ลาว เปิดวิ่งแล้วตั้งแต่ 3 ธ.ค. 2564 นักท่องเที่ยวจีนและลาวพร้อม “นั่งรถไฟ” เข้ามาเที่ยวอีสานทันทีถ้าเรามีเส้นทางรองรับแต่จะเชื่อมได้จริงต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ รถไฟความเร็วสูง “หนองคาย-เวียงจันทน์”

ขณะนี้ไทย-ลาว ประชุมร่วมกันแล้ว โดยได้ออกแบบสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีความยาว 735 เมตร และได้แบ่งความรับผิดชอบค่าก่อสร้างระหว่างไทยกับลาวเรียบร้อยแล้วด้วย สะพานแห่งนี้จะรองรับราง 2 ระบบ ประกอบด้วยราง 1 เมตร สำหรับรถไฟทางคู่ และราง 1.435 เมตร สำหรับรถไฟความเร็วสูง

รถไฟความเร็วสูง หนองคาย-โคราช ใช้งบประมาณราว 3.5 แสนล้านบาท (รวมทั้งค่าก่อสร้างสะพานในส่วนที่ไทยรับผิดชอบ) ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี และตั้งเป้าเปิดบริการในปี 2573

ลองคิดเลขง่ายๆ ถ้ามีนักท่องเที่ยวต่างชาตินั่งรถไฟความเร็วสูงมาเที่ยวอีสานวันละ 5,000 คน ปีละเกือบ 2 ล้านคน ถ้าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 50,000 บาท เงินจะหมุนเวียนในอีสานปีละกว่า 1 แสนล้านบาท!

นี่ไม่ใช่ฝันลมๆ แล้งๆ แต่คือ งาน รายได้ และเงินหมุนเวียนจริงในอีสาน

เมืองที่รถไฟความเร็วสูงผ่าน เช่น หนองคาย อุดรธานี และนครราชสีมา ควรได้รับการพัฒนาเป็น Smart City และก้าวจาก “หัวเมืองภูมิภาค” สู่การเป็น “เมืองนานาชาติ”

อีสานจะไม่ใช่แค่ปลายทางท่องเที่ยว แต่คือศูนย์กลางโลจิสติกส์ ศูนย์กลางการท่องเที่ยว และประตูเศรษฐกิจลุ่มน้ำโข

สรุปสั้นๆ รถไฟความเร็วสูง เวียงจันทน์-หนองคาย-โคราช ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่คือการเปลี่ยนอนาคตอีสานทั้งภูมิภาคคำถามคือ… เราจะ “เร่งทำ” หรือจะ “รอไปเรื่อยๆ”?คุณคิดอย่างไร? อีสานควรเชื่อมโลกได้ตั้งแต่วันนี้หรือไม่? คอมเมนต์มาเลย ถ้าเห็นด้วย… ช่วยกันแชร์ให้ดังไปถึงคนตัดสินใจ


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ค่าเดินทางต้องไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ

วันนี้กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีรถไฟฟ้าครอบคลุมแล้วประมาณ 280 กิโลเมตร คิดเป็น 50% ของแผนแม่บททั้งระบบ แต่คำถามคือ ทำไมรถไฟฟ้ายังไม่ใช่ทางเลือกของคนส่วนใหญ่?

รถไฟฟ้ามี… แต่คนขึ้นน้อย

ความจริงที่ต้องยอมรับคือรถไฟฟ้าแน่นเฉพาะช่วงเร่งด่วน และแน่นเฉพาะสายที่ผ่านย่านธุรกิจ นอกนั้นที่นั่งว่าง ขบวนโล่ง แต่ประชาชนยังเลือก “ไม่ขึ้น” เพราะค่าโดยสารแพงเกิน!

