มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบกว่า 6.5 แสนบาท เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รอบที่ 2 รวม 5 จังหวัด

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบกว่า 6.5 แสนบาท เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รอบที่ 2 รวม 5 จังหวัด มอบเงินช่วยเหลือทั้งกรณีทหารบาดเจ็บ สงเคราะห์กรณีบ้านพังเสียหาย และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ 7-27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้ฝ่ายสาธารณภัย นำโดย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย และนายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกบรรเทาสาธารณภัย แผนกบัญชี-การเงิน/การธนาคาร และแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา และสระแก้ว รวม 5 จังหวัด ในระหว่างวันที่ 21-23 มกราคม 2569

โดยมูลนิธิฯ เข้าให้กำลังใจพร้อมมอบเงินปลอบขวัญแก่ผู้บาดเจ็บรายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ รวม 30 ราย มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังๆ ละ 12,000 บาท รวมจำนวน 25 หลัง และมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท จำนวน 1 ราย รวมงบประมาณทั้งสิ้น 656,000 บาท (หกแสนห้าหมื่นหกพันบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ/หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ประสานงานและร่วมมอบ

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2568 เป็นต้นมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ลงพื้นที่ชายแดนเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมงบประมาณการช่วยเหลือกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาจนถึงปัจจุบันกว่า 9 ล้านบาท โดยมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของฝ่ายสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป

ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต


กรุงเทพฯ-โคราช คุณเลือกอะไร?M6 หรือ รถไฟความเร็วสูง

อีกไม่นาน การเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช จะมีทางเลือกที่น่าสนใจ ระหว่างมอเตอร์เวย์ M6 กับรถไฟความเร็วสูงสายแรกของประเทศไทย

คำถามคือ… ถ้าวันนั้นมาถึง คุณจะเลือกอะไร?

1. มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน-โคราช

มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน-โคราช ระยะทาง 196 กิโลเมตร การก่อสร้างเกือบแล้วเสร็จ กรมทางหลวงตั้งเป้าจะเปิดให้บริการในปลายปีนี้ ใช้เวลาเดินทาง 120 นาที ค่าผ่านทางสำหรับรถ 4 ล้อ 240 บาทสมมติว่าเริ่มต้นเดินทางจากบริเวณสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ระยะทางจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ถึงบางปะอินประมาณ 49 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ไม่ต้องเสียค่าผ่านทาง รวมทั้งเส้นทาง ระยะทางรวมจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ถึงโคราช 245 กิโลเมตร ใช้เวลา 165 นาที หรือ 2 ชั่วโมง 45 นาที เสียค่าผ่านทาง 240 บาท (ค่าแรกเข้า 10 บาท + 1.25 บาท/กม. สูงสุดไม่เกิน 240 บาท) ข้อได้เปรียบในการเดินทางด้วยรถยนต์คือ อิสระ แวะริมทางได้ เหมาะกับครอบครัว หรือเดินทางหลายคน

2. รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-โคราช

โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-โคราช ขณะนี้มีความคืบหน้าประมาณ 50% การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตั้งเป้าจะเปิดให้บริการในปี 2572การเดินทางเริ่มจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ถึงโคราช ระยะทาง 250.77 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 90 นาที หรือ 1 ชั่วโมง 30 นาที ค่าโดยสาร 695 บาท (ค่าแรกเข้า 120 บาท + 2.29 บาท/กม.)ข้อได้เปรียบในการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงคือ เร็วกว่า ไม่ต้องขับรถ ไม่ต้องเหนื่อย เวลาแน่นอน ไม่เจอรถติด

3. คุณจะเลือกอะไร?

ถ้าวันหนึ่ง การเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช มีให้เลือก 2 ทาง

(1) มอเตอร์เวย์ M6 ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 45 นาที ค่าผ่านทาง 240 บาท (ยังไม่รวมค่าน้ำมัน) ถ้ามีคนร่วมเดินทางมาก จะทำให้ค่าใช้จ่ายต่อคนถูกลง

(2) รถไฟความเร็วสูง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ค่าโดยสาร 695 บาท

ปกติคุณเดินทางกี่คน? แล้วคุณจะเลือกอะไร? M6 หรือ รถไฟความเร็วสูง เหตุผลของคุณคืออะไร?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

รถไฟฟ้า ถึงเวลาหรือยัง… ที่ “ต่างจังหวัด” จะมีบ้าง?

