คึกคัก แห่ทำบุญวันแรกของปี 2569 พร้อมชม “ถ้ำพญานาค” อันลือเลื่อง

นครนายก – คึกคัก แห่ทำบุญวันแรกของปี 2569 พร้อมชม ”ถ้ำพญานาค” อันลือเลื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศในวันแรกของปี 2569 เป็นวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวันในเทศ กาลวันปีใหม่ ที่วัดมณีวงศ์ ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ได้มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศทั้งชาวไทยและชาวเมียนมาร์หลั่งไหลเดินทางมาไหว้พระ ทำบุญ บูชาพระโพธิสัตว์และเทพธรรมบาลทั้ง 24 พระองค์ ในวิหารเซียนพันปีกัลยาณมิตร ขอพรรับปีใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคล และเที่ยวชมความสวยงามภายในถ้ำพญานาค ที่มีความงดงามอลัง การเมื่อเข้าไปสัมผัส เพราะมีปฏิมากรรมรูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ได้ถูกจัดเรียงได้อย่างลงตัวอยู่ภายในถ้ำ ทางเดินรอดซุ้มรูปปั้นพญานาคที่โค้งเรียงกันยาวลึกเข้าไปอย่างสวยงาม

ซึ่งพระครูปิยรัตนานุกูล (หลวงพี่ต่อ) เจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ ได้เมตตาให้นักท่องเที่ยวเข้ากราบนมัสการและผูกข้อมือเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และเมื่อเข้าไปในถ้ำชั้นในก็จะพบ“องค์สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ชัยบาดาล”ที่มีขนาดองค์ใหญ่มาก ให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล และยังมีองค์ปู่ศรีสุทโธ และองค์ย่าศรีปทุมา ที่ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำพญานาค พร้อมชมคลังสมบัติ แก้ว แหวน เงิน ทอง มากมาย ชมความงดงามตระการตาของพญานาคทุกตระกูล จำนวน 2,014 ตน ที่ถูกจัดสรรได้อย่างลงตัวและสวยงามอยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาบอกว่ามาแล้วไม่ผิดหวัง มาวัดมณีวงศ์ครบจบที่เดียว ได้ทำบุญ ได้ถ่ายรูปเช็คอินมุมสวยๆ มาแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

อลังการอะเมซิ่ง เสน่ห์ลพบุรี กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

จังหวัดลพบุรี – จัดงานใหญ่ อะเมซิ่ง ลพบุรี LOPBURI FEST เสน่ห์ลพบุรี ชมเมือง ดูศิลป์ 3 วัน 3 คืน กระตุ้นการท่องเที่ยว ต้อนรับพุทธศักราชใหม่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ที่สนามโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย อำเภอเมืองลพบุรี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธาน เปิดงานอะเมซิ่ง ลพบุรี (Amazing Lopburi) และ กิจกรรม “Lopburi Fest เสน่ห์ลพบุรี ชมเมือง ดูศิลป์” โดยจังหวัดลพบุรี ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลพบุรี เทศบาลเมืองลพบุรี ได้ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับจังหวัดลพบุรี ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ ทั้งในมิติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัย ต้อนรับพุทธศักราชใหม่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ซึ่งจังหวัดลพบุรี ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว ผ่านการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ หวังกระตุ้นการท่องเที่ยวตลอดปี และการร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการสร้างประสบ การณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ลพบุรีให้เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่โดดเด่นในระดับประเทศ พร้อมมั่นใจว่ากิจกรรมภายใต้โครงการอะเมซิ่ง ลพบุรี (Amazing Lopburi) จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับกิจกรรม “Lopburi Fest เสน่ห์ลพบุรี ชมเมือง ดูศิลป์” ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญ ในการเคาท์ดาวน์นับถอยหลังเข้าสู่พุทธศักราชใหม่ ผ่านนิทรรศการศิลปะ การแสดงวัฒนธรรม การเดินชมเมืองเก่า เส้นทางท่องเที่ยวโบราณสถาน และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน การแสดงมหกรรมบอลลูนจัดแสดงบอลลูนลมร้อนแฟนซีหลากสีสันและรูปทรงแปลกตา การแสดงพลุเทิดพระเกียรติ 3 ขุดการแสดง จำนวน 1,159 นัด ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ประกอบด้วย ชุดการแสดงแสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน ชุดการแสดงแสงแห่งความจงรักภักดี สถิตกลางใจนิจนิรันดร์ และชุดการแสดงน้อมใจภัคเทิดไท้องค์ราชา ชาวประชาร่วมใจ และยังมีกิจ กรรมอื่นๆ มากมาย อาทิ การแสดงซุ่มเฉลิมพระเกียรติ การสาธิตการทำหัวโขน ศิลปะการทอผ้าหมัดหมี่ การทำดินสอง การแสดงศิลปพื้นบ้าน การแสดงทางวัฒนธรรม การจัดแสดงซุ้มและอุโมงค์ไฟ การจำหน่ายสินค้าของดีของเด่นซึ่งเป็น อัตลักษณ์ ของจังหวัดลพบุรี การนั่งรถรางชมโบราสถานเมืองเก่าลพบุรี ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว มีเป้าหมายให้ลพบุรีเป็นเมืองศิลป์และเมืองสร้างสรรค์แห่งภูมิภาคกลาง พร้อมทั้งเป็นเวทีให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตลอด 3 วัน 3 คืน ชมฟรี ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569

ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจร่วมกันของจังหวัดลพบุรี หลังมีการควบคุมประชากรลิง เพื่อเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านการบูรณาการทรัพ ยากร นโยบาย และความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพและผลักดันลพบุรีให้เป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นของประเทศไทย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

น่านคุมเข้ม เทศกาลปีใหม่ 2569

น่าน – จังหวัดน่าน ช่วงควบคุมเข้มข้นเทศกาลปีใหม่ 2569 ช่วงวันที่ 31 ผ่านวันที่สองจังหวัดน่านยังไม่มีเสียชีวิต เกิดอุบัติเหตุ 10 ครั้ง บาดเจ็บ 10 ราย ศาลสั่งคุมประ พฤติเมาแล้วขับ 30 ราย สั่งกักขัง 2 ราย

วันนี้ 1 ม.ค. 69 ที่ห้องประชุมเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ศาลากลางจังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนจังหวัดน่านช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 (30 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69) โดยมีคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดน่าน เข้าร่วมประชุม

นายวรวิทย์ อินต๊ะใจ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน ได้สรุปเหตุการณ์ ประจำวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมาช่วงควบคุมเข้มข้นวันที่ 2 เกิดอุบัติเหตุ จำนวน 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 10 คน (ชาย 8 หญิง 2) ไม่มีผู้เสียชีวิต อำเภอที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คืออำเภอเมืองน่าน 3 ครั้ง อำเภอภูเพียง 2 ครั้ง อำเภอที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด อำเภอเมืองน่าน จำนวน 3 ราย ส่วนสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุเกิดจากการดื่มแล้วขับ และขับรถเร็วเกินกำหนด ซึ่งส่วนมากจะเกิดกับรถจักรยานยนต์ และส่วนมากจะเกิดกับคนในพื้นที่ โดยช่วงเวลาที่เกิดเหตุมากจะอยู่ในช่วงเวลา 12.00 – 18.00 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านจังหวัดน่านมีข้อสั่งการในพื้นที่คือยกเลิกการตั้งด่านแบบเดิมที่ผ่านมา การตั้งด่านโดยการบูรณาการ ตั้งด่านในพื้นที่ชุมชนให้คำนึงถึงช่วงเวลาที่เกิดภัยบ่อย โดยเฉพาะช่วงกลางคืนให้มีการกวดขันความเร็ว และการดื่มสุราแล้วขับขี่ โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ขอให้เจ้าหน้าที่กวดขันอย่างเข้มข้น

โดยเฉพาะพื้นที่มีปริมาณรถหนาแน่นเช่น อำเภอเมือง อำเภอเวียงสา อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอสันติสุข จุดเช็คอิน “ถนนหมายเลข 3” และอำเภอบ่อเกลือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยว ยอดฮิต ให้จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกรถนักท่องเที่ยว รวมทั้งแนะนำเส้นทางการเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหารถติด และประชาสัมพันธ์สถิติอุบัติเหตุจราจรเพื่อสร้างความตระหนักให้ประชาชน นอกจากนี้ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น

เช้าวันนี้ 1 มกราคม 2569 ที่บริเวณ จุดตรวจ สภ.เมืองน่าน ศูนย์สั่งการจราจร สภ.เมืองน่าน พ.ต.ท.ธีระพงษ์ วงศ์ทาฟั่น สว.จร.สภ.เมืองน่าน พร้อมกำลังพล ตั้งจุดตั้งจุดตรวจกวดขันวินัยจราจร อำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำเส้นทางจราจร จุดอันตราย แหล่งท่องเที่ยว สถานที่พัก ให้นักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อลดอุบัติเหตุ ตามมาตรา 1 ร. 2 ส. 3 ข. 4 ม. (10 รสขม)

จังหวัดน่านมีการดำเนินคดี พ.ร.บ. จราจรทางบก โดยตำรวจภูธรจังหวัดน่านมีการจับกุมผู้กระทำผิด 10 ฐานความผิดสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มียอดสะสม 1,382 ราย โดยในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีผลการจับกุมจำนวน 780 ราย แยกเป็นไม่สวมหมวกนิรภัย 351 ราย มอเตอร์ไชต์ไม่ปลอดภัย 41 ราย เมาขับ 31 ราย ไม่คาดเข็มขัด 58 ราย ไม่มีใบขับขี่ 249 ราย ความเร็ว 41 ราย ย้อนศร 4 ราย แซงในที่คับขัน 1 ราย และใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ 4 ราย ในส่วนของเมาแล้วขับทางเจ้าหน้าที่ได้นำส่งศาลเพื่อดำเนินคดีและตัดสินโทษแล้ว โดยศาลสั่งให้คุมประพฤติจำนวน 30 ราย สั่งกักขังแทนค่าปรับ 1 ราย และเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง 1 รายข้อมูลประจำวันที่ 31 ธ.ค. 2568


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

โคราช ทำบุญตักบาตรรับศักราชใหม่ 2569 เสริมสิริมงคลเมืองย่าโม

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 เวลา 06.30 น. พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ประจำปี 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ครอบครัว และบ้านเมือง โดยมี อนุพงศ์ สุข สมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานสำคัญของจังหวัด อาทิ นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนคร ราชสีมา, ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, พล.ต.สมลักษณ์ ดวงกลาง ผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารพรานที่ 2, นางเอมอร ศรีกงพาน สมาชิกวุฒิสภา, นายไกรศร วิเศษเขวา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมา, พ.อ.วิจิตร เสือคง ผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และประชาชนจำนวนมาก

บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบ เรียบร้อย และเปี่ยมด้วยศรัทธา ณ ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการเริ่มต้นปีใหม่ 2569 ด้วยคุณธรรม ความสามัคคี และความปรารถนาดีต่อกัน เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดนครราชสีมาให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงตลอดปีใหม่


ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สาวพลิกพื้นที่ !! เป็นบ้านสวนเปิดชมฟรี

อุทัยธานี – สาวพลิกพื้นที่!! ให้เป็นบ้านสวนเปิดชมฟรี สวนทานตะวัน ชมผักเพื่อสุขภาพหลายสายพันธุ์ หากนำไปต่อยอดขายให้เพียงต้นละ 20 บาท

เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 03 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานที่สวนบ้านชา ณ ลานสัก พบกับเจ้าของสวนชื่อนางสาวสุดารัตน์ บ้านเลขที่ 353/21 ม.1 ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เปิดเผยว่า ได้เปิดมาเพียง3-4 เดือนโดยพลิกพื้นที่บ้าน แบ่งส่วนพื้นที่เปิดเป็นสวนดอกทานตะวันให้เที่ยวชมฟรีพร้อมกับมีสวนผักปลูกเพื่อสุขภาพ ปลูกไว้หลายชนิดหลายสายพันธุ์ มีทั้งกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค เรดคลอรัล และอีกหลายสายพันธุ์ ไว้ให้ชมฟรี ปลอดสารพิษ พร้อมกับเปิดความรู้วิธีทำในการเพาะปลูกให้กับผู้ที่มาเที่ยวชม

ทั้งนี้ ผักที่ปลูกเป็นผักที่มีประโยชน์ดีต่อสุขภาพ เหมาะสำหรับคนที่รักสุขภาพ นำไปทานคู่กับน้ำสลัดครีมหรือสอดไส้กับแฮมเบอร์เกอร์ หรือทานคู่กับบาร์บีคิวย่าง เมี่ยงคำ และยังสามารถนำไปทานคู่กับน้ำพริกได้ พร้อมกับทางสวน หากสนใจผักที่สวน ทางเจ้าของสวนก็ขายให้เพียงต้นละ 20 บาท หากซื้อเป็นกิโลกรัม ขายเพียงกิโลกรัมเพียง 100 บาท


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

สิบเอกนักรบชายแดน หูแว่วแพ้เสียงในหัว สงครามสงบขอลาพัก ลืมกินยาจิตเวช ขโมยจยย.ในรพ.

นครพนม – สิบเอกนักรบชายแดน หูแว่วแพ้เสียงในหัว สงครามสงบขอลาพัก ลืมกินยาจิตเวชขโมยจยย.ในรพ.

วันที่ 2 มกราคม 2569 เวลประมาณ 10.00 น. ขณะที่ พ.ต.ท.ธานินทร์ กันภัย รอง ผกก.(สอบ สวน) สภ.เมืองนครพนม เข้าไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวในโรงพยาบาลนครพนม ระหว่างเดินผ่านบริเวณที่จอดรถจักรยานยนต์หน้าศูนย์วัณโรค ได้สังเกตเห็นพฤติกรรมสะดุดตา อันน่าสงสัยของชายรายหนึ่ง ที่เดินไปเดินมาแล้วมองไปที่ช่องเสียบกุญแจของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน-ดำ ไม่ติดทะเบียน แล้วได้นั่งคร่อมใช้กุญแจไข พยายามสตาร์ทรถจักรยานยนต์คันนั้นอยู่หลายครั้ง แต่เครื่องยนต์ไม่ติด ชายคนดังกล่าวจึงละความพยายามจากรถคันแรก และเดินเลี่ยงไปทางด้านหลังรถพยาบาล

ด้วยสัญชาตญาณความเป็นตำรวจ พ.ต.ท.ธานินทร์ได้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ จนกระทั่งเห็นชายคนเดิม ตรงเข้าไปหาจักรยานยนต์ยี่ห้อ Honda Wave 100 สีแดง-ดำ ทะเบียน กทพ 979 นครพนม ซึ่งจอดอยู่บริเวณนั้น โดยมีกุญแจเสียบคาไว้ที่รถ ชายคนดังกล่าวเห็นสบโอกาสจึงทำการสตาร์ทเครื่อง และได้ขับขี่หลบหนี มุ่งหน้าออกไปนอกรั้วโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว

เมื่อ พ.ต.ท.ธานินทร์เห็นพฤติการณ์ดังกล่าว เชื่อว่าชายคนนี้ไม่น่าจะใช่เจ้าของรถ และเป็น การกระทำความผิดซึ่งหน้า จึงตัดสินใจขับรถจักรยานยนต์ของตนขับติดตามไปอย่างกระชั้นชิด พร้อมกับติดต่อประสานงานไปยัง ร.ต.อ.สุระชัย นครคำสิงห์ ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรสายตรวจ พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.เมืองนครพนม เพื่อให้ช่วยไล่ติดและเข้าสกัดจับ โดยชายดังกล่าวขับรถออกจากโรงพยาบาลขึ้นไปริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร แล่นจนถึงสามแยกแลนด์มาร์ค แล้วขับไปตามถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 (ถถนิตโย) สายนคร พนม-สกลนคร จนในที่สุดเมื่อขายดังกล่าวขับมาถึงหน้าบริษัทฟอร์ด พีอาร์ มอเตอร์ นคร พนม ต.หนองญาติ เจ้าหน้าที่สายตรวจที่ตามมาสมทบ ได้เข้าแสดงตัวและส่งสัญญาณให้ชายคนดังกล่าวหยุดรถเพื่อทำการตรวจสอบเบื้องต้น ในขณะที่ซักถามชายผู้ขับขี่มีท่าทางกระวนกระวาย พูดจาวกวน มือสั่น และให้การยอมรับว่า “เห็นรถจักรยานยนต์คันนี้เสียบกุญ แจคาไว้ จึงฉวยโอกาสสตาร์ทแล้วขับออกมาโดยที่ตนไม่ได้รู้จักกับเจ้าของรถแต่อย่างใด”

จากการตรวจสอบประวัติและข้อมูลเบื้องต้น ทราบชื่อภายหลังคือ ส.อ.กฤษณพงค์ กองเงิน หรือหมู่เต้ย อายุ 34 ปี สังกัดหน่วยทหารรบแห่งหนึ่ง จึงนำตัวไปสอบสวนมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสาร ทราบว่าหมู่เต้ยเป็นทหารจริง และเพิ่งลากลับมาจากชายแดนไทย-กัมพูชา ในกระเป๋าเสื้อผ้ามีถุงยาจิตเวชของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุง เทพฯ และพยายามโทรศัพท์หาพ่อแม่ให้มารับตัวกลับบ้าน

หมู่เต้ยเล่าว่า พื้นเพเป็นคน จ.สมุทรปราการ รับราชการทหารร่วม 10 ปี และมีโรคเกี่ยวกับจิตเวช ต้องกินยาประจำทุกวัน โดยได้ไปปฏิบัติราชการที่ชายไทย-กัมพูชา ที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ หลังเหตุการณ์สงบก็ลาเพื่อไปกรุงเทพฯ แต่รถโดยสารมาถึงนครพนมดึก จึงไปนอนที่ค่ายพระยอดเมืองขวาง 1 คืน รุ่งเช้าได้นั่งรถสองแถวเข้าตัวเมือง เพื่อให้แพทย์รักษาอาการเจ็บปวดที่ชายโครงซ้าย แต่ขณะนั้นได้ส่งกระแสจิตไปถึงพ่อ ว่า ไม่มีรถไปสนามบินจะทำอย่างไร หมู่เต้ยอ้างว่าพ่อสั่งให้ขับรถจักรยานยนต์ที่อยู่แถวนั้นไป ตนจึงเดินหารถจักรยานยนต์รอบโรงพยาบาล กระทั่งมาเจอคันหนึ่งจอดคากุญแจไว้ จึงนั่งคร่อมสตาร์ทเครื่องขับออกไปสนามบินนครพนม แต่ถูกเจ้าหน้าที่สายตรวจติดตามจับกุมก่อน

ต่อมาได้มี จสอ.รุ่งฟ้า บุญรัตน์ อายุ 52 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนทหารเดินทางมาหาหมู่เต้ย พร้อมเปิดเผยว่าน้องเข้าประจำการที่ฐาน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 68 ปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนกำลัง เสบียง อาวุธ ส่งให้ทหารที่รบแนวหน้า เมื่อเหตุการณ์สงบจึงขอลากลับบ้าน ไม่ทราบว่าจะมาก่อเหตุขโมยรถจักรยานยนต์ เชื่อว่าน้องคงขาดสติไปชั่วขณะ และต้องกินยาจิตเวชประจำ

ด้านเจ้าของรถจักรยานยนต์คือ นายประยุทธ พลเยี่ยม อายุ 57 ปี เจ้าหน้าที่แผนกยานพาหนะ โรงพยาบาลนครพนม เปิดเผยว่า เข้าเวรตามปกติ ระหว่างนั้นมีเคสด่วนต้องส่งผู้ป่วยต่อไปยังโรงพยาบาลสกลนคร จึงรีบจอดรถจักรยานยนต์โดยลืมดึงกุญแจออก เพราะต้องรีบช่วยเหลือผู้ป่วยถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุด กระทั่งช่วงเที่ยงมีคนโทรมาบอกว่า รถถูกขโมยไปแต่ถูกตำรวจสกัดไว้ได้ ซึ่งหมู่เต้ยหลังได้สติก็เดินเข้าไปยกมือไหว้ขอโทษนายประยุทธ
จากเหตุการณ์การสู้รบไทย-กัมพูชาสงบลง หมู่เต้ยได้ขอลาราชการเพื่อกลับไปเยี่ยมบ้านที่ จ.สมุทรปราการ และสันนิษฐานว่าระหว่างเดินทาง อาจลืมทานยาจิตเวชจึงทำให้มีอาการกำเริบ หูแว่วว่าสื่อสารกับบิดาทางจิต การกระทำจึงเป็นเพราะขณะนั้นไม่รู้สึกตัว พอได้สติก็สำนึกผิด โดยหมู่เต้ยขณะปฏิบัติราชการอยู่ชายแดน อาการป่วยไม่ใช่อุปสรรค สามารถทำหน้าที่ได้อย่างแข็งขัน

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหา 1.พยายามลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ 2.ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ. เมืองนครพนม เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

ผงะ !! พบศพในบ่อปลา คาดเป็นลมเสียชีวิตกว่า 1 สัปดาห์

นครนายก – ผงะ พบศพในบ่อปลา คาดเป็นลมเสียชีวิตกว่า 1 สัปดาห์

เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 3 ม.ค.69 พ.ต.ต.มิตร ไชยรบ สว.(สอบสวน) สภ.ดงละคร ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตอยู่ในบ่อปลา บนเนื้อที่กว่า 40 ไร่ จึงได้แจ้งกู้ชีพดงละครและแพทย์เวรไปยังที่เกิดเหตุบริเวณ หมู่ที่ 8 ต.ดงละคร อ.เมือง จ.นครนายก ในที่เกิดเหตุพบศพเป็นหญิงนอนหงายเสียชีวิตอยู่บริเวณริมบ่อน้ำปลาที่น้ำแห้งแล้ว ขา 2 ข้างจมอยู่ในดินเลน เสื้อผ้าหลุดอยู่รอบตัวผู้เสียชีวิต เป็นกางเกงขายาวและเสื้อชั้นในหลุดอยู่ในดินเลน สภาพศพเน่าเปลือยนานกว่า 1 อาทิตย์ ต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือนางรจี ยนต์แสง อายุ 73 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 8 ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก

จากการสอบถาม นายชาตรี ทับทอง อายุ 56 ปี เจ้าของบ่อปลา 40 ไร่ ได้เล่าให้ฟังว่า มีเจ้าหน้าที่ อบต. ได้แจ้งผมไปว่าพบศพอยู่ในบ่อปลาของผม ผมจึงได้เดินทางมาดูและได้พบศพอยู่ในบ่อของตนจริงๆ จึงได้รีบแจ้งตำรวจ สภ.ดงละครได้รับทราบ จากนั้นได้ทราบจากผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ใกล้เคียงว่ามีคนหายเป็นหญิงสูงวัย ได้หายออกจากพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวา คม 68 และเมื่อวันที่ 13 ลูกชายของตนก็ได้เจอหญิงคนนี้มาขอน้ำกินที่บ้านลูกชายก็ได้ให้น้ำไปโดยไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะหลงทางมา ก่อนที่บ่อของตนเองจะวิดน้ำที่บ่อ เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.68 แต่ก็ไม่ได้พบศพของหญิงสูงวัยในบ่อของตนเอง ก่อนจะมาพบเป็นศพใน 3 ม.ค.นี้

ต่อมาผู้สื่อข่าวยังได้พูดคุยกับนายชูชาติ กรรณิการ์ ผู้ใหญ่บ้านที่หมู่ 8 ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก ได้เล่าให้ฟังว่าผู้เสียชีวิตคือนางรจี มีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ หายออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค.68 เป็นเวลานานหลายวันกว่าจะมาพบเป็นศพห่างจากบ้านผู้เสียชีวิตถึง 6 ก.ม. คาดว่าการชีวิตน่าจะลงมาเดินในบ่อหลังจากเจ้าของบ่อได้วิดบ่อปลาเสร็จแล้ว แต่เนื่องจากบ่อปลาได้วิดเสร็จใหม่ๆยังเป็นดินเลน เมื่อผู้เสียชีวิตก้าวลงไปในดินทำให้เท้าติดอยู่ในดินเลนไม่สามารถดึงตัวขึ้นมาได้ ทำให้ติดอยู่ในบ่อปลาเป็นเวลานานไม่มีใครมาเห็นจนทำให้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และได้ประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่เก็บหลักฐานในจุดเกิดเหตุ ก่อนจะให้ญาตินำร่างของผู้เสียชีวิตนำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

สภ.เมืองนครพนม ตรวจยึดอาวุธปืไทยประดิษฐ์ กระสุนปืน พร้อมผู้ต้องหา

วันที่ 4 มกราคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ธนชิต สุขพัฒนานรากุล ผกก.สภ. เมืองนครพนม, พ.ต.ท.พร้อมศักดิ์ รัตนดี รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครพนม, พ.ต.ท.ศักดา ต้นจันทร์ สวป.สภ.เมืองนครพนม พร้อมสายตรวจตำบล และสายตรวจชุดที่1 งานป้องกันปราบปราม สภ.เมืองนครพนม ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจาก พนัก งานรักษาความสงบเรียบร้อยตำบลวังตามัว อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม ในงานบุญประเพณีประจำปีที่วัดป่าบ้านคำสว่างจัดขึ้น ว่ามีการตรวจพบวัตถุต้องสงสัยใต้รถกระบะยี่ห้อ isuzu รุ่นD-maX สีบอรนซ์เงิน ทะเบียน ผข 105 สกลนคร

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมที่รักษาความปลอดภัยได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุดังกล่าว สอบถามพนักงานรักษาปลอดภัยภายในงานว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไรพนักงานรักษาความปลอดภัยได้เล่าว่า มีรถกระบะดังแปลงสภาพขี่เข้ามาจอดบริเวณกลางวัดคันเดียวและมีชายออกจากรถกระบะคันดังกล่าว พนักงานรักษาความปลอดภัยจึงเดินเข้าไปดูรอบบริเวณรถกระบะเพื่อจะให้รถคันดังกล่าวไปจอดที่อื่น พนักงานจึงสังเกตเห็นถุงสีดำซุกใต้ท้องรถกระบะด้านซ้าย และได้เอามือเปิดถุงเพื่อจะดูว่าเป็นอะไร ได้สังเกตเห็นคล้ายอาวุธปืนจึกได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมเข้าตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่ตำราจชุดจับกุมเข้าตรวจสอบพบ และได้นำถุงสีดำดังกล่าวออกมาตรวจสอบ ข้างในถังสีดำดังกล่าวพบเป็น ปืนลูกซอง(ไทยประดิษฐ์)สีดำ จำนวน1 กระบอก , ปืนแบรงค์กันสีดำ จำนวน1กระบอก, ซองกระสุนปืน จำนวน2 ซอง, และลูกกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 เกจ สีเขียวยี่ห้อthaiarms จำนวน 6 ลูก สีแดงยี่ห้อ thaiarms จำนวน 3 ลูก สีส้ม ยี่ห้อ winchester จำนวน 3 ลูก รวม จำนวน 12 ลูก และลูกกระสุนปืนยี่ห้อ thaiarms ขนาด380 จำนวน 10 ลูก

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเรียก ผู้ขับขี่รถยนต์กระบะที่อยู่ในงานเวทีคอนเสิร์ตมาสอบถาม ทราบชื่อเป็น นายพงษ์ดนัยฯ อายุ 31 ปี ที่อยู่ หมู่ที่ 14 ต.โพธิไพศาล อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สอบถามว่าเป็นเจ้าของรถหรือไม่ นายพงษ์ดนัยฯยอมรับว่าเป็นรถตนจริง จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สอบถาม ได้ซ่อนอะไรไว้ใต้ท้องรถหรือไม่ นายพงษ์ดนัยฯได้ยอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่าได้ซ่อนอาวุธมา สอบถามอีกว่าเป็นอะไรนายพงษ์ดนัยฯยอมรับว่าเป็นเจ้าของอาวุธปืน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เอาถุงมาเปิดนายพงษ์ดนัยฯ ได้ยอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่าเป็นของตนจริง นายพงษ์ดนัยฯได้ให้การว่าได้นำซ่อนอาวุธไว้เพราว่ากลัวเจ้าหน้าที่จุดคัดกรองตรวจพบและนายพงษ์ดนัยฯได้บอกว่านำอาวุธมาเพื่อป้องกันอันตราย ซึ่งพกพามา โดยอ้างว่าใช้เพื่อป้อง กันตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งว่าไม่มีเหตุสมควรอันใดในการพกพา โดยเฉพาะอาวุธปืนที่ผิดกฎหมาย จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งให้นายพงษ์ดนัยฯ ทราบว่าจะต้องถูกจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหาให้กับนายพงษ์ดนัยฯ ซึ่งต้องหาว่า กระทำความผิดฐาน “มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และ พาอาวุธปืนไปในชุมชนที่จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร”

จากการสอบถาม นายพงษ์ดนัยฯ(ผู้ต้องหา) ถึงข้อกล่าวหาทุกข้อกล่าวหา นายพงษ์ดนัยฯ(ผู้ต้องหา) ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำตัว นายพงษ์ดนัยฯมายัง สภ.เมืองนครพนม เพื่อถ่ายรูป ทำประวัติ ทำการบันทึกจับกุม และนำตัวผู้ถูกจับกุมนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

เสื้อแดง-ขาว คึกคัก!! เพื่อไทยลุยตลาดเมืองโคราช “เทวัญ–ประเสริฐ” เดินชนประชาชน ชูนโยบายแก้หนี้ ฟื้นเศรษฐกิจ

นครราชสีมา – เสื้อแดง ขาวคึกคัก เพื่อไทยลุยตลาดเมืองโคราช“เทวัญ–ประเสริฐ” เดินชนประชาชน ชูนโยบายแก้หนี้ ฟื้นเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ที่อาร์.เอ็น.ยาร์ด ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เทวัญ ลิปตพัลลภ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย ประเสริฐ บุญชัยสุข ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 หมายเลข 11 จาก พรรคเพื่อไทย นำทีมงานสวมเสื้อสีแดง–ขาว ลงพื้นที่เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน แจกใบปลิวแนะนำตัวผู้สมัครและนโยบาย ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและการตอบรับอย่างอบอุ่น

นายเทวัญ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตลอดทั้งวันเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า เวลา 06.00 น. ตามจุดสำคัญ อาทิ ตลาดประปา ตลาดหัวรถไฟ ตลาดแม่กิมเฮง ก่อนลงพื้นที่ต่อเนื่องในช่วงเย็น เขตโพธิ์กลาง และพื้นที่ใกล้เคียง ปิดท้ายภารกิจที่ตลาดบ้านเกาะ เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยพบว่าประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง และรับทราบกำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์เป็นอย่างดี

สำหรับประเด็นปัญหาที่ประชาชนสะท้อนชัดเจน คือ ปัญหาเศรษฐกิจ รายได้ลด ขายของยาก และภาระหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต นายเทวัญ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม อาทิ การพัฒนาระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคให้ทันสมัย การต่อยอดกองทุนหมู่บ้าน การแก้ไขปัญหาหนี้ในและนอกระบบ การดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงนโยบาย “หวยเกษียณ” เพื่อการออมในระยะยาว

ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า ตนคลุกคลีกับพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง เสียงสะท้อนจากประชาชนต้องการผู้แทนที่เป็นกระบอกเสียง แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นคงในชีวิต พร้อมย้ำจุดยืนพรรคเพื่อไทยว่าเป็นพรรคที่ “ทำได้ ทำมาแล้ว และทำให้เห็น”
ทั้งนี้ จังหวัดนครราชสีมามี 16 เขตเลือกตั้ง ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจแล้ว 12 เขต หากได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม จะช่วยผลักดันงบประมาณและนโยบายเพื่อพัฒนา นครราชสีมา ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยผู้สมัครทั้งสองฝากเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศและจังหวัดต่อไป.


ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

สภ.ปลาปาก จ.นครพนม นำตัวผู้ก่อเหตุ ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เหตุรุมทำร้ายจนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 5 มกราคม 2569 พ.ต.อ.วัชรพล สว่างแผ้ว ผกก.สภ.ปลาปาก จ.นครพนม พร้อมด้วยตำรวจชุดสืบสวน นำตัวนายบอย มีเพชร อายุ 29 ปี นายเฟรม (นามสมมติ) อายุ 17 ปี และนายราม (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยทั้งสามร่วมกันก่อเหตุรุมทำร้ายร่างกายนายเอกพันธ์ แสนลัง หรืองั่ง อายุ 38 ปี จนได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณสองทุ่มเศษ วันที่ 4 มกราคม 69 ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากวันและเวลาดังกล่าว ร.ต.อ.สยาม ลี้พล รองสารวัตรสอบสวน สภ.ปลาปาก ได้รับแจ้งจากนางกันตนา แสนลัง อายุ 33 ปี ว่า นายเอกพันธ์หรืองั่งสามี ถูกผู้ต้องหาทั้งสามรุมทำร้ายร่างกายที่บริเวณบ้านหลังหนึ่ง อยู่หมู่ 7 บ้านโคกกลาง ต.ปลาปาก โดยนายบอยใช้อาวุธมีดพร้า ฟันที่หัวไหล่และแขนซ้ายสามีเลือดสาด แพทย์โรงพยาบาลปลาปากเย็บบาดแผลรวม 9 เข็ม ก่อนจะเดินทางมาแจ้งความ เพื่อให้ดำเนินคดีกับบุคคลทั้งสามให้ถึงที่สุด

หลังรับแจ้งตำรวจชุดสืบสวน สภ.ปลาปาก ลงพื้นที่ติดตามตัวคนร้าย และสามารถจับกุมตัวทั้งสามคนได้ ขณะหลบหนีไปอยู่ที่กระต๊อบกลางทุ่งนา นำตัวนายบอยหัวโจกวัย 29 ปี มา สอบปากคำเบื้องต้นทั้งนายเอกพันธ์คนเจ็บกับนายบอยเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และมีบ้านอยู่ห่างกันไม่ถึง 20 เมตร ก่อนเกิดเหตุนายเฟรมโจ๋วัย 17 ปี ขับรถจักรยานยนต์ที่แต่งท่อเสียงดัง เข้ามาหาเพื่อนคือนายรามที่บ้านหลังเกิดเหตุ ส่วนนายบอยอยู่ภายในบ้าน ไม่นานก็ได้ยินเหมือนขว้างระเบิดปิงปองดังปัง ทำให้ทางบ้านนายเอกพันธ์สะดุ้งตกใจ ที่สำคัญในบ้านนายเอกพันธ์มีแม่ที่ป่วยติดเตียงอยู่ด้วย จึงออกมาถามนายเฟรมว่าใครปาระเบิด ทั้งนายเฟรมและนายรามต่างปฏิเสธ อ้างว่าไม่ใช่เสียงระเบิด แต่เป็นเสียงยางรถจักรยานยนต์ระเบิดต่างหาก
นายเอกพันธ์จึงอบรมทั้งสองในฐานะเป็นญาติกัน ว่า อย่าส่งเสียงดังเพราะในบ้านมีแม่ป่วยติดเตียงอยู่ ขณะเดินหันหลังกลับไปบ้าน นายเอกพันธ์ก็ได้ยินเสียงพูดตามหลังมาว่า “เอาพร้าฟันมันโลด” นายเอกพันธ์จึงหวนกลับมาถามว่าจะฟันใคร ก่อนจะมีปากเสียงเกิดขึ้น ในขณะที่นายบอยเกาะขอบหน้าต่างยืนดูอยู่ในบ้าน และได้มีการลงไม้ลงมือกัน นายบอยเห็นนายเฟรมสู้แรงนายเอกพันธ์ไม่ได้ จึงโดดข้ามหน้าต่างคว้ามีดโต้ที่อยู่บริเวณนั้น ฟันไปที่ด้านหลังนายเอกพันธ์หลายครั้ง คมมีดเข้าไหล่และแขนซ้ายรวม 2 แห่งจนเลือดสาด จากนั้นทั้งสามก็รีบพากันหลบหนีไป ก่อนจะถูกตำรวจสายสืบตามจับตัวได้ในเวลาต่อมา

จากการตรวจสอบประวัตินายบอยมือมีด พบว่าเคยต้องโทษคดีอาวุธปืน และยาเสพติด หลังออกจากเรือนจำก็ใช้บ้านเป็นแหล่งมั่วสุมในหมู่วัยรุ่น กลางคืนมักจะมีเสียงรถจักรยานยนต์แล่นเข้าออก และส่งเสียงดังสร้างความรำคาญแก่บ้านข้างเคียงประจำ

ด้านนายเอกพันธ์เล่าว่า เคยปิดบ้านไว้ เพราะต้องไปทำงานก่อสร้างต่างจังหวัดหลายเดือน กลับมาถูกคนงัดบ้านขโมยข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าไปจนเกลี้ยง แม้จะจับมือใครดมไม่ได้ แต่ก็สงสัยว่าขโมยคงเป็นคนแถวนี้ ต่อมาบ้านนายบอยถูกตัดกระแสไฟฟ้านานเป็นปี ก็ไม่รู้ว่าใครแอบไปต่อไฟฟ้าจากเสาไฟส่องสว่างริมถนนทางหลวง ลากเข้ามาในบ้านนายบอย ในฐานะญาติจึงไปบอกนายบอยด้วยความห่วงใย อาจสร้างความไม่พอใจแก่นายบอย จึงฉวยโอกาสที่ตนมีปากเสียงกับนายเฟรม ใช้อาวุธมีดฟันจนเลือดสาดดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหานายบอย ว่า พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ฟร้องข่าวด่วน เทพข่าวร้อน รายงาน