อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณ ฝึกช่างทำขาเทียม ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2569

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณ ฝึกช่างทำขาเทียม ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จมาประชุมสามัญประจำปี พ.ศ. 2569 และพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณแก่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาช่างเครื่องช่วยคนพิการ ณ มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยหลังเฝ้ารับเสด็จและรับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณ ว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกับมูลนิธิขาเทียมฯ ฝึกช่างทำขาเทียม ป้อนโรงงานขาเทียมพระราชทานทั่วประเทศ 90 แห่ง สร้างคนพิการขาขาดและคนปกติ ให้เป็นช่างเครื่องช่วยคนพิการ ให้บริการขาเทียมแก่คนพิการขาขาด ให้ได้ขาเทียมที่ดีและมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตามโครงการพัฒนาช่างเครื่องช่วยคนพิการ (ช่างทำขาเทียม)

นายสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า จากปัญหาความต้องการช่างเครื่องช่วยคนพิการในโรงพยาบาลประจำอำเภอและประจำจังหวัดมีจำนวนมาก เพื่อทำงานในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ในขณะที่มูลนิธิขาเทียมฯ ไม่สามารถผลิตและพัฒนาช่างเครื่องช่วยคนพิการได้เพียงพอกับความต้องการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 19 เชียงใหม่ จึงร่วมกับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จัดทำโครงการฝึกอบรมช่างเครื่องช่วยคนพิการ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานช่างทำขาเทียมให้เพียงพอและสามารถบริการคนพิการได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งเพื่อพัฒนาทักษะฝีมือให้แรงงานในสาขาดังกล่าว มูลนิธิขาเทียมฯ สามารถส่งช่างทำขาเทียมที่มีทักษะเหล่านี้เข้าทำงานในโรงงานขาเทียมประจำโรงพยาบาลชุมชนต่อไป กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 19 เชียงใหม่ (สพร.19 เชียงใหม่)จัดฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกเตรียมเข้าทำงาน สาขาช่างเครื่องช่วยคนพิการ จำนวน 700 ชั่วโมง (5 เดือน) ให้แก่บุคลากรของโรงพยาบาลประจำจังหวัด และชุมชนทั่วประเทศที่สนใจเข้าร่วมฝึกอบรม

ทั้งนี้ ในปี 2569 สพร.19 เชียงใหม่ มีเป้าหมาย 200 คน ดำเนินการแล้ว 1 รุ่น จำนวน 50 คน โดยมีแผนฝึกอบรมใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย

  1. การทำเบ้าขาเทียมระดับเหนือเข่าแบบเบ้า 2 ชั้น ระหว่างวันที่ 15-19  ก.พ.2569 จังหวัดน่าน
  2. การทำเบ้าขาเทียมระดับใต้เข่าแบบสวมถุงตอขาชนิดบาง ระหว่างวันที่ 17-21 พ.ค.2569 จังหวัดอุบลราชธานี
  3. การทำเบ้าขาเทียมระดับใต้เข่าแบบกระชับบางส่วน ระหว่างวันที่ 19-23 ก.ค.2569 จังหวัดสงขลา
  4. การทำเบ้าขาเทียมระดับเหนือเข่าแบบกระชับบางส่วน ระหว่างวันที่ 15-20 ส.ค.2569 จังหวัดพิจิตร  

เมื่อฝึกอบรมจบแล้ว มูลนิธิขาเทียมจะส่งช่างไปทำงาน ณ โรงงานขาเทียมประจำโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ และจะคัดเลือกบรรจุเป็นพนักงานราชการ เมื่อผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ระดับ 2 แล้ว จึงทำให้ผู้จบหลักสูตรดังกล่าวมีงานทำที่มั่นคง ทั้งนี้ กรมจะดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือก่อนส่งตัวเข้าทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้จบฝึกมีทักษะได้มาตรฐานและพร้อมที่จะให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ” อธิบดีสมาสภ์ กล่าวท้ายสุด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เปิดตัว “ROSEWOOD TOWN IN TOWN” นิยามใหม่ของเมืองมิกซ์ยูสระดับพรีเมียมบนทำเลศักยภาพ ใจกลางรังสิต–ปทุมธานีโดยกลุ่มธุรกิจไอย์เมญ่าเอสเตท

เปิดตัว “ROSEWOOD TOWN IN TOWN” นิยามใหม่ของเมืองมิกซ์ยูสระดับพรีเมียมบนทำเลศักยภาพ ใจกลางรังสิต–ปทุมธานีโดยกลุ่มธุรกิจไอย์เมญ่าเอสเตท

ไอย์เมญ่าเอสเตท เปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม “ROSEWOOD TOWN IN TOWN” เมืองมิกซ์ยูสแห่งใหม่บนทำเลศักยภาพ ใจกลางคลองหก จังหวัดปทุมธานี โครงการที่ถูกออกแบบภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ผสานการอยู่อาศัย การศึกษา และการลงทุนเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในระยะยาวอย่างมีคุณค่า

ทำเลศักยภาพสูง ใจกลางแหล่งการศึกษา การพัฒนาเมืองท่องเที่ยว และเมืองราชการ ROSEWOOD TOWN IN TOWN ตั้งอยู่ ตรงข้ามประตู 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ศูนย์กลางการศึกษาชั้นนำของประเทศรายล้อมด้วยหน่วยงานราชการ แหล่งเรียนรู้ และแลนด์มาร์คระดับประเทศ อาทิ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ และกลุ่มพิพิธภัณฑ์กว่า 9 แห่งบนพื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่ รวมถึงสวนสัตว์ปทุมธานี บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และมูลค่าการลงทุนในอนาคต

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ไอย์เมญ่าเอสเตท ได้จัดพิธีเปิดสำนักงานโครงการ ROSE WOOD TOWN IN TOWN อย่างเป็นทางการ พร้อมพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยได้รับเกียรติจาก หม่อมราชวงศ์จิราคม กิติยากร และ หม่อมหลวงสัญชัย ทองแถม ร่วมเป็นประธานในพิธี สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการบนพื้นฐานของคุณค่า ความรับผิดชอบ และความยั่งยืน ภายในงานยังมีกิจกรรม ปล่อยปลาลงคลองหก รังสิต–ธัญบุรี พร้อมให้เกียรติ ตั้งชื่อท่าน้ำโครงการ ว่า “ท่าน้ำกิติยากร” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือร่วมใจ ถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาเมืองที่เติบโตควบคู่กับชุมชน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

ดีมานด์คุณภาพ รองรับการอยู่อาศัยและการลงทุน ด้วยทำเลที่โดดเด่น ROSEWOOD TOWN IN TOWN รองรับกลุ่มเป้าหมายคุณภาพ อาทิ
• นักศึกษาและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรีกว่า 28,500 คน
• กลุ่มสถาบันการศึกษาใกล้เคียงกว่า 4,500 คน
• ข้าราชการและบุคลากรภาครัฐในพื้นที่กว่า 5,500 คน
• ประชากรในอำเภอธัญบุรีกว่า 150,000 คน

รวมถึงนักลงทุนที่มองเห็นศักยภาพของพื้นที่คลองหกในฐานะ เมืองการศึกษาและการลงทุนแห่งอนาคต เมืองมิกซ์ยูสระดับพรีเมียม ครบทุกมิติของการใช้ชีวิต

โครงการพัฒนาในรูปแบบ Luxury Mixed Use Community ประกอบด้วย
• ที่พักอาศัยคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ ROSEWOOD
• อาคารพาณิชย์ พื้นที่ค้าปลีก และ Community Mall ที่ออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์
• ศูนย์บริการการเดินทาง Taxi / Grab / Van
• Tutor Corner เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

รองรับผู้อยู่อาศัยกว่า 8,000 คน พร้อมที่จอดรถมาตรฐานกว่า 2,000 คัน และระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยและสร้างสังคมคุณภาพในระยะยาว

ROSEWOOD TOWN IN TOWN มากกว่าที่อยู่อาศัย คือ ต้นแบบเมืองใหม่รอบมหา วิทยาลัยที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิต การศึกษา และการลงทุนอย่างมีคุณค่า พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับเมืองและเศรษฐกิจของจังหวัดปทุมธานีในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ITPP ผนึกกำลัง LINE MAN เปิดรับผู้ขับขี่โครงการ “LINE MAN EV” ขับแท็กซี่ไฟฟ้าสายกรีน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ พร้อมร่วมลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

ITPP ผนึกกำลัง LINE MAN เปิดรับผู้ขับขี่โครงการ “LINE MAN EV” ขับแท็กซี่ไฟฟ้าสายกรีน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ พร้อมร่วมลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

บริษัท ไอทีพีพี จำกัด (ITPP) ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านบริการเรียกรถและเดลิเวอรีของไทย เปิดตัวโครงการ “LINE MAN EV” โครงการแท็กซี่ไฟฟ้า 100% โดยนำร่องรถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่น E6 จำนวน 50 คัน ให้บริการในเขตกรุงเทพ มหานคร เพื่อยกระดับระบบขนส่งสาธารณะสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดรับผู้ขับขี่เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการ

โครงการ LINE MAN EV ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นการ ยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของผู้ขับขี่แท็กซี่ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE MAN ที่มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ และระบบ AI ช่วยจัดสรรงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ขับขี่มีงานต่อเนื่อง รายได้สม่ำเสมอ และสามารถบริหารเวลาและต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของโครงการ คือ การช่วยลดต้นทุนการทำงานของผู้ขับขี่อย่างชัดเจน ผ่านสิทธิประโยชน์จากเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้า EA Anywhere โดยผู้ขับขี่จะได้รับ เงินคืน (Cashback) 10% จากค่าชาร์จไฟทุกครั้ง หากคำนวณจากการวิ่งงานเฉลี่ยวันละ 300 กิโลเมตร จะมีค่าชาร์จไฟประมาณ 266 บาทต่อวัน และได้รับเงินคืนเฉลี่ย 26 บาทต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 9,500 บาทต่อปี และเมื่อรวมตลอดอายุโครงการ 5 ปี ผู้ขับขี่จะได้รับเงินคืนรวมเกือบ 50,000 บาทต่อคัน ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิ โดยไม่ต้องเพิ่มชั่วโมงการทำงาน

ในด้านยานยนต์ โครงการเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่น E6 จากบริษัท จินหลง มอเตอร์ จำกัด ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ มีความทนทาน ประหยัดพลังงาน ห้องโดยสารกว้างขวาง และมีต้นทุนการบำรุงรักษาต่ำ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวของผู้ขับขี่ พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารให้สะดวกสบายและทันสมัย

การนำรถแท็กซี่ไฟฟ้ามาใช้งานเชิงพาณิชย์ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 47% เมื่อเทียบกับรถแท็กซี่ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบเดิม หรือคิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1,800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดโครงการ หรือคิดเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ประมาณ 83,000 ต้นต่อปี พร้อมทั้งไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้ขับขี่และประชาชนในเขตเมือง

ความสำเร็จของโครงการ LINE MAN EV เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรชั้นนำหลายภาคส่วน ทั้งการลงทุนจาก บริษัท อิแทลลิค จำกัด และ บริษัท เปย์ป๊อป จำกัด รวมถึงการสนับสนุนด้าน สินเชื่อสีเขียว (Green Financing) จาก บริษัท ไทยโอริกซ์ลีสซิ่ง จำกัด และ บริษัท ลีสซิ่งกสิกร จำกัด สะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวและระบบขนส่งพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการ LINE MAN EV จึงเป็นมากกว่าบริการเรียกรถ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่าง รายได้ของผู้ขับขี่ การพัฒนาเศรษฐกิจ และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตการเดินทางที่ยั่งยืนของประเทศไทย

สนใจร่วมเป็นครอบครัว LINE MAN EV โอกาสทองสำหรับพี่ๆ แท็กซี่ที่ต้องการเปลี่ยนสู่รถไฟฟ้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ QR CODE


สุรเษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“มาดามหยก” ผนึกกำลังจิตอาสาเชียงใหม่-ลำพูน ดันสวัสดิการกู้ชีพ-กู้ภัย ยกระดับความปลอดภัยคนทำงาน

“มาดามหยก” ผนึกกำลังจิตอาสาเชียงใหม่-ลำพูน ดันสวัสดิการกู้ชีพ-กู้ภัย ยกระดับความปลอดภัยคนทำงาน

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ คุณกชพร เวโรจน์ หรือ “มาดามหยก” ได้เข้าร่วมงานเสวนา “สวัสดิการ กู้ชีพ กู้ภัยและจิตอาสา” เพื่อร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นกับตัวแทนหน่วยงานกู้ภัยในพื้นที่ภาคเหนือ อาทิ สมาคมกู้ภัยกุศลสงเคราะห์, สมาคมกู้ภัยอัมรินทร์ใต้ และสมาคมกู้ชีพ-กู้ภัยลำพูน โดยเวทีนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนปัญหาอุปสรรคจากการปฏิบัติหน้าที่จริง พร้อมร่วมกันหาทางออกเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ มาดามหยกได้เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ของ Indy Team และ ชมรม Change Together ที่ได้ขับเคลื่อนงานสาธารณประโยชน์มาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี โดยยืนยันพร้อมเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเปลี่ยนข้อเสนอจากพี่น้องกู้ภัยให้เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในเรื่องการจัดสรรสวัสดิการที่ทั่วถึง มาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน และการสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายจิตอาสาในการดูแลประชาชนอย่างยั่งยืน

มาดามหยก #กชพรเวโรจน์ #กู้ชีพกู้ภัย #จิตอาสา #เชียงใหม่ #ลำพูน #สวัสดิการกู้ภัย #ChangeTogether #IndyTeam


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมบ้านคุณแม่ “พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา” ด้วยหัวใจของผู้บังคับบัญชา สดุดีวีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน

แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมถึงบ้านคุณแม่ “พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา” ด้วยหัวใจของผู้บังคับบัญชา สดุดีวีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางลงพื้นที่เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ คุณแม่ของพลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา ถึงบ้านพักในพื้นที่อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ด้วยความห่วงใยและความอาลัยจากหัวใจของผู้บังคับบัญชา เพื่อสดุดีเกียรติประวัติของทหารกล้าผู้เสียสละชีวิตเพื่อชาติ กำลังพลสังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ จากการเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

การเข้าเยี่ยมในครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียกำลังพลผู้กล้าหาญ พร้อมย้ำว่าการสูญเสียครั้งนี้เป็นความสูญเสียของกองทัพและของประเทศชาติ ท่านได้พูดคุยอย่างใกล้ชิด รับฟังความรู้สึกของคุณแม่ด้วยความอ่อนโยน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยในฐานะผู้บังคับบัญชา ที่มิได้มองกำลังพลเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชา หากแต่เป็น “ลูกหลานของกองทัพ” ที่ทุกคนรักและภาคภูมิใจ

คุณแม่ของพลทหารภานุพัฒน์ เปิดเผยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความโศกเศร้า แต่แฝงด้วยความภาคภูมิใจในบุตรชายผู้จากไป แม้หัวใจจะเจ็บปวดกับการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ แต่ก็รู้สึกซาบซึ้งและมีกำลังใจขึ้น เมื่อเห็นว่าผู้บังคับบัญชาและกองทัพบกไม่เคยทอดทิ้ง และยังคงดูแลครอบครัวของทหารกล้าอย่างใกล้ชิด

พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่บริเวณ เนิน 350 ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 นับเป็นการสูญเสียกำลังพลผู้ยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความสงบสุขของประเทศ จนวาระสุดท้ายของชีวิต

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้ติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือครอบครัวของพลทหารภานุพัฒน์ในทุกด้าน รวมถึงความคืบหน้าของ การก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้กับคุณแม่ เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่มั่นคง สมกับความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของบุตรชายผู้เป็นเสาหลักและความภาคภูมิใจของครอบครัว

การเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจถึงบ้านในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงหัวใจของกองทัพบก ที่ยืนเคียงข้างกำลังพลและครอบครัวของผู้เสียสละในทุกช่วงเวลา พร้อมยืนยันว่า เลือดเนื้อและชีวิตของทหารกล้าทุกนาย จะไม่สูญเปล่า และจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยตลอดไป

พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา คือวีรบุรุษของแผ่นดิน ผู้สละชีวิตเพื่อผืนธงไตรรงค์ เกียรติยศและความกล้าหาญของเขาจะยังคงอยู่ในหัวใจของคนไทยทั้งประเทศตราบนานเท่านาน

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

“พลเอกรังษี” ลุยลำพูน รับฟังเกษตรกรเดือดร้อน เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.

ภาคเหนือ-ลำพูน “พลเอกรังษี” ลุยลำพูน! รับฟังเกษตรกรเดือดร้อน เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดลำพูน เพื่อพบปะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และเกษตรกรชาวสวนลำไย ที่ได้รับผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำ พร้อมเปิดตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดลำพูน โดยมีประชาชนให้การต้อนรับอย่างเนืองแน่น ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พรรคเศรษฐกิจได้เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดลำพูน ได้แก่ นาวาเอกณัฐพงศ์ คชเสนี้ (เสธ.ณัฐ) ผู้สมัครเขต 2 หมายเลข 4, นายสุวสันต์ จันทร์ตราธรรม ผู้สมัครเขต 1 หมายเลข 5

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลเอกรังษีเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ในช่วงเวลา 08.00 น. ก่อนเดินทางไปกราบสักการะ อนุสาวรีย์พระนางเจ้าจามเทวี และ พระธาตุหริภุญชัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำพูน เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลทางการเกษตรมารอพบ พูดคุย และให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นคณะได้เดินทางไปยัง บ้านห้วยหละ อำเภอบ้านโฮ่ง เพื่อพบปะพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ และต่อด้วย บ้านหล่ายแก้ว อำเภอบ้านโฮ่ง พบปะเกษตรกรชาวสวนลำไยและสวนมะม่วงที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ

ทั้งนี้ พลเอกรังษีได้กล่าวถึงแนวนโยบายของพรรคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ รถไฟความเร็วสูง 2 เส้นทาง ซึ่งจะมีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมการเกษตรตามแนวเส้นทาง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร โดยลำไยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคเหนือ จะถูกผลักดันสู่การพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมแปรรูป เพื่อช่วยพยุงราคา ลดภาระการชดเชยจากภาครัฐในระยะยาว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พลเอกรังษีและคณะมีกำหนดเดินทางไป กาดจตุจักร จังหวัดลำพูน เพื่อพบปะประชาชน รับฟังปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น ก่อนช่วงเย็นจะเดินทางไปพบพี่น้องประชาชนที่ ถนนคนเดิน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่

พรรคเศรษฐกิจยืนยันความพร้อมในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน พร้อมเชิญชวนประชาชนสนับสนุน พรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 11 และผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคในแต่ละพื้นที่


นที มีเดช รายงาน

“เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” สร้างฝายชะลอน้ำ ฝายกึ่งถาวร โดยยึดหลักตามศาสตร์พระราชา ของนศท.ปี 5 ในการฝึกภาคสนามประจำปี 2568

การปลูกป่าทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้นจะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหนุนน้ำส่งไปตามเหมืองไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองด้าน ซึ่งจะให้น้ำค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปทำ ความชุ่มชื้นในบริเวณนั้นด้วย” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

การสร้างฝายชะลอน้ำ ฝายกึ่งถาวรของนักศึกษาวิชาทหารชั้นปี 5 ในการฝึกภาคสนามประจำปี 2568 เพื่อกำหนดจุดสร้างฝายโดยรอบเขาชนไก่ กิจกรรมการสร้างฝาย ชะลอน้ำ ฝายกึ่งถาวรเพื่อน้อมรำลึก พระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิ พลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยได้รับเกียรติ วิทยากรกิตติมศักดิ์ พลโท เยี่ยมชัย บุตรดาวงษ์ อดีตที่ปรึกษากองกำลังสุรสีห์ ตท.20 จปร.31 (โรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 20, โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 31) มาถ่ายทอดให้ความรู้

ฝายมีชีวิต อีกหนึ่งรูปแบบของการบริหารจัดการน้ำ โดยการร่วมแรง ร่วมใจของชุมชน ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้ามาช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง และชะลอน้ำมิให้กระแสน้ำไหลหลาก ลดความรุนแรงของการกัดเซาะ ช่วยเติมน้ำใต้ดิน ด้วยกลไกทางธรรมชาติ ทำให้พื้นที่โดยรอบตัวฝายมีความชุ่มชื้น อีกทั้งยังช่วยพยุงเศษซากพืช ซากสัตว์ ไม่ให้ถูกพัดพาลงสู่แหล่งน้ำตอนล่างหมด ช่วยให้คุณภาพน้ำตอนล่างดีขึ้น ขณะที่ซากสัตว์ต่างๆ ที่ถูกพยุงไว้ ก็จะเป็นอาหารให้กับสัตว์น้ำ เป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศของพื้นที่ป่าโดยรวม

และอีกตัวอย่างหนึ่งของฝายมีชีวิต โดยมีวิทยากรครูฝาย วิทยากรกิตติมศักดิ์ พลโท เยี่ยมชัย บุตรดาวงษ์ อดีตที่ปรึกษากองกำลังสุรสีห์ เตรียมการฝึกการสร้างฝายให้กับนักศึกษาวิชาทหารชั้นปี 5 ในการฝึกภาคสนามประจำปี 2568 เพื่อกำหนดจุดสร้างฝายโดยรอบเขาชนไก่ สอนการสร้างฝายอย่างถูกหลักถูกวิธี สร้างฝายให้เกิดเป็นระบบฝาย อย่าสร้างฝายตรงทางโค้งน้ำ อย่าสร้างฝายด้วยกระสอบทรายเด็ดขาด น้ำในห้วยช่วยกันทำตลอดสาย ด้วยฝายในหลวง

โดยหัวใจหลักของการทำฝายมีชีวิต ประกอบด้วย บันไดนิเวศน์ อยู่ด้านหน้า และด้านหลังฝาย แก้ปัญหาการตื้นเขินที่หน้าฝายได้ ตลอดจนสัตว์น้ำทุกชนิดสามารถผ่านตัวฝายได้ ตัวฝายกั้นน้ำ ใช้วัสดุธรรมชาติ คือ ดิน ทราย บรรจุใส่กระสอบวางเรียงซ้อนกันเพื่อให้เป็นกำแพงกั้นชะลอน้ำ ลำไผ่ ตัวโครงปักฝังลงไปในลำคลองเสมือนเสาเข็มเป็นแนว ผูกด้วยเชือกยึดโยงกระสอบที่กั้นน้ำไว้แข็งแรง และหูช้าง เป็นแนวกำแพงยาวยื่นไปตามริมตลิ่งทั้งเหนือฝาย ตลอดจนใต้ฝาย และใช้กระสอบทรายผสมเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเป็นอาหารให้กับต้นไม้ที่นำมาปลูกกับหูช้างได้เป็นอย่างดี

“ฝายมีชีวิต” อีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ของการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ที่ไม่ใช่แค่เพียงการกักปริมาณน้ำไว้ให้พอใช้ตลอดปีเท่านั้น แต่คือการรักษาระบบนิเวศน์ เพื่อให้ได้น้ำ เพื่อรักษาการผลิตน้ำตามธรรมชาติไว้เติมเต็มระบบอย่างยั่งยืน เกิดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว เป็นพื้นที่เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของชุมชน เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง โดยยึดหลักตามศาสตร์พระราชา และดึงความร่วมมือทุกภาคส่วน ตามแนวทางประชารัฐ โดยจะเน้นชุมชนเป็นหลักสำคัญ เพราะคือผู้ที่ใกล้ชิดแหล่งน้ำ ต้องเป็นผู้รักษาและรับประโยชน์มากที่สุด ซึงทุกครั้งที่ไปทำฝายจะได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และการช่วยเหลือเอื้ออาทรกันทั้งหมู่บ้าน ทั้งคนนอกที่ไปช่วย จึงเรียกได้เต็มปากว่า ฝายมีชีวิตและคือการปรองดองที่แท้จริง


พรพิพัฒ์รายงาน

แรลลี่ชุดไทยไหว้พระดี ครั้งที่ 9 เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

จังหวัดลพบุรี – แรลลี่ชุดไทยปี 2569 ในชื่อ “แรลลี่ชุดไทย ไหว้พระดี” ครั้งที่ 9 จัดโดยสโมสรโรตารี่พระรามเมศวรลพบุรี ร่วมกับภาครัฐ โดยเน้นการแต่งกายชุดไทยนุ่งโจงห่มสไบ แข่งขันแรลลี่ชมเมือง และท่องเที่ยวทำบุญ ณ โบราณสถานในจังหวัดลพบุรี มุ่งเน้นกระตุ้นการท่องเที่ยววัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ที่หน้าประตูวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ว่าที่ร้อยตรีทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี สโมสรโรตารี่พระรามเมศวรลพบุรี ร่วมกันปล่อยรถในจัดกิจกรรมการแข่งขันแรลลี่ชุดไทยไหว้พระดี ครั้งที่ 9 เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชครั้งที่ 38 ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเชิญชวนนักท่องเที่ยวท่องเที่ยว เที่ยวโบราณสถานในจังหวัดลพบุรี มุ่งเน้นกระตุ้นการท่องเที่ยว ในช่วงการจัดงานสำคัญของจังหวัดลพบุรี ซึ่งจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 13 ถึง 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ต.ท่าหิน อำเภอเมืองจังหวัดลพบุรีนี้

ในการแข่งขัน แรลลี่ ชุดไทยไหว้พระดีครั้งที่ 9 ในครั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันจะต้องแต่งชุดไทยทุกคน โดยเริ่มออกสตาร์ท เวลา 07.09 น ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์โดยใช้เส้นทางลพบุรี-สระบุรี ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ซึ่งผู้ร่วมแข่งขันทุกคัน จะได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศยามเช้า ถ่ายภาพชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางผ่าน ได้ไหว้พระตามวัดต่างๆ โดยเข้าเส้นชัยที่จังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้การแข่งขันแรลลี่ชุดไทยไหว้พระครั้งที่ 9 ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการประชาสัมพันธ์ในการจัดงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ผู้ชนะในการแข่งขันจะได้รับถ้วยรางวัลจากนายวีรพงษ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี รวมถึงถ้วยเกียรติยศ รางวัลมากมายให้กับนักแข่ง และผู้แต่งชุดไทยได้สวยงามอีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

สัสดีเชียงใหม่ …มีอะไรจะบอก โค้งสุดท้ายของทหารออนไลน์69 เชียงใหม่ เกิน 100%

ทีมสัสดีเชียงใหม่ร่วมกับ กอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ เดินหน้าลุยเชิญชวนน้องๆสมัครทหารออนไลน์ จนถึงวันนี้เป็นวันรับสมัครวันสุดท้าย …ยอดทะลุเป้า… ขอขอบคุณน้องทหารกองเกิน ครอบครัวและญาติพี่น้องพี่น้อง ที่ให้ความวางไว้วางใจมาเป็นครอบครัวเดียวกัน

โดยนอกเหนือจากการ ประชาสัมพันธ์ในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด และขอความร่วมมือหัวหน้าส่วนระดับ อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน, การบริหารจัดการข้อมูลทหารกองเกินกลุ่มเป้าหมาย, การประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางในจุดสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่แล้ว หน่วยยังได้นำกำลังพล และนักศึกษาฝึกงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียง ใหม่ จำนวน 8 คน ร่วมกับ กอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ณ ตลาดประชารัฐคนไทยยิ้มได้ หน้าศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงเดือน ต.ค. – พ.ย. 68 จำนวน 3 ครั้ง มีประชาชนที่มาติดต่อราชการ ผู้ประกอบการร้านค้า ข้าราชการ หัวหน้าส่วนราชการทั้งระดับจังหวัด อำเภอ จนถึงหมู่บ้าน ให้ความสนใจสมัครจำนวนหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังร่วมกับ จัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ ออกบูธ เดินเท้าประชาสัมพันธ์ ในงาน “คนไทยต้องมีงานทำ @เชียงใหม่ ห้วง 3-4 ธ.ค. ที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นจุดเด่นที่สำคัญภายในงาน เป็นผลให้หน่วยงาน สกร.อำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้นำ นักศีกษาของตนเข้าร่วมงาน ได้ติดต่อหน่วย เพื่อจัดบูธ บรรยาย ในงานปฐมนิเทศนัก ศึกษา ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองเชียงใหม่ ณ โรงแรมเชียงใหม่ออคิด เป็นจุดสนใจในงานได้อย่างดี มีนักศึกษาสนใจสอบถามการสมัครเป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้น หน่วยยังมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมมอบผ้าห่ม โดยกลุ่มทหารผ่านศึกอเมริกันจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์เช่นกัน โดยใช้ความเป็นทหารของเหล่าทหารผ่านศึกทั้ง 2 ประเทศ ช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับครอบครัว ญาติพี่น้องที่เป็นคนไทย หลายครอบครัวเปิดร้านอาหาร ก็จะนำข้อมูลเหล่านี้ ประชาสัมพันธ์ต่อไปยังลูกค้าของตน โดยทหารผ่านศึกอเมริกันยังได้ชื่นชมกองทัพไทย ประชาชนคนไทย และแสดงความเสียใจกับเหล่าทหารและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนอีกด้วย

ทั้งนี้ ในส่วนของหน่วยสัสดีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้ง 25 อำเภอ ได้พยายามผลักดัน เป็นผลให้ยอดการสมัคร เกิน 10% ไปแล้ว (ปัจจุบัน 113% ณ 24 ม.ค. 69) ซึ่งจะปิดรับสมัครใน 25 ม.ค. 69


นที มีเดช รายงาน

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน “โครงการร้อยใจรักษ์” จังหวัดเชียงใหม่

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน “โครงการร้อยใจรักษ์” จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 พันเอก ธนะพันธ์ ขำทวี รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ส่วนแยก 2 ร่วมให้การต้อนรับ พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประ จำพระองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในโอกาสที่เดินทางมาติดตามการดำเนินโครงการร้อยใจรักษ์ ในพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ครอบ คลุมพื้นที่ 4 หมู่บ้านหลัก 20 หมู่บ้านย่อย ของตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย เป็นพื้นที่เปราะบางและมีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ จากปัญหาจากการค้าและลำเลียงยาเสพติดข้ามแดน

ด้วยทรงเห็นว่าควรพัฒนาและสร้างโอกาส สร้างทางเลือกในการดำรงชีวิตให้ประชาชนในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้อย่างสุจริต เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหายาเสพติด จึงมีพระดำริให้จัดตั้งโครงการ “ร้อยใจรักษ์” ขึ้น เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้รับงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการพัฒนาทางเลือก มาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมีส่วนร่วม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน สร้างอาชีพทางเลือกที่สุจริตและหลากหลาย ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ระยะสั้น และวางรากฐานสู่รายได้ที่มั่นคงในระยะยาว พัฒนาด้านการศึกษา และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดความเสี่ยงในการกลับไปค้ายาเสพติด ควบ คู่กับกิจกรรมส่งเสริมด้านสุขภาพ ลดจำนวนผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน ที่ผ่านมา ได้พัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตราษฎร ทั้งด้านเกษตร ปศุสัตว์ หัตถกรรม สุขภาพ การศึกษา และการท่องเที่ยว ครอบคลุมทุกมิติ ราษฎรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และมีเงินออม

ต่อมา พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานการประชุมติดตามการดำเนินงาน “โครงการร้อยใจรักษ์” อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งโครงการร้อยใจรักษ์เป็นโครงการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงมีพระดำริเพื่อสร้างโอกาสและทางเลือกในการดำรงชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ประธาน นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พันตำรวจโท นริช สอนดิษฐ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 5 นางนฤมล ช่วงรังษี ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาพ 3 ส่วนแยก 2 รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภา รองผู้บังคับกองบังคับการควบคุมทหารพรานศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เข้าร่วมประชุมติดตามการดำเนินงานโครงการร้อยใจรักษ์ ณ สำนักงานโครงการร้อยใจรักษ์ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

ด้าน พันตำรวจโท นริช สอนดิษฐ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 5 ได้รายงานสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในพื้นที่โครงการร้อยใจรักษ์ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าในพื้นที่สถานการณ์ลดความรุนแรงลง ไม่ปรากฏคดียาเสพติดร้ายแรง และไม่มีขบวนการการลักลอบลำเลียงผ่าน อย่างไรก็ตามยังคงต้องเฝ้าระวังการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดนใกล้เคียง เนื่องจากเป็นพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และมีชนกลุ่มน้อยผู้มีอิทธิพลอยู่ รวมทั้งต้องเฝ้าระวังป้องกันในกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด และการใช้ยาเสพติดชนิดใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม เช่น กลุ่มยาโปรโคดีล ยาทามาดอล พอร์ตเค เป็นต้น รวมทั้งขอให้ความสำคัญโดยใช้กลไกกองทุนแม่ของแผ่นดินเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้มีการรายงานความก้าวหน้า การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเมืองงาม การติดตามการขอใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ การประเมินผลโครงการร้อยใจรักษ์ระยะที่ 1 โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ รายงานความพร้อมในการจัดการแข่งขันร้อยใจรักษ์ฮาร์ฟมาราธอน ครั้งที่ 4

จากนั้น ได้มอบผ้าห่ม 60 ผืน แก่ตัวแทนอาสาทำดี โครงการร้อยใจรักษ์ ที่ผ่านการบำบัดยาเสพติดโดยไม่หวนกลับไปเสพซ้ำ และได้เชิญพระราชกระแสความห่วงใยของพระบาทสม เด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคลากร เจ้าหน้าที่ และตัวแทนอาสาทำดีโครงการฯ

รวมทั้งติดตามการดำเนินงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเมืองงาม อำเภอแม่อาย ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ เมื่อปี 2563 เพื่อให้บริการตรวจรักษาประชาชน ปัจจุบัน โรงพยาบาลมีความก้าวหน้าในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมาก มีบุคลากรเพียงพอ มีห้องตรวจและอุปกรณ์ทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานครบถ้วน อาทิ ห้องคลินิกพิเศษ ห้องเอกซเรย์ ห้องทันตกรรม กรณีมีผู้ป่วยวิกฤตจะส่งไปยังโรงพยาบาลแม่อาย ซึ่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเมืองงาม สนับสนุน การบริการด้านสุขภาพ การบำบัดรักษายาเสพติดในพื้นที่โครงการร้อยใจรักษ์ พร้อมทั้งได้มอบผ้าห่ม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ผู้ผ่านการบำบัด ยาเสพติดจำนวน 10 ราย นายแพทย์ และให้กำลังใจ นายแพทย์ ทันตแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มาปฏิบัติหน้าที่ ด้วย

ช่วงบ่าย ไปเยี่ยมชมแปลงเกษตร ของนายสมชาติ กุนา เกษตรกรในพื้นที่โครงการร้อยใจรักษ์ ณ บ้านเมืองงามใต้ อำเภอแม่อาย ซึ่งเป็นแปลงริเริ่มทดสอบการปลูกโกโก้สายพันธุ์ im1 ซึ่งเป็นพืชระยะยาวปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ร่วมกับพืชชนิดเดิม ทั้งยังมีราคาสูง นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้หลากหลาย อาทิ ผงโกโก้ชงดื่ม และขนมช็อกโกแลต

จากนั้นไปเยี่ยมชมสวนส้มของนายอาเลผ่า แสนจันทร์ ณ บ้านสันงาม อำเภอแม่อาย ปลูกส้มสายน้ำผึ้ง กว่า 4,000 ต้น บนพื้นที่ 40 ไร่ ร่วมกับการปลูกทุเรียน สร้างรายได้เฉลี่ยต่อปี ไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท

ในการนี้ ได้ให้ข้อเสนอแนะด้านการประชาสัมพันธ์ “ส้มโครงการร้อยใจรักษ์” ให้เป็นที่รู้จัก ด้วยการสร้างคุณภาพ รสชาติ ที่ได้มาตรฐาน ราคาเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค ซื้อได้ง่ายในทุกช่วงฤดูกาล เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า สร้างภาพจำ

การติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาทางเลือกโครงการร้อยใจรักษ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนชนเผ่าอย่างครอบคลุม ซึ่งจากเดิมเป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรง เปลี่ยนสู่การพัฒนาทุกมิติทั้ง สาธารณสุข การเกษตร ระบบน้ำ การพัฒนาอาชีพ และการป้องกันยาเสพติด โดยในปีที่ผ่านมาโครงการร้อยใจรักษ์สร้างรายได้ให้ประชาชนรวม 68 ล้านบาท กองทุนพันธุ์สัตว์โค กระบือ หมูและประมงมีการยกระดับต่อเนื่อง การส่งเสริมการปลูกไม้ผลพืชระยะสั้นและระยะยาวสร้างรายได้มากกว่า 9 ชนิด การพัฒนาพันธุ์ข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองสร้าง รายได้รวม 9 ล้านบาท เกิดความมั่นคงทางอาหาร 1,132 ครัวเรือน หมู่บ้านปลอดยาเสพติด 23 แห่ง คงเหลือเพียง 1 หย่อมบ้าน(ห้วยเต่า) มีการใช้กฎชุมชนต่อเนื่องในเรื่องยาเสพติด 223 ครั้ง และ มีการพัฒนาเยาวชนใฝ่ดีป้องกันยาเสพติด ในภาพรวมประชาชนในพื้นที่โครงการมีรายได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ยครัวเรือนละ 200,000 บาท ยังมีครัวเรือนที่ไม่พ้นเส้นมาตรฐานความยากจนอยู่ 390 ครัวเรือน ซึ่งเป็นเป็นเป้าหมายในการดำเนินการปี 2569 ต่อไป


นที มีเดช รายงาน