วันนี้รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี) เปิดให้บริการแล้วประมาณ 280 กิโลเมตร คิดเป็น 50% ของแผนแม่บท ยังไม่รวมรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกที่สร้างเสร็จแล้วแต่ยังไม่เปิดใช้ 22.5 กิโลเมตร และรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก และสายสีม่วงใต้ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 37 กิโลเมตร

ในขณะที่พี่น้องของเราในต่างจังหวัดจำนวนมากต้องเผชิญกับรถติด ระบบขนส่งมวลชนไม่ทั่วถึง ค่าเดินทางแพง ทางเลือกการเดินทางมีจำกัด แต่กลับถูกมองข้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่คนต่างจังหวัดก็เสียภาษี ทำงานสร้างเศรษฐกิจ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศไม่แพ้คนเมืองหลวง

ยิ่งในช่วงใกล้เลือกตั้ง ส.ส. เรามักเห็นนโยบาย ลด แลก แจก แถม ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ออกมาแข่งขันกันอย่างคึกคัก

แต่คำถามที่ยังไร้คำตอบคือ แล้วค่าเดินทางของคนต่างจังหวัดล่ะ ใครจะดูแล?

ลดค่าโดยสารในเมืองหลวง แต่ไม่ได้ลดค่าโดยสารในภูมิภาค ทั้งที่ต้นทุนชีวิตและค่าเดินทางของเขาสูงขึ้นทุกปีไม่ต่างกัน เป็น “ความเหลื่อมล้ำ” หรือไม่?

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้ตรวจสอบโครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัดที่อยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พบว่ามี 5 จังหวัด ที่ “พร้อมอยู่บนแผน”

(1) เชียงใหม่

รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 15.8 กิโลเมตร มี 16 สถานี ใช้รถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร

(2) พิษณุโลก

สายสีแดง ช่วงมหาวิทยาลัยพิษณุโลก-ห้างเซ็นทรัล ระยะทาง 12.6 กิโลเมตร มี 15 สถานี ใช้รถรางล้อยาง (Auto Tram) วิ่งบนระดับพื้นดินตลอดสาย

(3) นครราชสีมา

สายสีเขียว ช่วงตลาดเซฟวัน-สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์ ระยะทาง 11.15 กิโลเมตร มี 21 สถานี ใช้รถไฟฟ้ารางเบาวิ่งบนระดับพื้นดินตลอดสาย

(4) ภูเก็ต

รถไฟฟ้า ระยะที่ 1 ช่วงสนามบินภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง ระยะทาง 42 กิโลเมตร มี 21 สถานี ใช้รถไฟฟ้ารางเบาวิ่งทั้งลอยฟ้า ใต้ดิน และระดับดิน ภูเก็ตเป็นจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลก แต่ยังไม่มีรถไฟฟ้าให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวใช้บริการแม้แต่สายเดียว

(5) หาดใหญ่ (จ.สงขลา)

รถไฟฟ้าระยะที่ 1 ช่วงแยกคลองหวะ-สถานีรถตู้ หาดใหญ่ใน ระยะทาง 12.54 กิโลเมตร มี 12 สถานี ใช้รถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) วิ่งลอยฟ้าตลอดสาย โครงการนี้ รฟม.เพิ่งรับโอนมาจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา

หลายโครงการผ่านการศึกษามาแล้วหลายรอบ แต่ยังติดที่งบประมาณ การจัดลำดับความสำคัญ และการตัดสินใจจากส่วนกลางเมืองในภูมิภาคมักถูกมองว่า “ยังไม่เร่งด่วน” ทั้งที่รถติดหนักขึ้น และต้นทุนชีวิตของประชาชนก็สูงขึ้นทุกปี

คำถามจึงไม่ใช่ ทำได้หรือไม่? แต่คือ รัฐเลือกจะทำหรือยัง? แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร? อยากเห็นจังหวัดไหนมีรถไฟฟ้าเปิดใช้เป็นที่แรก? เพราะอะไร? และคิดว่าโอกาสเกิดขึ้นจริงมีมากแค่ไหน?

คอมเมนต์ได้เต็มที่ แชร์ให้ถึงรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมาในเร็วๆ นี้ เพราะรถไฟฟ้าไม่ควรเป็นสิทธิ์ของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


ทำไม? เครนไม่ถล่มในญี่ปุ่นแต่ถล่มในไทย

ญี่ปุ่นก็สร้างรถไฟความเร็วสูง ทางด่วน รถไฟฟ้า หลายโครงการพร้อมกัน ใช้เครนจำนวนมาก ทำงานแข่งกับเวลาไม่ต่างจากเรา แต่แปลกไหม… ข่าวเครนถล่มในญี่ปุ่นแทบไม่เคยปรากฏ ขณะที่ในไทย เราเห็นภาพเดิมซ้ำๆ เครนล้ม คนเจ็บ คนตาย แล้วก็เงียบ

ผมเขียนบทความนี้จากประสบการณ์ตรง เคยไปเรียนที่ญี่ปุ่น เคยพักในอพาร์ตเมนต์ของบริษัทผู้รับเหมาญี่ปุ่น เคยทำงานกับวิศวกรญี่ปุ่นจริงๆ

สิ่งที่เห็นชัดที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำกว่า แต่คือ “วิธีคิดต่อความเสี่ยง” ต่างกัน ญี่ปุ่นป้องกันก่อนสูญเสีย ไทยเยียวยาหลังสูญเสีย เมื่อฐานคิดต่างกัน ผลลัพธ์จึงต่างกัน

1. ญี่ปุ่นมองอุบัติเหตุอย่างไร?ญี่ปุ่นไม่มองอุบัติเหตุว่าเป็นเรื่องซวย เป็นความสะเพร่าของคนงาน หรือเป็นเรื่องดวง และไม่ใช่เรื่องที่ “ขอแสดงเสียใจแล้วก็จบ” แต่เขามองว่าอุบัติเหตุเป็นความล้มเหลวของระบบ ถ้าเกิดขึ้น แปลว่าระบบออกแบบมาพลาด ไม่ใช่แค่ “ใครคนใดคนหนึ่งผิด” ถ้าไม่แก้ระบบ ความผิดพลาดเดิมจะเกิดซ้ำกับคนใหม่เสมอ

2. แล้วไทยล่ะ?ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุในไซต์ก่อสร้าง ภาพที่เราเห็นคือ คนงานบาดเจ็บหรือเสียชีวิต การแสดงความเสียใจ และการเยียวยาตามระเบียบ ที่เห็นชัดก็คือ ความปลอดภัยในไทยมักถูกพูดถึงหลังมีคนตายแล้ว จากนั้น… เข้มงวดชั่วคราว ตรวจชั่วคราว ออกข่าว แล้วทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิม

3. ทำไมญี่ปุ่น “ป้องกันก่อนสูญเสีย” ได้จริง?เพราะเขาทำสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น

(1) ทำงานเป็นระบบ เป็นทีม ไม่มี “ศิลปินเดี่ยว” ที่ใครพลาดจะต้องรับกรรม

(2) ก่อนเริ่มงานทุกเช้าต้องมี Morning Briefing คุยความเสี่ยงก่อนทำงานเสมอ

(3) ก่อสร้างตามแบบอย่างเข้มงวด ไม่ลดสเปก ไม่ดัดแปลงหน้างาน

(4) ใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน เพราะต้นทุนความปลอดภัยถูกกว่าต้นทุนอุบัติเหตุเสมอ

(5) ไม่โทษดวง ไม่โทษคนงาน แต่ย้อนถามว่า ระบบเปิดช่องให้พลาดตรงไหน

(6) ไม่มีแนวคิด “ค่อยไปเสี่ยงเอาหน้างาน”

(7) ถ้าเกิดเหตุ เพียงแค่ “เฉียดอุบัติเหตุ” จะต้องหยุดงานทันที วิเคราะห์หาสาเหตุ และแก้ไขก่อนทำงานต่อ

(8)ซ้อมรับมืออุบัติเหตุเป็นกิจวัตร ไม่รอให้เกิดจริงแล้วค่อยเรียนรู้จากศพ

(9) อุปกรณ์เซฟตี้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ถ้างานเสี่ยงต้องใช้เครื่องจักรแทนคน โดยไม่มีคำถามว่า “คุ้มไหม?”

(10) ระบบประมูลไม่มี “เงินทอน” ทำให้มีงบสำหรับความปลอดภัยอย่างเพียงพอทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ในทางปฏิบัติ รายละเอียดยังมีมากกว่านี้อีกมาก

4. บทสรุปที่หลายคนอาจไม่ยอมรับญี่ปุ่นไม่ได้เก่งกว่าเรา แต่เขาจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้คนตัวเล็กต้องเสี่ยงแทนระบบ เขาออกแบบทุกอย่างให้เกิดความผิดพลาดยากตั้งแต่ต้น ถ้าพลาด ระบบต้องรับ ไม่ใช่คนงานรับ ระบบครอบคลุมตั้งแต่กฎหมาย ความรับผิดชอบ วัฒนธรรมการทำงาน ไปจนถึงวิธีคิดของผู้บริหารโครงการเมื่อบอกว่า “ระบบต้องรับผิด” ไม่ได้หมายความว่า “คนไม่ต้องรับผิด” คนทำผิดยังต้องถูกลงโทษ หากฝ่าฝืนกฎ เจตนาละเมิด หรือสั่งให้ผู้อื่นเสี่ยงทั้งที่รู้ว่าอันตราย แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นทำต่างจากเราคือ เขาไม่หยุดแค่การลงโทษคน เขาย้อนกลับไปแก้ที่ “ระบบ” เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดแบบเดิมเกิดซ้ำกับคนรุ่นถัดไป

5. คำถามทิ้งท้ายถ้าเราไม่อยากเห็นข่าว “เครนถล่มครั้งต่อไป” คุณคิดว่า ประเทศไทยควรเริ่มเปลี่ยนจากจุดไหนก่อน?

  • กฎหมาย?
  • ระบบประมูล?
  • ผู้รับเหมา?
  • วัฒนธรรม “เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยแก้”? หรือ
  • การเลิกโทษคนตัวเล็ก แล้วหันมาแก้ระบบจริงๆ?

คอมเมนต์ได้เต็มที่ โพสต์นี้ตั้งใจให้ถกอย่างสร้างสรรค์ ไม่ได้ตั้งใจให้เงียบครับ


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นอภ.ชะอำ สนธิกำลัง จนท.หลายฝ่าย บุกจับคนเร่ร่อนกลางเมืองท่องเที่ยว ป้องกันเหตุซ้ำรอย ฆ่าสาวพนง.โรงแรมกลางเมืองหัวหิน

นอภ.ชะอำสนธิกำลัง จนท.หลายฝ่ายบุกจับคนเร่ร่อนกลางเมืองท่องเที่ยว ป้องกันเหตุซ้ำรอย ฆ่าสาวพนง.โรงแรมกลางเมืองหัวหิน

วันที่ 21 มค.69 ที่จุดชมวิวชายหาดชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่พาครอบครัวมาพักผ่อนเล่นน้ำคล้ายร้อนเป้นจำนวนมากในแต่ละปี นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ พร้อมด้วย นายธเนศ นาเมือง ปลัดป้องกันอำเภอชะอำ พ.ต.ท. บรรจบ สิงห์สรศรี รองผู้กำกับ สภ.ชะอำ, พ.ต.ท.พศิน หลาวทอง สารวัต ตม.จ.เพชรบุรี ได้สนธิกำลัง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สภ.ชะอำ ตม.เพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ ชรบ. ร่วมลงพื้นที่ตรวจค้นและควบคุมบุคคลเร่ร่อนใน เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย กรณีไอ้แซมก่อเหตุลงมือใช้ท่อนเหล็กฆ่าสาวพนักงานโรงแรมดังกลางเมืองหัวหินจนเสียชีวิต จนเป็นเหตุสะเทือนขวัญไปทั่วประเทศโดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว

โดยนายอำเภอชะอำได้นำกำลังเข้าบุกค้นอาคารร้าง 3 ชั้น ก่อนพบบุคลเร่ร่อนชาย จำนวน 1ราย ลักลอบเข้ามาพักอาศัยในอาคารร้าน ก่อนจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้น ไม่พบสิ่งผิดกฎ หมาย จึงตรวจสอบประวัติพบเป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา พร้อมทำการถ่ายภาพ จดบันทึกประวัติไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำตัวไปควบคุมไว้ที่กองร้อย อส.ที่ 3 อำเภอชะอำ ในวันพรุ่งนี้จะประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบุรี เจ้าหน้า ที่กรมแรงงานจังหวัดเพชรบุรี เข้ามารับตัวไปดำเนินการ ตามระเบียบและกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อให้มีที่พักอาศัย มีการฝึกอาชีพ มีงานทำมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องมาเร่ร่อนนอนอยู่ข้างทาง หรืออาคารร้างอย่างเช่นทุกวันนี้

นอกจากนั้นนายอำเภอชะอำจะดำเนินการแจ้งให้เจ้าของอาคารหลังดังกล่าว ให้ทำการปิดล้อมอาคารห้ามบุกคนเร่ร่อนลักลอบเข้าไปอาศัยได้อีก หากไม่ดำเนินการจะมีความผิดฐานปล่อยปะละเลยให้มีบุคคลเร่ร่อนเข้ามาพักอาศัยอยู่ หรือซ่องสุ่มมั่วสุ่ม หลังจากนี้จะสั่งให้ให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสอยส่องดูแลกวดขันจับกุมบุคลเร่ร่อนให้หมดไปจากเมืองท่องเที่ยวชาย หาดชะอำ เพื่อป้องกันเหตุอาชญากรรมซ้ำรอยเหมือนที่เมืองหัวหิน และสร้างความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวผักพ่อนที่หาดชะอำได้ปลอดภัย

/ บรรณรต เพชรบุรี

ไฟป่าหุบกะพง เปิดปฏิบัติการลาดตระเวนเชิงรุก พบกระทำผิดกฏหมายป่าไม้และสัตว์ป่าและป้องกันไฟป่า” จับดำเนินคดี

เพชรบุรี – ไฟป่าหุบกะพงเปิดปฏิบัติการลาดตระเวนเชิงรุก พบกระทำผิดกฏหมายป่าไม้และสัตว์ป่าและป้องกันไฟป่า” จับดำเนินคดี

วันที่ 21 ม.ค. นายธีรชาติ เปียประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า สบอ.3 สาขา เพชรบุรี พร้อมด้วย นายพัชระ ทรัพย์เจริญ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าหุบกะพง นาย ศักดิ์นเรนทร์ อยู่สมบูรณ์ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หุบกะพง ปล่อยแถวชุดลาดตระเวนป้องกันรักษาป่าและเฝ้าระวังไฟป่า เพื่อเป็นการป้องกันการบุกรุกทำลายป่ารวมไปถึงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าไม้และสัตว์ป่าและเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าในพื้นที่ป่าชะอำ-บ้านโรง ตำบลเขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

นายธีรชาติ เปียประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า สบอ.3 ได้สั่งการมอบนโยบาย กำลังพลผู้ปฏิบัติงาน พร้อมทั้งได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมการลาดตระเวน ได้แก่ สายตรวจปราบปราม ส่วนอนุรักษ์และป้องกันทรัพยากร สายที่ 1, พื้นที่เตรียมการกำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโรง, หน่วยพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าแม่คะเมย, สถานีควบคุมไฟป่าหุบกะพง, พื้นที่เตรียมการกำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าพุสวรรคในการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติด้านป่าไม้และสัตว์ป่า โดยได้จัดเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนรวมไปถึงการฝังตัวในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้และสัตว์ป่า อีกทั้งยังได้ลาดตระเวนเพื่อป้องกันไฟป่าหมอกควัน โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลไฟป่า พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของภารกิจด้านการป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ เป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน ตลอดจนปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง. โดยขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาในที่โล่งและพื้นที่ป่าโดยเด็ดขาด หากพบเห็นเหตุไฟป่าหรือการลักลอบเผา สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หรือสายด่วนพิทักษ์ 1362 ได้ทันที เพื่อร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

นายธีรชาติ เปียประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า สบอ.3 สาขาเพชรบุรี กล่าวว่า หากพบการกระทำความผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายทุกราย ตาม พรบ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 การตัดไม้และทำลายพรรณไม้กฎหมายห้ามมิให้บุคคลใดทำอันตรายหรือเก็บหาทรัพยากรธรรมชาติในเขตอุทยานฯ, ห้ามยึดถือครอบคลุม แผ้วถาง เผาป่า หรือทำด้วยประการใดๆ ให้เสื่อมสภาพ ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, ห้ามล่าสัตว์ทุกชนิดในเขตอุทยานแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์สงวน สัตว์คุ้มครอง หรือสัตว์ทั่วไป, ห้ามล่อหรือนำสัตว์ป่าออกไป หรือกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าด้วยประการใดๆ, ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือหากเป็นการกระทำต่อสัตว์สงวนหรือสัตว์คุ้มครอง โทษจะหนักขึ้นตาม พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าด้วย

