ศอ.จอส.พระราชทาน ภาค 3 จัดฝึกอบรมจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 3) รุ่นที่ 6 ประจำปี 2569

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 จัดฝึกอบรมจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 3) รุ่นที่ 6 ประจำปี 2569 เพื่อเป็นแกนนำของประชาชนจิตอาสา เป็นต้นแบบของเยาวชน ในการทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 3) รุ่นที่ 6 ประจำปี 2569 ที่ หอประชุมเดชะตุงคะ กองบิน 41 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ จิตอาสาพระราชทาน จิตอาสา 904 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ซึ่งการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 3) รุ่นที่ 6 ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-20 กุมภาพันธ์ 2569 มีข้าราชการพลเรือน, ทหาร, ตำรวจ, ประชาชน และนักเรียนนักศึกษา จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 200 คน

ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการฝึกอบรมหลักสูตรจิอาสา 904 เพื่อผลิตจิตอาสา 904 ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในการเป็นแกนนำของประชาชนจิตอาสา ร่วมสร้างจิตสำนึกให้กับคนในชาติในการทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม รวมทั้งเป็นแบบอย่างในการปลูกฝังทัศนคติที่ดี เป็นต้นแบบของเยาวชน ในด้านการเสียสละ ความมีระเบียบวินัย มีจิตสาธารณะ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มีทัศนคติที่ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

โดยหลักสูตรจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค3) รุ่นที่ 6 ประจำปี 2569 นี้ เน้นการฝึกปฏิบัติรวมทั้งการบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ โดยแบ่งการฝึกอบรมเป็น 5 หมวดวิชา ได้แก่ การพัฒนาบุคลิกภาพ, วิชาอุดมการณ์ และสถาบันพระมหากษัตริย์, องค์ความรู้จิตอาสา, วิชาองค์ความรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการศึกษาดูงาน ตามสถานที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการสนับสนุนการฝึกอบรมตลอดหลักสูตร โดยผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับพระราชทานใบประกาศนียบัตร พร้อมทั้งเครื่องหมายหลักสูตรจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” อันเป็นเครื่องแสดงความสามารถ พร้อมที่จะเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า เพื่อการทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป ภายใต้ร่วมพระบารมีอันแผ่ไพศาล แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยความจงรักภักดี


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 “มอบรอยยิ้ม ผ่าน 2 มือ 1 หัวใจ สู่หยาดเหงื่อ เพื่อประชาชน”

มณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จัดกิจกรรม “มอบรอยยิ้ม ผ่าน 2 มือ 1 หัวใจ สู่หยาดเหงื่อ เพื่อประชาชน” ด้วยการช่วยต่อเติมบ้านพักอาศัยให้กับราษฎรที่ปฏิบัติงานอยู่ใน โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ หมู่ 9 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” นำโดย ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติการประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริบ้านห้วยหญ้าไซ พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จัดกิจกรรม “มอบรอยยิ้ม ผ่าน 2 มือ 1 หัวใจ สู่หยาดเหงื่อ เพื่อประชาชน” โดยการต่อเติมบ้านพักอาศัยให้กับ นายจะสอ ยาหยี อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 บ้านห้วยหญ้าไซ ซึ่งเป็นผู้ที่มีฐานะยากจน เป็นผู้ด้อยโอกาส การดำรงชีวิตประจำวัน มีความยากลำบากมีรายได้โดยเป็นลูกจ้างของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ประสบความทุกข์ยากให้ได้มีบ้านพักอาศัยที่มั่นคง แข็งแรง รวมทั้งทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และเพื่อระลึกถึงเกียรติภูมิของนักรบกล้าหาญ ตลอดจนเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีและวีรกรรมของเหล่าทหารหาญที่ทำให้เราอยู่กันอย่างสงบสุขบนผืนแผ่นดินไทย เพื่อสดุดีวีรกรรมของทหารผ่านศึก วีรชนผู้กล้า ที่เสียสละเพื่อแผ่นดิน ส่งเสริมเชิดชูเกียรติและเอื้ออาทรต่อทหารผ่านศึก เพราะเหล่าทหารกล้าที่ทำให้พวกเราชาวไทยมีอธิปไตยมีชาติ บ้านเมือง ให้ได้อยู่อาศัย ตราบชั่วลูกชั่วหลานจวบจนปัจจุบัน
ทั้งนี้ นายจะสอ ยาหยี พร้อมครอบครัว ได้กล่าวขอบคุณ หัวหน้าชุดและเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ได้เสียสละเวลาอันมีค่ามาเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ให้ได้มีที่พักอาศัยที่ดีขึ้น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอื่นใด

โดยการทำความดีไม่มีสิ่งอื่นใดที่ดีที่สุดคือการให้การช่วยเหลือประชาชนและผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพราะเราคือ ทหารของพระราชาและเป็นทหารของประชาชน ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#จิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ #เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียง ใหม่ ที่ โรงเรียนบ้านปางอุ๋ง ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม

บ่ายวันนี้ (4 ก.พ. 69) เวลา 13.45 น. นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ในฐานะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษา เดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ โรงเรียนบ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โดยมี นายเกรียงศักดิ์ บุญตาปวน นายอำเภอแม่แจ่ม พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ ผู้อำนวยการโรงเรียน อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนบ้านปางอุ๋ง ร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ได้มอบทุนการศึกษาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แก่นักเรียนที่ได้รับคัดเลือกเป็นนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 7 จำนวน 1 คน ได้แก่ เด็กชายสมชาติ จิราภรณ์โอภาส นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่โรงเรียนบ้านปางอุ๋งได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรง เรียนในโครงการกองทุนการศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2558 และปัจจุบันมีนักเรียนทุนพระราชทานแล้ว รวมจำนวน 4 คน ซึ่งจะทำให้นักเรียนเหล่านี้ได้รับการศึกษาต่อเนื่องถึงระดับปริญญาตรี

จากนั้น องคมนตรี ได้พบปะพูดคุยกับคณะผู้บริหาร คณะครู ตัวแทนคณะกรรมการสถานศึกษา และผู้นำชุมชน เพื่อรับฟังสรุปผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และความต้องการช่วยเหลือของทางโรงเรียน

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โรงเรียนบ้านปางอุ๋งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและเหตุดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ จากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” ทำให้ทั้งโรงเรียนและเด็กนักเรียนได้รับผลกระทบ โดยสิ่งก่อสร้างบางส่วนของโรงเรียนได้รับความเสียหาย ขณะที่เด็กนักเรียนเสียชีวิต 1 คน และได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 คน ปัจจุบันได้รับการช่วยเหลือด้านการศึกษาโดยส่งต่อไปเรียนยังโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับผลการขับเคลื่อนด้านการศึกษาของโรงเรียน เด็กนักเรียนมีการพัฒนาที่ดี ทั้งในด้านวิชาการ กีฬา คุณธรรมและจริยธรรม ตามภารกิจหลักในการสร้างพื้นฐานเยาวชนให้เป็นคนดี มีทัศนคติ ที่ถูกต้อง

สำหรับความต้องการขอรับการช่วยเหลือของทางโรงเรียน ประกอบด้วย การสร้างถนนคอน กรีต ระยะทาง 35 เมตร เพื่อเชื่อมโยงไปยังพื้นที่สีเขียวและจุดพักผ่อนหย่อนใจของเด็กนักเรียน ซ่อมแซมรั้วโรงเรียนที่ชำรุดและได้รับความเสียหายจากเหตุดินโคลนถล่ม ความยาว 35 เมตร และ สมาร์ททีวีขนาด 65 นิ้ว ติดตั้งไว้ภายในห้องเรียน จำนวน 19 ห้องเรียน เพื่อใช้สำหรับการเรียนการสอน


นที มีเดช รายงาน

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดไอซ์ จำนวน 312 กิโลกรัม ในพื้นที่ แม่สาย จ.เชียงราย

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดไอซ์ จำนวน 312 กิโลกรัม ในพื้นที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 22.00 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย กองร้อยทหารม้าที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก จัดกำลังพล จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติด บริเวณ บ้านผาหมี หมู่ที่ 6 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตรวจพบบุคคลต้องสงสัย ประมาณ 10-15 คน เดินมาตามเส้นทางในภูมิประเทศ พร้อมกระสอบดัดแปลง หน่วยจึงได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจค้นแต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงใส่ฝ่ายเรา จึงเกิดการปะทะ ประมาณ 5 นาที ฝ่ายเราปลอดภัย หน่วยจึงได้จัดกำลังพลเพิ่มเติม จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ เพื่อควบคุมพื้นที่ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 06.30 นาฬิกา หน่วยได้ทำการพิสูจน์ทราบพื้นที่โดยรอบ ผลการปฏิบัติ ตรวจพบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 13 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักกระสอบละ 24 กิโลกรัม รวมน้ำหนักประมาณ 312 กิโลกรัม

ต่อมาเมื่อเวลา 13.00 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง มอบให้ พันเอก สุพรรณ ร้อยพุทธ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เดินทางไปตรวจสอบของกลางยาเสพติด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ปัจจุบันหน่วยได้นำของกลางส่ง สถานีตำรวจภูธรแม่สาย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

***สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 202 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 214 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 101,701,483 เม็ด, เฮโรอีน 1.3 กิโลกรัม, ไอซ์ 2,205 กิโลกรัม, ฝิ่น 4.8 กิโลกรัม และ คีตามีน 327.2 กก. การปะทะกับกลุ่มขบวนการฯ จำนวน 31 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 16 ศพ ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 20,734 ล้านบาท (20,734,171,769 บาท)


นที มีเดช รายงาน

ผู้ว่าฯ ลำพูน นำทีมเดินรณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ (BIG DAY) “ลำพูนไม่ลำพัง รวมพลัง 8 กุมภา“ ร่วมแรงร่วมใจกันในการรักษาแชมป์เป็นสมัยที่ 16

ผู้ว่าฯ ลำพูน นำทีมเดินรณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ (BIG DAY) “ลำพูนไม่ลำพัง รวมพลัง 8 กุมภา“ ร่วมแรงร่วมใจกันในการรักษาแชมป์เป็นสมัยที่ 16

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568) เวลา 07.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ศาลากลางจังหวัดลำพูน (หลังเก่า) อำเภอเมืองเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมเดินรณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ (BIG DAY) “ลำพูนไม่ลำพัง รวมพลัง 8 กุมภา“ โดยมีนายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นางสาวเบญจวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการทุกภาคส่วน และกลุ่มเป้าหมายที่ร่วมเดินรณรงค์ในวันนี้ ประกอบด้วยหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา หน่วยภาคีเครือข่ายของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยในพื้นที่อำเภอเมืองลำพูน รวมกิจกรรมทั้งสิ้นกว่า 400 คน

สำหรับการจัดกิจกรรมเดินรณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ (Big Day) ในวันนี้ เพื่อให้เกิดความสมานสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดลำพูน ภาคีเครือข่ายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในการร่วมรณรงค์เผยแพร่และประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของจังหวัดลำพูน ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และออกเสียงประชามติ ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 08:00 น. ถึง 17:00 น. ให้มากที่สุดคือร้อยละ 85 และลดจำนวนบัตรเสียลงไม่เกินร้อยละ 3 รวมทั้งการร่วมแรงร่วมใจกันในการรักษาแชมป์ “จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศไทยเป็นสมัยที่ 16 อีกทั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนและปลุกจิตสำนึกให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง พิษภัยของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และร่วมกันสอดส่องดูแลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และออกเสียงประชามติให้เป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามติ อย่างมีคุณภาพโดยอิสระและปราศจากการครอบงำของผู้ใด

โอกาสนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนได้นำคณะ เดินรณรงค์การเลือกตั้งโดยแบ่งสายเป็น 2 สาย คือ เส้นทางที่ 1 นำขบวนโดยวงโยธวาทิตจากวงโรงเรียนจักรคำคณาทรฯ เลี้ยวซ้ายออกจากศาลากลางจังหวัดลำพูน (หลังเก่า) ถึงจุดหมายปลายทางโรงเรียนจักรคำคณาทรฯ นำโดย นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายอำเภอและหัวหน้าส่วนราชร่วมเดินขบวนกันอย่างคับคั่ง

และเส้นทางที่ 2 นำขบวนโดยวงโยธวาทิตจากโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ฯ เลี้ยวขวาออกจากศาลากลางจังหวัดลำพูน (หลังเก่า) ถึงจุดหมายปลายทางโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ฯ นำโดย นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นางสาวเบญจวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นางณัษฐพร ชูวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูน/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน และหัวหน้าส่วนราชการทุกภาคส่วนร่วมการเดินรณรงค์ในครั้งนี้ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ได้แจกสติ้กเกอร์รณรงค์การออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ให้กับประชาชนที่รอชมขบวน พร้อมกล่าวทักทายพบปะประชาชนอย่างเป็นกันเอง


นที มีเดช รายงาน

กองทัพภาคที่ 2 แถลงข่าวการจัดงาน “น้อมรำลึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กู้แผ่นดิน ประจำปี 2569”

กองทัพภาคที่ 2 แถลงข่าวการจัดงาน “น้อมรำลึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กู้แผ่นดิน ประจำปี 2569”

ที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายจิรพิสิษฐ์ รุจน์เจริญ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และ นายชนม์บันลือ วรรธนพันธุ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “น้อมรำลึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กู้แผ่นดิน ประจำปี 2569”

ซึ่งกองทัพภาคที่ 2, จังหวัดนครราชสีมา, องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันจัดงานฯ ระหว่างวันที่ 13 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ถึง 22.00 น. จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 7 ของการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เพื่อสืบสานตำนานพระวีรกรรมอันกล้าหาญของพระองค์ท่านทางด้านบูรพทิศ ให้อนุชนรุ่นหลังได้จดจำและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมทั้งเป็นการเปิดค่ายทหารเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเพื่อให้ภาครัฐภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสถวายความเคารพ สักการบูชา และแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง

ภายในงานมีการแสดง ได้แก่ การแสดงประกอบแสง สี เสียง จัดการแสดงในชื่อ “วีรกรรมแห่งบรรพชน วีรชนแห่งนักรบกอบกู้ สู้เพื่อรักษาแผ่นดิน” กำหนดจัดการแสดง 5 องค์ แสดงนำโดย คุณปรมะ อิ่มอโนทัย (ปั่นจัน) รับบท สมเด็จพระนเรศวรฯ และ คุณ คณิศร สวนปาน (พลอย) รับบท พระสุพรรณกัลยา, การแสดงโขน, การแสดงฟันดาบ, มวยไทยโบราณ, นาฏมวยไทย, ดนตรีในสวน, ดนตรีลูกทุ่ง, โปงลาง, การละเล่นพื้นบ้าน, นิทรรศการพระราชประวัติ และ จำหน่ายสินค้าและอาหารที่ขึ้นชื่อจังหวัดนครราชสีมา ในราคาประหยัดกว่า 100 ร้าน ให้เลือกซื้อในรูปแบบตลาดน้ำ ตลาดย้อนยุค ตลาดชุมชน

การจัดงานในครั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จะได้ร่วมกันรำลึกถึงพระเกียรติคุณ พระปรีชาสามารถ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย รู้ถึงคุณค่าของประวัติศาสตร์ไทยในท้องถิ่น อันจะสร้างความภาคภูมิใจ และจิตสำนึกในการรักษาความเป็นไทย และแสดงออกถึงความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์สร้างจิตสำนึกความเป็นทหารให้กับกำลังพล ตระหนักถึงหน้าที่การปกป้องและรักษาอธิปไตยของชาติ เกิดการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เครือข่ายทางวัฒนธรรม หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

ในโอกาสนี้ กองทัพภาคที่ 2 ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ชุดไทยย้อนยุค ชุดไทยตามพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และชุดไทยประยุกต์ เที่ยว ชิม ช้อบสินค้า และชมงาน
“น้อมรำลึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กู้แผ่นดิน ประจำปี 2569” เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานในการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมวิถีไทยอันงดงามให้คงอยู่คู่ไทยตลอดกาล

#กองทัพภาคที่2 #ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2


มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จ.นครราชสีมา มอบทุนการศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 903 ทุน เป็นเงินกว่า 2.9 ล้านบาท

มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดนครราชสีมา มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษา ที่เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย แต่ขาดทุนทรัพย์ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 903 ทุน เป็นเงินกว่า 2.9 ล้านบาท

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะประธานมูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ ประจำปี 2569 ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราช การ ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน นักเรียน นักศึกษาร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาฯ

การมอบทุนการศึกษาในปี 2569 คณะกรรมการมูลนิธิฯ มีมติให้มอบทุนฯ จำนวน 879 ทุน เป็นเงิน 2,920,100 (สองล้านเก้าแสนสองหมื่นหนึ่งร้อยบาทถ้วน) มอบให้กับ นักเรียน นักศึกษา บุตรข้าราชการทหาร ตำรวจ และมอบให้กับผู้แทนจังหวัด ทั้ง 19 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้นำไปมอบให้กับผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาของแต่ละจังหวัด เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่เรียนดีมีความประพฤติเรียบร้อย แต่ขาดทุนทรัพย์ สนับสนุนการกีฬา ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อพัฒนา การเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดนครราชสีมา จัดตั้งขึ้นตามแนวความคิดของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เริ่มจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯ ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2528 เริ่มแรกมูลนิธิฯ มีเงินกองทุนเพียงสามล้านบาท สืบเนื่องมาจากความศรัทธาและความเคารพนับถือต่อท่าน พลเอกเปรมฯ จึงมีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิฯ เป็นประจำทุกๆ ปี จนทำให้ ณ ปัจจุบัน มูลนิธิฯ มีเงินทั้งสิ้น 87,492,872.01 บาท เป็นเงินกองทุนจำนวน 83,000,000 บาท เงินบริจาคคงเหลือจากปีที่ผ่านมา 2,514,673.52 บาท และดอกเบี้ยปีนี้ 1,978,198.49 บาท จนถึงปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้มอบทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 61,277 ทุน เป็นเงินทั้งสิ้น 161,729,400 บาท และจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย – กัมพูชา ทำให้มีกำลังพลบาดเจ็บและเสียชีวิต มูลนิธิฯ จึงมีมติให้สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตรทหาร ตำรวจ ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดยกำหนดกรอบการใช้งบประมาณเพิ่มอีก 1,000,000 บาท ซึ่งจะมอบให้กับผู้บังคับหน่วยนำไปมอบให้กับผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา ต่อไป

โดยในวันนี้ มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิฯ จำนวน 74 ราย รวมเป็นเงิน 2,622,615 บาท

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้โอวาทแก่ผู้ได้รับทุนการศึกษาว่า ขอให้ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา นำทุนการศึกษาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา สำหรับทุนการศึกษาที่มอบให้แก่บุตรหลานทหาร ตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชาย แดนไทย-กัมพูชา เพื่อแสดงถึงความขอบคุณ ในการเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ ปกป้องอธิปไตยของชาติ ดังนั้น จึงขอให้ผู้รับทุนได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย มีความจงรักภักดีเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความกตัญญู และตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ด้วยการทำความดี ตามที่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้ประพฤติเป็นแบบอย่างตลอดมา

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบกRoyalThaiArmy #มูลนิธิเปรมติณสูลานนท์


กกต.จัดกิจกรรม Big Day รณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ

นครนายก – กกต.จัดกิจกรรม Big Day รณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมจันทรารีสอร์ท ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.นครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ Big Day โดยมีนางสาวธัญยธรณ์ ชีวะเลิศรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครนายก พร้อมคณะให้การต้อนรับและกล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชนทุกแขนง และประชาชน ร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครนายก จัดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ Big Day เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ กระตุ้นให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาที่ให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้ง


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

อำเภอกำแพงแสน จัดกิจกรรม “Big Day” รณรงค์โค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง

นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน พร้อมปลัดอำเภอกำแพงแสน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯลฯ หัวหน้าส่วนราชการ พ.ต.อ.ปราโมทย์ โพธิ์พันธุ์ ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรกำแพงแสน และ พ.ต.อ.นริสสร์ สังข์กระแสร์ ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรกระตีบ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะครูและนักเรียนโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา ในพื้นที่อำเภอกำแพงแสน ร่วมปล่อยแถวกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (Big day) ณ บริเวณอนุเสาวรีย์อินทรศักดิศจี อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อให้ประชาชนมีความตื่นตัวและความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป และออกเสียงประชามติ ประจำปี 2569

ทั้งนี้มีการเดินรณรงค์บริเวณตลาดกำแพงแสนตามร้านค้า บ้านเรือนประชาชน พร้อมแจกเอกสารแผ่นพับ และรถกระจายเสียงเคลื่อนที่เพื่อประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้แนวคิด “สร้างสรรค์ประเทศ ไทย พร้อมใจไปเลือกตั้ง”


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

เช่ารถเมล์ EV 1.5 หมื่นล้านแล้วผู้โดยสารยังต้องรอนานไหม?

ขสมก.เพิ่งเซ็นสัญญาเช่ารถเมล์ EV 1,520 คัน วงเงิน 14,905 ล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี เป้าหมายคือ ยกเลิกรถเมล์ร้อนทั้งหมด โดยจะทยอยรับรถช่วงมีนาคม-พฤษภาคม 2570 ฟังดูดีมาก รถใหม่ แอร์เย็น ไร้มลพิษ เทคโนโลยีทันสมัย

แต่ขอถามตรงๆ ถ้ายังต้องเผื่อเวลาเดินทางเป็นชั่วโมง เพราะไม่รู้ว่ารถจะมาเมื่อไหร่… คุณจะใช้รถเมล์ไหม? และ “คุณเคยรอรถเมล์นานที่สุดกี่นาที?”

1. “เช่า” ดีกว่า “ซื้อ” อย่างไร?

คำถามที่คนสงสัยกันทั้งเมืองคือ ทำไม ขสมก.เลือก “เช่า” ทั้งที่แพงกว่าซื้อ? ในอดีต ขสมก.เคยทั้งซื้อและเช่ารถเมล์มาแล้วทุกครั้งที่มีโครงการเช่าหรือซื้อรถเมล์ใหม่ คำอธิบายจะเหมือนกันเสมอว่า “เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้โดยสาร” และ “เพื่อล้างหนี้สะสมของ ขสมก.”แต่ความจริงคือ ผู้โดยสารยังต้องรอรถนานเหมือนเดิม ยังต้องเบียดเสียดแน่นขนัดในชั่วโมงเร่งด่วน และ ขสมก.ยังมีหนี้สะสมกว่า 2 แสนล้านบาทคำถามง่ายๆ ที่ยังไม่มีคำตอบคือ ถ้าเปลี่ยนรถอย่างเดียว แต่ระบบเดินรถยังเหมือนเดิม หนี้จะหายไปได้อย่างไร?

2. รถเมล์ EV 1,520 คัน… “ความหวัง vs ความจริง”

ขสมก. ชี้แจงว่า การเช่ารถเมล์ EV ครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักคือ (1) ยกระดับการให้บริการ ไม่ให้ประชาชนต้องใช้รถเมล์ร้อนอีก (2) ลดมลพิษ โดยเฉพาะ PM2.5 (3) ลดต้นทุนเชื้อเพลิง (4) ลดค่าซ่อมบำรุง (5) นำไปสู่การล้างหนี้สะสมทั้งหมดนี้ “ฟังดูถูกต้อง” แต่สิ่งที่ประชาชนอยากรู้มากกว่าคือ รถ EV 1,520 คัน จะทำให้รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นเท่าไร? รายจ่ายจริงลดลงแค่ไหน? และแผนล้างหนี้ 2 แสนล้าน มีกรอบเวลาชัดเจนหรือไม่?หรือสุดท้ายจะเป็นแค่ “รถใหม่ แต่ปัญหาเก่า”?

3. สิ่งที่ผู้โดยสาร “รอคอยจริงๆ” ไม่ใช่แค่รถใหม่

รัฐทุ่มงบมหาศาลสร้างรถไฟฟ้า แต่ดูเหมือนจะลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่า ไม่มีเมืองไหนในโลก ที่ระบบรถไฟฟ้าจะเวิร์ก ถ้าไม่มี “รถเมล์ที่มีประสิทธิภาพ” มารองรับ รถไฟฟ้ากับรถเมล์ต้องพึ่งพากัน ไม่ใช่แข่งขันกันรู้หรือไม่ว่า งบสร้างรถไฟฟ้า 1 กิโลเมตร ซื้อรถเมล์ได้หลายร้อยคัน และรถไฟฟ้าไม่สามารถเข้าถึงทุกซอย ทุกชุมชน แต่รถเมล์ทำได้… ถ้าวางระบบให้ดี ด้วยเหตุนี้ การที่รัฐทุ่มเทงบประมาณกับการยกระดับคุณภาพการให้บริการของรถเมล์ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว แต่รัฐต้องรู้ว่าไม่ใช่แค่รถใหม่เท่านั้นที่เป็นความต้องการของผู้โดยสาร ยังมีสิ่งที่ผู้โดยสารคาดหวังอีกคือ (1) ตั๋วร่วมรถเมล์-รถไฟฟ้า ราคาเป็นธรรม คนรายได้น้อยใช้ได้ (2) เส้นทางรถเมล์เชื่อมรถไฟฟ้าแบบไม่ต้องเดินไกล ไม่ต้องต่อหลายทอด (3) รอรถไม่นาน และมาใกล้เคียงเวลา ไม่ใช่ 40 นาทีแล้วมา 3 คันติดกัน (4) ป้ายรถเมล์บอกเวลารถแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่ยืนเดาอนาคต (5) จัดตารางเดินรถให้พอกับความต้องการเดินทาง คนแก่ คนท้อง คนพิการ มีโอกาสได้นั่ง ไม่ใช่ยืนจนถึงปลายทางสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องใช้งบหมื่นล้าน แต่ต้องใช้ “การบริหารจัดการที่คิดจากหัวใจของคนใช้รถ”

4. บทสรุป

ที่อยากฝากถึง ขสมก.ผมเห็นด้วย 100% กับการยกเลิกรถเมล์ร้อน และเปลี่ยนเป็นรถเมล์ EV ที่มีคุณภาพ แต่ขอพูดตรงๆ ว่า ถ้าไม่ปฏิรูปเส้นทาง ไม่จัดตารางเดินรถให้ตรงกับความต้องการเดินทาง ไม่ใช้เทคโนโลยีให้ผู้โดยสาร “รู้สึกได้” ว่าชีวิตดีขึ้น สุดท้าย รถ EV หมื่นห้าพันล้านก็อาจเป็นแค่ “เปลือกใหม่ ของระบบเก่า”หวังจริงๆ ว่าวันหนึ่ง คนไทยจะเลือกขึ้นรถเมล์ ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือก แต่เพราะรถเมล์ สะดวก ตรงเวลา และไว้ใจได้และคำถามเดิม ที่ยังรอคำตอบคือ… “เช่ารถเมล์ EV 1.5 หมื่นล้าน แล้วผู้โดยสารจะยังต้องรอนานเหมือนเดิมไหม?” ถ้าคุณเคยรอรถเมล์จนท้อ ช่วยคอมเมนต์ ช่วยแชร์ ให้เสียงของผู้โดยสารดังไปถึงคนที่มีอำนาจตัดสินใจ


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์