
นครศรีธรรมราช – นึกว่าตำรวจลืมไปแล้วหนีคดีฆ่า 11 ปีหลังก่อเหตุรุมสังหารหนุ่มนักธุรกิจทายาท “หนำไพรวัลย์”
เมื่อ 25 เมษายน 2569 เป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่ พันตำรวจโทวิฑูรย์ รักษาวงศ์ สารวัตรสืบ สวน กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยชุดสืบสวนเข้าจับกุมนายกิตติ หรือหวี ปานเดโช หรือที่รู้จักในชื่อ “หวีสวนจันทร์” หนึ่งในแก็งส์นักเลงชื่อดังเมื่อ 11 ปีก่อน มีอายุในปัจจุบัน 40 ปี ขณะก่อเหตุอายุ 28 ปี หลังจากเฝ้าติดตามจนพบตัวอยู่บนถนนในชุมชนบ้านสวนจันทร์ หมู่ 5 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
สำหรับนายกิตติ หรือหวี ได้ร่วมกับเพื่อนรวม 4 คน เมื่อ 12 มกราคม 2558 ก่อเหตุร่วมกันฆ่า นายธีศิษฎ์ ถาวระ อายุ 27 ปี (ในขณะนั้น) หนุ่มนักเรียนนอกหลังจากเรียนจบได้กลับมาช่วยนางอำไพ ถาวระ บริการกิจการรีสอร์ทหนำไพรวัลย์ ซึ่งเป็นรีสอร์ทสายธรรมชาติ ใน ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช และครอบครัวได้ขยายกิจการไปยังจังหวัดสตูล เพื่อให้นายธีศิษฎ์ไปทำกิจการต่อแต่ปรากฎว่าถูกนายกิตติ หรือหวี พร้อมเพื่อนร่วมกันก่อเหตุใช้อาวุธปืนอย่างน้อย 3 กระบอก ยิงจนเสียชีวิตมีบาดแผลมากถึง 15 จุด เหตุเกิดในตลาดคูขวาง เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ส่วนเพื่อนร่วมแก็งส์ได้ถูกจับหลังเกิดเหตุไม่นานคือ นายสิทธิพร หรือโบตัส ขาวสุก อายุ 34 ปี หัวโจกของแก๊ง นายชัยวิชิต หรือแน็ต แสงสง่า อายุ 20 ปี นายเฉลิมพร หรือแนน แสงสง่า อายุ 25 ปี (อายุในขณะนั้น)
ปัจจุบันทั้ง 3 รายแรกถูกจองจำอยู่ในเรือนจำใกล้พ้นโทษเต็มที ส่วนนายกิตติ หรือหวีสวนจันทร์ หลังเกิดเหตุได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่ป่าเขาเขตอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกระทั่งพบว่านายกิตติ ได้ย้อนกลับมาอาศัยที่บ้านหลังหนีไปถึง 11 ปี ตำรวจชุดสืบสวนจึงเฝ้าติดตามจนพบว่านายกิตติหรือหวีเดินเตร็ดเตร่อยู่บนถนนในซอยบ้านสวนจังจึงแสดงตัวเข้าจับกุมแต่นายกิตติหลบหนีตำรวจได้กวดจับคุมตัวไว้ได้ ตำรวจต้องให้ดื่มน้ำก่อนลมจับ
อย่างไรก็ตามนายกิตติ ระบุว่าได้หลบหนีอยู่ในป่าประกอบอาชีพกรีดยางโดยไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ หรือติดต่อใครเลย จนกระทั่งมั่นใจว่าเรื่องน่าจะเงียบไปแล้วเพราะผ่านไปถึง 11 ปี ตำรวจน่าจะลืมไปแล้วหรือไม่สนใจคดีแล้ว จึงตัดสินใจกลับบ้านมาได้เพียงไม่กี่วันคิดไม่ถึงว่าตำรวจจะตามมาจับได้อีก ขณะที่ตำรวจได้อ่านหมายจับ ที่ 14/2558 ลงวันที่ 14 มกราคม 2558 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด “ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันควร” นายกิตติรับว่าเป็นคนเดียวกันและรับสารภาพ จึงถูกคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ดำเนินคดี ซึ่งเป็นการปิดจบคดีผู้ต้องรายนี้เป็นคนสุดท้ายที่ร่วมก่อเหตุหลบหนีมาได้ถึง 11 ปี แต่ตำรวจยังไม่ลืม.
ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน
