รพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์จัดกิจกรรมวันมหิดลน้อมรำลึกถึงมหากรุณาธิคุณ

          วันนี้ 24 ก.ย.62 พล.ร.ต.สุรสิงห์ ประไพพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานจัดกิจกรรมเนื่องในวันมหิดล ณ ลานพระราชานุสาวรีย์ จอมพลเรือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” และ เจ้าฟ้าทหารเรือ ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มีหน่วยงานราชการ สถานพยาบาล ข้าราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมในพิธีจำนวนมาก

          โดยจัดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทาน อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ 10 รูป จากวัดราชสามัคคี กม.10 มาเจริญพระพุทธมนต์ เพื่ออุทิศถวายแด่พระองค์ พร้อมทั้งทำพิธีกล่าวอาศิรวาทราชสดุดี และหน่วยงานต่างๆ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก เพื่อน้อมรำลึกถึงมหากรุณาธิคุณของพระองค์

          พล.ร.ต.สุรสิงห์ ประไพพานิช กล่าวว่า เนื่องจากวันที่ 24 กันยายนของทุกปี เป็นวันที่ระลึกคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย และถือเป็นวันสำคัญทางการแพทย์ วันสาธารณสุขไทย ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพทรงอุทิศพระองค์เป็นแบบอย่างในการให้อย่างแท้จริง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ จึงได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ และอุทิศส่วนกุลถวายเป็นประจำทุกปี

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

เรือนจำจังหวัดจันทบุรี ฝึกอาชีพผู้ต้องราชทัณฑ์ พร้อมให้บริการซัก อบ รีด แบ่งเบาภาระผู้ประกอบการ ขยายโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ เตรียมคืนคนดีสู่สังคม

เรือนจำจังหวัดจันทบุรี ฝึกอาชีพผู้ต้องราชทัณฑ์ พร้อมให้บริการซัก อบ รีด แบ่งเบาภาระผู้ประกอบการ ขยายโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ เตรียมคืนคนดีสู่สังคม

          วันนี้ ( 24 ก.ย.62 ) ที่แดน 7 ภายในเรือนจำจังหวัดจันทบุรี นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนผู้ประกอบการร้าน ซัก อบ รีด ในจังหวัดจันทบุรีร่วมเปิด โครงการ เรือนจัน ซัก อบ รีด ซึ่งเป็นบริการที่มุ่งเน้นฝึกอาชีพผู้ต้องราชทัณฑ์มีความรู้ในการประกอบอาชีพอิสระที่เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ของตลาดแรงงานในปัจจุบัน เป็นการแบ่งเบาภาระของร้าน ซัก อบ รีด ภาคเอกชนที่รับงานขนาดใหญ่แล้วบริการลูกค้าไม่ทันสามารถมาใช้บริการซัก อบ รีด ภายในเรือนจำจังหวัดจันทบุรีได้ซึ่งไม่ได้เป็นการแย่งอาชีพ แทรกแซงการตลาด แต่เป็นการส่งเสริมแบ่งเบาผู้ประกอบการให้สามารถรับงานเพิ่มมากขึ้น และ บริการตามราคากลางของตลาดซัก อบ รีด ทั่วไป เน้นความสะอาด รวดเร็ว ทันใจ

         เบื้องต้นมีผู้ประกอบการร้าน ซัก อบ รีด ในจังหวัดจันทบุรีขอทำ MOU เพื่อนำเสื้อผ้า และ เครื่องนอนของลูกค้ามาใช้บริการ ทั้งนี้เรือนจัน ซัก อบ รีด มีเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ให้บริการรวม 5 เครื่อง เครื่องอบผ้า 5 เครื่อง มีการแบ่งแยกเครื่องที่รับงานภายนอก กับ เครื่องซักผ้าของภายในเรือนจำอย่างชัดเจน รวมทั้ง มี ผู้ต้องราชทัณฑ์เป็นแรงงาน ฝึกประสบ การณ์อาชีพรวม 30 คน ผู้ประกอบการร้านซัก อบ รีด ที่จะขยายงานของร้านตนเองสามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่เรือนจำจังหวัดจันทบุรีตามราคาที่ตกลงกันในวันและเวลาราชการ ส่วนรายได้จากการให้บริการจะเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ผู้ต้องราชทัณฑ์หลังพ้นโทษรวมทั้งเป็นสวัสดิการของผู้ต้องราชทัณฑ์ภายในเรือนจำจังหวัดจันทบุรี

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ฮือฮา ลูกไก่ แลก วัวพันธุ์ ราคาหลักแสน ต่างฝ่ายต่างมีความสุขในการแลกเปลี่ยนที่ขึ้นอยู่กับความชอบและความพึงพอใจ

https://youtu.be/ynbSxuJUp6Q

         ที่บ้านทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี นายกิจติศักดิ์ สำราญจิตต์ อายุ 45 ปี เจ้าของซุ่มไก่ชน “ธงชัย จันทบุรี” ตั้งอยู่เลขที่ 4/45 หมู่ 1 ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี นำไก่ลูกไก่ชนเพศผู้ 1 ตัวและเพศเมีย 1 ตัว ไปยังฟาร์มวัว ชื่อ “คูลฟาร์ม” ตั่งอยู่เลขที่ 280 หมู่ 2 ต.วังน้ำเย็น อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว แลกเปลี่ยนลูกวัวพันธุ์วากิว 2 ตัว เป็นเพศผู้และเพศเมีย จำนวนละ 1 ตัว ของนายธีรนัย เจ้าดี อายุ 38 ปี เจ้าของฟาร์มวัวคูลฟาร์ม โดยวัวและลูกไก่ชนที่นำมาแลกเปลี่ยนกัน อยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีสักขีพยานเข้ามารับรู้ในการแลกเปลี่ยนด้วย ท่ามกลางบรรยากาศค่อนข้างจะฮาเฮ เจ้าของวัว เจ้าของลูกไก่ชน ต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

          นายกิจติศักดิ์ เปิดเผยว่า ไก่ชนที่นำมาแลกซื้อขายกันในราคาตัวละเกือบ 20,000 บาท แต่ถ้าโตเต็มที่ ได้ชนในสนามชนไก่ จะมีราคาเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพราะเป็นลูกไก่ชนที่มาจากพ่อไก่ราคาตัวละ 1,500,000 บาท คือ “เจ้าดาวทอง” ส่วนแม่ของลูกไก่ชนที่นำมาแลก ชื่อ “หยกคีรี” เป็นแม่ไก่ชนชื่อดังเช่นเดียวกัน สาเหตุที่นำมาแลกเปลี่ยน เพราะส่วนตัวชอบวัวสายพันธุ์วากิว ตนไม่มีวัวสายพันธุ์นี้ จึงแลกเพื่อจะได้เลี้ยงให้เป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ต่อไป เช่นเดียวกับนายธีรนัย ก็ชอบไก่ชน แต่ไม่มีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ไก่ชน จึงตกลงแลกกัน /

          ด้านนายธีรนัย เปิดเผยว่า ลูกวัวพันธุ์วากิวที่นำมาแลก หยุดกินน้ำนมแม่วัวแล้ว ถ้าโตเต็มที่จะมีราคาสูงถึงตัวละ 150,000 – 200,000 บาท เป็นการแลกที่คุ้มค่ามาก แต่มีปัญหานิดหน่อยตรงที่แม่ยาย พ่อตาและภรรยาของตนไม่เห็นด้วย บ่นตนหนักมาก พ่อตาไม่พอใจ ออกจากบ้านไปแต่เช้า ไม่อยากเห็นการแลกวัวกับไก่ เพราะคิดว่าไก่ตัวนิดเดียว ส่วนวัวตัวโตมากกว่า ไม่คุ้มเลยจะแลกกัน แต่ตนไม่เห็นด้วยกับพ่อตา แม่ยายและภรรยา เพราะเป็นคนชอบไก่ชนมาก จึงกล้านำวัวสายพันธุ์ชื่อดังมาแลกกับลูกไก่ชนในครั้งนี้

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – แถลงข่าวความพร้อมเมืองท่องเที่ยวรอง ที่จะรับนักท่องเที่ยวตามมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ชิม ช็อป ใช้

https://youtu.be/doXiamlMmG0

จังหวัดจันทบุรีแถลงข่าวความพร้อมเมืองท่องเที่ยวรอง ที่จะรับนักท่องเที่ยวตามมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ชิม ช็อป ใช้ ที่มีร้านอาหาร โรงแรม ร้านจำหน่ายของที่ระลึก กลุ่ม OTOP และ วิสาหกิจชุมชน ชั้นนำเข้าร่วมโครงการให้ ชิม ช็อป ใช้ คับคั่ง

         บ่ายวันนี้ ( 24 ก.ย.62 ) ที่ห้องประชุมสำนักงานคลังจังหวัดจันทบุรี นายพงษ์พัฒน์ วงศ์ตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วย คลังจังหวัดจันทบุรี ผู้อำนวยการ ททท.ประจำจังหวัดจันทบุรี ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาจันทบุรี และนายกสมาคมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรีได้ร่วมกันแถลงข่าว ความพร้อมของร้านค้า โรงแรม ที่พัก ในจังหวัดจันทบุรี ที่เข้าร่วมโครงการ ชิม ช็อป ใช้ ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และมีผู้ประกอบการ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยสนใจเข้าร่วมโครง การจำนวนมาก

          ในส่วนของร้านค้า โรงแรม ที่พัก ร้านจำหน่ายของที่ระลึก กลุ่ม OTOP และ วิสาหกิจชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการ รวม 657 ราย แยกเป็นประเภท ดังนี้

  • ประเภทชิม คือร้านอาหาร 288 ร้าน
  • ประเภทช็อป ร้านจำหน่ายของที่ระลึก กลุ่ม OTOP และ วิสาหกิจชุมชน 211 ร้านค้า
  • ประเภทใช้ คือ โรงแรม ที่พัก โฮมสเตย์เข้าร่วมโครงการ 158 แห่ง

          ซึ่งโรงแรม ที่พัก ที่เข้าร่วมโครงการ ในจังหวัดจันทบุรี มีสถิติยอดเข้าร่วมโครงการสูงที่สุดในภาคตะวันออก อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลได้ขยายเวลาเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ เข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นช่องทางการใช้จ่ายเงิน ผ่านแอปพลิเคชั่น ชิม ช็อป ใช้ ออกไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ส่วนประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถลงทะเบียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ขอเข้าร่วมโครงการมาตรการ ชิม ช็อป ใช้ ได้วันละ 1 ล้านคนทั่วประเทศ จากเป้าหมาย 10 ล้านคน และที่ผ่านมา 2 วัน มีผู้ลงทะเบียนทะลุเป้าหมายจนระบบปิดรับลงทะเบียนอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน ดังนั้น ผู้ที่สนใจจะรับเป๋าตัง ชิม ช็อป ใช้ต้องวางแผนการลงทะเบียนและกรอกข้อมูลให้ชัดเจนเพื่อเข้าร่วมโครงการดังกล่าว

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จังหวัดลพบุรี – ระดมความคิดเห็นลำดับแผนหลักจัดการน้ำกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่ท่วมไม่แล้ง

ศูนย์ข่าวภาคกลาง จังหวัดลพบุรี 240962 ระดมความคิดเห็นลำดับแผนหลักจัดการน้ำกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่ท่วมไม่แล้ง

          วันที่ 24 กันยายน 2562 ที่ ห้องประชุม เบญจธารา จ.ลพบุรี ดร.จงกล จงวิไลเกษม ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 เพื่อนำเสนอ (ร่าง) แผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 10 ลุ่มน้ำ 20 ปี ได้แก่ ลุ่มน้ำสาละวิน, โขงเหนือ, ปิง, วัง, ยม, น่าน, เจ้า พระยา, ท่าจีน, สะแกกรัง และป่าสัก (พศ. 2561-2580) และเกณฑ์การจัดลำดับความสำคัญโครงการ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย คณะกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนหน่วยภาครัฐละเอกชน และประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก

          ดร.จงกล จงวิไลเกษม ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ขณะนี้ สทนช. และทีมที่ปรึกษาได้จัดทำ (ร่าง) แผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำป่าสัก ที่สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี เสร็จเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งสิ้น 560 โครงการงบประมาณ 244,456 ล้านบาท ประกอบด้วยด้านที่

  1. ด้านการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค
  2. ด้านการสร้างความคงของน้ำภาคการผลิต
  3. ด้านการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย
  4. ด้านการจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
  5. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม และป้องกันการพังทลายของดิน
  6. ยังไม่มีหน่วยงานใดเสนอโครงการมายัง สทนช.

         ทั้งนี้ การพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ดังกล่าว มีแผนงาน โครงการจำนวนมาก อีกทั้งงบประมาณในการพัฒนามีจำกัด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของแผนงานโครงการต่างๆ ให้เหมาะสม คุ้มค่าสอดคล้องกับบริบท และตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงซึ่ง สทนช .และทีมที่ปรึกษาได้ดำเนินการศึกษาการจัดทำเกณฑ์หลักที่ใช้ในการจัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนหลักในแต่ละด้านที่ประกอบด้วย 4 เกณฑ์หลัก คือ ด้านวิศวกรรม, ด้านสิ่งแวดล้อม, ด้านเศรษฐกิจ-สังคม และด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อใช้ประกอบในการจัดลำดับความสำคัญของแผนงาน/โครงการต่างๆ และจะนำแผนการจัดลำดับความสำคัญดังกล่าว มาให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณาและให้ความคิดเห็นอีกครั้ง ก่อนนำไปดำเนินการจัดลำดับความสำคัญของแผนหลักต่อไป

          สทนช. คาดว่าจะสามารถจัดทำแผนหลักในการจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ และแผนปฏิบัติการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 5 ปี ที่บูรณาการแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์น้ำได้อย่างยั่งยืน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 พร้อมทั้งจะเร่งรัดการดำเนินการในโครงการที่มีความพร้อมในทันที อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และปัญหาคุณภาพน้ำ ที่เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดได้อย่างรวดเร็ว และตรงกับความต้องการของประชาชน ในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ภาพ/ข่าว นายโยธิน พรมแตง
นายกฤษณ์ ลพบุรี 0890899090 / รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง

นายกรัฐมนตรีย้ำความสำเร็จของไทยในการพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ และเป็นต้นแบบการพัฒนาสาธารณสุข

          เมื่อวันที่ (23 ก.ย. 2562) เวลา  9.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ณสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมเต็มคณะระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (High-level Meeting on Universal Health Coverage) โดยระหว่างการประชุมฯนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงสรุปสาระสำคัญดังนี้

          นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าความสำเร็จด้านสาธารณสุขของไทยมีพื้นฐานจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมประชากรเกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ การลงทุนด้านสุขภาพเป็นการลงทุนทั้งเพื่อปัจจุบันและอนาคต ประชาชนที่มีสุขภาพดีจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืน เป้าหมายการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถทำได้จริง หากมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ โดยแบ่งปันประสบการณ์ของไทย ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3 ประการ ดังนี้

          หนึ่ง ความเท่าเทียม รัฐบาลไทยได้พัฒนาระบบสาธารณสุขเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและรักษาโรค ซึ่งรวมถึงโรคเรื้อรังและโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ไทยจะขยายสิทธิประโยชน์ให้รวมถึงการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีก่อนการสัมผัสเชื้อแก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงสานต่อความสำเร็จของโครงการในพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทูตสันถวไมตรีของโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติในการป้องกันเอชไอวีในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

          สอง ประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยจัดสรรงบประมาณ15%ของกองทุนหลักประกันสุขภาพ สำหรับการสร้างเสริมสุขภาพ แม้ว่าจะมีงบประมาณจำกัด โดยเพิ่มการใช้งบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบ และสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสุขภาพท้องถิ่น

         สาม การมีส่วนร่วม หัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีความยั่งยืนคือการมีส่วนร่วม จากทุกภาคส่วนในทุกระดับ ตามแนวทางประชารัฐ ให้ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งเน้นการส่งเสริมบริการสุขภาพในระดับมูลฐานที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง

          ทั้งนี้ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ดียิ่งขึ้น ให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบ พัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ซึ่งไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้แก่ประเทศต่างๆ นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม และจะร่วมมือกับทุกหุ้นส่วนเพื่อขับเคลื่อนให้ประชากรโลกมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นไปด้วยกัน

          *ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมผลักดันให้จัดการประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มนโยบายต่างประเทศและสุขภาพโลก (Foreign Policy and Global Health : FPGH) ในปี 2560 โดยเมื่อวันที่12 ธันวาคม 2560 ที่ประชุมเต็มคณะของสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 72 (UNGA72) ได้รับรองข้อมติ Global Health and Foreign Policy : addressing the health of the most vulnerable for an inclusive society ซึ่งเสนอให้จัดการประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี2562

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 ที่ประชุมเต็มคณะของสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 73(UNGA73) ได้รับรองข้อมติ Scope, modalities, format and organization of the high-level meeting on universal health coverage ซึ่งกำหนดให้จัดการประชุมดังกล่าวในวันที่ 23 กันยายน 2562 โดยให้จัดการอภิปรายระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2 รายการ ในลักษณะคู่ขนานกับ การประชุมเต็มคณะด้วยเจตนารมณ์ทางการเมืองต่อการบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี ค.ศ. 2030 ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals – SDGs) ใน ปีเดียวกันโดยเร่งรัดให้ประเทศต่าง ๆ เพิ่มความพยายามในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนทางงบประมาณบนพื้นฐานของระบบสาธารณสุขที่แข็งแรง

          ไทยสนับสนุนให้ทุกประเทศบรรลุเป้าหมายของการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยไทยเป็นตัวอย่างของประเทศรายได้ต่อหัวระดับปานกลางที่ประสบความสำเร็จรวมทั้ง ส่งเสริมการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ก่อให้เกิดความเท่าเทียมและไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วม

          ทั้งนี้ ไทยพร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการบริการสาธารณสุขและการสร้าง หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละประเทศ ซึ่งรวมถึงในรูปแบบของความร่วมมือ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบอนุมัติกรอบวงเงินกว่า 7,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จากอุทกภัยอย่างเร่งด่วน

          วันนี้ (24 ก.ย 62) เวลา 13.30 น. ณ บริเวณโถงกลาง ชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ถึงมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จากอุทกภัยโดยกระทรวงมหาดไทยเสนอขออนุมัติกรอบวงเงิน 2,092,400,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท ตามข้อมูลครัวเรือนผู้ประสบภัยเบื้องต้นที่สำรวจจริง และกรอบวงเงิน 5,550,000,000 บาทเพื่อช่วยเหลือ

          โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยรับและดำเนินการ ทั้งนี้รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่างบประมาณการช่วยเหลือ ดังกล่าวจะทำให้ประชาชนได้กลับเข้าบ้านให้เร็วที่สุด มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยรัฐบาลจะช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่ โดยได้เน้นย้ำทุกหน่วยงานในเรื่องงานการเบิกจ่ายให้เป็นไปด้วยความรัดกุม โปร่งใส และเร่งดำเนินการอย่างเร็วที่สุด

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

ตำบลท้ายดงช่วยกันอนุรักษ์พันธุ์พืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

https://youtu.be/VL6RosTcUMk

         ที่บริเวณ สระน้ำบ้านดงหลง ม.8 ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ น.ส.ฉัตรนภา เ มืองแป้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท้ายดง ได้นำคณะผู้บริหาร, สมาชิกสภาฯ, พนักงาน, ผู้นำ, ชาวบ้าน, ตัวแทนเหมืองทองอัคราและนักเรียนโรงเรียนบ้านวังชะนาง ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้พันธุ์หายาก เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุ์ไว้ตามโครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

         สำหรับพันธุ์ไม้ที่นำมาปลูกในวันนี้มีพันธุ์ทุเรียน, อโวคาโด, ตะขบยักษ์, สาเก, สมอไทย เป็นต้น ต่อจากนี้ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากตำบลท้ายดงจะเป็นผู้ดูแลต่อไป

ยุทธ ศรีทองสุข ภาพ/ข่าว

ลพบุรี ปู่วัย 82 ปีเดินข้ามถนนไม่ทันระวังกระบะทางตรงเสยดับสยอง

          วันที่ 24 ก.ย. 62 ร.ต.อ.หญิง เรณู ศุกรวัชรินทร์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ชัยบาดาล อ.ชัยบาดาล ลพบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุรถยนต์กระบะชนบุคคลเดินเท้า ที่หน้า รพ.ชัยบาดาล หมู่ที่ 5 ต.ลำนารายณ์ ถนนสายชัยบาดาล-ลำสนธิ ในที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตจำนวน 1 ราย จึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.ชัยบาดาล มูลนิธิพุทธธรรมสงเคราะห์ลำนารายณ์ พ่งไล้ (16)

          ในที่เกิดเหตุเป็นถนนสี่เลน พบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า สีดำ หมายเลขทะเะบียน 4กฌ-2424 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ริมถนน สภาพรถกระโปรงยุบ กันชนพัหลุดลุ่ย ไฟหน้าด้านซ้ายแตก ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 30 เมตร พบร่างนพพร ศิริสัมพันธ์ อายุ 82 ปี สวมเสื้อยืดแขนสั้น สีขาว กาเกงขาสั้นสีคราม มีบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกาย แขน ขาหัก เลือดไหลนองพื้น

          จากการสอบสวนคนขับรถยนต์กระบะ ซึ่งยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เล่าว่าตนเองขับรถมาจากเส้นทาง อ.ลำสนธิ มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองชัยบาดาล เมื่อมาถึงจุดที่เกิดเหตุ จู่ๆ ผู้เสียชีวิตได้วิ่งข้ามถนนโดยที่ไม่ทันระวัง ซึ่งตนเองไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ได้พุ่งชนจนร่างลอยกระเด็นไปไกล เสียชีวิตคาที่ ซึ่งมีแม่ค้าเล่าว่าคุณตานพพร ชอบข้ามถนนมาซื้อไก่ย่างแล้วเดินข้ามฝั่งถนนเป็นประจำ ทั้งนี้ร้อยเวรเจ้าของคดีได้ควบคุมตัวคนขับรถยนต์กระบะส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชัยบาดาล ส่วนศพผู้เสียชีวิตได้นำส่งพิสูตรที่ รพ.ชัยบาดเพื่อติดต่อญาตินำศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ภาพ/ข่าว นายโยธิน พรมแตง
นายกฤษณ์ ลพบุรี
0890899090 /รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง

ลพบุรี-ฝนตกถนนลื่นกระบะเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ริมทางจนถอนรากสาหัสติดซาก3ราย

https://youtu.be/pwIKq6ef9Y8

          วันที่ 24 ก.ย. 62 ร.ต.อ.พิษณุ อุงจิตต์ตระกูล รอง สว(สอบสวน) สภ.ม่วงค่อม อ.ชัยบาดาล ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์กระบะเสียหลักชนต้นไม้ใหญ่ริมถนนหมายเลข 205 บ้านโพธิ์ทอง หมู่ที่ 1 ต.ชัยบาดาล ในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำนวน 3 รายติดคาซากรถอยู่ จึงได้ประสานแพทย์เวรฉุกเฉิน รพ.ชัยบาดาล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิพุทไธสวรรย์ลพบุรี พร้อมอุปกรณ์ในการตัดถ่างรุดเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุ

          ที่เกิดเหตุเป็นถนนสี่เลน มีฝนตกลงมาปรอยๆ พบรถยนต์กระบะยี่ห้อ ฟอร์ดสีดำ หมายเลขทะเบียน ณก-6061 กรุงเทพมหานคร พลิกคว่ำตะแคงขวาอยู่ริมถนนในสภาพพังยับเยิน เศษชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถกระเด็นกระจายกระจายไปทั่วบริเวณที่เกิดเหตุ ที่ตอนหน้าของรถพบร่างผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย นอนกองรวมกัน ในสภาพบาดแผลฉกรรจ์ ร้องโอดโอย ขอความช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถนำร่างผู้ได้รับบาดเจ็บออกมาจากรถได้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ต้องใช้อุปกรณ์ในการตัดถ่างนำร่างหมดสติ ออกมาทางแคปหลังอย่างทุลักทุเล นำส่ง รพ.ท่าหลวง จำนวน 1 ราย และ รพ.ชัยบาดาลอีก 2 ราย ทราบชื่อนายวิรุณ แทบทาม อายุ 34 ปี นายกนก เชียงสุ อายุ 27 ปี และชายไม่ทราบชื่ออายุประมาณ 30 ปี

          ซึ่งจากการสอบสวนพยานผู้ที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่าก่อนเกิดเหตุมีฝนตกลงมาปรอยๆ รถกระบะคันที่เกิดเหตุได้วิ่งมาจากเส้นทางสามแยกถนนโค้ง มุ่งหน้า ม่วงค่อม มาด้วยความเร็วสูง ก่อนรถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ขนาดใหญ่เสียงดังสนั่นจนต้นไม่ใหญ่ล้มถอนราก ชาวบ้านใกล้เคียงพยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลือคนเจ็บ แต่ไม่สามารถนำออกมาได้ ทั้งนี้ร้อยเวรได้บันทึกสถานที่เกิดเหตุ สอบสวนพยานผู้ที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อที่จะได้สรุปหาสวาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงต่อไป

ภาพ/ข่าวนายโยธิน พรมแตง
นายกฤษณ์ ลพบุรี 0890899090 /รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง