ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระดมเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อิสราเอล – อิหร่าน

สมุทรปราการ – ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระดมเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อิสราเอล – อิหร่าน

เมื่อคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้ระดมเจ้าหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศอิสราเอล – อิหร่าน โดยมีสายการบินที่ได้รับผลกระทบ 8 สายการบิน ได้แก่ EL AL Israel Airlines, Air Arabia, Emirates Qatar Airways, Etihad Airways ,Gulf Air, Arkia Israel Inland Airlines และ Kuwait Airways ยกเลิกเที่ยวบินรวม 16 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินขาออก 14 เที่ยวบิน และเที่ยวบินขาเข้า 2 เที่ยวบิน

สำหรับเช้าวันที่ 1 มีนาคม 2569 ณ เวลา 06.48 น. มีสายการบิน World2Fly แจ้งยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มอีก 1 สายการบิน รวมทั้งสิ้น 32 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินขาออก 16 เที่ยวบิน และเที่ยวบินขาเข้า 16 เที่ยวบิน ทั้งนี้เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและดูแลผู้โดยสารอย่างเหมาะสม ทสภ. ได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวก พร้อมจัดเตรียมน้ำดื่มแจกจ่ายแก่ผู้โดยสารที่รอเช็กอิน พร้อมจัดพื้นที่ไว้รองรับให้เพียงพอ รวมถึงได้จัดให้มีพื้นที่รองรับเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราว โดยเพิ่มเก้าอี้พักคอยบริเวณชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า จำนวน 2 จุด ได้แก่ บริเวณประตู 1 และประตู 10 ตลอดจนประสานงานกับสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมบริหารจัดการเที่ยวบินและดูแลผู้โดยสารให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เบื้องต้นสายการบินได้มีการจัดหาที่พักให้แก่ผู้โดยสารที่ถูกยกเลิกเที่ยวบินตามความเหมาะสม ทำให้ไม่มีผู้โดยสารขาออกตกค้างอยู่ที่สนามบิน ทั้งนี้ผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือพื้นที่ใกล้เคียง ขอให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินของท่านอย่างใกล้ชิด โดยสามารถตรวจสอบผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
• เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน
• เคาน์เตอร์สายการบิน ณ ทสภ.
• หรือช่องทางติดต่อโดยตรงของสายการบิน

นอกจากนี้ สามารถสอบถามข้อมูลการให้บริการของ ทสภ. เพิ่มเติมได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง


วิวรรธน์ ยั่งยืนเตชานนท์ สมุทรปราการ

นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าข่าวภาค ตะวันออก รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจชายแดนไทย–กัมพูชา กำชับความปลอดภัยกำลังพล รับมือสถานการณ์เฝ้าระวัง

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจชายแดนไทย–กัมพูชา กำชับความปลอดภัยกำลังพล รับมือสถานการณ์เฝ้าระวัง

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่รับผิดชอบของ หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความพร้อมของกำลังพล ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงอยู่ในระดับเฝ้าระวัง

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กำชับให้ทุกหน่วย ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยกำลังพลเป็นลำดับแรก พร้อมเน้นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังรบ การข่าว และการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่แนวชายแดนซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ

นอกจากนี้ ยังได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชา และการดูแลกำลังพลแนวหน้าอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความพร้อมของกองทัพภาคที่ 2 ในการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างความเชื่อมั่นต่อการรักษาอธิปไตยและความสงบเรียบร้อยของประเทศอย่างต่อเนื่อง

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

“ปุ๋ง-สุดาวรรณ” เปิดสังเวียนเดือด THAI FIGHT มวยคาดเชือกเยือนถิ่นวีรชนทุ่งสัมฤทธิ์ สดุดีวีรกรรม ครบ 200 ปี ตำนานวีรสตรีคุณย่าโม และ ย่าเหลือ กอบกู้เมืองโคราช

“ปุ๋ง-สุดาวรรณ” เปิดสังเวียนเดือด THAI FIGHT มวยคาดเชือก!! เยือนถิ่นวีรชนทุ่งสัมฤทธิ์ สดุดีวีรกรรม ครบ 200 ปี ตำนานวีรสตรีคุณย่าโม และ ย่าเหลือ กอบกู้เมืองโคราช

“สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” อดีต รมว.อว. เปิดศึก THAI FIGHT ศึกนี้เดิมพันกันแบบหมัดต่อหมัด บนแผ่นดินวีรชนแห่งทุ่งสัมฤทธิ์ เหล่านักชกผู้กล้าร่วมย้อนตำนานรำลึกวีรกรรมและความกล้าหาญของท้าวสุรนารี (ย่าโม) และ นางสาวบุญเหลือ (ย่าเหลือ) ที่ได้กอบกู้เมืองโคราช จวบจนครบ 200 ปี

วันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ อนุสรณ์สถานวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ อ.พิมาย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการแข่งขันชกมวยไทยโลก THAI FIGHT ทุ่งสัมฤทธิ์ โดยมี นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา เขต 8, นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล สส.นครราชสีมา เขต 5, นางพัชราวรรณ ภิญโญ สส.นครราช สีมา เขต 6, นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีม เขต 2 ร่วมด้วยผู้แทนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้บริหารท้องถิ่น ที่สำคัญ “พี่น้องชาว จ.นครราชสีมา” ที่ได้เดินทางมาร่วมย้อนรำลึก 200 ปี วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ และ ร่วมชมศึก THAI FIGHT อย่างเนืองแน่น ย

การจัดแข่งขันชกมวย ศึกมวยคาดเชือก “THAI FIGHT ทุ่งสัมฤทธิ์” เยือนถิ่นเมืองวีรชน ร่วมฉลอง “200 ปี วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์” แสดงให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของชาวโคราช ของภาครัฐ ภาคเอกชน ที่ประกาศให้ชาวไทยและชาวต่างชาติได้รู้ว่า จ.นครราชสีมา พร้อมเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ได้มาเยือนเมืองที่มีประวัติ ศาสตร์อันน่าจดจำมาอย่างยาวนาน โดย อนุสรณ์สถานวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ แห่งนี้ ก็เป็นอีก 1 สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เราชาวโคราชภูมิใจ และขอร่วมกันน้อมรำลึกวีรกรรมอันกล้าหาญของคุณย่าโม ผู้นำชาวโคราชเข้าต่อสู้กับกองทัพผู้รุกรานแผ่นดิน โดยมี นางสาวบุญเหลือ หรือ ย่าเหลือ ซึ่งพลีชีพตนเองด้วยการจุดฟืนไฟเข้าทำลายเกวียนบรรทุกดินระเบิดของข้าศึก จนชาวโคราชได้รับชัยชนะ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พุทธศักราช 2369 รวมถึงเหล่าวีรชนชาวโคราชที่เสียสละชีพตนเองเพื่อปกป้องแผ่นดิน ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ แห่งนี้

“เวทีนี้จะเป็นเวที สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬามวยเยาวชนโคราช ที่จะได้เห็นท่วงท่า ลีลา และทักษะบนสังเวียนผ้าใบระบบมวย THAI FIGHT และพร้อมที่จะนำประสบการณ์ครั้งนี้ไปฝึกฝนพัฒนาตัวเองเพื่อเป็นนักกีฬามวยไทยระดับประเทศ สร้างชื่อเสียงให้กับชุมชน และสร้างรายได้ให้กับครอบครัวในฐานะนักมวยอาชีพในอนาคต”


กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

ช็อกผู้โดยสาร ! ภาษีสนามบินพุ่ง 53% จ่ายเพิ่ม แล้วได้อะไร?

อีกไม่นาน ผู้โดยสารที่บินออกจากไทยจะต้องจ่ายแพงขึ้น เนื่องจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เตรียมปรับค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge หรือ PSC) สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ณ สนามบิน 6 แห่ง ในสังกัด ทอท. จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท เพิ่มขึ้น 390 บาท คิดเป็น 53% คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ขึ้นราคาเท่าไหร่?” แต่คือ “เงินที่จ่ายเพิ่ม ผู้โดยสารจะได้อะไรกลับมา?”

1. PSC ของไทยแพงไหม?

เมื่อเทียบกับสนามบินระดับโลกเมื่อเทียบกับสนามบินชั้นนำของโลกในปี 2568 ที่จัดอันดับโดย Skytrax ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจการบินและจัดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลกเป็นประจำทุกปี หลังการปรับราคา สนามบินสุวรรณภูมิจะเก็บ PSC สูงกว่าสนามบินระดับโลกหลายแห่ง ทั้งที่อันดับโลกของสนามบินสุวรรณภูมิยังอยู่เพียงอันดับ 39

ตัวอย่าง PSC สนามบินชั้นนำของโลก… สนามบินชางงีของสิงคโปร์

  • อันดับ 1 ของโลก ประมาณ 1,600 บาท สนามบินฮาหมัดของกาตาร์
  • อันดับ 2 ประมาณ 600 บาท สนามบินฮาเนดะของญี่ปุ่น
  • อันดับ 3 ประมาณ 600 บาท สนามบินอินชอนของเกาหลีใต้
  • อันดับ 4 ประมาณ 370 บาท สนามบินนาริตะของญี่ปุ่น
  • อันดับ 5 ประมาณ 640 บาท และสนามบินฮ่องกง
  • อันดับ 6 ประมาณ 800 บาท

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ไทยกำลังจะเก็บ PSC สูงกว่าสนามบิน 5 แห่งใน Top 6 ของโลก คำถามที่ตามมาคือ “เมื่อจ่ายระดับโลก แล้วผู้โดยสารจะได้รับบริการระดับไหน?”

2. ผลกระทบ “ตั๋วแพงขึ้น แข่งขันยากขึ้น”

ค่า PSC ถูกบวกเข้าไปในราคาตั๋วเครื่องบิน เที่ยวบิน Low Cost ระยะเวลาบิน 4-5 ชั่วโมง ราคาเฉลี่ย 4,000-5,000 บาท หากเพิ่ม PSC อีก 390 บาท จะทำให้ราคาตั๋วแพงขึ้น 7-10% ทุกเที่ยวผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือ ค่าเดินทางมาไทยแพงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวลดลง นักท่องเที่ยวอาจเลือกไปประเทศอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่า สุดท้ายรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศอาจได้รับผลกระทบในระยะยาวนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้โดยสารไทย แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจทั้งระบบ

3. ทอท.ได้รายได้เพิ่ม “แล้วผู้โดยสารจะได้อะไรกลับมา?”

โดยหลักการ รายได้จาก PSC ควรใช้เพื่อยกระดับการให้บริการผู้โดยสาร เช่น

  1. พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้ดีขึ้น เช่น ลดคิวตรวจคนเข้าเมืองและจุดตรวจความปลอดภัย ระบบโหลดกระเป๋าและรับกระเป๋าเร็วขึ้น ห้องน้ำ-ที่นั่ง-พื้นที่พักผู้โดยสารเพียงพอ WiFi ครอบคลุมและเร็ว รวมทั้งพัฒนาระบบ Self Check-in และ Biometrics ให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบและครอบคลุมทุกพื้นที่
  2. ยกระดับระบบรักษาความปลอดภัย
  3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ขยายอาคารผู้โดยสาร ลดความแออัด เพิ่มหลุมจอดเครื่องบิน ลดปัญหาคอขวดในสนามบิน

ถ้าผู้โดยสารได้เห็นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ผมเชื่อว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ย่อมยินดีจ่าย แต่สิ่งเขากังวลคือ เงินที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับการให้บริการจริงหรือไม่? หรือเพียงกลายเป็นกำไร โบนัส และเงินปันผล?

4. สรุปสั้น ๆ

การขึ้นราคาไม่ใช่ปัญหา หากพิสูจน์ได้ว่า “คุ้มค่าต่อผู้โดยสาร”คุณคิดอย่างไร เงินที่ผู้โดยสารต้องจ่ายเพิ่มควรแลกกับอะไร? คอมเมนต์บอกความเห็นของคุณมาได้เลย

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“การศึกษา คือ ความมั่นคงระยะยาวของชาติ”

บทสัมภาษณ์พิเศษ พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ

โดย สมชาย จรรยา

ในวันที่คำว่า “ความมั่นคง” ไม่ได้หมายถึงเพียงกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ แต่หมายถึง “คุณภาพชีวิตของคนตัวเล็กที่สุดในสังคม” พลโทธนาธิป สว่างแสง มองชัดว่า การยกระดับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล คือการสร้างภูมิคุ้มกันประเทศอย่างยั่งยืน

“ถ้าเด็กยังต้องใช้ห้องน้ำที่ทรุดโทรม ดื่มน้ำที่ไม่สะอาด หรือเรียนในอาคารที่ไม่ปลอดภัย เราจะพูดเรื่องอนาคตของชาติได้อย่างไร” เขาเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

จากภารกิจความมั่นคง สู่ภารกิจ “โอกาส”

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพฯ กอ.รมน. โดยสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ จัดประชุมสามัญประจำปี 2569 ของมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ ภายใต้ข้อบังคับ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2567 เพื่อกำหนดทิศทางภารกิจสาธารณประโยชน์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

การประชุมครั้งนี้มี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิฯ โดยมอบหมายให้ พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุม พร้อมคณะกรรมการจากภาครัฐและเอกชนกว่า 19 คน

วาระสำคัญไม่ใช่แค่การรับรองรายงานหรือแถลงงบการเงินปี 2567 แต่คือการขับเคลื่อน “โครงการสาธารณประโยชน์เพื่อช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา” ซึ่งดำเนินต่อเนื่องทุกปี ร่วมกับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

21 โครงการ 21 โอกาสใหม่

ปี 2569 มีการคัดเลือก 21 โครงการ จาก กอ.รมน.ภาค 1–4 และศูนย์ ทสปช. ในทะเล ผ่านการกลั่นกรองและลงพื้นที่จริงก่อน–หลังดำเนินการ เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุด ไม่ใช่เพียง “ซ่อมแซม” แต่คือ “วางรากฐาน”

งบประมาณรวม 2,226,034 บาท ถูกใช้เพื่อภารกิจที่จับต้องได้ เช่น การซ่อมแซมห้องน้ำนักเรียนหญิงให้ได้มาตรฐานสุขาภิบา การปรับปรุงระบบไฟฟ้า ฝ้าเพดาน ทางเดิน เพื่อความปลอดภัย การติดตั้งกล้องวงจรปิด การพัฒนาระบบน้ำอุปโภคบริโภค พร้อมเครื่องกรองน้ำสะอาด และการสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์และสื่อเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้“

เราลงพื้นที่ก่อนทำ และกลับไปดูผลอีกครั้งหลังทำ 3 เดือน เราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน” พลโท ธนาธิป ย้ำ

สุขาดี มีความสุข ความเปลี่ยนแปลงที่ปลายด้ามขวาน


สื่อมวลชนกาญฯ นำเครื่องดื่มชูกำลัง อาหารแห้ง และน้ำดื่ม กว่า 1,000 ขวด มอบให้เจ้าหน้าที่ อุทยาน สู้ไฟป่า “เอราวัณ”

ปัญหาไฟป่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่สภาพอากาศแห้งและลมแรงเอื้อต่อการลุกลามของเปลวไฟ ข้อมูลจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า การป้องกันและควบคุมไฟป่าให้ได้ผลจำเป็นต้องอาศัย “การบูรณาการ” ทั้งด้านกำลังคน เทคโนโลยี และความร่วมมือจากชุมชนโดยรอบพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพราะไฟป่าไม่เพียงส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรม ชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากปัญหาฝุ่นควัน และส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.30 น. ณ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ นายวุฒิเดช ก้อนทองคำ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวภาคตะวันตก พร้อมด้วย นายวสันต์ สุนจิรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกาญจนบุรี และคณะสื่อมวลชน ได้นำ กาแฟกระป๋อง เครื่องดื่มชูกำลัง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำดื่มกว่า 1,000 ขวด ไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานดับไฟป่าในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติฯ จ.กาญจนบุรี โดยมีนายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 และนายพิพัฒน์ ฉิมพลี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเอราวัณ พร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เป็นผู้รับมอบ และให้การต้อนรับการสนับสนุนในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมเป็นขวัญกำลังใจและสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ป่า ท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและเสี่ยงอันตราย ซึ่งเสบียงอาหารและน้ำดื่มแม้เพียงเล็กน้อย ก็มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อกำลังพลแนวหน้า

นายราชันย์ บัวตรี กล่าวย้ำว่า การแก้ไขปัญหาไฟป่าไม่สามารถพึ่งพาภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ภาคเอกชน สื่อมวลชน และหน่วยงานความมั่นคง ในการทำงานเชิงรุกควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง ผลจากการบูรณาการดังกล่าว ทำให้สถานการณ์ไฟป่าในหลายพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรีดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่สลักพระ ซึ่งจากเดิมเคยเกิดจุดความร้อนกว่า 800 จุด เหลือเพียง 2 จุดในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ตระหนักถึงผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจจากไฟป่า นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้แทน กองพลทหารราบที่ 9 เพื่อชี้แจงถึงการใช้อากาศยานสนับสนุนภารกิจ โดยยืนยันว่า การนำอากาศยานเข้าพื้นที่ไม่ได้หมายถึงภาวะวิกฤติรุนแรง แต่เป็นมาตรการเชิงป้องกันเพื่อสกัดไม่ให้ไฟลุกลามจากป่าขนาดเล็กสู่ป่าผืนใหญ่

ตลอด 4 วันที่ผ่านมา สถานการณ์ในพื้นที่ทองผาภูมิและไทรโยคสามารถควบคุมได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยอากาศยานมีบทบาทสำคัญทั้งในการสำรวจหัวไฟ ประเมินทิศทางลม ลำเลียงกำลังพลและเสบียง รวมถึงสนับสนุนการควบคุมไฟในจุดเสี่ยง ช่วยลดระยะเวลาเดินเท้าของเจ้าหน้าที่จากหลายชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาที เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน


///////#กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

เขานางพันธุรัต คว้ารางวัลด้านท่องเที่ยวยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

วนอุทยานเขานางพันธุรัต จังหวัดเพชรบุรี ได้รับความสำเร็จครั้งสำคัญจากการได้รับรางวัลการันตีมาตรฐาน STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating) หรือ “ดาวแห่งความยั่งยืน” ในระดับ 5 ดาว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) รางวัลดังกล่าวถือเป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติที่ยืนยันถึงศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวในการบริหารจัดการที่คำนึงถึงความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งเป็นการได้รับราวัลต่อเนื่องติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 ตอกย้ำความสำเร็จในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายพัฒนพันธ์ เจือจันทร์ หัวหน้าวนอุทยานเขานางพันธุรัต กล่าวว่า ตามนโยบายของนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ให้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ดำเนินงานที่มุ่งเน้นและสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ โดยเฉพาะการดึงศักยภาพของพลังส่วนรวมผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง ซึ่งวนอุทยานเขานางพันธุรัต ชุมชนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลรักษาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญอีกแห่งหนึ่งของอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

สำหรับรางวัล STAR : Sustainable Tourism Acceleration Rating มีวัตถุประสงค์ในการสร้างมาตรฐานการท่องเที่ยวและขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อผลักดันสู่เป้าหมายการพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism Goals) โดยมีเป้าหมายการดำเนินการทั้งหมด 17 เป้าหมาย สะท้อนความยั่งยืนในมิติต่างๆ 4 มิติ คือ นิติธรรมาภิบาล สังคม-เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งความสำเร็จในการคว้ารางวัลของวนอุทยานเขานางพันธุรัตในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติถึงมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นต้นแบบสำคัญของการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ที่สามารถสร้างรายได้กระจายสู่ชุมชนควบคู่ไปกับการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป


///////บรรณรต เพชรบุรี

อำเภอกำแพงแสน ร่วมซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ กรณีบุคคลใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

อำเภอกำแพงแสน ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรกำแพงแสน และโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา ดำเนิน การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ กรณีบุคคลใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลา 15.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม โดยนายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกรณีบุคคลใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงในสถานศึกษา” ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ได้เกิดเหตุบุคคลใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงภายในสถานศึกษา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต อำเภอกำแพงแสนตระหนักถึงความสำคัญด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน จึงกำหนดจัดการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกรณีบุคคลใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา

ทั้งนี้ ได้มี นายธีระ วรรณเกตุศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนกำแพงแสนวิทยาพร้อมคณะครูโรง เรียนกำแพงแสนวิทยาได้เข้าร่วม กิจกรรมในครั้งนี้ด้วย และทางด้าน พันตำรวจเอก ปราโมทย์ โพธิ์พันธุ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรกำแพงแสน พร้อมด้วย พันตำรวจโท ยศพงศ์ พันธุ์ รองผู้กำกับการป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรกำแพงแสนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กำแพงแสน ได้ถ่ายทอดความรู้และฝึกปฏิบัติ เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นแนว ทางในการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงได้อย่างเหมาะสมจากสถานีตำรวจภูธรกำแพงแสน


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

ภาคีเครือข่ายช่วยเลิกบุหรี่ รร.กำแพงแสนวิทยา เข้ารับรางวัลความเป็นเลิศด้านการควบคุมยาสูบและพัฒนาระบบบริการเลิกบุหรี่ ในเวทีระดับประเทศ

ภาคีเครือข่ายช่วยเลิกบุหรี่ รร.กำแพงแสนวิทยา เข้ารับรางวัลความเป็นเลิศด้านการควบคุมยาสูบและพัฒนาระบบบริการเลิกบุหรี่ ในเวทีระดับประเทศ

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 รร.กำแพงแสนวิทยา ภายใต้การนำของ นายธีระ วรรณเกตุศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา มอบหมายให้ นางสาวณัฐนิช สุรสิงห์ไกรสร รองผู้อำนวยการโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา และทีมงานผ่ายกิจการนักเรียน ร่วมกับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งกระพังโหม ภายใต้การนำของ นางปาณิสรา หนูนุ่น ผอ.รพ.สต.ทุ่งกระพังโหม เข้ารับรางวัล ความเป็นเลิศด้านความร่วมมือชุมชนสู่ระบบการดูแลสุขภาพ ประจำปี 2568-2569 ประเภทภาคีเครือข่ายระดับพื้นที่/ชุมชน (รางวัล Community-to-Care Partnership Award) จาก ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานแผนงานพลังวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยไร้ยาสูบ เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมป์ ในงานประชุมมหกรรมวิชาการฟ้าใส ปี 2569 ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องประชุมสยามมกุฎราชกุมาร ชั้นP3 อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทสไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ตามที่เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ร่วมกับ เครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในการควบคุมการบริโภคยาสูบ และสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ภายใต้แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาระบบบริการและการควบคุมยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์นิโคตินทุกชนิดในระดับประเทศ ตามหลักการขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ(WHO-FCTC) และยุทธ ศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ มุ่งเน้นให้ประเทศไทยมีระบบป้องกัน ควบคุมและบำบัดรักษาการติดนิโคตินที่แข็งแรง โดยอาศัยความร่วมมือขององค์กรวิชาชีพสุขภาพกว่า 23 เครือข่าย เครือข่ายจังหวัดกว่า 40 จังหวัด และภาคีเครือข่ายต่างๆ กว่า 900 องค์กรทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยไร้ยาสูบอย่างยั่งยืน และเพื่อเชิดชูเกียรติ บุคคล หน่วยงาน และภาคีเครือข่าย ที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันและควบคุมยาสูบ รวมถึงระบบบริการเลิกบุหรี่ ทั้งนี้ รร.กำแพงแสนวิทยา เป็นโรงเรียนระดับมัธยมเพียงหนึ่งเดียวที่ได้เข้ารับรางวัลในครั้งนี้

การดำเนินการร่วมกัน แก้ปัญหา บุหรี่ และ บุหรี่ไฟฟ้า ในโรงเรียนกำแพงแสนวิทยาเป็นความร่วมมือของหลายภาคส่วน ประกอบด้วย นายอำเภอกำแพงแสน งานปกครองอำเภอกำแพง แสน สาธารณสุขอำเภอกำแพงแสน โรงพยาบาลกำแพงแสน สถานีตำรวจภูธรกำแพงแสน เครือข่ายผู้ปกครอง รร.กำแพงแสนวิทยา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งกระพังโหม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม โดยมี รร.กำแพงแสนวิทยา ภายใต้การนำของ นายธีระ วรรณเกตุศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา ร่วมกันคัดกรอง ปรามปราม ส่งต่อบำ บัด จนมีผลการดำเนินงานเป็นที่ประจักษ์ ระดับประเทศในครั้งนี้


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

เพชรบุรี จัดงานรณรงค์ปลอดควันพิษจากไฟป่า รวมพลังภาคส่วน ”เพชรบุรี-ประจวบฯ” คุ้มเข้มแข็มแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ลดฝุ่นละออง PM 2.5

เพชรบุรี – จัดงานรณรงค์ปลอดควันพิษจากไฟป่า รวมพลังภาคส่วน ”เพชรบุรี-ประจวบฯ” คุ้มเข้มแข็มแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ลดฝุ่นละออง PM 2.5

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ที่ว่าการอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิด กิจกรรม วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า ประจำปี2569” โดยมี นายธีรชาติ เปียประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า นายศักดิ์นเรนทร์ อยู่สมบูรณ์ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าแก่งกระจาน (ตอนบน) ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ฝ่ายปกครอง อำเภอหนองหญ้าปล้อง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบุรี, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบุรี, สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 สาขาเพชรบุรี, สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3, เทศบาลตำบลหนองหญ้าปล้อง, สถานีตำรวจภูธรหนองหญ้าปล้อง, โรงเรียนหนองหญ้าปล้อง (อุดมวนา), กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 144, หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.อส.) และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนกว่า 300 คน เข้าร่วมกิจกรรม

ภายในงานได้มีการมอบเงินอุดหนุนให้กับเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.อส.) ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า และหมอกควัน จำนวน 49 เครือข่าย โดยแบ่งเป็น 2 พื้นที่ ได้แก่พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 23เครือข่าย และพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 26 เครือข่าย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,450,000 บาท อีกทั้งยังได้มอบเสบียง ให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่า ให้กับผู้แทนเจ้าหน้าที่สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้

ภายหลังจากเสร็จพิธีได้ปล่อยแถวกำลังพล ออกเคาะประตูบ้านชาวบ้านเพื่อรณรงค์ประชา สัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่ ม.5 บ้านสะแกงาม ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า การงดเผาในที่โล่งทุกกรณี ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือของชุมชนในการเฝ้าระวังและแจ้งเหตุไฟป่าอย่างทันท่วงที ช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และปัญหาหมอกควันข้ามพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการกระ ตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดไฟป่า พร้อมทั้งสนับสนุนมาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยย้ำแนวคิดสำคัญว่า “หยุดเผา หยุดควันพิษ ร่วมกันรักษาป่า เพื่ออากาศบริสุทธิ์ของทุกคน”

ทั้งนี้ขอฝากให้พี่น้องประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแล เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการเกิดไฟป่า และหมอกควัน อันจะก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก P.M. 2.5 ที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน รวมถึงการบอกกล่าวประชาสัมพันธ์ ให้ตระหนักถึงผลกระทบจากการเกิดไฟป่า ที่นับวันเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถ แก้ไขได้ โดยเริ่มต้นจากตัวเรา และขยายวงกว้างไปสู่ระดับประเทศต่อไปหากพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตว์ป่า รวมไปถึงการเผาป่าแจ้งที่ “สายด่วนพิทักษ์ป่า 1362” ตลอด 24 ชั่วโมง


//บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี