กองปราบฯ​ รวบมือปืนไล่ยิงหนุ่มราชบุรี จนรถเสียหลักชนเสาไฟฟ้า น้องสาวที่นั่งมาด้วยดับ 1 เจ็บ 4 รับสารภาพลูกพี่โทรตามให้มายิงหลังเกิดเขม่นกันในผั

      วันนี้ วันศุก​ร์ที่​ 28 มิ.ย.62​ ที่กองบังคับการ​ปราบปราม (บก.ป.)​ : พลตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​กอง​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ ได้สั่งการให้ พัน​ตำรวจ​เอก​ เนติ วงษ์กุหลาบ ผู้กำกับ​การ​ 5​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.5 บก.ป.) และ​ พัน​ตำรวจ​ตรี​ ฐิติวัสส์ แซมเขียว สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 5​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.กก.5 บก.ป.) ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 7​ (บก.สส.บช.ภ.7)​

     ได้ร่วมจับกุม นายสุรชัย หรือปุ้ย ยางสง่า อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 91/2 ม.2 ต.บ้านยาง อ.เมือง จ.นครปฐม และ นายพิริยะ หรืออั๋น ใจซื่อ อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 141/2 ม.3 ต.บ้านยาง อ.เมือง จ.นครปฐม ตามหมายจับศาลจังหวัดราชบุรี ที่ 143,144 /2562 ตามลำดับ ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2562 ข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา,ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองและพกพาอาวุธ” โดยสามารถจับกุม นายสุรชัยฯ พร้อมของกลางอาวุธปืน ขนาด 9 มม. 1 กระบอกและกระสุนอีก 5 นัด ได้ที่หน้าร้าน ส.แสงทอง​ ถ.ละม้ายสงเคราะห์ ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่วน นายพิริยะฯ ได้นำรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น เวฟ สีน้ำเงิน ขาว ทะเบียน ขมค 837 นครปฐม ของกลางที่ใช้ก่อเหตุมามอบตัวที่ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

      พ.ต.อ.เนติฯ กล่าวว่า เมื่อกลางดึกวันที่ 23 มิ.ย.62​ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโป่ง​ จ.ราชบุรี​ รับแจ้งเหตุว่ามีเหตุรถกระบะชนเสาไฟฟ้าบริเวณหอนาฬิกาบ้านโป่ง ต.บ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ห่างจาก สภ.บ้านโป่งประมาณ 100 เมตร จึงรุดไปตรวจสอบ พบศพ น.ส.ชวัลญา วิชิตเดชา อายุ 18 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้มีผู้บาดเจ็บอีก 4 คน ประกอบด้วย นายปฐมพงศ์ วิชิตเดชา อายุ 25 ปี พี่ชาย น.ส.ชวัลญา คนขับรถ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ลำตัว 1 นัดบาดเจ็บสาหัส,นายโชติพัฒน์ จงเจริญ อายุ 29 ปี,น.ส.อารีรัตน์ ขันแข็ง อายุ 23 ปี และ นายเจริด วิเชียรสลาง อายุ 24 ปี เจ้าหน้าที่จึงนำส่ง รพ.บ้านโป่ง

      พ.ต.อ.เนติฯ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนผู้บาดเจ็บให้การว่าหลังกลับจากเที่ยวที่ร้านอาหาร Lit ถนนบายพาส อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ก็ได้ถูกคนร้ายเป็นชาย 2 ราย ขี่รถจักรยานยนต์ใช้อาวุธปืนไล่ยิง จึงขับรถหนีจนประสบอุบัติเหตุดังกล่าว ต่อมาพนักงานสอบสวน สภ.บ้านโป่งได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองไว้ กระทั่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายสุรชัยฯ ได้หลบหนีไปกบดานอยู่ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงนำกำลังจับกุมขณะกำลังจะหลบหนีไปที่อื่น เนื่องจากเห็นข่าวหมายจับตนเองในทีวี จากนั้น นายพิริยะฯ ก็ทนแรงกดดันไม่ไหวเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.บ้านโป่ง ในวันเดียวกัน

      สอบสวน นายสุรชัยฯ ให้การรับสารภาพว่าตนเองเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงนายปฐมพงศ์ฯ คนขับรถที่เกิดอุบัติเหตุจริง เนื่องจากก่อนเกิดเหตุ รุ่นพี่ที่นับถือกันได้โทรศัพท์มาตามตน​ และนายพิริยะฯ บอกว่ามีเรื่องทะเลาะกับกลุ่ม นายปฐมพงศ์ฯ ที่ร้านอาหาร Lit นายพิริยะฯ จึงขับรถจักรยานยนต์พาตนเองซึ่งพกอาวุธปืน ขนาด 9 มม.ติดตัวไป เมื่อไปถึงพบคู่กรณีขับรถกระบะ 4 ประตูจอดอยู่หน้าร้านอาหาร Lit ตามที่รุ่นพี่บอกมา จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ 3 นัด ก่อนขับรถพากันหลบหนี จนกระทั่งถูกจับกุมดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาตามหมายจับก่อนนำตัวส่ง สภ.บ้านโป่ง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สตม.จับคนต่างชาติตามหมายจับตำรวจสากล (INTERPOL)

      วันนี้ วันศุก​ร์ที่​ 28 มิถุนายน 2562 เวลา 10.30 น. : พล​ตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ ผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์,พล​ตำรวจ​ตรี​ กฤษกร พลีธัญญวงศ์,พล​ตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พล​ตำรวจ​ตรี​ ณฐพล แสวงกิจ,พล​ตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รอง​ผบช.สตม.),พล​ตำรวจ​ตรี​ สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 7 (รอง​ผบช.ภ.7)​ รักษา​ราชการ​แทน​ รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.รอง​ผบช.สตม.),พล​ตำรวจ​ตรี​ พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผู้บังคับการ​กอง​บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.สส.บช.สตม.)​ และพัน​ตำรวจ​เอก​ วิญญู อำนวยสมบัติ รองผู้บังคับการ​กอง​บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รอง​ผบก.สส.บช.สตม.)

      ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคดีสำคัญซึ่งได้รับการประสานงานจาก สถานเอกอัครราชทูต​ สาธารณรัฐเช็ก ประจำ ประเทศไทย และสำนักงานฝ่ายกิจการต่างประเทศ​ และกลุ่มประเทศนอร์ดิค (เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, นอร์เวย์ สวีเดน และไอซ์แลนด์) ขอให้ สตม.สืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหา ซึ่งได้กระทำความผิดแล้วหลบหนีคดีมาพำนักในประเทศไทย จำนวน 2 ราย ดังนี้

      รายที่ 1​ : เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม.โดย ว่าที่ พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผกก.1 บก.สส.สตม.​ และพ.ต.ท.พีรภัทร์ ปรมพุฒิ, พ.ต.ท.เทวกฤต มณีรัตน์ รอง ผกก.1 บก.สส.สตม. พร้อมกำลัง จับกุม MR.DAVID SYKORA (นายเดวิด ซิโคร่า) อายุ 38 ปี สัญชาติเช็ก ถือหนังสือเดินทางหมายเลข 45298837 ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของทางการสาธารณรัฐเช็ก โดยมีหมายจับยุโรปออกโดยศาลแขวงกรุงปราก เขต 1 สาธารณรัฐเช็ก เลขที่ 9T82/2016 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ในคดีลักทรัพย์โดยการบุกรุกเข้าไปในเคหสถาน มีพฤติการณ์คือ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 MR.DAVID SYKORA (นายเดวิด ซิโคร่า) ได้บุกรุกเข้าไปในร้านกิ๊ฟต์ช็อปและขโมยสินค้าต่างๆ ไปรวมมูลค่า 3,790 โครูนาเช็ก (ประมาณ 5,200 บาท) ทั้งนี้ MR.DAVID SYKORA (นายเดวิด ซิโคร่า) ได้เคยก่อคดีลักทรัพย์และศาลแขวงกรุงปรากเขต 2 ตัดสินโทษจำคุกเป็นเวลา 34 เดือน มาก่อนหน้านี้แล้ว MR.DAVID SYKORA (นายเดวิด ซิโคร่า) เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2562 ประเภทวีซ่า ผ.30 ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 7 ก.ค.62 การอนุญาตยังไม่สิ้นสุด ผบก.สส.สตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 12 (7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และควบคุมตัวไว้ที่ กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

      รายที่ 2 : เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม.โดย ว่าที่ พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผกก.1 บก.สส.สตม.,พ.ต.ท.พีรภัทร์ ปรมพุฒิ​ และ พ.ต.ท.เทวกฤต มณีรัตน์ รองผกก.1 บก.สส.สตม.พร้อมกำลัง จับกุม MR.AKI PETRI JOHANNES VARTIAINEN (นายอาคี เพททรี โยเฮนเนส วาเทียเนียน) อายุ 39 ปี สัญชาติฟินแลนด์ ถือหนังสือเดินทางหมายเลข FP1581429 ซึ่งสำนักงานฝ่ายกิจการต่างประเทศและกลุ่มประเทศนอร์ดิค (เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, นอร์เวย์ สวีเดน และไอซ์แลนด์) ได้รับการประสานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติประเทศฟินแลนด์

Cr.ทีมงาน​ประชา​สัมพันธ์​ สตม.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

โบว์ลิ่งการกุศล สภท.54 ปี

      พลตรีวัชชรินทร์ สุวรรณรินทร์ เจ้ากรมสารวัตรทหารบก และ นายอรรถการ ตฤษณารังสี ประธานสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีซันชิโร่ ร่วมประธานในพิธี เปิดการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.54ปี) ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศฯ โดยมีนายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานต่อประธานในพิธี โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดการแข่งขัน เพื่อจัดหารายได้ สนับสนุนกิจกรรมของสมาคมฯ เช่น การจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 มอบเป็นทุนการศึกษา บุตร-ธิดา สมาชิกสมาคมฯ มอบเป็นสวัสดิการสมาชิกผู้สูงอายุ ตลอดจนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ ณ บลูโอริทึม แอนด์โบว์ล เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน ชั้น 4 เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา
      ทั้งนี้มี คณะกรรมการบริหาร-ที่ปรึกษา-สมาชิก สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย…พร้อมด้วย คุณธีรยุทธ ผู้พัฒน์ บรรณาธิการอาวุโส พิมพึไทยรายวัน, คุณรัชพล ภู่โอบอ้อม (ต๋อง ศิษย์ฉ่อย),
คุณไพลิน เจนนท์ สงวนปิยะพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เพ้นท์เวิร์คส์ จำกัด ส่งทีม VIP เพ้นท์เวิร์คส์ เข้าแข่งขัน และร่วมงานการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศลในครั้งนี้

ศุภเดช ธนูศร/ข่าว/สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย

กก.2 บก.สส.สตม. ระดมกวาดล้างคนต่างด้าวกระทำผิด​ จับผู้ต้องหาจีนหนีคดีบ่อนการพนันออนไลน์ หลบซุกไทย อีกรายตรวจสอบร้านสปาสำหรับผู้ชาย จับกุมหมอนวดต่างด้าวหลายราย

      วันนี้​ วันศุก​ร์ที่​ 28​ มิ.ย.62​ เวลา​ 10.30​ น.​ : พลตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ผู้​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย พลตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พลตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย,พลตำรวจ​ตรี​ ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รอง​ผบช.สตม.),พลตำรวจ​ตรี​ สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 7 (รอง​ผบช.ภ.7)​ รักษา​ราชการ​แทน​รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.รอง​ผบช.สตม.),พลตำรวจ​ตรี​ พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผู้บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.สส.บช.สตม.)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ วิญญู อำนวยสมบัติ รอง​ผู้บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบก.สส.สตม.)​ และ พัน​ตำรวจ​เอก​ กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ผู้กำกับ​การ​ 2​ กอง​บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผกก.2 บก.สส.บช.สตม.)​ ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคดีสำคัญ จำนวน 2 คดี

      จากการที่ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง รรท.ผบช.สตม.ได้กำชับให้ทุก บก. ระดมกวาดล้างการกระทำผิดของคนต่างด้าวที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นที่กระทำความผิด หรือก่อคดีแล้วอาศัยไทยเป็นพื้นที่หลบซ่อน โดยประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งของไทย และหน่วยงานระหว่างประเทศ ผลการปฏิบัติ สามารถติดตามจับกุม ผู้ต้องหาสัญชาติจีน ซึ่งได้กระทำความผิดข้อหาเปิดบ่อนการพนันออนไลน์ แล้วหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย และยังจับกุมต่างด้าวลักลอบทำงานร้านนวดใจกลางกรุงเทพมหานครได้อีกหลายราย

      รายที่ 1 : รวบจีนหนีคดีข้อหาเปิดบ่อนการพนันออนไลน์​ เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​ กก.2 บก.สส.สตม. จับกุม นายฉาง ยี่เฟย (MR. ZHANG YIFEI) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน ซึ่งทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ออกหมายจับในความผิดฐานข้อหาลักลอบเปิดบ่อนการพนันออนไลน์ ร่วมกับเพื่อนร่วมแก๊งค์อีก 17 คน ซึ่งถูกตำรวจจีนจับกุมตัวได้หมดแล้ว แต่นายฉาง ยี่เฟย ได้หลบหนีออกจากประเทศจีน ลักลอบเดินทางเข้าประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 จนท.สืบสวน กก.2 บก.สส.สตม. สามารถสืบสวนจนพบและจับกุมตัวได้ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ใน อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต ซึ่งการกระทำผิดนี้ทางการประเทศจีนเกิดความเสียหายมูลค่าประมาณ 400 ล้านหยวน (2,000 ล้านบาท)

      รายที่ 2 : จับต่างด้าวลักลอบทำงานหมอนวด ร้านนวดและสปาสำหรับผู้ชาย​ โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​ กก.2 บก.สส.สตม.ได้เข้าตรวจสอบร้านนวดสปา ภายในซอยสวนพลู หลังจากได้รับการร้องเรียนว่ามีต่างด้าวลักลอบทำงานเป็นหมอนวด จากการตรวจสอบพบว่าเป็นร้านนวดแผนไทย และสปา เปิดให้บริการสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ โดยหมอนวดต่างด้าวเป็นชายทั้ง 15 คนจะนั่งรอลูกค้าผู้มาใช้บริการอยู่ในห้องกระจกที่มองเห็นได้จากล็อบบี้ เมื่อลูกค้าพอใจหมอนวดคนใดก็จะเรียกออกมาใช้บริการนวดในห้องที่เตรียมไว้ จากการตรวจสอบพบว่าคนต่างด้าวมีทั้งชาวเวียดนาม,เมียนมา,ลาว และกัมพูชา ทั้งหมดไม่มีใบอนุญาตทำงาน และมีจำนวน 2 คน ที่วีซ่าหมดอายุ จนท.กก.2 บก.สส.สตม.จึงได้แจ้งข้อหา และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

      พล.ต.ท.สมพงษ์ฯ ยังกล่าวด้วยว่า คนต่างด้าวที่ต้องการทำงานในประเทศไทยต้องลงทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะออกวีซ่าประเภท แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ให้ และงานที่ทำนั้นต้องไม่เป็นงานต้องห้ามที่สงวนไว้สำหรับคนไทย ต้องไม่แย่งอาชีพคนไทย ซึ่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะได้ระดมกวาดล้าง จับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ออกตรวจสถานบริการ สถานประกอบการ โรงงาน ที่มีคนต่างด้าวทำงาน โรงแรมและคอนโดมิเนียม ที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าวตลอดเวลา และหากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดของคนต่างด้าว หรือคนต่างด้าวที่อยู่ใประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

Cr.ทีมงาน​ประชา​สัมพันธ์​ สตม.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง​ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพัชรสุธาพิมลลักษณ์พระบรมราชินี

      วันที่28​ มิถุนายน2562​ เจ้าคุณพระธรรมปิฎกเจ้าคณะจังหวัดสระบุรีเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท​ราชวรมหาวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์​ พระราชธีราภรณ์​ รองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เจ้าอาวาสวัดพระพุทธฉาย​ พระวิสิฐคณาภรณ์​ รองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรีเจ้าอาวาสวัดมงคลชัยพัฒนา​ และคณะสงฆ์และนายสมภพ​ สมิตะสิริ​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี​ ประธานฝ่ายฆารวาส​ มีหัวหน้าส่วนราชราชการ​ พสกนิกรชาวจังหวัดสระบุรี​ พุทธศานิกชนชาวจังหวัดสระบุรีร่วมในพิธี
ตามที่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติมีมติของมหาเถรสมาคมใ​นประเทศไทยให้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์​ พระบรมราชินีนาถ​ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง​ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาธิบดีศรีสุนทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี
พสกนิกรอำเภอเสาไห้จังหวัดสระบุรีได้ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี ร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคล​ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว​ ทรงหาวงใยและคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นสำคัญพระองค์มีพระราชปณิธานแน่วแน่จะทำให้ประเทศชาติมั่งคงและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยมีพระราชประสงค์จะสืบสาน​ รักษาต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ​ พระบาทสมเด็จพระบรใชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหราช​ บรมนาถบพิตร​
ชาวไทยทุกหมู่เหล่าต่างชื่นชมพระบุญญาบารมีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมทรงมีต่อต่อปวงพสกนิกรชาวไทย

/ดำรงค์ชื่นจินดารายงาน

ตชด.ร่วมทหาร ยึดยาบ้า 5.4​ ล้านเม็ด ยาไอซ์​ 145 กก. และยาคีตามีน 40 กก.ซุกซ่อนในถ้ำแกลบ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

      เมื่อ​วันที่​ 27​ มิ.ย.62​ เวลา​10.00​ น.: พล​ตำรวจ​ตรี​ สุนทร เฉลิมเกียรติ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​ตระเวน​ชายแดน​ (รองผบช.ตชด.)​ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่​ทหารจากกอง​กำ​ลังผา​เมือง​ (กกล.ผาเมือง)​,ชุดเฉพาะกิจ​ (ฉก.ม.5)​,เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​จาก​ กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 5​ (บช.ภ.5)​,เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​ภูธร​จังหวัด​เชียงใหม่​ (บช.ภ.จ.เชียงใหม่),เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​สถานีตำรวจ​ภูธรเชียงดาว​ จังหวัด​เชียงใหม่​ (สภ.เชียงดาว​ จ.เชียงใหม่),เจ้าหน้าที่​ฝ่ายปกครอง​ และเจ้าหน้าที่​สำนักงาน​ปราบปราม​ยาเสพติด​ภาค​ 5​ (จนท.สนง.ปปส.ภาค​ 5)

      ได้ร่วมกันเดินทางมายัง​ กองร้อยตำรวจ​ตระเวน​ชายแดน​ที่​ 335 กองบัญชาการ​ตำรวจ​ตระเวน​ชายแดน​ (ร้อย ตชด.335​ บช.ต​ชด.​)​ ต.ทุ่งข้าวพวง​ อ.เชียงดาว​ จ.เชียงใหม่​ เพื่อร่วมแถลงข่าวผลการตรวจยึดยาเสพติด​รายใหญ่ในเขตอิทธิพล​ของชนกลุ่มน้อยชาวมูเซอ​ ของประเทศ​เพื่อนบ้าน​ โดยลักลอบขนยาเสพติดเป็นขบานการในรูปแบบกองทัพมด​ ขนยาเสพติดเดินเท้าข้ามมาจากตามตะเข็บ​ชายแดน​ เพื่อนำมาพักไว้ในถ้ำต่างๆตามแนวชายแดนไทย​ เพื่อกระจายส่งขายต่อให้ลูกค้า​

      พ.ต.ท.ดิลก​ อารินเป็ง​ ผบ.ร้อย​ ต​ชด.335ฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 มิ.ย.62​ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีผู้ลักลอบ​นำยาเสพติด​มาซุกซ่อน​ตามตะเข็บ​แนวชายแดน​ไทย-เมืยนมา ต.ปิงโค้ง​ อ.เชียงดาว​ จ.เชียงใหม่​ จึงนำกำลัง​เดินทางออก​ตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลัง​ผาเมือง​ ได้พบว่ามีสิ่งของต้องสงสัย​ ตามที่แหล่งข่าวแจ้งมาใส่กระสอบจำนวนมากมาวางซุกซ่อน​อยู่ภายใน​ถ้ำ​แกลบ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้าน​ถ้ำแกลบ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่​ จึงได้ร่วมกันตรวจสอบปรากฏ​ว่า​ พบกระสอบ​ จำนวน​ 64​ ใบ​ ภายในกระสอบ​ที่วางเรียงไว้เป็นยาเสพติดประเภท​ยาบ้า จำนวนประมาณ 5.4 ล้านเม็ด ยาไอซ์ จำนวนประมาณ 145 กิโลกรัม และ ยาคีตามีน จำนวนประมาณ 40 กิโลกรัมโดยไม่พบผู้ต้องสงสัย

      พ.ต.ท.ดิลกฯ กล่าวต่อว่า​ จากการสอบสวนจากแหล่งข่าวจนกระทั่งทราบภายหลังว่ามีเครือข่ายชนกลุ่มน้อยเผ่ามูเซอ​ ของ​ พ.อ.จะลอโบ​ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งชายแดน​ไทย​-เมียนมา​ ลักลอบนำเข้ามาซุกซ่อนไว้ภายในถ้ำแกลบ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้าน​ถ้ำแกลบ อ.​เชียงดาว จ.เชียงใหม่​ จึงได้ทำการตรวจยึดยาเสพติดทั้งหมดที่​ซุกซ่อน​ไว้​ พร้อมส่งมอบของกลางทั้งหมด​ ให้พนักงาน​สอบสวน​สภ.เชียงดาว​ จ.เชียงใหม่​ เพื่อติดตาม​จับกุม​ผู้ลักลอบนำยาเสพติด​มาซุกซ่อน​ไว้​ ดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป​

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองทัพภาคที่ ๓ การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – เมียนมา ครั้งที่ ๓๓(RBC – 33)

      พลโท ฉลองชัย ชัยยะคำ แม่ทัพภาคที่ ๓ เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลโท อ่องโซ ผู้บัญชาการสำนักปฎิบัติการพิเศษที่ ๔ เป็นประธานฝ่ายเมียนมา ในพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย – เมียนมา ครั้งที่ ๓๓ (RBC – 33) ณ โรงแรมดิอิมพีเรียล ภูแก้ว ฮิลล์ รีสอร์ท อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ เวลา ๐๙.๐๐ น. กองทัพภาคที่ ๓ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ ๓/ศูนย์ควบคุมชายแดนไทยกับประเทศเพื่อน
      บ้านด้านเมียนมา กองทัพภาคที่ ๓ เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการในการประสานงาน และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – เมียนมา เพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงตลอดแนวชายแดน ไทย -เมียนมา อย่างมีเอกภาพ จึงจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย – เมียนมา ครั้งที่ ๓๓ (RBC-33) ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วจำนวน ๓๒ ครั้ง ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายเมียนมา สลับกันเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม สำหรับการประชุมครั้งที่ ๓๓ ฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมมีความมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกัน ส่งเสริมการพัฒนาสัมพันธ์ในทุกระดับ อันจะก่อให้เกิดความมั่นคงในพื้นที่ตามแนวชายแดน เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงที่มีอยู่ ตลอดจนการพัฒนาส่งเสริมในเรื่องของการประสานประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ตามแนวชายแดนด้วยมาตรการที่ถูก และเหมาะสมบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และผลักดันให้เกิดความร่วมมือในด้านต่างๆ อาทิ ความร่วมมือด้านการพัฒนาสัมพันธ์ทางทหารในพื้นที่ชายแดน,ความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ,สังคม,สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม,การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้,การบรรเทาสาธารณภัย,การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด,การต่อต้านขบวนการก่อการร้ายและการค้าอาวุธสงคราม,การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย,การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และความร่วมมือต่อโครงการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนของประชาชนทั้งสองประเทศตามแนวชายแดน ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ต้องสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกัน เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง และ ที่สำคัญจะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ บนพื้นฐานของความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

ศุภเดช ธนูศร /ข่าว/กองทัพภาค ๓

วช.ผลักดัน ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีน

      สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยหัวเฉียวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Huaqiao University: HQU) สถาบัน China Society for Southeast Asian studies (CSSAS) และสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน กำหนดจัด “การสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ครั้งที่ 8” ภายใต้หัวข้อเรื่อง “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีนยุคใหม่ : โอกาสและวิสัยทัศน์ใหม่” (The Eighth Thai – Chinese Strategic Research Seminar Chinese – Thai Strategic Cooperation for a New Era : New Opportunity and New Vision) ระหว่างวันที่ 26 – 27 มิถุนายน 2562 ณ หอประชุมนานาชาติหวังหยวนซิ่ง มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน

      โดยมีวัตถุประสงค์เป็นเวทีให้กับนักวิชาการไทยและจีน ได้มีโอกาสมาพบปะและแลกเปลี่ยนผลงานวิชาการระหว่างกัน เพื่อนำเสนอผลการศึกษาวิจัยและบทความเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ไทย-จีน โดยประมวลเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในด้านที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ซึ่งเป็นการร่วมกันปรึกษาหารือ ร่วมกันสร้างสรรค์ และร่วมกันแบ่งปันผลประโยชน์ อันจะนำไปสู่ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศต่อไป

      ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในพิธีเปิดการสัมมนาว่า การสัมมนาครั้งนี้ เป็นการนำเสนอผลงานการวิจัยของนักวิชาการ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอันมีคุณค่าต่อการสร้างความร่วมมือระหว่างกันของประเทศทั้งสองแล้ว ยังจะมีการหารือร่วมกัน ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานในบันทึกข้อตกลงทางวิชาการให้มีความคล่องตัว และทันต่อสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

      ทั้งนี้ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย – จีน ครั้งที่ 7 เมื่อปีที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “ความริเริ่มแถบเศรษฐกิจและเส้นทางสายไหมยุคใหม่ : สู่การพัฒนาร่วมกัน”หรือ“The Belt and Road Initiative (BRI) and Thailand 4.0: Towards Common Development” ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9-13 สิงหาคม 2561 ณ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ และศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์กองทัพไทยเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย โดยในการสัมมนาครั้งที่แล้ว ทำให้เห็นได้ว่า ข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เป็นทั้งนโยบายระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ และแผนพัฒนาระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่

      เพื่อส่งเสริมความสร้างสรรค์ประชาคมร่วมอนาคตของมวลมนุษยชาติ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในระดับโลกและภูมิภาค โดยที่จีนเป็นประเทศผู้นำนวัตกรรมของโลก ในขณะที่ประเทศไทยที่ตั้งอยู่ใจกลางของคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งติดต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย และอยู่ในระเบียงเศรษฐกิจของจีนกับอินโดจีนภายใต้กรอบข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ซึ่งรัฐบาลไทยกำลังผลักดันให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศ หรือ EEC เป็นระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะสนับสนุนต่อ ข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทางและจะเป็นช่องทางที่สำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างสองมหาสมุทร รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางสายไหมทางทะเลกับเส้นทางสายไหมทางบก

      การสัมมนาครั้งนี้ นอกจากจะมีการนำเสนอผลงานการวิจัยของนักวิชาการ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอันมีคุณค่าต่อการสร้างความร่วมมือระหว่างกันของประเทศทั้งสองแล้ว ยังจะมีการหารือร่วมกัน ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานในบันทึกข้อตกลงทางวิชาการให้มีความคล่องตัว และทันต่อสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นการขยายผลของการสัมมนาครั้งที่ผ่านมา ให้เกิดความชัดเจนเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

      โดยเฉพาะการผลักดันการสร้างและพัฒนากลไกการแลกเปลี่ยนของรัฐบาลทั้งสองประเทศ ด้วยการเสนอแผนงานที่มีคุณภาพเพื่อความร่วมมือเชิงลึกใน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจ ในการลงทุน การค้า การเงินและอีคอมเมิร์ซ  ด้านความร่วมมือทางสังคมและวัฒนธรรม ในการสร้างความเป็นเมืองและลดปัญหาความยากจน ด้านความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรม ด้านความร่วมมือในนโยบายการทูตและการป้องกันประเทศ ด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และการขนส่ง รวมทั้ง ด้านกิจการชาวจีนโพ้นทะเลในการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน อันจะทำให้เกิดการประสานความเข้าใจที่สอดคล้องกัน และนำไปสู่การเสริมสร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

SACICT ชวนเที่ยวงาน “ฝ้ายทอใจ ครั้งที่ 12” รวมผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายที่ยิ่งใหญ่ และหลากหลายที่สุด 27-30 มิ.ย.62 นี้

      วันนี้​ วัพฤหัสบดี​ที่​ 27 มิถุนายน 2562​ : ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT เปิดงานใหญ่ เอาใจคนรักผ้าฝ้าย ในงาน “ฝ้ายทอใจ ครั้งที่ 12” ภายใต้แนวคิด “ฝ้ายทอใจ สไตล์ ลายอย่าง” จัดเต็มผลิตภัณฑ์ฝ้ายกว่า 150 ร้านค้า จากฝีมือชั้นครูทั่วประเทศ และกิจกรรมบันเทิงอัดแน่นตลอดงาน พร้อมเปิดตัวผ้าฝ้ายพิมพ์ลายพิเศษลิมิเต็ด อิดิชั่น 5 ลาย เฉพาะในงานนี้เท่านั้น เริ่มวันนี้ – 30 มิถุนายนนี้ ที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

      นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า “งานฝ้าย ทอใจ”เป็นงานที่ SACICT จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และอยู่กับคนไทยมายาวนานถึง 12 ปี เพื่อมุ่งมั่นที่จะสานต่อ พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งต้องการจะให้ประชาชนคนไทยมีรายได้เสริมและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยงานศิลปหัตถกรรม ตลอดจนช่วยสร้างโอกาสให้กับครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิก SACICT ที่เป็นผู้ผลิตงานผ้าฝ้ายได้มีช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบทบาทและภารกิจการดำเนินงานนี้จึงมีความสอดคล้องกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่มุ่งให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน มีคุณธรรม เพื่อให้เกิด การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม ผู้คน ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเข้มแข็ง และยั่งยืน

      ฝ้ายทอใจ ครั้งที่ 12 ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ฝ้ายทอใจ สไตล์ ลายอย่าง” โดยรับแรงบันดาลใจมากจากความงดงามและลวดลายของผ้าลายอย่าง ที่มีสันสัน เทคนิคการพิมพ์ลายที่มีความโดดเด่น เป็นมรดกทางงานศิลปหัตถกรรมที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน ซึ่ง SACICT จึงเป็นผู้คิดริเริ่มในการนำผ้าฝ้ายที่มีเอกลักษณ์ในกระบวนการผลิตไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี เหมาะกับภูมิอากาศของประเทศไทย มาออกแบบและจัดพิมพ์ลายพิเศษลิมิเต็ดอิดิชั่น เปิดตัวเฉพาะในงานฝ้ายทอใจนี้เท่านั้น จำนวน 5 ลาย จากดาราและดีไซนเนอร์ในแวดวงแฟชั่นของไทย ได้แก่ เจี๊ยบ-เอกมล อรรถกมล เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า EAGGAMON ผู้สร้างสรรค์ลาย “อย่างนี้ก็ดี”,มะพร้าว-ก้องเกียรติ เกตุแก้ว เจ้าของห้องเสื้อก้องเกียรติ ผู้สร้างสรรค์ลาย “เถามัทนา”,อ้อ-ณัฏฐิญาณ์ สุขสถาน เจ้าของแบรนด์ NADYN JADYN ผู้สร้างสรรค์ลาย “เครื่องแขวนริมหน้าต่าง”,ทับทิม-อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ นักแสดงจาก ช่อง 7 สร้างสรรค์ลาย “ทับทิมสยาม ” โจ้ – อธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์ เจ้าของร้านเสื้อ SURFACE สร้างสรรค์ลาย “ รัชฉลอง ” และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้ายโดยฝีมือครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิก SACICT อาทิ เสื้อผ้า ของใช้ ของขวัญ ของฝาก เครื่องประดับ และของตกแต่งบ้าน รวมไปถึงการจัดจำหน่ายสินค้าของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯและโครงการกำลังใจฯ รวมกว่่า​ 150 ร้าน

      อีกทั้ง ภายในงาน ยังมีการเสวนาพิเศษ “เล่าเรื่องเอกลักษณ์ ผ้าลายอย่าง” โดย ดีไซนเนอร์กูรู นักสะสม ได้แก่ คุณศักดิ์ชัย กาย นักสะสมผ้าลายอย่าง และ อ.เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล นักออกแบบผ้า ลายอย่าง ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และถ่ายทอดความรู้ด้านผ้าลายอย่างไว้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ SACICT ยังได้มีการเปิดตัวคอเล็กชั่นผ้าในโครงการเส้นทางสายผ้าทอ (Weaving Streets) ซึ่งส่งเสริมให้ครูช่างและชุมชนร่วมกันพัฒนาผ้าทอมือที่เป็นเอกลักษณ์ในชุมชนของตนเอง มาแปรรูปเป็นสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า ของตกแต่งบ้านที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน กับนิทรรศการ “ผ้าพื้นถิ่นนวัตศิลป์ สู่สากล” และตลอด 4 วันของการจัดงาน ยังมีกิจกรรมความบันเทิงอีกมากมายจากดาราและนักแสดงชื่อดัง อาทิ กิจกรรมเวิร์คช้อป ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับงานผ้าฝ้าย การแสดงแฟชั่นโชว์ชุดผ้าฝ้ายประกอบวงดนตรีมินิออเครสตร้าโดย มาสุ–จรรยางค์ ดีกุล,ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์,แยม-มทิรา ตันติประสุต นักแสดงจากช่อง 3 และบูม–กิตตน์ก้อง ขากฤษ นักแสดงจาก ช่อง 7 เป็นต้น

      SACICT ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นกำลังใจและสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยจากฝีมือชั้นครูที่งาน “ฝ้ายทอใจ ครั้งที่ 12” ระหว่างวันที่ 27 – 30 มิถุนายน 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00–19.00 น.ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1289 หรือ facebook.com/sacict สอบถามเพิ่มเติมได้ที่นางสาวพัดชา ทองไซร้ ที่ปรึกษาโครงการ โทร. 086-987-2059 และนายนิพัทธ์ เทศทรงธรรม เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร โทร.092-360-5757

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​