ตำรวจพร้อม 3 มาตรการ ดูแลความปลอดภัย “วันเด็กแห่งชาติ 2566”

​สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดแผนและมาตรการดูแลความปลอดภัยในห้วงวันเด็กแห่งชาติ พร้อมประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือในการดูแลเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิด

วันที่ 11 มกราคม 2566 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ : พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงมาตรการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการดูแลความปลอดภัยในห้วงวันเด็กแห่งชาติ เป็นมาตรการใน 3 ส่วนที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อให้เด็กๆ ได้ร่วมกิจกรรมอย่างสนุกสนาน และมีความปลอดภัย

  1. สร้างความปลอดภัยการจัดกิจกรรม โดยขอความร่วมมือผู้จัดงานทั้งในส่วนของหน่วยงานราชการ และเอกชน ซึ่งมีกิจกรรมที่มีเด็ก เยาวชน และผู้ร่วมงานจำนวนมาก ให้ระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยการทำกิจกรรม อันตรายจากอุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ ควรให้มีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ ดูแลโดยเฉพาะสถานที่จัดงานที่อยู่ใกล้แม่น้ำลำคลอง หรือมีสระน้ำ บ่อน้ำ อยู่บริเวณใกล้เคียง
  2. สร้างการรับรู้ให้กับ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการดูแลเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เด็กไปเที่ยวลำพัง และควรจัดทำบัตรที่ระบุชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ติดไว้กับตัวเด็ก
  3. สร้างความไม่ประมาทในการเดินทาง การใช้รถโรงเรียนหรือรถยนต์โดยสารรับจ้าง เป็นพาหนะในการเดินทางพานักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นหมู่คณะ ให้ผู้ขับขี่ ปฏิบัติตามกฎจราจร และให้ใช้ความระมัดระวังในการขับขี่เป็นพิเศษ สอดส่องดูแลอย่าให้เด็กห้อยโหน รวมทั้ง ระมัดระวังการขึ้นรถลงรถของเด็ก และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมในด้านการรักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ โดยเน้นย้ำเรื่องการกำหนดมาตรการป้องกันเหตุอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้น เช่น คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ การกระทำผิดต่อเด็กในลักษณะต่างๆ ตลอดจนการพลัดหลงของเด็กจากผู้ปกครอง หรือการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ บริเวณที่จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในครั้งนี้ และหากเกิดเหตุฉุกเฉิน พี่น้องประชาชนสามารถแจ้งมายังสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.ร่วมกับ สอศ. บ่มเพาะเยาวชนสายอาชีวะศึกษา เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่จ.อุบลราชธานี

วช. ร่วมกับ สอศ. บ่มเพาะเยาวชนสายอาชีวะศึกษา เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่จ.อุบลราชธานี

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (วช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)จัดกิจกรรม “การบ่มเพาะเพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอาชีวศึกษา : Smart Invention & Innovation ประจำปี 2566 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พัฒนาคน พัฒนาอาชีวะ : เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” โดยมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิ (วช.) และคณะผู้บริหาร (สอศ.) ให้เกียรติเข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566 โดยกิจกรรมจัดระหว่างวันที่ 10-12 มกราคม 2566 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน นักศึกษาสายอาชีวศึกษาให้เกิดแรงจูงใจในการคิดค้นผลงานประดิษฐ์และนวัตกรรมเพื่อใช้ในประเทศ ณ โรงแรมลายทอง จังหวัดอุบลราชธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคนและสังคมไทยให้เป็นรากฐานที่เข้มแข็งของประเทศในการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้สู่การร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาการอาชีวศึกษา พ.ศ.2560–2579 และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560–2579 ในการมุ่งเน้นการผลิตและพัฒนากำลังคนด้วย การวิจัย และนวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งการพัฒนาศักยภาพกำลังคนให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ โดย (วช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ร่วมวางกลไกและจัดทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนและบุคลากรของสถาบันการศึกษาได้พัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้มีทักษะและคุณลักษณะที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีของโลก สามารถสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สร้างผลผลิตและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ การจะผลิตนักประดิษฐ์สายเทคนิคหรืออาชีวะ ให้เป็นนักประดิษฐ์ที่มีคุณภาพด้วยการบ่มเพาะให้ความรู้และเทคนิคแนวการคิดใช้ระยะเวลา 3 วัน โดยให้นักเรียน นักศึกษานำเอกสารเชิงแนวคิด หรือ Concept Paper มาให้ผู้ทรงคุณวุฒิและคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้ข้อเสนอแนะและคำแนะนำ เพื่อนำไปปรับปรุงและเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดกิจกรรมจะจัดในทุกภูมิภาคโดยจัดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือ จังหวัดอุบลราชธานีเป็นที่แรก,ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่,ภาคกลางและภาคตะวันออก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามลำดับต่อไป

ทั้งนี้รูปแบบในการจัดกิจกรรมบ่มเพาะในการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับหลักการเขียนข้อเสนอโครงการสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ใน หัวเรื่อง การเปลี่ยนขยะให้เป็นสินค้าด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อพัฒนาผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม Creative Thinking for Creative Innovation เทคนิคการนำเสนอผลงาน พร้อมกันนี้ได้มีกิจกรรมแบ่งกลุ่มการฝึกปฏิบัติตามกลุ่มเรื่อง ซึ่งได้กำหนดกลุ่มเรื่องผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ดังนี้

1.ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร
2.ด้านสาธารณสุข สุขภาพ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
3.ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ
4.ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และ BCG Economy Model และ
5.ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรอบรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการพัฒนาผลงานนวัตกรรมในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ ซึ่งท่านได้มาให้ความรู้ ความเข้าใจ การสร้างแรงบันดาลใจกับทีมนักศึกษาสายอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ที่จะเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนากำลังคนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม การขับเคลื่อน การพัฒนาและสร้างนวัตกรรมในอนาคตต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ครูเหน่ง” ห่วงเหตุรถโรงเรียนชนประสานงากับรถเก๋งและรถตู้จนเป็นเหตุให้มีนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่ จ.พิจิตร

“ครูเหน่ง” ห่วงเหตุรถโรงเรียนชนประสานงากับรถเก๋งและรถตู้จนเป็นเหตุให้มีนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่ จ.พิจิตร สั่งการ สช. เร่งลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมติดตามอาการ พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบเหตุ

จากเหตุการณ์รถรับส่งนักเรียนชนประสานงากับรถเก๋งและรถตู้ 7 ที่นั่ง บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 115 ช่วงพิจิตร-สากเหล็ก บริเวณบ้านเนินสมอ ตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร เมื่อช่วงเย็นวันที่ 9 มกราคม 2566 เป็นเหตุให้มีนักเรียนได้รับบาดเจ็บจำนวนทั้งสิ้น 14 ราย เป็นนักเรียนในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 9 ราย ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลวชิร จำนวน 6 ราย โรงเรียนยอแซฟพิจิตร จำนวน 2 ราย และโรงเรียนพิจิตรอินเตอร์ จำนวน 1 ราย ทั้งหมดเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพิจิตร และโรงพยาบาลพิษณุเวชพิจิตร โดยขณะนี้มีนักเรียนเสียชีวิตแล้ว จำนวน 2 ราย

วันที่ 10 มกราคม 2566 นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) มอบหมายให้นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (รองเลขาธิการ กช.) พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ (สช.),นายธัญ สายสุจริต ศึกษาธิการจังหวัดพิจิตร,นายปัญญา หาแก้ว ผอ.สพม.พิจิตร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร,นายธงชัย จันแย้ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร,นายศิระ วนเวชกุลย์ภักดี ประธาน ปส.กช. จังหวัดพิจิตร และผู้แทนโรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดพิจิตรลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมและติดตามอาการ พร้อมให้กำลังใจนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นให้กับครอบครัวของนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

นายประพัทธ์ รัตนอรุณ กล่าวว่า เมื่อเย็นวานนี้ ภายหลังจากที่ได้รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวต่อ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ทราบ รมว.ศธ.ได้แสดงความห่วงใยและแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมสั่งการให้ นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ (กช.) ดำเนินการช่วยเหลือนักเรียนและครอบครัวโดยด่วน ซึ่ง นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ (กช.) ได้มอบหมายให้ตนเร่งลงพื้นที่จังหวัดพิจิตรเพื่อเยี่ยมและติดตามอาการ พร้อมให้กำลังใจนักเรียนและครอบครัวในทันที

ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้สูญเสียทั้งสองครอบครัว ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด และไม่อยากให้เกิด พร้อมกันนี้ เบื้องต้น (สช.) ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้กับครอบครัวของนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต อีกทั้งกำชับให้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับมาตรการการดูแลความปลอดภัยของสถานศึกษา และความปลอดภัยของนักเรียนอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

สำหรับเหตุการณ์รถรับส่งนักเรียนชนประสานงากับรถเก๋งและรถตู้ ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรในครั้งนี้ มีนักเรียนโรงเรียนเอกชน 3 โรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย และเสียชีวิต 2 ราย ได้แก่

โรงเรียนอนุบาลวชิร อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร จำนวน 6 ราย คือ
1.เด็กหญิงนูรอัยรีน มะลูมุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (รักษาตัวอยู่ห้อง ICU)
2.เด็กชายภาคิน ขนิษดา ชั้นอนุบาล 2 (รักษาตัวอยู่ห้อง ICU)
3.เด็กหญิงนะฏา พัวพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
4.เด็กหญิงณัชชา บุญสุข ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
5.เด็กชายจิรภัทร เพตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (เสียชีวิต)
6.เด็กชายณฐกร เอกอนันตไชย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (เสียชีวิต)

โรงเรียนยอแซฟพิจิตร อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร จำนวน 2 ราย คือ
1.เด็กหญิงอนามิกา เถาอวน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2.เด็กชายเตชินท์ แก้วมณี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

โรงเรียนพิจิตรอินเตอร์ อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร จำนวน 1 ราย คือ เด็กหญิงพรไพลิน เกตุพิจิตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

นอกจากนี้ มีนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 4 ราย ได้แก่
โรงเรียนสระหลวง จำนวน 2 ราย คือ
1.เด็กหญิงนิชาภัทร เกตุพิจิตร
2.นางสาวชัญญธร มากทรัพย์

โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม จำนวน 1 ราย คือ นางสาวภัครดา มากทรัพย์
โรงเรียนอนุบาลพิจิตร จำนวน 1 ราย คือ เด็กหญิงภัทรนันท จันทร์สุรีย์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ไมเนอร์ โฮเทลส์ ผนึกความร่วมมือ จัดงาน Bangkok Riverside Fest เทศกาลริมน้ำที่รวมความสนุก ของกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ดนตรี ศิลปะ และประเพณีการแข่งเรือยาวของไทย

ไมเนอร์ โฮเทลส์ ผนึกความร่วมมือ ททท.,สมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย และพันธมิตร จัดงาน Bangkok Riverside Fest เทศกาลริมน้ำที่รวมความสนุก
ของกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ดนตรี ศิลปะ และประเพณีการแข่งเรือยาวของไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย กลุ่มโรงแรม ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) และพันธมิตรอีกมากมาย ร่วมจัดงานแถลงข่าว เปิดตัว เทศกาลริมน้ำกรุงเทพ ‘Bangkok Riverside Fest’ ประจำปี 2023 ที่รวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ผลงานศิลปะ ร้านค้า ร้านอาหาร ดีเจ คอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ พร้อมกิจกรรมสนุกๆ มากมายทั้งบนบกและทางน้ำ มาให้ได้สัมผัสในงานเดียว ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยงานนี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 ถึง 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2566 นี้

เทศกาล Bangkok Riverside Fest 2023 เป็นงานที่รวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์สำหรับทุกเพศทุกวัยในบรรยากาศสบายๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยตลอดการจัดงาน 3 วัน ผู้เข้าร่วมงานจะได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมทั้งบนบกและทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็น อิ่มอร่อยไปกับเมนูอาหารและเครื่องดื่มจากร้านเด็ด ชมงานศิลปะ งานคราฟต์ ช้อปสินค้าไลฟ์สไตล์ เวิร์กช็อปเพนต์สีรูปปั้นช้าง การจัดแสดงว่าวไทย การแสดงดนตรีและมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน แถวหน้าของวงการ อย่าง Lipta,POLYCAT,V Violet,4EVE,MEAN,PiXXiE,Patrickananda, และ WANYAI ft. MON MONIK พร้อมความตื่นเต้นของการขับเคี่ยวของฝีพายระดับประเทศในการแข่งขันเรือยาวช้างไทยที่มีเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลก การแข่งขันพายเรือคายัก และบอร์ดยืนพาย ก่อนปิดท้ายค่ำคืนด้วยดอกไม้ไฟสุดตระการตาเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา

นายเฟรดเดอริค โคด์ ผู้จัดการ อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ รีสอร์ท และตัวแทน ผู้จัดงาน กล่าวว่า “ถือเป็นเกียรติแก่ กลุ่มโรงแรมไมเนอร์ โฮเทลส์ และโรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ เป็นอย่างมากที่ได้จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย และพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน ในการจัดงานงานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ประจำปีอย่าง ‘Bangkok Riverside Fest’ ประจำปี 2023 นี้ ซึ่งเราหวังว่างานไลฟ์สไตล์ที่รวมความสนุกของกิจกรรมหลากหลายรูปแบบทั้งบนบกและบนน้ำจะสามารถสร้างสีสันให้กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสร้างความประทับใจให้กับทั้งชาวกรุงเทพและนักท่องเที่ยวที่ได้เข้ามาสัมผัสงาน และกลายเป็นความทรงจำที่ดีที่จะตราตรึงอยู่ในหัวใจของทุกคนตลอดไป”

นายณฐภัทร สุขิตานนท์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้สนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้กล่าวว่า “ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ททท. ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดกระแสการเดินทางท่องเที่ยว ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งงานเทศกาลสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง และงานวิจิตรเจ้าพระยา (Vijit Chaophraya) การแสดงแสง สี เสียงสุดยิ่งใหญ่อลังการบริเวณจุดไฮไลท์ของแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้ง ICONSIAM,RIVER CITY BANGKOK,วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร,ป้อมวิไชยประสิทธิ์,สะพานพระราม 8 และสะพานพระพุทธยอดฟ้า รวมทั้งจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำ กรุงเทพมหานคร ถึง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง ททท.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของงาน เทศกาลริมน้ำกรุงเทพ ประจำปี 2566 (Bangkok Riverside Fest 2023) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 3 – 5 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ลานจัดงานริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซอยเจริญนคร 57/1 กรุงเทพมหานคร ว่าเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยและส่งเสริมการท่องเที่ยวในมิติต่างๆ ทั้งการกีฬา ดนตรี และอาหาร ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และนันทนาการที่กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเกิดการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ใกล้เคียง ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งผู้ประกอบการในท้องถิ่น โรงแรม ที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา และก่อให้เกิดการสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย”

พลเรือเอกชัยณรงค์ เจริญรัตน์ นายกสมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย ผู้จัดการแข่งขันกีฬาเรือพายภายในงานนี้กล่าวว่า “กีฬาเรือยาวและเรือพายประเภทต่างๆ เป็นกีฬาที่ทางสมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทยได้ให้การส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อการอนุรักษ์ เผยแพร่ และยกระดับกีฬาเรือพาย รวมถึงกีฬาเรือยาวซึ่งนับเป็นกีฬาประเพณีทางน้ำของไทยที่หาชมได้ยากในยุคปัจจุบัน ให้เป็นที่นิยมมากขึ้น งานแข่งขันกีฬาเรือพายยังนับเป็นเวทีที่ส่งเสริมให้ฝีพายทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นได้มีโอกาสฝึกซ้อมและประลองฝีมือเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศ ซึ่งในงานเทศกาลริมน้ำกรุงเทพ ประจำปี 2023 ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ผู้ชมจะได้มารับชมการแข่งขันเรือพายถึง 4 ประเภท ได้แก่ การแข่งขันบอร์ดยืนพาย SUP การแข่งขันเรือคยัค 4 คน การแข่งขันเรือชักกะเย่อ และการแข่งขันเรือยาว 20 ฝีพาย ที่ใช้เรือยาวหัวช้างไทยหนึ่งเดียวในโลกที่วิจิตรสวยงามและมีเอกลักษณ์ ซึ่งทางสมาคมฯ หวังว่าเสน่ห์ของการแข่งขันที่สนุกสนานและน่าตื่นเต้นบนแม่น้ำเจ้าพระยาในครั้งนี้จะสามารถครองใจผู้เข้าชมงานและนักท่องเที่ยวให้กลายเป็นผู้ที่ชื่นชอบกีฬาเรือพายไปในที่สุด”

ในช่วงท้ายของงานแถลงข่าว คาริสา สปริงเกตต์ นักแสดงและนางแบบสาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ยังให้เกียรติมาร่วมแชร์ประสบการณ์ในการเล่นกีฬาบอร์ดยืนพายในงานแถลงข่าวด้วยความตื่นเต้นว่า ตนเคยมีโอกาสได้เล่นกีฬาทางน้ำอย่าง SUP บอร์ดยืนพายมาอยู่บ้าง ซึ่งการขึ้นไปยืนและทรงตัวนิ่งๆ บน SUP นั้นดูเหมือนจะเป็นอะไรที่ยากและท้าทายมาก แต่เมื่อตนได้ลองเปิดใจที่จะเล่นและฝึกฝน ก็รู้สึกชอบกีฬาชนิดนี้ เพราะช่วยให้ตนได้ฝึกทักษะความสมดุลและสร้างสมาธิ ซึ่งนอกจากความสนุก ความสงบ และความรู้สึกเป็นอิสระไปกับทิศทางของกระแสน้ำ ซึ่งพอได้ลองเล่นแล้วก็พบว่ากีฬานี้เล่นไม่อยาก จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนที่มีโอกาสลองมาสัมผัสดูสักครั้ง

โดยนอกจากพันธมิตรในข้างต้น งานนี้ยังมีผู้สนับสนุนหลัก ได้แก่ ช้าง,แม่โขง,Indorama IVL Foundation,PWC,ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย),จอห์นนี่ วอล์คเกอร์,โมเอ็ท แอนด์ ชองดอง,คาซิเญโร เดล ดิอาโบล,ไทยยูเนี่ยน และธนาคารกรุงเทพ

งาน ‘Bangkok Riverside Fest’ เทศกาลริมน้ำกรุงเทพ ประจำปี 2023 จะจัดขึ้น ณ บริเวณลานจัดงานริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซอยเจริญนคร 57/1 ถนนเจริญนคร แขวงบุคคโล เขตธนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ ถึง วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บัตรเข้าชมงาน
o บัตรเข้าชมงาน ใบละ 300 บาท ต่อวัน ต่อท่าน
o บัตรวีไอพี ใบละ 3,999 บาท ต่อท่าน ต่อวัน
(รวมเครื่องดื่มและอาหารว่างแบบไม่จำกัด ที่เต็นท์วีไอพี)
o เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้างานไม่เสียค่าใช้จ่าย
o บัตรสำหรับสุนัข 150 บาท ต่อตัว
*รายจากการจำหน่ายบัตรจะนำไปสนับสนุนโครางการเพื่อช่วยเหลือช้างไทย

สามารถหาซื้อบัตรได้ที่โรงแรมอนันตรา จุดจำหน่ายบัตรหน้างาน หรือผ่านเว็ปไซต์ eventpop.me และ bangkokriverfestival.com

จอดรถได้ที่โรงแรม อนันตรา และอวานี ริเวอร์ไซด์ ถนนเจริญนคร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokriverfestival.com


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชมรมยิงปืนต่อสู้ป้องกันตัว (เสือดำ) เปิดฝึกอบรมยิงปืนแก่ประชาชนผู้สนใจ ระดับพื้นฐาน ระดับชั้นกลาง ระดับสูง ณ สนามกีฬายิงปืน ค่ายบุรฉัตร

ชมรมยิงปืนต่อสู้ป้องกันตัว (เสือดำ) เปิดฝึกอบรมยิงปืนแก่ประชาชนผู้สนใจ ระดับพื้นฐาน ระดับชั้นกลาง ระดับสูง ณ สนามกีฬายิงปืน ค่ายบุรฉัตร

วันที่ 10 ม.ค.66 ชมรมยิงปืนต่อสู้ป้องกันตัว (เสือดำ) เปิดฝึกอบรมยิงปืน ให้กับ ประชาชนผู้ที่สนใจฝึกยิงปืน ระดับพื้นฐาน ระดับชั้นกลาง ระดับสูง เพื่อไว้เป็นความรู้เบื้องต้นในการใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อเกิดเหตุ ไม่คาดคิด ณ สนามกีฬายิงปืน ค่ายบุรฉัตร อ.เมือง จ.ราชบุรี

ทั้งนี้ประชาชนผู้ที่สนใจเรียน สิ่งที่ผู้ฝึกที่เข้าฝึกรับการอบรมยิงปืน จะได้รับ

1.ความรู้ ความชำนาญ ในการใช้อาวุธ
2.ใบประกาศเกียรติคุณรับรองจากทางชมรมฯ
3.สติ๊กเกอร์ประจำชมรม
4.เครื่องดื่มและอาหารกลางวัน
5.มิตรภาพ และบรรยากาศแบบเป็นกันเอง

ด่วน โปรโมรชั่นจากปกติราคาฝึก 2,500 บาท ด่วน ลดเหลือ 2,000 บาท

ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเพจ

สอบถามรายละเอีดเพิ่มเติม ติดต่อโทร 087-5299995

#จ่ามีน ราชบุรี / ชมรมยิงปืนเสือดำ #รับประกันโดยทีมงาน #ใจถึงพึ่งได้ #officialvideo #ใจถึงพึ่งได้ #official ‎ #ข่าว #การศึกษา


Cr.ธีรพล ปลื้มถนอม
สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจไซเบอร์ ฝากเตือนภัยเว็บไซต์ธนาคารปลอมซื้อโฆษณา หลอกให้กรอกข้อมูลทางการเงิน

ตำรวจไซเบอร์ ฝากเตือนภัยเว็บไซต์ธนาคารปลอมซื้อโฆษณา หลอกให้กรอกข้อมูลทางการเงิน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ขอประชาสัมพันธ์เตือนภัยเว็บไซต์ธนาคารปลอม หลอกให้กรอกข้อมูลทางการเงิน ดังนี้

ตามที่ในปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าถึง ตรวจสอบข้อมูล หรือขอเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือทำธุรกรรมการเงินโดยไม่ต้องเดินทางไปยังสถาบันการเงิน หรือธนาคารแต่อย่างใด สามารถใช้โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นใด ที่เชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตเข้าถึงระบบได้ทุกที่ทุกเวลาแต่ก็เป็นช่องทางหนึ่งให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสสร้างเว็บไซต์ปลอม ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเว็บไซต์จริง เพื่อหลอกลวงให้ประชาชนที่ไม่ทันระวัง เข้ามากรอกข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด เบอร์โทรศัพท์ หมายเลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลทางการเงิน เช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเดบิต/เครดิต รหัสหลังบัตร 3 หลัก รหัส OTP เป็นต้น เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูลที่ได้ไปถอนเงินของเหยื่อออกจากบัญชี หรือไปแฮ็กบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ หรือใช้รหัสบัตรเดบิต/เครดิตชำระค่าสินค้า หรือไปแอบอ้างทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย เช่น ในกรณีตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ผู้เสียหายรายหนึ่งได้ขอรายการเดินบัญชีผ่านเว็บไซต์ของธนาคารกรุงเทพ แต่ได้ไปเข้าเว็บไซต์ธนาคารที่ถูกมิจฉาชีพปลอมขึ้นมาโดยการซื้อการโฆษณา จากนั้นได้กรอกข้อมูลทางการเงินต่างๆ กระทั่งทราบว่าเงินในบัญชีธนาคารของตนถูกโอนออกไปทั้งหมด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้ความสำคัญ และมีความห่วงใยต่อภัยการหลอกลวงผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงเอาข้อมูลส่วนตัวของประชาชน ไปแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ โดยได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งวางมาตรการในการป้องกันและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.,พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ได้กำชับสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงวางมาตรการป้องกันสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบ

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า มิจฉาชีพเหล่านี้มักจะเปลี่ยนเพียงแค่ชื่อธนาคาร หรือชื่อหน่วยงาน แต่ยังคงใช้แผนประทุษกรรมในรูปแบบเดิมๆ เพราะฉะนั้นการใช้งาน หรือเข้าถึงเว็บไซต์ หรือบริการต่างๆ บนสื่อสังคมออนไลน์ ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งมิจฉาชีพอาจใช้โอกาสหลอกเอาข้อมูลไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างได้

​จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ถึงวิธีหลีกเลี่ยงการถูกหลอกลวงเอาข้อมูล พร้อมแนวทางการป้องกัน ดังนี้

  1. หากต้องการจะเข้าเว็บไซต์ใดให้พิมพ์ หรือกรอกชื่อเว็บไซต์ด้วยตนเอง ป้องกันการเข้าสู่เว็บไซต์ปลอม
  2. เพิ่มความระมัดระวังในการสังเกตชื่อเว็บไซต์ หรือ URL อย่างละเอียด
  3. หากต้องการขอข้อมูล ควรขอผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารจะมีความปลอดภัยมากกว่า
  4. ไม่คลิกลิงก์ที่แนบมากับอีเมล หรือข้อความสั้น (SMS) ไม่ทราบเเหล่งที่มา เพราะอาจเป็นการดักรับข้อมูลของมิจฉาชีพ
  5. ควรกรอกข้อมูลเท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากไม่แน่ใจให้ติดต่อสอบถามกลับไปยังธนาคาร หรือหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง
  6. หากผู้เสียหายหลงเชื่อกรอกข้อมูลไปยังเว็บไซต์ปลอมดังกล่าวแล้ว ให้รีบทำการเปลี่ยนรหัสผ่านทันที ทั้งเว็บไซต์ธนาคารจริง อีเมล สื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น
  7. ติดตั้ง และหมั่นอัพเดทโปรแกรม Anti-Virus อยู่เสมอ
  8. แจ้งเตือน และเผยแพร่ไปยังคนใกล้ตัว หรือผู้อื่น เพื่อลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. จับมือ จ.ชุมพร และ ม.แม่โจ้-ชุมพร นำร่อง “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลังจังหวัดชุมพร” เตรียมรับสังคมสูงวัยในอนาคต

วช. จับมือ จ.ชุมพร และ ม.แม่โจ้-ชุมพร นำร่อง “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลังจังหวัดชุมพร” เตรียมรับสังคมสูงวัยในอนาคต

วันที่ 10 มกราคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ จังหวัดชุมพร และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ – ชุมพร จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการเปลี่ยนเกษียณเป็นพลังจังหวัดชุมพร ระหว่าง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และจังหวัดชุมพร” เพื่อขับเคลื่อนแผนงาน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง เฟส 2” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช ) มอบหมายให้ นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมลงนามกับ นายนิรัช โอบอ้อม ปลัดอำเภอละแม และ ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดุษฎี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ณ อาคาร 80 ปี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ – ชุมพร จ.ชุมพร

นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า (วช.) ภายใต้กระทรวง อว. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนแนวทางการวางยุทธศาสตร์ Quick Wins โครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ในการสร้างกลไกการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุหรือผู้เกษียณ ได้รับโอกาสและสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และพัฒนาศักยภาพในการทำงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในภาครัฐและภาคเอกชน เป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้ไม่เป็นเป็นภาระของครอบครัวหรือภาครัฐ ในปัจจุบันแผนงาน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ได้ดำเนินการขยายผล เข้าสู่เฟส 2 ผ่านโครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลังจังหวัดชุมพร” โดยมี ผศ.ชลดรงค์ ทองสง แห่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร เป็นผู้รับผิดชอบโครงการดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการผลักดันให้เกิดผลสำเร็จและเพิ่มความยั่งยืน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมสูงวัยได้อย่างมีคุณภาพ (วช.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะนำไปสู่การขับเคลื่อนและขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และนำไปสู่การพัฒนาทักษะในการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่ สามารถดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้สูงอายุเอง ก็สามารถดูแลตัวเองได้ เพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

นายนิรัช โอบอ้อม ปลัดอำเภอละแม กล่าวว่า ในนามของ จ.ชุมพร ขอขอบคุณ (วช.) และ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร ที่ได้จัดให้มีโครงการเปลี่ยนเกษียณเป็นพลังขึ้น จ.ชุมพร เป็นเมืองเกษตรกรรม และอุดมไปด้วยผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นการสร้างแรงจูงใจของกลุ่มผู้สูงอายุในการพัฒนาทักษะด้านการเกษตร และส่งเสริมการประกอบอาชีพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ สร้างกลไกในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยของ จ.ชุมพร

ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดุษฎี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร ได้รับการสนับสนุนทุนจาก (วช.) ผ่านการนำฐานความรู้ทางการเกษตรของ จ.ชุมพร และองค์ความรู้ที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัยเข้ามาบูรณาการ เพื่อสร้างโอกาสและสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะงานในโลกดิจิทัล Training Up Skill ผ่านการเรียนรู้แบบ E-Learning ทำให้สามารถสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ รวมทั้งการสร้างคุณค่าภูมิปัญญาแก่ผู้สูงอายุให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ต่อไป

และภายในงานได้จัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติให้แก่ผู้สูงอายุที่ทำความดีให้กับชุมชน กิจกรรมการประกวดผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากเกษตรกรในอำเภอต่างๆ ในจ.ชุมพร รวมทั้ง มีการแสดงของผู้สูงอายุจากโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จ.ชุมพร และไฮไลต์การจัดงานในครั้งนี้ คือการแสดงทอล์คโชว์วัยเกษียณ จาก น้าโย่ง เชิญยิ้ม ด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร ตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน) น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 51 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท

กรมศุลกากรยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน) ซุกซ่อนในแผ่นพลาสติกใส ม้วนอยู่ภายในพรม เตรียมส่งต่างประเทศ น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 51 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ณ ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ

วันที่ 10 มกราคม 2566 เวลา 14.00 น. นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ รองอธิบดีกรมศุลกากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี พร้อมด้วย นายพงศ์เทพ บัวทรัพย์ รองอธิบดีกรมศุลกากรรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร,นายถวัลย์ รอดจิตต์ ผู้อำนวยการกองสืบสวนและปราบปราม,พ.ต.อ.ณรัชต์พล เลิศรัชตะปภัสร์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ และหน่วย SITF โดยนายธัญญาวิทย์ พราวพิจักขณากูล ผู้อำนวยการส่วนสืบสวนทางการเงิน สำนักปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.),พ.ต.อ.เส้นชัย ฟู่เจริญ ผกก.3 บก.ปส.1 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และ พ.อ.มารุต เปล่งขำ ผอ.กอง 12 สปข. ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชา การกองทัพไทย (ศรภ.) ร่วมกันแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน) ส่งออกปลายทางฮ่องกง น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 51 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ณ ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ รองอธิบดีกรมศุลกากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีนโยบายเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดทั้งการผลิต การนำเข้า การนำผ่าน และการลักลอบจำหน่าย และสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการ การทำงานร่วมกัน เพื่อปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวด ด้านกระทรวงการคลัง โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง เพิ่มความเข้มงวดและเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำ
ยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรทุกเส้นทาง กรมศุลกากรจึงเร่งรัดดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามชาติให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2566 กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกับ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ กรมศุลกากร และหน่วย SITF ตรวจสอบสินค้าต้องสงสัยที่มีความเสี่ยงสูงในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดไปยังต่างประเทศ โดยสำแดงชนิดสินค้าเป็นพรม (THAI PURE COTTON CARPET) ส่งออกทางท่าเรือกรุงเทพประเทศไทย ปลายทางฮ่องกง จากผลการวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์พบความผิดปกติ จึงได้ดำเนินการตรวจสอบทางกายภาพ โดยละเอียด พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน) ในลักษณะซุกซ่อนในแผ่นพลาสติกใสม้วนอยู่ภายในพรม น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 51 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท จึงได้ร่วมกับหน่วย SITF โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย (ศรภ.) ตรวจยึดพร้อมทั้งขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องต่อไป

กรณีเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน) ออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ซึ่งเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 ประกอบมาตรา 252,166 และ 167 ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด

สำหรับสถิติการจับกุมยาเสพติดทั่วประเทศ ปีงบประมาณ 2566 กรมศุลกากร ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นมา จำนวน 42 ราย มูลค่า 187,484,050 บาท


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

โฆษกตร. เผยยอดตัดคะแนนใบขับขี่วันแรก 540 ราย

โฆษก ตร.เผย ยอดตัดคะแนนใบขับขี่วันแรก 540 ราย ขับรถไม่เสียภาษี ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และขับรถเร็ว ถูกตัดคะแนนมากสุด ตำรวจยังเข้มต่อเนื่อง เพื่อสร้างวินัยการขับขี่

วันที่ 10 ม.ค.66 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ : พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึง ผลการตัดคะแนนใบขับขี่ หลังมีผลบังคับใช้วันแรก ว่า “เมื่อวาน (9 ม.ค.66) เป็นวันแรกที่ระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับระบบการบันทึกคะแนนความประพฤติในการขับรถของผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ พ.ศ.2565 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 142/1  มีผลบังคับใช้

จำนวนผู้ถูกตัดคะแนนในวันที่ 9 ม.ค.66 มี 540 ราย แบ่งเป็น กลุ่ม 1 คะแนน จำนวน 503 รายการ,กลุ่ม 2 คะแนน จำนวน 68 รายการ,กลุ่ม 3 คะแนน และ กลุ่ม 4 คะแนน ยังไม่มีการตัดคะแนน ตัวเลขจำนวนผู้ที่ถูกตัดคะแนน 540 ราย แต่มีผลรวมคะแนนในกลุ่ม 1 กลุ่ม 2 จำนวนมากกว่า เนื่องจากบางราย ทำผิดหลายข้อหา จะถูกตัดคะแนนทุกข้อหา

สำหรับข้อหาที่มีการตัดคะแนนมากที่สุดในวันแรก 3 ลำดับแรก คือ

1.ใช้รถไม่แสดงเครื่องหมายเสียภาษีประจำปี จำนวน 233 รายการ
2.ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนรถ จำนวน 81 รายการ
3.ขับรถเร็วเกินอัตรากำหนด จำนวน 63 รายการ

โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า “ระบบตัดคะแนนใบขับขี่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ขับเคลื่อนร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก,ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์  โดยใช้ระบบฐานข้อมูลใบสั่ง PTM ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการบันทึกการทำผิดกฎจราจรและตัดคะแนนในแต่ละครั้ง  

มุ่งเน้นการสร้างวินัยการขับขี่ ให้โอกาสแก้ไขไม่กระทำผิดซ้ำ คะแนนที่ถูกตัดไปสามารถอบรมขอคืนได้ โดยสั่งการให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ระบบการตัดคะแนนใบขับขี่ เกิดประสิทธิภาพ เป็นไปตามเจตนารมย์ของกฎหมาย ในการเสริมสร้างวินัยผู้ขับขี่ เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดความสูญเสียบนท้องถนน

พี่น้องประชาชนสามารถตรวจสอบคะแนน ได้ที่ เว็บไซต์ E-Ticket PTM และ แอปพลิเคชัน ขับดี (KHUB DEE) รวมทั้ง สอบถามปัญหาการใช้งาน เว็บไซต์ e-ticket ที่หมายเลข 1197 (บก.จร.) และ สอบถามปัญหาการใช้งาน แอป ขับดี ที่หมายเลข 065 320 4580 เฉพาะเวลาราชการ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รวมแผ่นดิน เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ล็อตแรก ปรองดองทั้งแผ่นดิน

รวมแผ่นดิน เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ล็อตแรก ปรองดองทั้งแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2566 : นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล โฆษกพรรครวมแผ่นดิน เปิดเผยว่า พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าพรรครวมแผ่นดิน เดินทางมาเป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 ของพรรครวมแผ่นดิน ที่ห้องราชพฤกษ์ 1 ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษาฯ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมกว่า 1,500 คน

ในที่ประชุมมีมติการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหารตำแหน่งที่ว่างอยู่ โดยให้สมาชิกเลือกเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมของพรรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งแต่งตั้งกรรมการสรรหาผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเปิดตัวผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานครั้งนี้คือมีบู้ท 10 นโยบายของพรรค ปฐมนิเทศน์ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. มีคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเชียงใหม่มาให้ความรู้ และเปิดตัวทีม Change Together อาทิเช่น บ๊อบ ทูน หิรัญทรัพย์,ตฤณ เศรษฐโชค,เล็ก ไอศูรย์,รณ ฤทธิชัย และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตามแนวทางของพรรค เพื่อดึงทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกอาชีพให้มามีส่วนร่วมในการผลักดันตามแนวทางปรองดอง สามัคคี

โดยงานนี้ น.ส.กชพร เวโรจน์  “มาดามหยก” หัวหน้าสาขาพรรค รวมแผ่นดิน ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ นอกเหนือจากทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพรรครวมแผ่นดินแล้วยังมีบทบาทสำคัญของพรรครวมแผ่นดิน โดยทำหน้าที่หลักในการประสานงานดูแล ผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน