สศก. ยกระดับ 1,010 ศกอ. เชื่อมข้อมูลพื้นที่สู่การวางแผนเกษตร ชูทักษะดิจิทัล วิเคราะห์สถานการณ์ ถ่ายทอดความรู้

สศก. ยกระดับ 1,010 ศกอ. เชื่อมข้อมูลพื้นที่สู่การวางแผนเกษตร ชูทักษะดิจิทัล วิเคราะห์สถานการณ์ ถ่ายทอดความรู้

นายครองศักดิ์ สงรักษา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจการเกษตรอาสา หรือ ศกอ. เป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง สศก. กับเกษตรกรในระดับพื้นที่ ทั้งการติดตาม จัดเก็บ และรายงานข้อมูลสถานการณ์การผลิตและราคาสินค้าเกษตร ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรแก่เกษตรกรและชุมชน ข้อมูลที่ ศกอ. สนับสนุนจึงเป็นส่วนสำคัญในการสะท้อนสถานการณ์จริงจากพื้นที่ เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ วางแผน และกำหนดมาตรการด้านการเกษตรได้อย่างเหมาะสม

ที่ผ่านมา สศก. ได้พัฒนาศักยภาพ ศกอ. อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความรู้ทางเศรษฐกิจการ เกษตร การจัดเก็บและรายงานข้อมูล การใช้ระบบดิจิทัล และการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กำหนดพัฒนา ศกอ. จำนวน 1,010 รายทั่วประเทศ ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ครอบคลุม 4 ภูมิภาค โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 ร่วมดำเนินการในพื้นที่รับผิดชอบ

จุดเด่นของการอบรมในปีนี้ คือ การพัฒนาหลักสูตรจากผลประเมินและความต้องการจริงของ ศกอ. โดยผลการประเมิน SMART ศกอ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ใน 5 ด้าน ได้แก่ สมรรถภาพการทำงาน ความรอบรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตร จิตอาสาและความเป็นผู้นำ ความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก อย่างไรก็ตาม ศกอ. ยังต้องการพัฒนาทักษะด้านการใช้แอปพลิเคชัน การจัดเก็บและรายงานข้อมูลสถานการณ์การผลิตและราคา รวมถึงความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรและการถ่ายทอดองค์ความรู้

สศก. จึงกำหนดเนื้อหาการอบรมให้ครอบคลุมทั้ง หลักสูตรกลางและหลักสูตรเฉพาะพื้นที่ อาทิ มาตรการและนโยบายด้านการเกษตร สถานการณ์และแนวโน้มสินค้าเกษตร การใช้แพลตฟอร์ม Big Data ระดับจังหวัด การรายงานราคาสินค้าเกษตรผ่านแอปพลิเคชัน ราคา Farm Plus การรายงานสถานการณ์การผลิต การสำรวจปริมาณและต้นทุนการผลิต พร้อมการฝึกปฏิบัติและแลกเปลี่ยนปัญหาอุปสรรคจากการทำงานจริง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 ร่วมพิจารณาคัดเลือกองค์ความรู้และรูปแบบการฝึกอบรมให้เหมาะสมกับความต้องการของ ศกอ. สภาพปัญหาการปฏิบัติงาน รวมถึงสินค้าและพืชเศรษฐกิจสำคัญของแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมศึกษาดูงานตามความสนใจและความจำเป็นของ ศกอ. โดยคัดเลือกแหล่งเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทและสินค้าเกษตรสำคัญของพื้นที่ เพื่อให้ ศกอ.ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ขณะเดียวกัน ยังเป็นโอกาสให้สมาชิกได้ทำความรู้จัก สร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาการทำงานในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 จะพิจารณาคัดเลือกองค์ความรู้และรูปแบบการฝึกอบรมให้เหมาะสมกับ ความต้องการและทักษะที่จำเป็นของ ศกอ. สภาพปัญหาการปฏิบัติงาน ตลอดจนสินค้าและพืชเศรษฐกิจสำคัญของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การอบรมไม่เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมดทั่วประเทศ แต่สามารถปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละภูมิภาค และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

“การพัฒนา ศกอ. ในปีนี้ ไม่ได้มุ่งเพียงให้สามารถใช้แอปพลิเคชันหรือรายงานข้อมูลได้เท่านั้น แต่ต้องเข้าใจความหมายของข้อมูล มองเห็นสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดในพื้นที่ และสามารถถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องแก่เกษตรกรได้ เมื่อ ศกอ. มีความรู้และทักษะที่เข้มแข็ง ข้อมูลจากพื้นที่ก็จะมีคุณภาพมากขึ้น และสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดมาตรการด้านการเกษตรให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายครองศักดิ์ กล่าว

สศก. ตั้งเป้าให้ ศกอ. ทั้ง 1,010 ราย ได้รับการพัฒนาศักยภาพ และไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ผ่านเกณฑ์การประเมิน SMART ศกอ. เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรในระดับพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการวางแผนการผลิตและบริหารความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์สำหรับใช้ขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรต่อไป


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์สารสนเทศการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บทเรียนหมื่นล้านจากภาษีบุหรี่ 2 อัตรา : มหากาพย์ความล้มเหลวทางการคลัง

บทเรียนหมื่นล้านจากภาษีบุหรี่ 2 อัตรา : มหากาพย์ความล้มเหลวทางการคลัง

บทเรียนเกือบทศวรรษ มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท จาก 5 อธิบดีกรมสรรพสามิต 7 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิสูจน์ความล้มเหลวของโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา ทางรอดเดียวของประเทศไทยในเวลานี้ไม่ใช่การยื้อเวลาหรือซ่อมแซมโครงสร้างเดิม แต่คือการยึดมั่นในหลักสากลด้วยการเดินหน้าสู่โครงสร้างภาษีแบบอัตราเดียวอย่างกล้าหาญและเด็ดขาด เพื่อคืนความมั่นคงทางการคลังและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง

วิกฤตการจัดเก็บภาษียาสูบของประเทศไทยภายใต้โครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตราตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ที่ถูกนำมาใช้โดยหวังจะสร้างความเป็นธรรม ปกป้องรัฐวิสาหกิจ และอุ้มเกษตรกรยาสูบในประเทศ กลับกลายเป็นชนวนเหตุที่ทลายกลไกราคาของตลาดบุหรี่จนพังพินาศ ทุกแบรนด์แห่ลดราคามาแข่งกันในตลาดราคาต่ำเพื่อเลี่ยงภาษี กระทบการจัดเก็บรายได้สรรพสามิตกว่าปีละ 2 หมื่นล้านบาท จนกลายเป็นหนึ่งในบทเรียนราคาแพงที่สุดของนโยบายทางการคลังที่รอวันแก้ไข

หากย้อนดูเส้นทางความเปลี่ยนแปลงตลอด 9 ปีที่ผ่านมา มหากาพย์ภาษีบุหรี่ได้ผ่านมืออธิบดีกรมสรรพสามิตถึง 5 ท่าน เริ่มต้นในสมัยของ นายสมชาย พูลสวัสดิ์ ซึ่งเป็นผู้กำเนิดโครงสร้างภาษีบุหรี่ 2 อัตราตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ. 2560 ในเวลานั้นมีการกำหนดให้บุหรี่ที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 60 บาท เสียภาษีตามมูลค่าในอัตรา 20% ส่วนบุหรี่ที่ราคาเกิน 60 บาท จะต้องเสียภาษีในอัตรา 40% โดยมีความตั้งใจเดิมที่จะใช้โครงสร้างนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเพื่อรอการปรับขึ้นเป็นอัตราเดียวในอนาคต

ทว่าในสมัยของ นายพชร อนันตศิลป์ ผลกระทบจากการแบ่งขั้นภาษีก็เริ่มแผลงฤทธิ์อย่างรุนแรง บริษัทบุหรี่ข้ามชาติปรับกลยุทธ์ด้วยการลดราคาขายปลีกของบุหรี่พรีเมียมลงมาเหลือไม่เกิน 60 บาท เพื่อลงมาเสียภาษีในอัตราต่ำเพียง 20% เกิดเป็นสงครามราคาที่แย่งชิงเค้กตลาดล่าง ยอดขายบุหรี่ต่างชาติพุ่งสูงขึ้นทันที ขณะที่การยาสูบแห่งประเทศไทยซึ่งเน้นขายบุหรี่ราคาประหยัดอยู่แล้วกลับถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดจนขาดทุนอย่างรุนแรง กระทบกับโควตาการปลูกยาสูบของเกษตรกรไทยภายใต้ร่มเงาของการยาสูบฯ จนหายไปมากกว่าครึ่ง หลายครอบครัวตัดสินใจทิ้งอาชีพทำยา ผู้ที่ยังอยู่ก็ต้องเผชิญความเดือดร้อนแสนสาหัสรอคอยการเยียวยา

ต่อมาในยุคของ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน ได้มีการพยายามรีเซ็ตโครงสร้างภาษีอีกครั้งเมื่อปี 2564 เพื่อแก้ปัญหาความลักลั่นและช่วยเหลือเกษตรกรยาสูบในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยมีการขยับเพดานราคาเป็น 72 บาท พร้อมปรับอัตราภาษีเป็น 25% สำหรับราคาไม่เกิน 72 บาท และ 42% สำหรับส่วนที่เกิน 72 บาท แม้กรมสรรพสามิตจะสื่อสารว่าเป็นเพียงมาตรการเปลี่ยนผ่านให้จัดเก็บภาษีได้มากขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่ระบบอัตราเดียว แต่ในความเป็นจริง มาตรการนี้เป็นเพียงการยื้อเวลาที่ทำให้ปัญหาเดิม ๆ ยังคงแฝงตัวอยู่ในระบบต่อไป และไม่ช่วยเรื่องการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตแต่อย่างใด

เมื่อเข้าสู่ยุคของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ก้าวจากข้าราชการสู่ตำแหน่งสูงสุดของกระทรวง ขึ้นแท่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะที่ ดร.เอกนิติ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต ถือเป็นช่วงเวลาที่จุดอ่อนของระบบ 2 อัตราถูกตีแผ่อย่างชัดเจนที่สุดจากตัวเลขรายได้จัดเก็บที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดร.เอกนิติ ได้ชูนโยบายกรม ESG ภายใต้แนวคิด “EASE Excise” ที่มีการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีเพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับกระทรวงการคลังเป็นหนึ่งเสาหลัก ในมิติของการปฏิรูปโครงสร้างภาษี (Standardization) ได้ครอบคลุมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่ด้วย ดร.เอกนิติ ในขณะนั้นแสดงทัศนะในหลายเวทีว่า

“การปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่จะเสริมสร้างความเป็นธรรม ขจัดความลักลั่นของระบบ 2 อัตรา และป้องกันการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อเลี่ยงภาษี เพื่อสุขภาพ อัตราเดียวช่วยให้การควบคุมราคาบุหรี่มีประสิทธิภาพ ลดจำนวนสิงห์อมควันหน้าใหม่ได้จริง และเพื่อเงินในคลัง การปรับเป็นอัตราเดียวที่เหมาะสมจะช่วยดึงรายได้ที่หายไปกลับคืนมา”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาการดำรงตำแหน่งของ ดร.เอกนิติ กลับเป็นการบริหารงานแบบประวิงเวลา มีการตั้งคณะทำงานศึกษาวิจัยเพิ่มเติม และการส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมาย การลังเลที่ไม่ยอมตัดสินใจหักดิบเปลี่ยนเป็นภาษีอัตราเดียวอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ทางการคลังสะสมเกือบ 20,000 ล้านบาท

การดึงเวลาและการลังเลที่ไม่ยอมปฏิรูปนโยบายทั้งที่เห็นปัญหารู้อยู่เต็มอก ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางการคลัง แต่ยังนำมาซึ่งคำถามใหญ่เรื่องความรับผิดชอบเชิงบริหาร ว่าเหตุใดข้าราชการระดับสูงจึงปล่อยให้เงินภาษีของแผ่นดินรั่วไหลไปปีละนับหมื่นล้านบาทโดยไม่มีการแก้ไขที่ทันท่วงที

ในปัจจุบัน บทบาทการนำกรมสรรพสามิตตกมาอยู่ในมือของ ดร.พรชัย ฐีระเวช ซึ่งต้องแบกรับภาระในการแก้ไขมรดกความล้มเหลวนี้ ท่าทีล่าสุดของ ดร.พรชัย ชัดเจนขึ้นด้วยการยอมรับว่า ระบบ 2 อัตราดึงดูดให้ผู้ประกอบการลงมาแข่งกันดัมพ์ราคาในตลาดล่าง และเปิดเผยแนวคิดในการผลักดันโครงสร้างภาษีอัตราเดียวอย่างเต็มที่ เพื่อคืนกลไกราคาตามธรรมชาติ ให้เป็นไปตามหลักอุปสงค์และอุปทานตามมาตรฐานสากล

การเปลี่ยนเป็นระบบโครงสร้างแบบอัตราเดียวจะบีบให้บุหรี่ทุกแบรนด์เสียภาษีในอัตราเดียวกันโดยไม่มีขั้นบันไดให้หลบซ่อน ซึ่งจะช่วยปกป้องฐานภาษีของรัฐ เพิ่มรายได้เข้าคลังในยุคที่รัฐต้องเร่งจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมโดยสร้างผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนให้น้อยที่สุด และทำให้การควบคุมราคาเพื่อเป้าหมายด้านสาธารณสุขมีประสิทธิภาพจริง อย่างไรก็ตาม ดร.พรชัย กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญทางการเมืองและการบริหาร

หาก ดร.พรชัย สามารถผลักดันการปรับโครงสร้างภาษีเป็นอัตราเดียวได้สำเร็จ จะถือเป็นการปิดฉากฝันร้ายทางการคลังตลอด 9 ปี และสร้างผลงานชิ้นสำคัญในการกู้วินัยทางการคลัง แต่ในทางกลับกัน หากการปรับโครงสร้างภาษียาสูบนี้ต้องถูกยื้อ ถูกพับเก็บ หรือพ่ายแพ้ต่อแรงต้านของกลุ่มที่กลัวการเปลี่ยนแปลงว่าจะไม่ได้รับการปกป้องจากรัฐอีกต่อไป คงต้องยอมรับแล้วว่าความสูญเสียทางการคลังที่เกิดขึ้นคงไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะในสถานการณ์ที่ประเทศต้องการรายได้ไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและรองรับค่าใช่จ่ายจากสังคมผู้สูงอายุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังยอมรับการบริหารงานแบบมีช่องโหว่ที่ปล่อยให้เงินภาษีหมื่นล้านละลายหายไปอย่างถาวรแม้จะทราบแชะเข้าใจปัญหาในเรื่องนี้ดีที่สุด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

น้ำยมเอ่อท่วมบ้าน 9 หลัง นายอำเภอสวรรคโลก พร้อมจิตอาสา จ.สุโขทัย มอบถุงยังชีพ เร่งช่วยชาวบ้านนอกแนวคันกั้นน้ำ

น้ำยมเหนือหาดสะพานจันทร์เอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชน หลังตั้งอยู่นอกแนวกำแพงตลิ่งกั้นแม่น้ำยม นายอำเภอสวรรคโลก นำทีมฝ่ายปกครอง-ท้องถิ่น จิตอาสา ลงพื้นที่ให้กำลังใจ พร้อมมอบถุงยังชีพและน้ำดื่ม ช่วยเหลือเบื้องต้น 9 ครัวเรือน

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย มอบหมายให้ นายโกเมณ ชาลี นายอำเภอสวรรคโลก พร้อมด้วยปลัดอำเภอเสมียนตรา เจ้าหน้าที่ปกครองอำเภอสวรรคโลกก สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอสวรรคโลก และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ร่วมกับ นางสาวกรรณิกา ดาดาษ นายกเทศมนตรีตำบลป่ากุมเกาะ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลป่ากุมเกาะ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลป่ากุมเกาะ และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำในแม่น้ำยม

จากการตรวจสอบพบว่า มวลน้ำบริเวณแม่น้ำยมเหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ได้เอ่อเข้าท่วมบริเวณบ้านเรือนประชาชนบางส่วน โดยบ้านพักอาศัยที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ตั้งอยู่นอกแนวกำแพงตลิ่งกั้นแม่น้ำยม ทำให้น้ำสามารถเอ่อเข้าพื้นที่พักอาศัยได้
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอสวรรคโลก และจิตอาสาภัยพิบัติจังหวัดสุโขทัย ได้เร่งเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมนำ ถุงยังชีพและน้ำดื่ม ไปมอบให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น รวมทั้งสอบถามความเป็นอยู่และความต้องการช่วยเหลือของประชาชนอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นมีประชาชนได้รับผลกระทบรวม 9 หลังคาเรือน แบ่งเป็นพื้นที่หมู่ที่ 2 จำนวน 8 หลังคาเรือน และหมู่ที่ 14 จำนวน 1 หลังคาเรือน

ฝ่ายปกครองอำเภอสวรรคโลกและหน่วยงานท้องถิ่นยังคงติดตามสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำยมอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชน หากสถานการณ์น้ำเพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที


นที มีเดช รายงาน

จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ณ สวนสาธารณะหนองจองคำ ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 2569

จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ณ สวนสาธารณะหนองจองคำ ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 2569

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 0930 น. ณ สวนสาธารณะหนองจองคำ ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นางสาวมัลลิกา จีนาคำ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยส่วนราชการ บุคลากร ทหารจาก ฉก.สิงหนาท ตชด.336 สภ.เมือง อส.เมือง จิตอาสา 904 และประชาชนจิตอาสาพระราชทานจังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียงกัน

ประธานในพิธีพร้อมผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้ร่วมกันกล่าวถวายราชสดุดีน้อมรำลึกในพระมหา กรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระวิริยะอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ และพระราชทานแนวทางพระราชดำริในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ เพื่อสร้างประโยชน์สุขอย่างยั่งยืนแก่พสกนิกรชาวไทยตามพระราชปณิธาน “เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิทินพระราชกรณียกิจเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชา ชนตลอดมา”

ในการนี้ เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน ร่วมกับศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดแม่ ฮ่องสอน ส่วนราชการ และประชาชนจิตอาสา ได้ร่วมมือร่วมใจกันทำกิจกรรมพัฒนาพื้นที่ ประกอบด้วย การทำความสะอาดและกวาดขยะ กวาดเก็บเศษใบไม้และขยะมูลฝอยบริเวณโดยรอบ ฉีดล้างทำความสะอาด ทำความสะอาดเส้นทางถนนรอบสวนสาธารณะหนองจองคำ ปรับภูมิทัศน์ ศาสนสถาน ดูแลความสะอาดบริเวณวัดจองคำและวัดจองกลาง กิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแล้ว ยังเป็นการช่วยปรับปรุงภูมิทัศน์และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่ชุมชน โดยผู้เข้าร่วมทุกคนต่างตั้งใจที่จะยึดมั่นในการปฏิบัติตนเป็นคนดี เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

รองแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมผบ.บชร.3 ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569

รองแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 07.00 น. พลตรี ไมตรี ชูปรีชา รองแม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 ณ ศาลาพิบูลธรรม วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธาน มี นางพรศรี ตรงศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจังหวัด หัว หน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และประชาชน เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

ในพิธี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นพระสงฆ์จำนวน 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมด้วยคู่สมรส รองแม่ทัพภาคที่ 3 ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลก ฝ่ายทหาร มณฑลทหารบกที่ 39 และหัวหน้าส่วนราชการ ถวายเครื่องไทยธรรม ทอดผ้าไตร และร่วมประกอบพิธีทางศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสวดพระพุทธมนต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย รองแม่ทัพภาคที่ 3 ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลก ฝ่ายทหาร คณะผู้บริหารจังหวัด หัว หน้าส่วนราชการ และผู้เข้าร่วมพิธี ร่วมทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลแด่พระสงฆ์และสามเณร จำนวน 49 รูป เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตลอดจนร่วมสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

โอกาสนี้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 และศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราช ทานจังหวัดพิษณุโลก นำจิตอาสาพระราชทานอำนวยความสะดวกในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569


นที มีเดช รายงาน

เจ้าอาวาสวัดเขาเหล็กจัดงานวันแม่ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระพันปีหลวง” พร้อมเจริญมงคลคาถาและถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์

เจ้าอาวาสวัดเขาเหล็กจัดงานวันแม่ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” พร้อมเจริญมงคลคาถาและถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ วัดเขาเหล็ก อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช พระครูภัทรธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเขาเหล็ก อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์ พุทธศาสนิกชน และประชาชนในพื้นที่ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาส วันแม่แห่งชาติ เพื่อร่วมกันแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้เป็นแม่ พร้อมทั้งน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

บรรยากาศภายในวัดเป็นไปด้วยความสงบ เรียบง่าย และเปี่ยมด้วยความศรัทธา โดยคณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนต่างพร้อมใจกันเดินทางมาร่วมประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา เพื่อบำเพ็ญกุศล ถวายเป็นพระราชกุศล และร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ในการนี้ พระครูภัทรธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเขาเหล็ก เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมนำคณะสงฆ์ประกอบพิธี เจริญพระพุทธมนต์และเจริญมงคลคาถา โดยพุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมพิธี ต่างตั้งจิตให้สงบ สำรวม และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศล

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระราชกรณียกิจนานัปการของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้สร้างคุณูปการแก่ประเทศชาติและประชาชนในหลายด้าน โดยเฉพาะการส่งเสริมอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชนบท ตลอดจนการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่ประชา ชนชาวไทยต่างน้อมรำลึกถึงด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จากนั้น คณะศิษยา นุศิษย์และพุทธศาสนิกชนได้ร่วมกัน ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ พร้อมถวายเครื่องไทย ธรรมและร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา เพื่อเป็นการบำเพ็ญกุศลและสร้างสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว

สำหรับการจัดกิจกรรมในวันแม่ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังหลักธรรมเรื่อง ความกตัญญูกตเวที ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญของสังคมไทย โดยเปิดโอกาสให้ลูกหลานได้ร่วมกันทำบุญและแสดงความรัก ความเคารพ และความกตัญญูต่อมารดาและผู้มีพระคุณ

พระครูภัทรธรรมาภรณ์ กล่าวว่า วันแม่เป็นวันที่ควรให้ทุกคนได้ย้อนระลึกถึงพระคุณของผู้เป็นแม่ ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดู และเสียสละเพื่อบุตรมาโดยตลอด การทำบุญและการทำความดีจึงถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแสดงออกถึงความกตัญญู และเป็นการนำหลักธรรมมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ขณะเดียวกัน การที่คณะสงฆ์ คณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชน ได้ร่วมกันประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญมงคลคาถา และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ในครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งศรัทธาและความสามัคคีของคนในชุมชน ที่ต่างพร้อมใจกันสืบสานพระพุทธศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการร่วมกัน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ บรรยากาศตลอดการจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสงบงดงาม พุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานต่างอิ่มบุญ อิ่มใจ และได้ร่วมกันทำความดีในโอกาสวันสำคัญของชาติ ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างวัด ชุมชน และพุทธศาสนิกชน ให้เกิดความเข้มแข็งและร่วมกันสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป

วัดเขาเหล็ก อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงนับเป็นอีกหนึ่งศูนย์รวมแห่งศรัทธา ที่เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันทำบุญ สร้างกุศล แสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

#น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ #น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย #ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้


พรพิพัฒน์ รายงาน

“นายกหน่อย” สั่งเรียกประชุมด่วน “ผอ. – ครูแกนนำ” โรงเรียนในสังกัดฯ ถอดบทเรียน ปัญหาสุขภาพจิตเด็ก ยก “ซึมเศร้า” ภัยเงียบที่ต้องเร่งแก้ไข

ด่วน!! “นายก หน่อย – ยลดา” เรียก ผอ. – ครูแกนนำ หารือแนวทางแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตนักเรียน เผย ปัญหาสุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มนักเรียนและเยาวชนไทยกำลังวิกฤต และมีอัตราวัยรุ่นเผชิญภาวะเครียดสะสมสูง จำเป็นต้องเร่งหามาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ย้ำ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับนักเรียน

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ ห้องประชุมสำนักช่าง อบจ.นครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา เป็นประธานประชุมผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูแกนนำ รร.สังกัดฯ ทั้ง 58 แห่ง พร้อมเปิดเวทีถกปัญหาสุขภาพจิตในนักเรียน โดยมี นายธนากร ประพฤทธิพงษ์ รองนายก อบจ. กำกับดูแลด้านการศึกษา นพ.สุผล ตติยนันทพร รองนายก อบจ. กำกับดูแลด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก พ.ต.อ.คเชนทร์ เสตะปุตตะ รอง ผบก.ตร.ภ.ชัยภูมิ และ นพ.ชวิศ เมธาบุตร รองนายแพทย์ สสจ. ร่วมพูดคุยแนวทางในการสร้างเกราะป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในวัยเรียน เพื่อดำเนินการหามาตรการดูแลสุขภาพจิต ให้แก่นักเรียนของโรงเรียนในสังกัด ทั้ง 58 แห่ง

โดยที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ สำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และกองสาธารณสุข ร่วมกันดำเนินการภายใต้โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE รวมถึง การอบรมให้ความรู้แก่นักเรียนเพื่อเป็นเกราะป้องกันภาวะซึมเศร้า ครูต้องสร้างการมีส่วนร่วมในการคัดกรองนักเรียนและจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการป้องกันภาวะซึมเศร้า สร้างเครือข่ายครูแกนนำ เฝ้าระวังและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตนักเรียน นอกจากนี้ บุคลากรด้านสาธารณสุข ก็มีส่วนสำคัญในการดำเนินงาน ซึ่ง อบจ.นครราชสีมา มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัด จำนวน 182 แห่ง โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการฯ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรอง ให้คำปรึกษา และเฝ้าระวังป้องกันภาวะซึมเศร้าในกับนักเรียนรวมไปถึงคนในชุมชนอย่างเป็นระบบ

นางยลดาฯ นายก อบจ.นครราชสีมา เผยต่อว่า จากที่ได้รับรายงานผลการคัดกรองภาวะซึมเศร้าในนักเรียน ช่วงปีการศึกษา 2569 มีนักเรียนสมัครใจเข้ารับการคัดกรอง จำนวน 10,837 ราย จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 29,782 ราย พบว่า มีภาวะซึมเศร้าระดับรุนแรง 246 ราย ระดับมาก 580 ราย ระดับปานกลาง 1,599 ราย ระดับเล็กน้อย 3,787 ราย และ ไม่พบภาวะซึมเศร้า 4,625 ราย โดยได้เน้นย้ำผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่งต้องดำเนินการเฝ้าระวังตรวจคัดกรองนักเรียน ยึดตามมาตรการเร่งด่วนในการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนและ ความปลอดภัยในโรงเรียน พร้อมทั้งหาแนวทางการป้องกัน รับมือเหตุการณ์ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งการรับมือกับปัญหานี้ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย แต่ต้องเริ่มจากการสร้างระบบเฝ้าระวังสุขภาพจิต การรับมือกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียน การสร้างช่องทางให้เยาวชนเข้าถึงการขอความช่วยเหลือได้โดยที่เขารู้สึกปลอดภัย


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

ผบช.ภ.1 ตรวจเยี่ยม ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พร้อมรับฟังผลการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ผบช.ภ.1 ตรวจเยี่ยม ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พร้อมรับฟังผลการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. พล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผบก.ภ.จว.พระนคร ศรีอยุธยา พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิรุธ ประสิทธิเมตต์ รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.อ.ภูมิธัช โฆษิตวนิชพงศ์ รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.อ.เอกราช อุ่นเจริญ รอง ผบก.ภ. จว.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.อ.สุรพจน์ รอดบำรุง รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.อ. พงศ์สุริยะ สุวรรณพันธ์ รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.อ.อภิศักดิ์ โชติกเสถียร รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.อ.เขมพัทธ์ โพธิพิทักษ์ รอง ผบก.ฯ, ปรก.ภ.จว.พระนคร ศรีอยุธยา, พ.ต.อ.ภัทรพล พลศิลา รอง ผบก.ฯ ปรก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ผกก./หัวหน้า สภ. ในสังกัด รวม 26 สภ. ข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา

พร้อมด้วย นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และคณะ กต.ตร.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย คุณสุภานันท์ ไวยนิยี ประธาน กต.ตร.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ภาคประชาชน) และประธาน กต.ตร.สภ.เสนา, พ.ต.อ. สถิตย์ สังข์ประไพ กต.ตร.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, คุณ สมาพร ม่วงวิจิตร กต.ตร.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และประธาน กต.ตร.สภ.ท่าเรือ, คุณวิรุฬห์พันธุ์ สืบสงัด ที่ปรึกษา กต.ตร. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ร่วมให้การต้อนรับ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รอง ผบช.ภ.1 ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วย และรับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตลอดจนรับทราบปัญหา ข้อขัดข้อง และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติราชการ เพื่อกำหนดแนว ทางพัฒนาการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

ณ บริเวณหน้าอาคารที่ทำการ ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา และหภ.จว.พระนครศรีอยุธยาอประชุม ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ชั้น 2ณ บริเวณหน้าอาคารที่ทำการ ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา และหภ.จว.พระนครศรีือยุธยาอประชุม ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ชั้น 2


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

วัดเขาเหล็ก ร่วมสืบสาน “รำมโนราห์” ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของภาคใต้ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สานต่อพระราชปณิธาน รักษามรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่คนรุ่นหลัง

วัดเขาเหล็กร่วมสืบสาน “รำมโนราห์” ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของภาคใต้ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สานต่อพระราชปณิธาน รักษามรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่คนรุ่นหลัง

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ วัดเขาเหล็ก อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช พระครูภัทรธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเขาเหล็ก พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์ พุทธศาสนิกชน ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมสืบสานและอนุรักษ์ “รำมโนราห์” ศิลปะการแสดงพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรม ที่สำคัญของภาคใต้ของประเทศไทย

การจัดกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน ประชาชน และเยาวชนในพื้นที่ ได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบทอดศิลปะการแสดงมโนราห์ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษได้สั่งสมและถ่ายทอดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน ให้ยังคงมีชีวิต และความหมายอยู่ในสังคมไทยต่อไป

มโนราห์ ถือเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านท่ารำ ดนตรี เครื่องแต่งกาย บทร้อง และขนบธรรมเนียมประเพณี โดยมีความผูกพันกับวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของผู้คนในภาคใต้ มาอย่างยาวนาน นอกจากจะเป็นศิลปะเพื่อความบันเทิงแล้ว มโนราห์ยังสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา ความศรัทธา ความกตัญญู และรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชุมชน

การร่วมกันอนุรักษ์รำมโนราห์ในครั้งนี้ ยังเป็นการน้อมรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติ ศาสตร์ เมื่อครั้ง มโนราห์ได้มีโอกาสรำถวายหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี พ.ศ. 2520 ในคราวที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธียกฉัตรทองคำยอดเจดีย์ ณ วัดช้างไห้ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นความทรงจำอันทรงคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การสืบสานศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ โดยเฉพาะศิลปะการรำมโนราห์ ซึ่งได้รับความสน พระราชหฤทัยและทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทย เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการรักษาและถ่ายทอดไปยังคนรุ่นต่อไป

การสืบสานรำมโนราห์ ณ วัดเขาเหล็กในครั้งนี้ จึงมิได้เป็นเพียงการจัดแสดงศิลปะพื้นบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความร่วมมือร่วมใจของพระสงฆ์ คณะศิษยานุศิษย์ พุทธศาสนิกชน และประชาชนในชุมชน ที่มีความมุ่งมั่นในการรักษารากเหง้าของท้องถิ่น และร่วมกันส่งต่อคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

พระครูภัทรธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเขาเหล็ก พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์และประชาชนในพื้นที่ จึงมุ่งหวังให้การอนุรักษ์มโนราห์เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนและคนรุ่นใหม่ ให้เห็นว่าศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านมิใช่เพียงเรื่องราวในอดีต หากแต่เป็นราก ฐานสำคัญที่สะท้อนตัวตน วิถีชีวิต และความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่นโดยเฉพาะในยุคที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันครอบครัว ชุมชน วัด สถานศึกษา และประชาชน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้ สัมผัส และมีส่วนร่วมกับศิลปวัฒนธรรมอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การสืบทอดอย่างยั่งยืน ไม่ให้ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ที่บรรพบุรุษสร้างสมไว้ต้องสูญหายไปตามกาลเวลา

กิจกรรมในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของพลังแห่งความศรัทธาและความสามัคคีของชุมชน ที่ร่วมกันทำหน้าที่เป็นผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม โดยมี “รำมโนราห์” เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน และส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมไปสู่อนาคต นอกจากการอนุรักษ์ท่ารำและองค์ประกอบของการแสดงแล้ว สิ่งสำคัญคือการรักษา จิตวิญญาณและคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังศิลปะมโนราห์ ทั้งเรื่องความกตัญญู ความเคารพต่อครูบาอาจารย์ ความสามัคคี ความผูกพันของคนในชุมชน ตลอดจนการเคารพและภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ การสืบสานในวันนี้ จึงเป็นเสมือนการส่งต่อข้อความจากคนรุ่นปัจจุบันไปยังคนรุ่นอนาคตว่า มรดกทางวัฒนธรรมจะคงอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อมีคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมารับไม้ต่อและช่วยกันรักษา

วัดเขาเหล็กจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ประชาชน เยาวชน และผู้มีความรู้ความสามารถด้านมโนราห์ ได้ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อสร้างการเรียนรู้และความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น ทั้งนี้ การสืบสาน “รำมโนราห์” ยังถือเป็นการน้อมรำลึกในพระมหา กรุณาธิคุณ และสานต่อแนวพระราชดำริและพระราชกระแสรับสั่งเกี่ยวกับการรักษาศิลปะการรำมโนราห์โบราณ เพื่อให้ศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่านี้ยังคงได้รับการอนุรักษ์และสืบทอดไปยังลูกหลานไทยในอนาคต เพราะศิลปวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงสิ่งที่เรารับมาจากบรรพบุรุษ แต่คือ มรดกที่เรามีหน้าที่รักษาและส่งต่อให้คนรุ่นหลัง และทุกครั้งที่เสียงดนตรีมโนราห์ดังขึ้น ทุกครั้งที่ผู้แสดงก้าวเท้าและร่ายรำ คือการบอกเล่าเรื่องราวของรากเหง้า วิถีชีวิต และความภาคภูมิใจของคนใต้ จากอดีตสู่ปัจจุบัน จากรุ่นสู่รุ่น ร่วมกันรักษา “มโนราห์” ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจตลอดไป

วัดเขาเหล็ก อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ประชาชน และเยาวชนทุกคน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อให้มรดกอันล้ำค่าจากบรรพบุรุษยังคงงดงามและมีชีวิตอยู่ในสังคมไทยตราบนานเท่านาน

#วัดเขาเหล็ก #พระครูภัทรธรรมาภรณ์ #นบพิตำ #นครศรีธรรมราช #รำมโนราห์ #มโนราห์ #สืบสานรำมโนราห์ #อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย #ศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ #มรดกทางวัฒนธรรม #สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น #สืบสานจากรุ่นสู่รุ่น #รักษามรดกไทย


พรพิพัฒน์ รายงาน

วัดมณีวงศ์ จัดพิธีสืบชะตาหลวง และพิธีเททองหล่อพระปางไสยาสน์ พร้อมแจกข้าวสาร 1,000 ถุง

นครนายก – วัดมณีวงศ์” จัดพิธีสืบชะตาหลวง และพิธีเททองหล่อพระปางไสยาสน์ พร้อมแจกข้าวสาร 1,000 ถุง

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ลานหน้าอุโบสถหลังใหม่ วัดมณีวงศ์ ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก จัดพิธีสืบชะตาหลวง พิธีบวงสรวง และพิธีเททองหล่อพระปางไสยาสน์ โดยมี พระครูปิยรัตนานุกูล (หลวงพี่ต่อ) เจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์, ดร. สนธยา กล่อมเปลี่ยน เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะศิษยา นุศิษย์ และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

พิธีเริ่มด้วยพิธีสืบชะตาหลวงตามแบบล้านนา ซึ่งมีพระสงฆ์จำนวน 129 รูป ร่วมประกอบพิธีสวดสืบชะตาต่ออายุ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมพิธี จากนั้นประกอบพิธีบวงสรวงและอัญเชิญองค์พระอินทร์ ขึ้นประดิษฐาน ณ ซุ้มประตูอุโบสถหลังใหม่ วัดมณีวงศ์

ต่อมาเวลา 13.39 น. ประกอบพิธีเททองหล่อพระปางไสยาสน์ ขนาดความยาว 120 นิ้ว หรือความยาว 3 เมตร เพื่อประดิษฐานภายในอุโบสถหลังใหม่

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ดร.สนธยา กล่อมเปลี่ยน ได้มอบข้าวสารจำนวน 1,000 ถุง แจกจ่ายแก่ผู้เข้าร่วมพิธี เพื่อร่วมแบ่งปันและช่วยเหลือประชาชน

พิธีในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งภาพแห่งพลังศรัทธาที่งดงาม สะท้อนถึงความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ร่วมสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม และการแบ่งปันน้ำใจสู่สังคม โดยทุกภาคส่วนได้ร่วมกันสร้างบุญ สร้างกุศล และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่ชุมชนและสังคมไทยสืบไป


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก / รายงาน