จากรถไฟฟ้า 8 สาย ที่เปิดให้บริการแล้ว พบว่าค่าโดยสาร “เฉลี่ย” 35 บาท/เที่ยว คนทำงานส่วนใหญ่ต้องเดินทางวันละ 2 เที่ยว นั่นแปลว่าต้องจ่าย 70 บาท/วัน

ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพฯ 400 บาท/วัน 10% ของค่าแรงเท่ากับ 40 บาท ขึ้นรถ ไฟฟ้าอย่างเดียวก็เกินเพดานแล้ว และนี่… ยังไม่รวมค่ารถเมล์ สองแถว หรือเรือถ้าอยากให้คนส่วนใหญ่ขึ้นรถไฟฟ้าได้จริง ต้อง “ออกแบบค่าโดยสารใหม่”

ผมเสนอแนวคิดง่ายๆ 4 ข้อ

1. แบ่งกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็น 4 โซน แบ่งพื้นที่เป็นวงแหวน 4 ชั้น ตามระยะทาง จำนวนสถานี และการใช้งานจริง โดยโซน 1 อยู่ในสุด โซน 2, 3 และ 4 อยู่ถัดออกไปตามลำดับเพื่ออะไร?

(1) คนอยู่ไกล จ่ายน้อยลง

(2) คนรายได้น้อย ไม่ถูกลงโทษด้วยระยะทาง

(3) เมืองกระจายตัว

(4) ลดความแออัดในใจกลางเมือง

นั่นหมายความว่า… ค่าเดินทางต้องช่วยคนรายได้น้อยให้อยู่นอกเมืองได้

2. กำหนดค่าโดยสาร “ที่คนส่วนใหญ่จ่ายไหว”

2.1 ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ผลจากการทดสอบหลายฉากทัศน์ ได้โครงสร้างที่เหมาะสมที่สุดคือ

  • โซน 1 : 10 / 15 / 20 บาท จะเปลี่ยนกี่สายภายในโซน 1 ก็ไม่เกิน 20 บาท
  • โซน 2 : 10 บาทตลอดโซน(3) โซน 3 : 10 บาทตลอดโซน(4) โซน 4 : 5 บาทตลอดโซนเดินทางข้ามโซน ไม่เกิน 30 บาท/เที่ยว ที่สำคัญ อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ผมเสนอนี้ชี้ให้เห็นว่า “5 บาทก็ขึ้นรถไฟฟ้าได้ !” นั่นคือการเดินทางภายในโซน 42.2 ค่าโดยสารรถเมล์(1) โซน 1 : 10 บาท(2) โซน 2 : 5 บาท
  • โซน 3 : 5 บาท(4) โซน 4 : 5 บาทเดินทางข้ามโซน ไม่เกิน 20 บาท/เที่ยว

3. เดินทางแบบไหน… ก็ไม่แพงไม่มีใครถูกบังคับให้จ่ายแพง เพียงเพราะต้องต่อรถ

(1) รถไฟฟ้าอย่างเดียว : 5-30 บาท/เที่ยว จะเปลี่ยนกี่สายก็ได้ภายในเวลาที่กำหนด

(2) รถเมล์อย่างเดียว : 5-20 บาท/เที่ยว จะเปลี่ยนกี่สายก็ได้ภายในเวลาที่กำหนด

(3) รถไฟฟ้า+รถเมล์ : 5-30 บาท/เที่ยว จะเปลี่ยนกี่สายก็ได้ภายในเวลาที่กำหนด

4. แล้วเกิน 10% ของค่าแรงไหม?

คำตอบคือ “ไม่” จากการคำนวณค่าโดยสาร “เฉลี่ย” ทั้งระบบได้เท่ากับ 15 บาท/เที่ยว เดินทางวันละ 2 เที่ยว เท่ากับ 30 บาท/วัน ต่ำกว่าเพดาน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ (40 บาท/วัน) อย่างชัดเจนสรุปสั้นๆ รถไฟฟ้าควรเป็น “สวัสดิการของทุกคน ทุกระดับรายได้ ไม่ใช่ภาระค่าใช้จ่ายที่คนทำงานต้องคิดหนักทุกวัน”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพานแต่คือ “โอกาส” ที่คนใต้เฝ้ารอ

กว่า 8 ปีแล้วที่ผมได้เสนอแนวคิด “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ผ่านเฟซบุ๊กในเดือนพฤษภาคม 2560 วันนั้นหลายคนมองว่าเป็นแค่ความฝัน วันนี้… ความฝันนั้นกำลังขยับเข้าใกล้ความจริง

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี สู่หาดตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย ระยะทางรวมสะพานและถนนเชื่อมต่อ 37.41 กิโลเมตร ใช้โครงสร้างสะพานขึง งบลงทุนประมาณ 55,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี คาดเริ่มก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้งานได้ปี 2577

ผลลัพธ์ที่ได้… ไม่ธรรมดา การข้ามทะเลจากที่ต้องรอเรือ-นั่งเรือกว่า 2 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 20 นาทีเท่านั้นนี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ความสะดวก” แต่มันคือการเปลี่ยน “ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของภาคใต้”

ลองนึกภาพดูนะครับ เมื่อ สมุย-สุราษฎร์-ภูเก็ต ถูกเชื่อมต่อด้วยโครงข่ายสะพานและมอเตอร์เวย์ การเดินทางจากสมุยไปภูเก็ตจากเดิม 6 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยใช้สะพานสมุยและมอเตอร์เวย์สุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต ระยะทาง 236 กิโลเมตร ซึ่งผมอยากให้เร่งก่อสร้างควบคู่กันไป

แล้วประโยชน์คืออะไร?

1. ยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบ นักท่องเที่ยวไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่เกาะเดียว เขาสามารถขับรถเที่ยวได้หลายแห่ง จะทำให้ สมุย-พะงัน-ภูเก็ต-อันดามัน กลายเป็น “คลัสเตอร์ท่องเที่ยวระดับโลก” นักท่องเที่ยวจะพักยาว ใช้จ่ายมากขึ้น ช่วยกระจายรายได้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่โรงแรมใหญ่ อีกทั้ง ร้านอาหาร ชุมชน เมืองรองจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

2. ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสธุรกิจ วันนี้การขนส่งต้องพึ่งเรือ มีต้นทุน เวลา และความเสี่ยงจากคลื่นลม ทำให้สินค้าเกษตร อาหารทะเลเสียหายง่าย วันหน้าเมื่อมีสะพาน ต้นทุนการขนส่งจะลดลง เวลาส่งสินค้าแน่นอนขึ้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถแข่งขันได้ จะทำให้เกิดคลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า สมุยจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็น “เมืองเศรษฐกิจ”อีกด้วย

3. ยกระดับคุณภาพชีวิตคนใต้ผู้ป่วยฉุกเฉินจะไม่ต้องรอเรือ สามารถส่งต่อโรงพยาบาลได้ทันเวลา ลดความเสี่ยงต่อชีวิต นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานสามารถเดินทางไปเรียน/ทำงานบนฝั่งได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องย้ายที่อยู่

โดยสรุป สะพานสมุยไม่ใช่แค่สะพานรองรับการสัญจรเท่านั้น แต่คือ สะพานแห่งโอกาส… โอกาสทองของคนใต้ โอกาสของเศรษฐกิจ และโอกาสของประเทศไทยในระยะยาวเมื่อผลลัพธ์คือประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ ผมขอพูดตรงๆ ว่า… ถึงเวลาเร่งลงมือก่อสร้าง “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ได้แล้ว ขอยกธงเชียร์ กทพ.อย่างเต็มที่ครับ


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“มิตรภาพ” เอาไม่อยู่ ถึงเวลาของ “M6”

ทุกท่านที่เดินทางไปอีสานช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ 2569 คงรู้สึกได้เหมือนกันว่ารถไม่ติดมหาวินาศเหมือนปีที่ผ่านๆ มา

คำตอบไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่คือการเปิดใช้มอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน-โคราช) ระยะทาง 196 กิโลเมตร แบบชั่วคราว ระหว่างวันที่ 26 ธ.ค. 2568 – 5 ม.ค. 2569

ผลลัพธ์ชัดเจน รถจำนวนไม่น้อยที่เคยอัดแน่นบนถนนมิตรภาพ ถูกกระจายขึ้นมาใช้ M6 ทำให้การเดินทางสู่ภาคอีสาน เร็วขึ้น เหนื่อยน้อยลง และปลอดภัยกว่าเดิม

พูดกันตรงๆ เมื่อ “มิตรภาพ” เอาไม่อยู่ ก็ถึงเวลาที่ “M6” ต้องรับไม้ต่อแต่ปัญหายังไม่จบ… คอขวดยังอยู่

ถ้าจะให้การเดินทางไปอีสานราบรื่นจริง กรมทางหลวงควรเร่งแก้ไขปัญหาคอขวดช่วงรังสิต-บางปะอิน ทางออกมีชัดเจนคือการก่อสร้างมอเตอร์เวย์เชื่อมปลายทางดอนเมืองโทลล์เวย์ (รังสิต)-บางปะอิน ระยะทางเพียง 22 กิโลเมตร

นี่คือการเชื่อมดอนเมืองโทลล์เวย์ ดินแดง-รังสิต เข้าสู่ M6 แบบไร้รอยต่อ ออกจากกรุงเทพฯ ได้อย่างรวดเร็ว แบบไม่ต้องหยุดชะงักตั้งแต่ยังไม่พ้นเมือง

ประเทศจะไปต่อ ต้องมีมอเตอร์เวย์ทุกภาค วันนี้… มอเตอร์เวย์ไทยยังมีไม่ทั่วถึง

ภาคเหนือควรเริ่มทันทีที่มอเตอร์เวย์ นครปฐม-สุพรรณบุรี ระยะทาง 70 กิโลเมตร เปิดประตูสู่ภาคเหนืออย่างเป็นระบบ

ภาคใต้ น่าตกใจ! ที่ยังพึ่งพาถนนเพชรเกษมเพียงสายเดียว ถึงเวลาต้องเริ่มมอเตอร์เวย์ นครปฐม-ปากท่อ (61 กม.) และที่สำคัญที่สุดเร่งสร้างมอเตอร์เวย์บนถนนพระราม 2 ช่วงบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว (24.7 กม.) ให้เสร็จจริงตามคำมั่นสัญญา

ชายแดนใต้มีโครงการพร้อมเดินหน้าคือมอเตอร์เวย์ หาดใหญ่-สะเดา ระยะทาง 62 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยทั้งการท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย

ที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมขอเสนอแนวคิดให้ก่อสร้างมอเตอร์เวย์เชื่อม “2 เกาะ” นั่นคือมอเตอร์เวย์ ภูเก็ต-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 236 กิโลเมตร ต่อเนื่องด้วยสะพานสมุย (ดอนสัก-สมุย)ผลลัพธ์คือจากเดิมขับรถจากภูเก็ตไปสมุยต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมง จะเหลือเพียงประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นนี่ไม่ใช่แค่มอเตอร์เวย์ แต่มันคือการเชื่อมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และอนาคตของภาคใต้

โดยสรุป เมื่อเห็นแล้วว่ามอเตอร์เวย์ช่วยประเทศได้จริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะชะลออีกต่อไป มอเตอร์เวย์ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานของโอกาสคุณคิดว่า… ควรเร่งสร้างมอเตอร์เวย์เส้นทางไหนก่อนครับ?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ปี 2568 วงการวิศวกรรมไทย… สะเทือนทั้งประเทศ!

ผมเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะ “วิศวกร” ไม่มีวันลืมปี 2568 ได้ลง ปีที่ไม่ใช่แค่เกิดอุบัติเหตุ แต่คือปีที่ความเชื่อมั่นต่อวิศวกรไทยถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง

เพียงปีเดียวเกิดเหตุใหญ่ 2 เหตุการณ์ ที่ต้องถูกบันทึกไว้เป็นบทเรียนสำคัญของวงการ เพื่อไม่ให้ความสูญเสียเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

1. ตึก สตง. ถล่ม…

บาดแผลครั้งใหญ่ของวิศวกรรมไทย28 มีนาคม 2568 ควรถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วิศวกรรมไทย อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หลังใหม่เป็นอาคารเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่พังถล่มราบลงจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมาผลการตรวจสอบของ สตง. ที่เปิดเผยออกมา ระบุสาเหตุสำคัญ เช่น

(1) กำลังรับแรงของคอนกรีตผนังรับแรงเฉือนต่ำกว่าเกณฑ์

(2) แบบรายละเอียดก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้ และ

(3) ระยะฝังเหล็กเสริมบริเวณจุดต่อ Link Beam กับผนังรับแรงเฉือนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้โครงสร้างบริเวณนั้นอ่อนแอและสุดท้าย… มีวิศวกรหลายรายต้องถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาออกแบบ ควบคุมงาน และก่อสร้าง โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทางวิศว กรรมและกฎหมายนี่ไม่ใช่แค่คดี แต่มันคือ คำถามใหญ่ต่อมาตรฐานวิชาชีพ

2. ถนนกลางกรุงยุบ…

คำถามที่ยังไร้คำตอบเช้าวันพุธที่ 24 กันยายน 2568 คนกรุงเทพฯ ตื่นมาพร้อมภาพช็อกทั้งประเทศ “ถนนยุบ” หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ย่านดุสิต ใจกลางเมืองหลวง บนแนวเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ภาพนั้นแสดงให้เห็นหลุมลึกขนาดใหญ่ รถไม่สามารถผ่านได้ เจ้าหน้าที่ต้องปิดถนนและเร่งซ่อมแซมตลอดทั้งวันแต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า… จนถึงวันนี้ (31 ธันวาคม 2568) ผ่านมากว่า 3 เดือนแล้ว ยังไม่มีรายงานผลสอบสวนอย่างเป็นทางการว่าแท้จริงแล้ว “ถนนยุบ… เพราะอะไร?”คนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะในแวดวงวิศวกรรมกำลังรอคำตอบ เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำอีก

3. ข้อเตือนใจถึงวิศวกรไทยทุกคนเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้อีก…

หากยังมีวิศวกรบางคน ทำงานแบบไม่รอบคอบ ขาดจรรยาบรรณ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ยอมโค้งงอให้ผู้มีอำนาจหรือนายทุน และละทิ้ง “มาตรฐานวิชาชีพ” วิศวกรรมไม่ใช่แค่ตัวเลข หรือแบบ แต่คือ ชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของสังคม

ทั้งหมดนี้ ด้วยความหวังดีต่อวิศวกรไทยทุกคน เพราะผมยังเชื่อมั่นว่าวิศวกรไทยส่วนใหญ่คือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และยึดมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพคำถามคือ… เราจะช่วยกันทำ อย่างไรไม่ให้ปี 2568 กลายเป็นเพียง “บทเรียนที่ถูกลืม”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายกฯ อนุทิน พบประชาชน เปิดตัวผู้สมัคร สส.นครปฐมทั้ง 6 เขต

นครปฐม – นายกฯอนุทิน พบประชาชน เปิดตัวผู้สมัคร สส.นครปฐมทั้ง 6 เขต

เวลา 16.30 น.วันที่ 27 ธ.ค.68 ที่วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเดินทางมาพบปะประชาชน และ พบกับ ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครปฐม ของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 6 เขต โดยมี วราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และผู้บริหารพรรค

เมื่อมาถึงวัดกลางบางแก้ว ได้เข้าสักการะรูปหล่อจำลอง พระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ)และหลวงปู่เพิ่ม อดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว เข้าชมพระเครื่องพระบูชาในพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนาย และเข้ากราบนมัสการพระครูธรรมธรพีระ อภิวฑฺฒโน เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว จากนั้นได้พบกับ ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครปฐม ของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 6 เขต และพบประชาชนที่มาต้อนรับจำนวนมาก ซึ่งมาขอถ่ายรูปกับนายกและนายกฯ พร้อมกล่าวปราศรัยแนะนำตัวผู้สมัคร สส.ทั้ง 6 เขตของนครปฐม ประกอบด้วย นายศุภโชค ศรีสุขจร เขต 1 นายโรจนินทร์ ศิรรัฐเมธากรณ์ เขต 2 นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ เขต 3 พันเอกสุขชาต สะสมทรัพย์ เขต 4 นายอนุชา สะสมทรัพย์ เขต 5 และนายกองโทพเยาว์ เนียะแก้ว เขต 6

จากนั้นเดินทางไปที่สักการะองค์พระปฐมเจดีย์ และพบปะทักทายประชาชน บริเวณตลาดโต้รุ่งองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม


จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

บรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันแรก ของจังหวัดนครปฐม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นครปฐม บรรยากาศการรับสมัครผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันแรก ของจังหวัดนครปฐม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้ง 6 เขตเดินทางมาสมัครกันอย่างคึกคัก

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่อาคารสิริวรปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็นสถานที่รับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของจังหวัดนครปฐมวันแรก ซึ่งเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมาผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ ได้เดินทางมาลงทะเบียนและยื่นเอกสารเพื่อสมัครรับเลือกตั้งก่อนเวลา 08.30 น. บรรยากาศทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด ผู้แทนนายอำเภอ เดินทางมาร่วม และนายเกียรติศักดิ์ วรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน ร่วมสังเกตการณ์ และนายสมยศ บุญทาน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้มาสมัครรับเลือกตั้ง

สำหรับจังหวัดนครปฐม มี 6 เขตเลือกตั้ง โดยเบื้องต้นในช่วงเช้าที่ผ่านมา เขตเลือกตั้งที่ 1 มีผู้สมัครจำนวน 8 คน เขตเลือกตั้งที่ 2 มีผู้สมัคร 8 คน เขตเลือกตั้งที่ 3 จำนวน 6 คน เขตเลือกตั้งที่ 4 จำนวน 8 คน เขตเลือกตั้งที่ 5 จำนวน 7 คน และเขตเลือกตั้งที่ 6 จำนวน 9 คน โดยบรรยากาศเป็นกันเองซึ่งได้มีการทักทายกันอย่างชื่นมื่น ในวันรับสมัครวันแรก

นายสมยศ บุญทาน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ขอให้ผู้สมัครทุกท่านศึกษากฎระเบียบกฎหมายให้ดีเพราะกฏิกา ต้องศึกษาข้อกฎ หมายให้ดี ถ้ายังไม่ชัดเจนอะไรสามารถสอบถามทาง ผอ.กกต. ได้ การแข่งขันก็ขอให้การแข่งขันนั้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม อย่าซื้อเสียงกันให้ใช้ความรู้ความสามารถให้ใช้นโยบายของพรรค ให้ใช้แนวความคิดของตัวเอง อยู่ในกรอบกฏิกา โอกาสนี้ขอให้พี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

เปิดสมัคร สส.เพชรบุรี วันแรกเข้มข้นครึ่งวันแรก 4 พรรคใหญ่ ส่งผู้สมัครครบ 3 เขตเลือกตั้ง กองเชียร์แน่นล้นหน้าสถานที่รับสมัคร

เปิดสมัคร สส.เพชรบุรี วันแรกเข้มข้นครึ่งวันแรก 4 พรรคใหญ่ ส่งผู้สมัครครบ 3 เขตเลือกตั้ง กองเชียร์แน่นล้นหน้าสถานที่รับสมัคร

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 27 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเปิดรับสมัครวันแรก ของการรับสมัครผู้ลงรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(ส.ส.) จ.เพชรบุรี สนง.กกต.จว.เพชรบุรี ได้ใช้ห้องประชุมพริบพรี ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี เป็นสถานที่รับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(ส.ส.) จ.เพชรบุรี ทั้ง ๓ เขตเลือกตั้ง

โดยก่อนเวลา 8.00 น. มีผู้สมัคร ส.ส.จากหลายพรรคการเมือง พร้อมกองเชียร์จำนวนมากเดินทางมาแจ้งความประสงค์เข้ารับการเลือกตั้งและพูดคุยกันด้วยอัธยาศัยไมตรี บรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งเป็นไปด้วยความคึกคัก มีผู้สนับสนุนพรรคการเมือง แต่ละพรรครวมกว่า 200 คน เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัคร

กระทั่งเวลา 08.30 น. กกต.เพชรบุรี โดย ร้อยตำรวจเอกหญิง ฐาปนีย์ มหาพชราอรุณใหม่ ผอ.กต.จว.เพชรบุรี ได้เริ่มกระบวนการรับสมัคร และเปิดโอกาสให้ตัวแทนผู้สมัครแต่ละพรรค การเมืองได้พูดคุยปรึกษาทำความตกลงกันว่าผู้ที่มาลงชื่อก่อนเวลา 08.30 น.จะใช้วิธีการจับสลากเลือกหมายเลขผู้สมัครประจำตัว ประจำคนซึ่งแต่ละเขตเลือกตั้งแต่ละพรรคอาจได้หมายเลขผู้สมัครไม่ตรงกัน หรือ ส่งตัวแทนจับสลากหมายเลขแบบพรรคเดียวเบอร์เดียวทั้ง ๓ เขต ( จ.เพชรบุรีมี 3 เขตเลือกตั้ง) ปรากฏว่า ในเขตเลือกตั้งที่ 2 และ 3ตัวแทนพรรคไม่สามารถตกลงกันได้ กกต.จึงประกาศใช้วิธีการจับสลากหมายเลข และดำเนินการตรวจสอบเอกสารการสมัคร โดยมี นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รอง ผวจ.เพชรบุรี และคณะผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพชรบุรี ร่วมตรวจสอบความเรียบร้อย

ผลปรากฏ ณ เวลา 10.30 น. พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง พรรคเศรษฐกิจ ส่ง 2 เขตเลือกตั้ง พรรคกล้าธรรมส่ง 1 เขตเลือกตั้ง พรรครวมไทยสร้างชาติส่ง 1 เขตเลือกตั้ง และพรรคเศรษฐกิจส่ง 1 เขตเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้งที่ 1 ( อ.เมืองเพชรบุรี อ.บ้านแหลม ยกเว้น ต.บ้านแหลม ต.บางตะบูน ต.บางตะบูนออก) หมายเลข 1 นายฐานันดร์ ขันธ์แก้ว พรรคประชาธิปัตย์, หมายเลข 2 น.ส.ปินดา ปุโรทกานนท์ พรรคประชาชน, หมายเลข 3 นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ พรรคภูมิใจไทย, หมายเลข 4 นายประพัฒน์ ปานยิ้ม พรรคเพื่อไทย และหมายเลข 5 นายจิรวัฎ ยิ่งพรสัทธนะ พรรครวมไทยสร้างชาติ

เขตเลือกตั้งที่ 2 (อ.ชะอำ อ.ท่ายาง) หมายเลข 1 นายเกริกฤทธิ์ อัมพวัต พรรคเศรษฐกิจ,หมายเลข 2 นายอนันตชัย ชาครานุวัฒนพงศ์ พรรคประชาธิปัตย์, หมายเลข 3นายสันทัศน์ คุ้มสะอาด พรรคประชาชน, หมายเลข 4 นายปฏิญญา ปักกิ่งเมือง พรรคเพื่อไทย, และ หมายเลข 5 นายฤกษ์ อยู่ดี พรรคภูมิใจไทย

เขตเลือกตั้งที่ 3 (อ.เขาย้อย อ.บ้านลาด อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน อ.บ้านแหลม (เฉพาะ ต.บ้านแหลม ต.บางตะบูน ต.บางตะบูนออก) หมายเลข 1นายกฤษณ์ แก้วอยู่ พรรคกล้าธรรม,หมายเลข 2 นายวิรัฐ จันทวิโรจน์ พรรคประชาธิปัตย์, หมายเลข 3นายหัสพันธ์ เสมเถื่อน พรรคประชาชน, หมายเลข 4 นายอำนาจ โกงกาง พรรคเพื่อไทย หมายเลข 5 จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล พรรคภูมิใจไทย และ หมายเลข 6 ว่าที่ร้อยตรีเสรี รูปิยะเวช พรรคเศรษฐกิจ

(ณ เวลา 10.30 น.วันที่ 27 ธ.ค.68)

หลังจากลงสมัครเสร็จสิ้นผู้สมัครทุกพรรคทุกเขตได้กระจายลงพื้นที่หาเสียงแนะนำตัว ผลงาน และนโยบายพรรค แก่ประชาชนทันที


////////บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จังหวัดเพชรบุรี

กาญจนบุรี เปิดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ชูแคมเปญ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

จังหวัดกาญจนบุรี – เปิดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ชูแคมเปญ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 15.00 น. ณ บริเวณหน้าเสาธง สนามหน้าศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569” เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมปล่อยแถวฯ โดยมี นางตรีทิพ วรรณเข็มทอง รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ฯ ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ฝ่ายปกครอง มูลนิธิ และอาสาสมัครในพื้นที่ฯ

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้กำหนดให้จังหวัด จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 (รวม 7 วัน) โดยใช้ชื่อในการรณ รงค์ว่า “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ซึ่งเน้นให้ผู้บริหารทุกระดับ ส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กร ภาคีเครือข่าย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ เข้ามามีบทบาท และส่วนร่วมในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเดินทางสัญจร อย่างปลอดภัยและมีความสุข ตลอดในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวเน้นย้ำว่า การป้องกันอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และขอให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เพื่อให้พี่น้องประชาชนเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

พร้อมกันนี้ ได้มีการปล่อยขบวนรณรงค์จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี


/////#กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก