กรมศุลกากร แถลงผลการปราบปรามการลักลอบนำเข้าบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า มูลค่ารวมกว่า 169 ล้านบาท

กรมศุลกากรแถลงผลการปราบปรามการลักลอบนำเข้าบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า มูลค่ารวมกว่า 169 ล้านบาท

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ณ อาคาร 1 ชั้น 1 กรมศุลกากร : นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย ผู้บริหารกรมศุลกากร แถลงข่าวการจับกุมบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า ลักลอบนำเข้า มูลค่ากว่า 169 ล้านบาท

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายโดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่ต่างประเทศและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถจับกุมบุหรี่ต่างประเทศรวมกว่า 27.3 ล้านมวน และบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์กว่า 205,445 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 169,634,923 บาท ซึ่งพฤติการณ์ส่วนใหญ่จะเป็นการลักลอบนำเข้าผ่านทางพัสดุไปรษณีย์ บริษัทขนส่งเอกชน และซุกซ่อนมาในยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง นอกจากนี้ได้มีการขยายผลโดยบูรณาการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และหน่วยงานอื่นๆ เข้าตรวจค้นและจับกุมในโกดังและสถานที่พักอาศัย

โดยมีผลงานจับกุมที่สำคัญดังนี้

  1. สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ตรวจค้นพัสดุของบริษัทขนส่งเอกชน พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 400,000 มวน มูลค่า 2 ล้านบาท และบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 8,450 ชิ้น มูลค่า 3,731,500 บาท รวมมูลค่ากว่า 5.7 ล้านบาท
  2. ด่านศุลกากรสงขลา ตรวจสอบรถบรรทุกเอกชนต้องสงสัย จำนวน 4 คัน ในพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 3,614,800 มวน มูลค่ากว่า 18.07 ล้านบาท และตรวจค้นอาคารร้างในพื้นที่ตำบลพิจิตร อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา พบบุหรี่ จำนวน 1,680,000 มวน มูลค่ากว่า 8.4 ล้านบาท
  3. สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 ร่วมกับด่านศุลกากรมุกดาหาร ตรวจค้นบริษัทขนส่งในจังหวัดมุกดาหาร พบหัวพอตบุหรี่ไฟฟ้าเมืองกำเนิดต่างประเทศ รวมจำนวน 34,800 ชิ้น มูลค่ากว่า 6.9 ล้านบาท
  4. กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกับสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 และด่านศุลกากรตากใบ บูรณาการร่วมกับสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นราธิวาส ตรวจค้นโกดังร้างในพื้นที่ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 2,000,000 มวน มูลค่า 10 ล้านบาท
  5. กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตรวจค้นบ้านพักในเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร พบบุหรี่ไฟฟ้าไฮบริดประมาณ 500 เครื่อง และมวนบุหรี่ IQOS ประมาณ 4,300 ชิ้น มูลค่ารวมประมาณ 10 ล้านบาท นอกจากนี้ กองสืบสวนและปราบปราม ยังได้เข้าตรวจสอบพัสดุไปรษณีย์ที่ต้องสงสัย ณ ที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่ และไปรษณีย์หาดใหญ่ พบบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์รวมจำนวน 12,824 ชิ้น มูลค่ารวมประมาณ 5 ล้านบาท
  6. ด่านศุลกากรแม่สอด ตรวจสอบที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 584,000 มวน มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท
  7. สำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ร่วมกับด่านศุลกากรแม่กลอง ตรวจค้นบริษัทขนส่งพัสดุในประเทศ โดยใช้เครื่องเอกซเรย์แบบพกพา (Handheld X-ray) ช่วยตรวจสอบ พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 12,512,380 มวน มูลค่ารวมกว่า 62 ล้านบาท
  8. สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ตรวจค้น ณ ศูนย์ไปรษณีย์ศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบเครื่องบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้แล้วทิ้ง และหัวพ็อตบุหรี่ไฟฟ้า รวม 4,870 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 6 แสนบาท อีกทั้งยังพบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 142,200 มวน มูลค่ากว่า 8.5 แสนบาท
  9. สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ร่วมกับกองสืบสวนและปราบปราม และเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบตู้สินค้าที่ตกเป็นของตกค้าง จำนวน 7 ตู้ตามที่ได้อายัดไว้ พบการซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้แล้วทิ้งคละกลิ่น จำนวน 46,260 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท

กรณีดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 และพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2557

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า การจับกุมข้างต้น เป็นผลมาจากการที่กรมศุลกากรได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายมีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นโดยปัจจุบันพฤติการณ์การลักลอบนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศและบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบโดยหันมาใช้ช่องทางพัสดุไปรษณีย์และบริษัทขนส่งเอกชนมากขึ้น ทั้งนี้ กรมศุลกากรจะยังคงเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนรักษาความเป็นธรรมทางการค้าและความสงบเรียบร้อยของสังคม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นาโนเทค-สวทช. ส่ง “e-Nose” นวัตกรรมสายลับจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ชี้เป้าต้นตอ PM2.5 มุ่งแก้ฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ยังพ่นพิษไม่หยุด ล่าสุด “นาโนเทค-สวทช.” ผนึกกำลัง กรมควบ คุมมลพิษ กฟผ. แม่เมาะ เปิดตัวนวัตกรรม “e-Nose” จมูกอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 100 เครื่อง ลงพื้นที่ 5 โซนนำร่อง ดมกลิ่นสืบหา ‘แหล่งต้นตอฝุ่น’ จากการเผาไหม้ในภาคเกษตร-โรงงาน มุ่งสร้างฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าแม่นยำสูง เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับประเทศ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews นักวิจัยพบสื่อมวลชน เพื่อเจาะลึกสัมภาษณ์ข้อมูลผลงานวิจัยใช้ประโยชน์ตอบโจทย์กลยุทธ์งานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติของ (สวทช.) โดย ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) (สวทช.) เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การวิจัย ว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นโจทย์ท้าทายระดับชาติที่ นาโนเทค (สวทช.) ให้ความสำคัญสูงสุด นโยบายหลักคือการใช้นวัตกรรมระดับนาโนเข้าไป “สืบหาแหล่งต้นตอ” เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่การเฝ้าระวัง โดยความสำเร็จของเทคโนโลยี e-Nose (จมูกอิเล็กทรอนิกส์) ที่ผ่านมาถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง เช่น การตรวจวัดคุณภาพอาหารและเครื่องหอม แต่ปัจจุบันเราได้ยกระดับนวัตกรรมนี้สู่ภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมเต็มตัว เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างแม่นยำและยั่งยืน ผ่านโครงการต้นแบบการกระจายเซนเซอร์ 100 เครื่องในพื้นที่วิกฤต

ด้าน ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์ ทีมวิจัยวิศวกรรมกระบวนการและระบบตรวจติดตาม นาโนเทค (สวทช.) อธิบายถึงการทำงาน ว่า e-Nose คือชุดเซนเซอร์อัจฉริยะที่ทำหน้าที่เลียนแบบการดมกลิ่นของมนุษย์ แต่สามารถตรวจจับสารประกอบเคมีและก๊าซที่ตาเปล่ามองไม่เห็นได้ “ฝุ่น PM2.5 จากแต่ละแหล่งกำเนิดจะมี ‘ลายเซ็น’ (Signature) หรือองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน เช่น ฝุ่นจากการเผาชีวมวล เช่น ตอซัง ข้าวโพด แยกออกจากฝุ่นจราจร ฝุ่นอุตสาห กรรม รวมถึงฝุ่นทุติยภูมิที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของปุ๋ยไนโตรเจนในดิน ซึ่งปล่อยก๊าซแอมโมเนียไปทำปฏิกิริยาในบรรยากาศจนก่อให้เกิดสารอย่างแอมโมเนียมไนเตรต (Ammonium Nitrate)

ดร.รุ่งโรจน์ฯ กล่าวต่อว่า ทีมวิจัยเตรียมส่งระบบต้นแบบ 100 เครื่อง ลงตรวจติดตามใน 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ พื้นที่โล่ง (ค่าอ้างอิง), แปลงนาข้าว, ไร่ข้าวโพด, สวนผลไม้ และป่าธรรมชาติ โดยจะมีการใช้ AI และแบบจำลองคณิตศาสตร์ขั้นสูงเพื่อประมวลผลข้อมูลแบบ Real-time ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้เห็นสัดส่วนแหล่งกำเนิดฝุ่นในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน

“จากการทดสอบเบื้องต้นในพื้นที่ภาคเกษตร ระบบ e-Nose สามารถแยกแยะได้ว่าค่า PM2.5 ที่พุ่งสูงขึ้นในวันนั้น มาจากลมที่พัดพาควันจากการเผาไหม้ไร่อ้อยในพื้นที่ข้างเคียง หรือเกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีของปุ๋ยในแปลงเกษตรเอง ซึ่งความละเอียดระดับนี้ช่วยให้ภาครัฐสามารถเข้าไประงับเหตุหรือให้ความรู้เกษตรกรได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ต้องสุ่มตรวจแบบหว่านแหเหมือนในอดีต” ดร.รุ่งโรจน์ฯ เผย

ด้าน นายวิรัตน์ คำพรม หัวหน้ากองปฏิบัติการเหมือง ฝ่ายการผลิตเหมืองแม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในพื้นที่จริง กล่าวว่า ความร่วมมือกับนาโนเทค (สวทช.) ในจังหวัดลำปางถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ของเหมืองแม่เมาะ โดยใช้นวัตกรรมนี้เพื่อจำแนกและสืบหาต้นตอของฝุ่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ข้อมูลที่ได้ช่วยให้เราทำงานร่วมกับชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการกล่าวโทษโดยไม่มีมูล แต่ใช้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มายืนยันแหล่งกำเนิดมลพิษที่แท้จริง

ขณะที่ ดร.ศักดา ตรีเดช ผู้อำนวยการส่วนนวัตกรรมคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบาย ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการควบคุมมลพิษคือ “ข้อมูลที่แม่นยำ” (Precision Monitoring) ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนวัตกรรมที่สามารถชี้เป้าแหล่งกำเนิดฝุ่นได้ตรงจุด e-Nose จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่สร้างฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าให้กับกรมควบคุมมลพิษ เพื่อนำไปจัดทำมาตรการรับมือ บังคับใช้กฎหมาย และวางกรอบนโยบายควบคุมคุณภาพอากาศของประเทศให้เข้าเป้าและเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด

นักวิชาการ หรือหน่วยงานที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ท่านสามารถเข้าร่วมงานประชุมวิชาการประจำปี (สวทช.) หรือ NAC2026 ร่วมเปิดมุมมองใหม่ในการ ชี้เป้าแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยี e-Nose นวัตกรรมจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยยกระดับการติดตามและแก้ไขปัญหา PM2.5 จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ภาคสนาม ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30–12.00 น. ห้อง CC-404 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยงานเสวนาครั้งนี้รวบรวม ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ผู้บริหารเมือง ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้ใช้งานจริง มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ตั้งแต่นโยบายอากาศสะอาด การเตรียมความพร้อมต่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไปจนถึงบทเรียนการใช้งานจริงจากเหมืองแม่เมาะ และแนวทางขยายผลสู่พื้นที่เมืองใหญ่

ผู้ที่สนใจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ เทคโนโลยี และนโยบายสาธารณะ งานเสวนาครั้งนี้ คือโอกาสสำคัญในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอากาศสะอาดอย่างยั่งยืนของประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ยกช่อฟ้าวัดสามัคคีธรรม(หลวงปู่หล่ำ)

เมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.00 น. ณ วัดสามัคคีธรรม ซอยลาดพร้าว 80 แยก 14 แขวง และเขต วังทองหลาง กทม.จัดพิธียกช่อฟ้า โดยมี คุณทวีพงษ์ วิธีจงเจริญ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดปทุมธานี, ผศ.ดร.วราวุธ ตีระนันท์ สมาชิกวุฒิสภา ร่วมเป็นประธานยกช่อฟ้า และมี พระครูปริยัติวัชรธรรม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย คุณสุวัฒนา เหลืองไตรรัตน์ ผู้พิพากษาสมทบศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ, คุณวิภารัตน์ ผลงาม, อาจารย์ประไพ มุตตาพระ, อาจารย์ณัฐภา สุทธิธนกูล, คุณฉัตรวีรยา ปิยศิริรักศิกา (ธนาคารออมสิน), คุณพิทักษ์ โพธิมาตร (ธนาคารออมสิน), คุณนิศาชล พลายแก้ว
ร่วมในพิธียกช่อฟ้าในโครงการประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดทั่วประเทศไทยศูนย์รวมศรัทธาหนึ่งเดียวทั่วทั้งแผ่นดิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สำนักงานป้องกัน และควบคุมไฟป่า ร่วมกับ สบอ.3 (บ้านโป่ง) จัดประชุม หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ยกระดับคุมเข้มไฟป่าเมืองกาญจน์ ขานรับนโยบาย รมว.ทส. เน้นเห็นไว​ เข้าถึงไว ดับและควบคุมให้ไว

สำนักงานป้องกัน และควบคุมไฟป่า ร่วมกับ สบอ.3 (บ้านโป่ง) จัดประชุม หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ยกระดับคุมเข้มไฟป่าเมืองกาญจน์ ขานรับนโยบาย รมว.ทส. เน้นเห็นไว​ เข้าถึงไว ดับและควบคุมให้ไว

เมื่อ​วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า พร้อมด้วย นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) นำคณะผู้บริหารในสังกัด ทสจ.กาญจนบุรี กรมป่าไม้ กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ณ ศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน (War Room) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ​ การประชุมครั้งนี้ ได้มีการนำนโยบายสำคัญของนายสุชาติ​ ชมกลิ่น​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มาปรับใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการแบบไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดพื้นที่เผาไหม้และบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับภูมิภาค

ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (ออส.) ได้สั่งการเน้นย้ำความเข้มข้นในการปฏิบัติงาน ซึ่งที่ประชุมได้นำมาถ่ายทอดสู่การปฏิบัติจริง คือ ปรับแผนการลาดตระเวนในพื้นที่ล่อแหลมและจุดความร้อน (Hotspot) ซ้ำซาก โดยเพิ่มความถี่ในการตรวจตราและจัดทำแนวกันไฟควบคู่กันไปในตัว​ ยึดถือคติปฏิบัติ “พบไว เข้าถึงไว และดับได้ไว” เพื่อหยุดยั้งไฟป่าไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้าง​ กำชับเจ้าหน้าที่ประจำจุดเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง พัฒนาและขยายสัญญาณวิทยุสื่อสารให้ครอบคลุมจุดอับสัญญาณ เพื่อให้เจ้าหน้าที่หน้างานสามารถรายงานสถานการณ์และขอกำลังสนับสนุนได้ทันที


//////# กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

โรงพยาบาลนครปฐม ศึกษาดูงาน ระบบบริการ ผู้ป่วยนอกด้วยนวัตกรรมดิจิทัล

โรงพยาบาลนครปฐมศึกษาดูงาน ระบบบริการ ผู้ป่วยนอกด้วยนวัตกรรมดิจิทัล

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. นพ.สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ศึกษาดูงานระบบการบริการผู้ป่วยนอก ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล โดยมี นพ.เกรียงไกร โพธานันท์ ผช.ผอ.ด้านตติยภูมิ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย นพ.วิจักษณ์ กาญจนอุทัย รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาระบบบริการและสนับสนุนบริการสุขภาพ คณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ เพื่อศึกษานวัตกรรมดิจิทัล มาพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยนอก ให้มีประสิทธิภาพ ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

“พ่อเมืองเพชรฯ” โชว์ผัดหมี่ซั่วกระทะยักษ์เปิดงานตรุษจีนปี 69 ตื่นตา “มังกรลอดซุ้มไฟ-ต่อตัวพ่นพลุ ชวนไหว้เจ้าเสริมเฮง 16-20 ก.พ

“พ่อเมืองเพชรฯ” โชว์ผัดหมี่ซั่วกระทะยักษ์เปิดงานตรุษจีนปี 69 ตื่นตา “มังกรลอดซุ้มไฟ-ต่อตัวพ่นพลุ ชวนไหว้เจ้าเสริมเฮง 16-20 ก.พ

วันที่ 17 ก.พ. ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เปิดงานเทศกาลตรุษจีน สืบสานประเพณีวัฒนธรรมชาวไทยเชื้อสายจีน จ.เพชรบุรี ประจำปี 2569 ณ บริเวณถนนสุรินทรฦๅชัย (ถนน 18 เมตร) ต.ท่าราบ อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี และร่วมกับ นายกิตติพงษ์ เทพพานิช นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี นางณัฐฐินีย์ คงบูชาเกียรติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายกสมาคมชาวจีนเพชรบุรี ประธานสหสมาคมมูลนิธิชาวจีนเพชรบุรี พร้อมคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองเพชรบุรี ผัดหมี่ซั่วกระทะยักษ์ แจกจ่ายให้ผู้มาร่วมงานเพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อหากได้รับประทานผัดหมี่ซั่ว ในวันตรุษจีนอายุจะยืนยาว จากนั้น ได้ร่วมสักการะเทพเจ้า เจ้าแม่กวนอิม เทพเจ้ากวนอู เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย และพระสังกัจจาย เพื่อขอพรความเป็นศิริมงคล ท่ามกลางนักท่องเที่ยว และประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนเข้าร่วมงาน จำนวนมาก

ไฮไลต์สำคัญที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชม คือ การแสดงเชิดสิงโตสุดระทึกใจ จากคณะลูกหลวงพ่อโอภาสี ที่โชว์ลีลาผาดโผน “ลอดซุ้มดอกไม้ไฟ” อย่างดุดันสวยงาม และการแสดงกายกรรม ท่ามกลางการจุดพลุไฟประกอบการแสดงที่สว่างไสวตระการตา สร้างความประทับใจแก่ผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดให้ประชาชนได้ร่วมสักการะขอพร “เทพเจ้า 5 พระองค์” ได้แก่ เจ้าแม่กวนอิม, เทพเจ้ากวนอู, เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย, เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย และพระสังกัจจายน์ เพื่อความเป็นสิริมงคล รับโชคลาภ และความร่ำรวย โดยเปิดให้สักการะได้ตั้งแต่วันที่ 16 – 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ปะรำพิธีบริเวณถนนสุรินทรฦๅชัย

สำหรับบรรยากาศภายในงานคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว มีการประดับโคมไฟเต็งลั้งสีแดง-ทองตลอดเส้นทาง พร้อมกิจกรรมทางวัฒนธรรม อาทิ นิทรรศการชงชา ตัดกระดาษจีน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากนักเรียน และซุ้มอาหารอร่อยที่แจกฟรีแก่ผู้ร่วมงาน ถือเป็นการสืบสานประเพณีและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรีในช่วงเทศกาลปีใหม่จีนได้อย่างดีเยี่ยม


///////บรรณรต จ.เพชรบุรี

มทบ.37 ร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงประจำกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดนครบรอบ 72 ปี

มณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงประจำกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดนครบรอบ
72 ปี

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 พันเอก สิงหนาท โลสุยะ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นผู้แทนหน่วย เข้าร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงประจำกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดนครบรอบ 72 ปี

ในการนี้ ได้มีพิธีมอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เพื่อเป็นการส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ณ กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงรายที่ 1
ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างสมเกียรติและเปี่ยมด้วยความภาคภูมิ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดเชียงราย อันเป็นพลังสำคัญในการดูแลความสงบเรียบร้อยและความผาสุกของประชาชน

#มณฑลทหารบกที่37 #กองอาสารักษาดินแดน #ครบรอบ72ปี #ความมั่นคงเพื่อประชาชน #กองทัพบกเพื่อประชาชน


นที มีเดช รายงาน

แนวหลังรวมพลัง ส่งกำลังใจสู่แนวหน้า

แนวหลังรวมพลัง ส่งกำลังใจสู่แนวหน้า — รพ.ค่ายจิรประวัติ มทบ.31 จัดกิจกรรม “ส่งรักให้ผู้พิทักษ์ชายแดน” เสริมขวัญกำลังใจทหารผู้เสียสละ ปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติอย่างไม่ย่อท้อ

พลตรี อภิเดช ผลทวี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 มอบหมายให้ พันเอก สมัย ขำพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 จัดกิจกรรมพิเศษตลอดเดือนกุมภาพันธ์ “ส่งรักให้ ผู้พิทักษ์ชายแดน” เพื่อเปิดพื้นที่แห่งความอบอุ่น ให้กำลังพล ครอบ ครัว และประชาชนทั่วไป ได้ร่วมกันเขียนข้อความแทนความห่วงใย ความคิดถึง และกำลังใจ ส่งตรงถึงทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ซึ่งเสียสละแรงกายแรงใจในการพิทักษ์อธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างไม่ย่อท้อ ณ อาคารตรวจโรคผู้ป่วยนอก (OPD) โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

ภายในงานมีการจัดมุมกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ อาทิ บอร์ดข้อความรูปหัวใจ จุดเขียนการ์ดให้กำลังใจ และพื้นที่ถ่ายภาพเชิงสัญลักษณ์ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้ถ่ายทอดความรู้สึกจากใจสู่ใจ ข้อความสั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยความจริงใจ ได้สะท้อนสายใยความผูกพันระหว่าง “แนวหลัง” และ “แนวหน้า” ในโอกาสนี้ พันเอก สมัย ขำพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 ได้ร่วมเขียนข้อความให้กำลังใจ และพบปะกำลังพลที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิด สร้างบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและเป็นกันเอง

ตลอดจนยังได้เชิญชวน นักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) ศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31 เข้าร่วมกิจกรรม โดยมี พันเอก บุริม เครือเป็งกุล ผู้บัญชาการศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31 นำน้องๆ นักศึกษาวิชาทหาร เขียนข้อความส่งกำลังใจถึงพี่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความเสียสละ ความรักชาติ และความภาคภูมิใจในบทบาทของผู้พิทักษ์แผ่นดิน เสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกำลังพลรุ่นปัจจุบันกับเยาวชนกำลังสำรองของชาติอย่างมีความหมาย

ทั้งนี้ ข้อความและการ์ดกำลังใจทั้งหมดจะถูกรวบรวมและจัดส่งไปยังหน่วยทหารตามแนวชายแดน เพื่อเป็นพลังใจสำคัญในการปฏิบัติภารกิจ ยืนยันว่าเบื้องหลังแนวหน้า ยังมีแรงสนับสนุนจากประชาชน ครอบครัว และเยาวชนไทยคอยยืนเคียงข้างอย่างมั่นคง

โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 ยังคงมุ่งมั่นในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ควบคู่กับการดูแลรักษากำลังพล เตรียมความพร้อมใ

นการสนับสนุนทางการแพทย์ทหาร ตามมาตรฐานกรมแพทย์ทหารบก ทั้งด้านการแพทย์ การส่งเสริมสุขภาพ และการดูแลสุขภาพจิต เพื่อให้กำลังพลมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ รองรับทุกภารกิจอย่างเต็มศักยภาพ

“เพราะทุกข้อความจากแนวหลัง คือพลังสำคัญของแนวหน้า และทุกกำลังใจ คือแรงผลักดันให้ผู้พิทักษ์ชายแดนปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มแข็งและภาคภูมิ”


นที มีเดช รายงาน

รมว.กห. พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนามนักศึกษาวิชาทหาร ณ ค่ายฝึกเขาชนไก่ จ.กาญจนบุรี

รมว.กห. พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนามนักศึกษาวิชาทหาร ณ ค่ายฝึกเขาชนไก่ จ.กาญจนบุรี

วันนี้ (16 ก.พ. 69) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปยังค่ายฝึกนักศึกษาวิชาทหารเขาชนไก่ ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมด้วย พลเอก อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก และ พลโท วัชรินทร์ มุทะสินธุ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน เพื่อตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนามของนักศึกษาวิชาทหาร ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนเป็นหน่วยรับผิดชอบ

โอกาสนี้ ได้รับชมการฝึกตามมาตรฐาน ภายใต้นโยบาย “เทิดทูนสถาบัน มาตรฐาน ทันสมัย มีวินัย จิตอาสา” รวมถึงมาตรการความปลอดภัยในการฝึกภาคสนาม เพื่อสร้างการรับรู้แก่ผู้ปกครอง นักศึกษาวิชาทหารที่จะเข้ารับการฝึก และประชาชนทั่วไป ให้เกิดความมั่นใจและคลายความกังวลในการส่งบุตรหลานเข้ารับการฝึก อีกทั้งยังสะท้อนถึงความพร้อมของครูฝึกในทุกมิติ ทั้งทักษะ ความชำนาญ เทคนิคการถ่ายทอดความรู้ เครื่องช่วยฝึก และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหมาะสม สอดคล้องนโยบายผู้บัญชาการทหารบก มุ่งพัฒนานักศึกษาวิชาทหารให้มีทักษะและประสบการณ์ เสริมสร้างความสามัคคี ความเสียสละ และมีจิตอาสา ตระหนักในภารกิจด้านความมั่นคง พร้อมดำรงความปลอดภัยตลอดการฝึก

การฝึกภาคสนามนักศึกษาวิชาทหาร เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาวิชาทหารได้นำความรู้จากการฝึกภาคปกติมาปฏิบัติในภูมิประเทศจริง โดยหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ผ่านศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร ได้กำหนดห้วงการฝึกสำหรับนักศึกษาวิชาทหาร ชั้นปีที่ 2–3 (ชาย/หญิง) ส่วนกลาง และชั้นปีที่ 4–5 (ชาย/หญิง) ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 10 มกราคม ถึง 9 มีนาคม 2569 ณ ค่ายฝึกนักศึกษาวิชาทหารเขาชนไก่ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

ภายหลังรับฟังบรรยายสรุป คณะผู้บังคับบัญชาได้ตรวจเยี่ยมระบบสนับสนุนและมาตรการความปลอดภัยในการฝึก อาทิ การบริการทางการแพทย์ เครื่องช่วยฝึก สุขอนามัย การประกอบเลี้ยง และการเคลื่อนย้ายนักศึกษาวิชาทหาร พร้อมเยี่ยมชมสถานีฝึกต่าง ๆ เช่น สถานีทดสอบกำลังกระโดดหอสูง 34 ฟุต การฝึกพาราเซล การฝึกอากาศยานไร้คนขับ การฝึกบุคคลทำการรบ การฝึกดำรงชีพในป่า การไต่หน้าผาและโรยตัว สถานีบรรเทาสาธารณภัย และการช่วยฟื้นคืนชีพ นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้ร่วมรับประทานอาหารเย็นกับนักศึกษาวิชาทหาร และพบปะตัวแทนนักศึกษาวิชาทหาร ชั้นปีที่ 2–5

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้พบปะพูดคุยและให้กำลังใจนักศึกษาวิชาทหารที่เข้ารับการฝึก ด้วยความเข้มแข็ง อดทน และมีระเบียบวินัย พร้อมขอให้ใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อนำไปพัฒนาตนเองและเป็นกำลังสำรองที่สำคัญของประเทศต่อไป



แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์กองทัพบก
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

เชียงใหม่ จัดประชุมและลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ไฟป่า ที่ อุทยานแห่งชาติออบหลวง พร้อมเร่งบริหารจัดการไฟที่จำเป็นในพื้นที่เสี่ยง 16 ตำบล ใน 8 อำเภอโซนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่ จัดประชุมและลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ไฟป่า ที่ อุทยานแห่งชาติออบหลวง พร้อมเร่งบริหารจัดการไฟที่จำเป็นในพื้นที่เสี่ยง 16 ตำบล ใน 8 อำเภอโซนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่

วันนี้ (16 ก.พ. 69) นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 แบบบูรณาการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ อุทยานแห่งชาติออบหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการประชุมนอกสถานที่ครั้งแรกในปีนี้ เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์ไฟป่าฯ จากสภาพพื้นที่จริง นำมาร่วมกันวิเคราะห์ วางแผน และหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

โดยข้อมูลสถานการณ์ไฟป่าในวันนี้ 16 กุมภาพันธ์ 2569 (รอบเช้า) มีจุดความร้อนเกิดขึ้น 7 จุด อยู่ในพื้นที่อำเภอดอยเต่า 3 จุด เชียงดาว 2 จุด และแม่วาง 2 จุด เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ได้แล้วทั้งหมด ส่วนสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ป่าแม่ออนที่ลุกไหม้ต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงช่วงเช้านี้ ได้ประสานนำอากาศยานเข้าไปช่วยดับไฟ ล่าสุด สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้วเช่นกัน สำหรับสถานการณ์ในภาพรวม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -15 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดเชียงใหม่เกิดจุดความร้อนขึ้นรวมทั้งสิ้น 171 จุด มากที่สุด คือ อำเภอดอยเต่า 99 จุด แม่แจ่ม 18 จุด เชียงดาว 10 และอมก๋อย 10 จุด ส่วนมากเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าสงวน และอยู่ในโซนใต้ของจังหวัด แต่หากเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า จุดความร้อนลดลงถึง 86 เปอร์เซ็นต์ และหากเทียบกับปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่า ลดลง 16 เปอร์เซ็นต์

ภายหลังการประชุม นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชน ว่า ขณะนี้จังหวัดเชียงใหม่กำลังเข้าสู่ช่วงของการเผชิญเหตุไฟป่า ซึ่งมักมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป และจะเริ่มจากพื้นที่ทางตอนใต้ของจังหวัดก่อน แม้ว่าสถิติการเกิดจุดความร้อนและค่าคุณภาพอากาศในปีนี้จะดีกว่าเมื่อเทียบกับทั้งค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการสร้างความเข้าใจในการงดเผาให้กับประชาชน แต่อย่างไรก็ตามจังหวัดเชียงใหม่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เนื่องจากปีนี้มีการประเมินสถานการณ์แล้วว่าจะมีปริมาณฝนน้อยมาก ทำให้อากาศร้อนจัด และสภาพภูมิประเทศมีความแห้งแล้ง ทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวลว่าจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดไฟได้ง่าย และเมื่อเกิดแล้วจะลุกลามและดับได้ลำบาก จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและรับมือกับไฟที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลการเกิดไฟป่าในปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 16 ตำบล จาก 8 อำเภอในพื้นที่โซนใต้ของจังหวัด กินพื้นที่ไปกว่า 410,000 ไร่ หรือคิดเป็น 65 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เผาไหม้ทั้งหมดของจังหวัด ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งการลักลอบเผาเพื่อหาของป่า การเตรียมพื้นที่เพื่อทำเกษตรบนพื้นที่สูง การประกอบอาชีพในป่า ดังนั้น จึงต้องโฟกัสไปที่จุดนี้เป็นพิเศษ โดยให้เร่งทำความเข้าใจให้กับชาวบ้านในการงดเผา แล้วหาทางสนับสนุนช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องพึ่งการเผา แต่หากมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในแต่ละพื้นที่ ก็จะต้องมามองถึงการใช้การบริหารจัดการไฟ ต้องแยกไฟที่จำเป็นกับไฟที่ไม่จำเป็นออกจากกันให้ได้

ซึ่งในประเด็นนี้ ได้มอบหมายให้ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ไปเร่งหารือร่วมกับทั้ง 16 ตำบล ใน 8 อำเภอ รวมถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละด้าน เพื่อวางแนวทางการบริหารจัดการไฟ การประสานงาน และหาจุดสมดุลร่วมกัน เพื่อที่จะให้ปริมาณของฝุ่นที่เกิดจากการบริหารจัดการเผาไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานค่าคุณภาพอากาศที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดไว้ และไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนโดยรวม


นที มีเดช รายงาน