การเผาป่าถือเป็นความผิดร้ายแรงเพราะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างและส่งผลต่อมลพิษทางอากาศ มีบทกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีพิเศษหากพบการเผาป่าทำให้เกิดความเสียหายแก่เนื้อที่เกิน 20 ไร่ โทษจะปรับเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนความเสียหาย มีบทลงโทษ, ตัดไม้ /เผาป่ โทษจำคุกสูงสุด 20 ปี ปรับสูงสุด 2,000,000 บาท, ล่าสัตว์ป่า โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 500,000 บาท. เก็บของป่า/ก่อกวน มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 500,000 บาท หากพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตว์ป่า รวมไปถึงการเผาป่า

แจ้งที่ “สายด่วนพิทักษ์ป่า 1362” ตลอด 24 ชั่วโมง


บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี

“มทบ.34” จัดกิจกรรม เสนาสนเทศ กำลังพล ชี้แจง,เน้นย้ำ,ข้อห่วงใย และนโยบายของ ผู้บังคับบัญชา ให้กับกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 34

“มณฑลทหารบกที่ 34” จัดกิจกรรม เสนาสนเทศ กำลังพล ชี้แจง,เน้นย้ำ,ข้อห่วงใย และนโยบายของ ผู้บังคับบัญชา ให้กับกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 34


เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 มณฑลทหารบกที่ 34 ดำเนินการจัดกิจกรรม เสนาสนเทศ ให้กับกำลังพลของมณฑลทหารบกที่ 34 และหน่วยขึ้นตรงมณฑลทหารบกที่ 34 โดยมี พลตรี วิศิษฐ์ บรรณากิจ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 เป็นประธาน พร้อมด้วย รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34, รอง เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34, หัวหน้ากองฝ่ายอำนวยการมณ ฑลทหารบกที่ 34, ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงมณฑลทหารบกที่ 34, หัวหน้าฝ่าย/แผนก ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ณ แหล่งสมาคม ค่ายขุนเจืองธรรมิกราช อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

โดย ผู้บังคับบัญชา และหัวหน้ากองฝ่ายอำนวยการมณฑลทหารบกที่ 34 ได้เน้นย้ำนโยบาย/การสั่งการ /ข้อห่วงใย ของผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นให้รับทราบ และมีความเข้าใจที่ตรงกัน โดยเฉพาะการลงโทษทางวินัยทหาร,การแสดงออกทางการเมือง/การเป็นกลางในการเลือกตั้ง และการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องตรงตามระเบียบ ข้อบังคับ และเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา

#มทบ.34 จัดกิจกรรมเสนาสนเทศ #มณฑลทหารบกที่ 34 #กองทัพภาคที่ 3 #กองทัพบก

นที มีรเดช รายงาน

ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 5 มอบถุงยังชีพ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ผ้าห่มกันหนาว ให้ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ พื้นที่อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 5 มอบถุงยังชีพ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ผ้าห่มกันหนาวให้ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ พื้นที่อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 พันโท พฤกษชาติ พูลพัฒนโยธิน ผู้บังคับกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 5 มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 5 ประจำอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมจิตอาสาอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียง ใหม่ จัดกิจกรรมมอบถุงยังชีพ,ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ และผ้าห่มกันหนาวให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่ยากไร้ จำนวน 5 รายพร้อมกับมอบรถเข็นให้กับนาง เมา ปัญญาใหม่ อายุ 63 ปีที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพื่อใช้อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตประจำวัน และทำการล้างแผลที่เท้าเนื่องจากติดเชื้อจากโรคดังกล่าว ณ บ้านห้วยน้ำดิบ และบ้านห้วยวังหลวง หมู่ 2 ตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งในห้วงที่ผ่านมาในพื้นที่อำเภอแม่ออนได้ประสบภัยหนาว มีสภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ ได้รับความเดือดร้อนจากอากาศที่หนาวเย็น หน่วยจึงได้ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยทหารกับประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ

โดยประชาชนและครอบครัวผู้ป่วยติดเตียงได้รับถุงยังชีพและผ้าห่มครบถ้วนทุกราย สามารถนำไปใช้บรรเทาความเดือดร้อนจากสภาพอากาศหนาวเย็นได้เป็นอย่างดี และรู้สึกทราบซึ้งในการเข้ามาช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกองทัพ และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของหน่วยเหนือทุกประการ


นที มีเดช รายงาน

นพค.36 ส่งกำลังพลร่วมนายอำเภอ โครงการอำเภอยิ้ม ห่วงชาวบ้านบนดอยสูง

นพค.36 ส่งกำลังพลร่วมนายอำเภอ โครงการอำเภอยิ้ม ห่วงชาวบ้านบนดอยสูง

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 69 บก.ทท.(นทพ.) โดย นพค.36 สนภ.3 นทพ. จ.แม่ฮ่องสอน ส่งกำลังพลของหน่วยร่วมกับนายอำเภอสบเมย จัดโครงการอำเภอยิ้มเคลื่อนที่ และขับเคลื่อนนโยบายของกรมการปกครอง ประจำปี พ.ศ.2569 พร้อมกันนี้ นพค.36 สนภ.3 นทพ. ได้สนับสนุนให้บริการตัดผมฟรี และมอบน้ำดื่มสะอาดกองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 200 ขวด ให้กับส่วนราชการและประชาชนผู้ที่มาร่วมงาน และมอบผ้าห่มกันหนาวให้กับประชาชนผู้สูงอายุ และคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านบุญเลอ ม.5 ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ที่ได้รับผลกระทบจากอากาศหนาวเย็น เฉลี่ยอยู่ที่ 12-15 องศาเซลเซียส จำนวน 100 ผืน โดยมี นายอำเภอสบเมย เป็นประธาน

โครงการอำเภอยิ้มของอำเภอสบเมย นอกจากจะเข้าไปให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่บนดอยสูงในถิ่นกันดารจากการเดินทางเข้าออกหมู่บ้านกับตัวเมืองด้วยความยากลำบากของประชาชนแล้ว ยังนำความช่วยเหลือประชาชนไปถึงหน้าบ้าน และสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างหน่วยงานราชการ และประชาชนในพื้นที่อีกด้วย



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

ทบ. เปิดการอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 32 สร้างพลังเครือข่ายภาคประชาชน สนับสนุนงานด้านความมั่นคง

ทบ. เปิดการอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 32 สร้างพลังเครือข่ายภาคประชาชน สนับสนุนงานด้านความมั่นคง

วันนี้ (21 ม.ค. 69) เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 221 กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร (พสบ.) รุ่นที่ 32 ซึ่งดำเนินการโดยโรงเรียนกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากร ของหน่วยงานความมั่นคง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิสาหกิจ สื่อมวลชน และภาคประชาชน สร้างเครือข่ายภาคประชาชนระดับผู้บริหาร ในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบก เสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือเพื่อพัฒนาประเทศชาติ สร้างเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงเพื่อสนับสนุนงานด้านความมั่นคง และร่วมแก้ไขปัญหาภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ

การอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 32 มีผู้สนใจเข้าร่วมอบรม จำนวน 83 ราย ประกอบด้วย ข้าราชการทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานองค์กรของรัฐและนักธุรกิจภาคเอกชน โดยเป็นการอบรมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ ภารกิจและการดำเนินงานของกองทัพบก, งานด้านกิจการพลเรือนของกองทัพบก การสร้างเครือข่ายมวลชนต่อการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบก ตลอดจนการทัศนศึกษาและกิจกรรมพัฒนาสัมพันธ์ และการดำเนินงานจิตอาสาเพื่อความมั่นคง

ทั้งนี้ หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร (พสบ.) ได้ดำเนินการอบรมมาแล้ว 31 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรมมาแล้วกว่า 2,126 คน ซึ่งผู้เข้ารับการอบรม จะได้มีโอกาสศึกษาองค์ความรู้ด้านความมั่นคง พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์ รวมถึงร่วมจัดทำแผนงานสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ และร่วมกิจกรรมจิตอาสาอย่างสร้างสรรค์ ด้วยความรัก ความสามัคคี เพื่อสร้างเครือข่าย พสบ. ที่เข้มแข็งเป็นพลังสำคัญ ในการขับเคลื่อนสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกเพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนของประเทศตลอดไป



แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพบก