เชียงใหม่ ตรวจเครื่องชั่งสัมภาระภายในท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ สร้างความมั่นใจและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการ

เชียงใหม่ ตรวจเครื่องชั่งสัมภาระภายในท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ สร้างความมั่นใจและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการ

วันนี้ (8 ธ.ค. 68) ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้อำนวยการศูนย์ชั่งตวงวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่) พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ และผู้บริหารศูนย์ชั่งตวงวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ฯ โดยมีผู้บริหารการท่าอกาศยานจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะตรวจสอบเครื่องชั่งสัมภาระ ในสนามบินช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเครื่องชั่งสามารถแสดงน้ำหนักได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่นักท่องเที่ยวที่ใช้บริการ

โดยในวันนี้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ตรวจสอบเครื่องชั่งสัมภาระ จำนวน 58 เครื่อง ที่นำมาติดตั้งไว้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว ภายในท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความเที่ยงตรง สามารถแสดงน้ำหนักได้อย่างถูกต้อง และให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ ซึ่งบรรยากาศภายในสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ เป็นไปด้วยความคึกคัก มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติทยอยเดินทางเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่กันอย่างล้นหลาม บางรายต่อแถวเช็คอินและโหลดสัมภาระที่บริเวณเคาท์เตอร์ของสายการบิน และบางรายหันมาใช้บริการเช็คอินและโหลดสัมภาระด้วยตนเองเพื่อความรวดเร็วในการใช้บริการ

ด้าน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การตรวจสอบเครื่องชั่งสัมภาระภายในสนามบิน ทางจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์ชั่งตวงวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่) ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้มาใช้บริการ ซึ่งขณะนี้ทางท่าอากาศยานเชียงใหม่ ได้นำเครื่องชั่งน้ำหนักสัมภาระมาประกอบใช้ร่วมกับตู้เช็คอินด้วยตนเอง โดยผู้โดยสารสามารถเช็คอินและโหลดสัมภาระได้ด้วยตนเองได้ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้บริการสนามบินเชียงใหม่ด้วย ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มงวด เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ และสร้างความมั่นใจในการใช้บริการภายในท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยสูงสุด


นที มีเดช รายงาน

โฆษก ทบ. แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังกัมพูชาเปิดฉากโจมตี และพบท่าทีความเป็นปรปักษ์เพิ่มมากขึ้น

โฆษก ทบ. แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังกัมพูชาเปิดฉากโจมตี และพบท่าทีความเป็นปรปักษ์เพิ่มมากขึ้น ยืนยันกองทัพตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหารที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง พร้อมเร่งอพยพประชาชนเพื่อลดความสูญเสีย

วันนี้ (8 ธ.ค.68) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงต่อสื่อมวลชนกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังกัมพูชาเปิดฉากโจมตีจนทำให้สถาน การณ์มีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น โดยตั้งแต่วานนี้ (7 ธ.ค.68) ที่กัมพูชาได้เริ่มโจมตีใส่กำลังพลฝ่ายไทยในบริเวณพื้นที่ ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยกำลังดำเนินการปรับปรุงเส้นทางในเขตอธิปไตยไทย จนทำให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งถือเป็นการกระทำที่รุนแรง แสดงถึงเจตนาในการมุ่งทำร้ายฝ่ายไทยอย่างชัดเจน ทำให้กำลังทหารไทยต้องตอบโต้ตามสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ยังพบการปะทะในพื้นที่อื่นๆ ของกองทัพภาคที่ 2 อาทิ ช่องอานม้า, ห้วยตามาเรีย, ปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือน ที่พบว่าทางกัมพูชาได้ใช้อาวุธและเครื่องยิงสนับ สนุนโจมตีกำลังฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการตรวจพบการเพิ่มเติมกำลังพล อาวุธและยุทโธปกรณ์ในบริเวณชายแดน ซึ่งมีแนวโน้มว่ากัมพูชาระบุพิกัดการใช้อาวุธระยะไกลมายังพื้นที่ตอนใน ครอบคลุมพื้นที่ใกล้สนามบินบุรีรัมย์และบริเวณพื้นที่ใกล้โรงพยาบาล อ.ปรา สาท ที่ห่างจากพื้นที่ชายแดน 30 กิโลเมตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของอธิปไตยไทยและความปลอดภัยของประชาชนในบริเวณชายแดน

โดยมีเหตุการณ์ที่สำคัญ ตั้งแต่ช่วงกลางดึกที่ผ่านมาจนถึงในช่วงเช้าวันนี้ ที่ทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธยิงสนับสนุนโจมตีต่อกำลังทหารไทยในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี และพื้นที่อื่นๆ จนทำให้กำลังพล เสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 8 นาย รวมทั้งการตรวจพบว่ากัมพูชาได้ใช้อาวุธจรวด BM21 โจมตีพื้นที่ชุมชนพลเรือน บ.สายโท 10 อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ปฏิบัติการทางทหาร และหวังทำร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชา ชนชาวไทย

ทั้งนี้ กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 2 ได้ร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ออกประกาศและอำนวยความสะดวกประชาชน ในการเร่งอพยพเคลื่อนย้ายไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อป้องกันผลกระทบจากการที่กัมพูชามุ่งเป้าโจมตีพื้นที่พลเรือนของประเทศไทย และลดการสูญเสียของประชาชนในกรณีที่สถานการณ์ลุกลาม

โฆษกกองทัพบกยังได้ย้ำว่ากองทัพบกไทยยืนยันในความพร้อมของกำลังตามแผนเผชิญเหตุ และจำเป็นต้องตอบโต้ตามสถานการณ์อย่างเหมาะสม ตามหลักกติกาสากล พร้อมทั้งได้ประสานร่วมกับกองทัพอากาศในการใช้กำลังทางอากาศสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ชายแดนเพิ่มเติมเนื่องจากสามารถระบุพิกัดและความแม่นยำของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายเป็นฐานที่มั่นทางทหารของฝ่ายกัมพูชา หรือพื้นที่ที่มีการตรวจพบว่ามีการใช้อาวุธหนักเตรียมโจมตีกำลังทหารของฝ่ายไทย เพื่อเร่งยับยั้งการโจมตีของทหารกัมพูชา ยุติสถานการณ์ และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกำลังทหารและประชาชนชาวไทย เพราะในการห้วงการปะทะเมื่อ ก.ค. 68 ที่ผ่านมา อาวุธดังกล่าวของกัมพูชาเคยโจมตีเข้าใส่พื้นที่พลเรือนของประเทศไทย ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมถึงสถานที่สำคัญและที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายจำนวนมาก



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 1,800,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 1,800,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย กองร้อยทหารม้าที่ 2 กองบังคับการควบคุมผาดง หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ได้รับแจ้งว่า มีกลุ่มบุคคลผ่านเข้ามาบริเวณพื้นที่ ช่องทางหนองกะลาง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 7 – 8 คน หน่วยจึงจัดกำลัง 2 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บริเวณ บ้านอรุโณทัย ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

ต่อมาเมื่อเวลา 22.30 นาฬิกา ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย จำนวนประมาณ 20 – 25 คน แบกเป้สะพายหลังสีเขียว หน่วยจึงได้ให้สัญญาณเตือนให้หยุด เพื่อขอตรวจค้น แต่กลุ่มบุค คลดังกล่าว ได้ใช้อาวุธไม่ทราบชนิดและขนาดยิงใส่เจ้าหน้าที่ จนเกิดการปะทะ ประมาณ 5 นาที ฝ่ายเราปลอดภัย กลุ่มขบวนการได้อาศัยห้วงทัศนวิสัยจำกัด และความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้ หน่วยจึงได้จัดกำลังเพิ่มเติม จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ วางกำลังควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจพบของกลางเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 18 เป้ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,800,000 เม็ด, ลูกระเบิดแบบขว้าง จำนวน 2 ลูก, โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และ ซองกระสุนพร้อมลูก 13 นัด

และเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบหมายให้ พันเอก เดชาธร สายหยุด รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ เป็นผู้แทน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อแถลงข่าว การตรวจยึดยาเสพติดจำนวนดังกล่าว หลังจากนั้น จึงได้นำของกลางทั้งหมดส่งให้กับสถานีตำรวจภูธรเชียงดาว เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 125 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 120 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 71,032,557 เม็ด, เฮโรอีน 1.2 กิโลกรัม, ไอซ์ 899 กิโลกรัม และ ฝิ่น 1.54 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการ จำนวน 18 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 8 ราย ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 11,555.1 ล้านบาท (11,555,191,075 บาท)

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

ทบ. โต้คำแถลงกัมพูชา อ้างไม่ได้ยิงเข้ามา ชี้หลักฐานชัดเจนฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิง จนกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ในเขตไทย

ทบ. โต้คำแถลงกัมพูชาอ้างไม่ได้ยิงเข้ามา ชี้หลักฐานชัดเจนฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิง จนกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ในเขตไทย

จากกรณีที่วันนี้ (7 ธ.ค. 68) พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงว่า เมื่อเวลา 14.15 น. กองกำลังทหารไทยเป็นฝ่าย เปิดฉากยิงก่อน พื้นที่ พลาญธม อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร โดยอ้างว่าไทยใช้ทั้งปืนเล็ก ปืนกล อาวุธ B-40 และปืน ค. 60 มม. พร้อมอ้างว่ากัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้นั้น

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า คำกล่าวของ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ไม่เป็นความจริง โดยข้อเท็จจริงคือ ทหารกัมพูชาได้นำกำลังเข้ามาในบริเวณพื้นที่ ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขณะฝ่ายไทยดำเนินการปรับปรุงเส้นทางในเขตไทย จากนั้นได้ยิงเข้าใส่ชุดรักษาความปลอดภัยของชุดปรับปรุงเส้นทาง จากนั้นฝ่ายไทยได้ทำการยิงปะทะตามกฎการใช้กำลัง และนำไปสู่การปะทะ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กำลังพลบาดเจ็บ 2 นาย ได้แก่
– สิบเอก อนุชาติ เรือนคำ ถูกยิงบริเวณขา
– พลทหาร พรชัย จำปาจุม กระสุนถูกเสื้อเกราะบริเวณหน้าอก

ดังนั้น การที่กัมพูชาอ้างว่าไม่ได้ทำการยิงมานั้น ไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวอ้างโดยปราศจากหลักฐาน ดังเช่นที่กัมพูชามักปฏิบัติทุกครั้งเมื่อเป็นผู้กระทำต่อฝ่ายไทยก่อน ขณะที่ฝ่ายไทยมีหลักฐานชัดเจนยืนยันทั้งเวลา สถานที่ และผลกระทบต่อกำลังพลของไทย


นที มีเดช รายงาน

วัดหลวงพ่อห้ามจน จัดพิธีแต่งตั้ง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหม่สามัคคี (หนองโสน) พร้อมขอเชิญร่วมพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์ (บูชาดาว) 9 พระองค์ สวดมนต์ข้ามปี ต้อนรับปีใหม่ 2569

เพชรบูรณ์ – วัดหลวงพ่อห้ามจน จัดพิธีแต่งตั้ง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหม่สามัคคี (หนองโสน) พร้อมขอเชิญร่วมพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์ (บูชาดาว) 9 พระองค์ สวดมนต์ข้ามปี ต้อนรับปีใหม่ 2569

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พุทธศาสนิกชน ตลอดจนชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่ ได้เข้าร่วมพิธีแต่งตั้ง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหม่สามัคคี (หนองโสน) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อวัด “หลวงพ่อห้ามจน” ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ และพิธีแต่งตั้งฐานานุกรม

โดยมี พระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรานุวัตร กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 เจ้าอาวาสวัดบพิตรพิมุข วรวิหาร กรุงเทพมหานคร เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ กล่าวให้โอวาท คติธรรม มีพระราชพัชรธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง, พระครูอุปถัมภ์พัชรากร เจ้าคณะตำบลนาเฉลียง – เจ้าอาวาสวัดใหม่สามัคคี พระครูปลัดปริยัติวัฒน์ หรือพระครูโอม ประธานสงฆ์วัดใหม่สามัคคี – ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหา ธาตุ พระอารามหลวง พร้อมคณะสงฆ์ร่วมทำพิธี โดยมีนายสมชาย เย็นจิต ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.นาเฉลียง เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

ตามคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ 107/2568 เรื่องแต่งตั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหม่สามัคคี อาศัยอำนาจตามความในข้อ 28 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้ง ถอดถอน พระสังฆาธิการ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่4) พ.ศ.2561 จึงแต่งตั้งให้ พระสุเทพ ฉายา สนฺตจิตฺโต อายุ 48 พรรษา 6วิทยฐานะ น.ธ.เอก วัดใหม่สามัคคี ต.ห้วยโป่ง อ. หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหม่สามัคคี

พระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ที่อยู่ในวัดดังกล่าวข้างต้น จงอยู่ในโอวาทของผู้ช่วยเจ้าอาวาสที่ได้รับแต่งตั้งแล้วนี้ ซึ่งปฏิบัติการโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ มหาเถรสมาคม พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชและคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ขอให้พระสุเทพ ฉายา สนฺตจิตฺโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหม่สามัคคี จง เจริญในธรรมเป็นนิตย์เทอญ

พร้อมกันนี้ พระครูปลัดปริยัติวัฒน์ หรือพระครูโอม ได้บอกบุญประชาสัมพันธ์ ขอเชิญร่วมพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์ (บูชาดาว) 9 พระองค์ ปีที่ 5 พร้อมกราบไหว้ขอพรหลวงพ่อห้ามจน เพื่อความเป็นสิริมงคล แก้ปีชง สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา เสริมบารมีวาสนา และร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าปีใหม่ “ห้ามจนสามัคคี” ต้อนรับปีใหม่ 2569 (ปีมะเมีย) โดยมีกำหนดการ วันพุธที่ 31 ธันวาคม 2568 เริ่มพิธี เวลา 21.00 น.เป็นต้นไป และในวันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น.ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เวลา 09.00 น.ทอดผ้าป่าปีใหม่ ตามลำดับ

สำหรับ “หลวงพ่อห้ามจน” เป็นพระพุทธรูปที่ช่างพม่า แกะสลักขึ้นมาจากกิ่งไม้ยืนต้นตายพราย โดยชาวบ้านเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ขัดสนเรื่องเงินทอง หรือติดขัดสิ่งใด หากไปขอพรก็จะได้สมความปรารถนา จนได้ชื่อว่า “หลวงพ่อห้ามจน” ทำให้มีผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา ต่างเดินทางมากราบไหว้ ขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

สปก.เพชรบุรี ลงพื้นที่สำรวจตรวจสอบความพร้อมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำ

สปก.เพชรบุรี ลงพื้นที่สำรวจตรวจสอบความพร้อมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำ

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 14.00 น. นางสาวยุพา ราชจินดา ปฎิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. เพชรบุรี ผู้เชี่ยวชาญฯ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารกองทุนและเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ลงพื้นที่สำรวจตรวจสอบความพร้อมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำ (สระ 10) และแปลงชุมชน ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค จังหวัดเพชรบุรี เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ณ พื้นที่โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค ตำบลเขากระปุก ตำบลกลัดหลวง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี


พงศ์เทพ สาคร

“แม่ทัพเติ่ง” สั่งการทุกหน่วยปฏิบัติการ เข้าสู่โหมด “รบทุกมิติ”

“แม่ทัพเติ่ง” พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ร่วมบัญชาการในวอร์รูม อย่างใกล้ชิด สั่งการทุกหน่วยปฏิบัติการ เข้าสู่โหมด “รบทุกมิติ”โดยมี คำสั่งชัดเจนว่า ให้ดำเนินการตอบโต้ภายใต้กรอบยุทธวิธีอย่างเป็นระบบ มุ่งปกป้องแผ่นดินไทย ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ลั่น “แผ่นดินไทยนี้ ต้องไม่ถูกท้าทายอีกต่อไป ไม่มีพื้นที่สำหรับความลังเล มีเพียงหน้าที่ ศักดิ์ศรี และความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ”


พรพิพัฒน์ รายงาน

แพทย์ทหารเตือนภัย “ภาวะตัวเย็นเกิน” ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง เสี่ยงเสียชีวิตได้

แพทย์ทหารเตือนภัย “ภาวะตัวเย็นเกิน” ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง เสี่ยงเสียชีวิตได้

จากข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ช่วงนี้ประเทศไทยมีอุณหภูมิเริ่มลดลง ส่งผลให้มีอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจส่งผลให้ประชาชนอาจมีอาการ “ภาวะตัวเย็นเกิน” หรือ “ไฮโปเธอร์เมีย (Hypothermia)” ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิลดต่ำ จากการสัมผัสความหนาวเย็นเป็นเวลานาน เช่น อยู่ในอากาศหนาว หรือแช่ในน้ำที่เย็นจัด ทำให้ร่างกายสูญเสียกลไกการปรับอุณหภูมิ ไม่สามารถสร้างและเก็บความร้อนในร่างกายได้ ส่งผลให้อุณหภูมิของร่างกายลดต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส เป็นเหตุให้อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมองทำงานผิดปกติ ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงไปจนถึงเสียชีวิตได้ ในระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการหนาวสั่น พูดอ้อแอ้ เดินเซ งุ่มง่าม อ่อนเพลีย ง่วงซึม หงุดหงิด สับสน ความสามารถในการคิดและตัดสินใจน้อยลง หากอุณหภูมิร่างกายยังลดต่ำอย่างต่อเนื่องผู้ป่วยจะหยุดสั่น มีอาการเพ้อคลั่ง ไม่ค่อยรู้สึกตัว หมดสติและหยุดหายใจในที่สุด

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 17 จัดหวัดภาคเหนือ จึงได้แนะนำประชาชนในการป้องกันการเจ็บป่วยจากภาวะอากาศหนาวเย็นมีดังนี้ 1. สวมเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นเพียงพอ ห่มผ้าห่ม หรือผิงไฟให้ความอบอุ่น 2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในน้ำเย็นหรือสวมเสื้อผ้าที่เปียกเป็นระยะเวลานาน 3. หลีกเลี่ยงการออกไปสัมผัสอากาศหนาวหรือลมหนาวนอกบ้าน หากเลี่ยงไม่ได้ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นเพียงพอ และใส่ถุงมือถุงเท้า 4. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เพื่อแก้หนาว เพราะจะทำให้หลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัว ความร้อนจะถูกระบายออกจากร่างกายมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดต่ำลงไปเรื่อยๆ เสี่ยงต่อภาวะเซลล์สมองตายเนื่องจากภาวะหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้ 5. เพิ่มการดูแลเป็นพิเศษในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง หอบหืด เพราะหากป่วยอาจมีอาการรุนแรงกว่ากลุ่มอื่นๆ ได้ หากพบผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศหนาวให้รีบช่วยเหลือ

หากพบผู้ป่วยที่มีภาวะไฮโปเธอร์เมีย ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยวิธีที่ถูกต้อง ดังนี้ 1. พาผู้ป่วยหลบอากาศและลมที่หนาวเย็น หรือขึ้นจากน้ำเย็นและพาเข้าไปยังห้องที่มีความอบอุ่น 2. หากผู้ป่วยสวมเสื้อผ้าเปียกน้ำควรปลดออก เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่แห้งและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย กรณีที่จำเป็นต้องอยู่กลางแจ้งควรสวมเสื้อผ้าคลุมถึงหน้าและศีรษะ 3. ให้ผู้ป่วยนอนนิ่งๆ หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่จำเป็น ห้ามนวดหรือแตะต้องตัวผู้ป่วยแรงๆ เนื่องจากอาจกระเทือนส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นได้ 4. หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัว ให้ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มอุ่นๆ ห้ามให้ดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด 5. หากผู้ป่วยหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วเบา ให้ทำการกู้ชีพ ทั้งนี้ หากพบว่าตนเองหรือคนรอบข้างมีอาการบ่งชี้ หรือสงสัยว่ามีภาวะหรืออาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส


“วิวสวย กาแฟเลิศรส” กองกำลังผาเมือง ชวนเที่ยวฐานทหารเชียงราย

“วิวสวย กาแฟเลิศรส” กองกำลังผาเมือง ชวนเที่ยวฐานทหารเชียงราย

ตามที่ รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งให้สอดคล้องกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นั้น ในการนี้ กองทัพภาคที่ 3 โดย กองกำลังผาเมือง จึงได้ริเริ่มเปิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ และจุดชมวิวทะเลหมอก ชายแดนไทย – เมียนมา บริเวณฐานปฏิบัติการ ตามพื้นที่แนวชายแดนจังหวัดเชียงราย รวมทั้งได้มีร้านกาแฟ และสถานที่พักผ่อนไว้บริการนักท่องเที่ยว โดยใช้เมล็ดพันธุ์กาแฟ และผลิตภัณฑ์ในชุมชนที่ปลูกในท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้ชุมชมโดยรอบฐานปฏิบัติการมีรายได้ มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จำนวน 2 จุด ดังนี้.-

1.จุดชมวิวดอยช้างมูบ ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สถานที่ท่องเที่ยงแห่งใหม่ โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดเชียงราย ผ่านถนนหมายเลข 1 และหมายเลข 1149 ประมาณ 60 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่งฐานปฏิบัติการดอยช้างมูบแห่งนี้ ตั้งอยู่บนแนวสันเขาแบ่งเขตแดนไทย – เมียนมา ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของอำเภอแม่สาย อีกแห่งหนึ่ง รวมทั้งมีร้านกาแฟ Phamuang Coffee @DoichangMub และลานกางเต้นท์

2.จุดชมวิวด่านป่าสัก ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย Phamuang Coffee Danpasak ร้านกาแฟเปิดใหม่ โดยนำกาแฟ Phamuang Coffee และกาแฟม้าดอย มาให้บริการ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชิมกาแฟคุณภาพ พร้อมชมทะเลหมอกยามเช้า ในบรรยากาศสบายๆ มีวิวที่สวยงาม โอบล้อมด้วยเทือกเขา สัมผัสชั้นหมอกยามเช้า มองเห็นวิวภูเขาของทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่งประเทศเพื่อนบ้านและฝั่งตัวเมืองของอำเภอแม่สาย

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชวนข้าราชการทหารในสังกัดกองทัพภาคที่ 3, พี่น้องประชาชนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งนักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสทดลองเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ชมบรรยากาศความงดงามตามธรรมชาติ ของฐานปฏิบัติการ ตามพื้นที่แนวชายแดน กองกำลังผาเมือง จังหวัดเชียงราย ในห้วงฤดูหนาวนี้ ได้อย่างมั่นใจในความปลอดภัย รวมทั้งได้สัมผัสธรรมชาติอย่างมีความสุข


โครงการตามพระราชเสาวนีย์ฯ “บ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ” เพื่อความสุขของประชาชนชาวไทย ในพื้นที่ภาคเหนือ

โครงการตามพระราชเสาวนีย์ฯ “บ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ” เพื่อความสุขของประชาชนชาวไทย ในพื้นที่ภาคเหนือ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีความห่วงใยประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้เสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรทั่วทุกพื้นที่และพระราชทานความช่วยเหลือในลักษณะโครงการตามพระราชเสาวนีย์ฯ และโครงการพัฒนาต่างๆ เพื่อช่วยเหลือให้มีความกินดีอยู่ดี มีความผาสุกมาโดยตลอด โดย กองทัพภาคที่ 3 เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินงานโครงการตามพระราชเสาวนีย์ฯ ในพื้นที่ภาคเหนือ สำหรับกลุ่มงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่) จำนวน 4 โครงการ

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ประชาชนที่ยากไร้และสมัครใจเข้าร่วมโครงการ ด้วยการก่อสร้างบ้านเรือนให้ พร้อมกับมอบที่ดินทำกินตามความเหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น รวมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางคนอยู่ร่วมกับป่า ในลักษณะบ้านเล็กในป่าใหญ่ ป้องกันมิให้ป่าถูกบุกรุกทำลาย ฟื้นฟูสภาพป่า อนุรักษ์สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ให้คงอยู่ต่อไป รายละเอียดดังนี้

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย หน่วยรับผิดชอบโครงการ : มณฑลทหารบกที่ 37

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2542 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร ณ บ้านห้วยหญ้าไซ หมู่ที่ 9 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ได้ทรงรับทราบปัญหา และด้วยความห่วงใยในราษฎรของพระองค์จึงได้มีพระราชดำริ ที่จะจัดตั้งหมู่บ้านขึ้นในลักษณะ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” โดยเน้นให้ “คน” อยู่ร่วม กับ “ป่า” ได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน คนไม่ทำลายป่า ป่าให้ความร่มรื่นกับคน โดยที่ทรัพยากรธรรมชาติยังคง ความสมบูรณ์ มั่นคงถาวร เป็นการปลูกจิตสำนึกในการรักและหวงแหนธรรมชาติ ให้อยู่ควบคู่กับชุมชนและประเทศชาติ ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้มีพระราชดำริที่จะจัดตั้ง “โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ” ณ บริเวณบ้านหลักแต่งเก่า เมื่อ 16 มกราคม 2543 มีพื้นที่จำนวน 15,000 ไร่ ซึ่งแยกเป็นป่าเสื่อมโทรม จำนวน 7,000 ไร่ ป่าเลื่อนลอย จำนวน 4,500 ไร่ และป่าต้นน้ำที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม จำนวน 3,500 ไร่ เพื่อใช้ชาวไทยภูเขาที่ไม่มีแหล่งทำกิน โดยเฉพาะชาวไทยภูเขาเผ่าอีก้อ ได้มีที่ทำกินเป็น หลักแหล่งไม่บุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ ดอยฟ้าห่มปก ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ หน่วยรับผิดชอบโครงการ : กองพลพัฒนาที่ 3

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2543 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินบริเวณพื้นที่ดอยป่าคา ลุ่มน้ำแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี แม่ทัพภาคที่ 3, รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ 3, ป่าไม้เขตเชียงใหม่ เฝ้าฯ รับเสด็จ ซึ่งบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เหมาะสมจัดทำโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ โดยได้ดำเนินการสำรวจแล้วเห็นว่ามีลักษณะที่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชประสงค์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และป่าไม้เขตเชียงใหม่ ได้ถวายรายงานเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่โครงการ ตลอดจนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวิธีการให้ “คน”อยู่กับ “ป่า” ได้อย่างยั่งยืน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวินิจฉัยพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ทรงรับพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสาว จำนวน 16,670 ไร่ เพื่อจัดทำโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ” และมีพระราชเสาวนีย์ให้ สำนักพระราชวังประสานกับ กองทัพภาคที่ 3, กรมป่าไม้ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2544 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จพระราชดำเนินยังพื้นที่ดอยป่าคา ลุ่มน้ำแม่สาว อีกครั้งหนึ่ง โดยมี แม่ทัพภาคที่ 3, ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ป่าไม้เขตเชียงใหม่ เฝ้าฯ รับเสด็จ ในการนี้โปรดเกล้าฯ ให้นำราษฎรบ้านป่าโหลและบ้านจะนะ ตำบลแม่อาย อำเภอแม่อาย ซึ่งอยู่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงโครงการฯ เข้าเฝ้าฯ และทรงพระราชทานความช่วยเหลือเบื้องต้น จำนวน 211 คน

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ ดอยดำ บ้านนามน ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ หน่วยรับผิดชอบโครงการ : กองพลทหารราบที่ 7

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพื้นที่แนวชายแดน และพระราชทานถุงยังชีพแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณดอยดำ ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2545 ทรงพบว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าว ได้ถูกบุกรุกแผ้วถางป่าเป็นบริเวณกว้าง ประกอบกับมีปัญหาด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งหมู่บ้านขึ้นในลักษณะโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ บริเวณแหล่งต้นน้ำลำธาร โดยให้ “คนอยู่กับป่า” ได้อย่างผสมกลมกลืนและยั่งยืน และมีพระราชเสาวนีย์ให้สำนักพระราชวัง ประสานกับ กองทัพภาคที่ 3, กรมป่าไม้, กรมชลประทาน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านหนองห้า ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา หน่วยรับผิดชอบโครงการ : มณฑลทหารบกที่ 34

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2545 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่แนวชายแดนไทย – ลาว บริเวณดอยยอดห้วยน้ำลาว บ้านเย้าหนองห้า ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ทรงพบว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าว ได้ถูกบุกรุกแผ้วถางป่าเป็นบริเวณกว้าง บางส่วนของพื้นที่มีการปลูกพืชเสพติด ประกอบกับมีปัญหาด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และมีราษฎรไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ได้เคยถวายฎีกาขอพระราชทาน ความช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกินเป็นจำนวนมาก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ราษฎรเหล่านั้นเข้ามาช่วยฟื้นฟูสภาพป่า เพื่ออนุรักษ์แหล่งต้นน้ำลำธาร โดยจะดำเนินการขอใช้พื้นที่ของกรมป่าไม้ จัดตั้งเป็น “โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่” และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จะให้การสนับสนุนการฝึกอบรมศิลปาชีพและปลูกฝังความรู้เรื่องการเกษตร การอนุรักษ์ธรรมชาติแก่ราษฎรที่จะเข้ามาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างผสมกลมกลืน โดย “คนเป็นผู้พิทักษ์รักษาป่า ป่าให้ความร่มเย็น และเป็นแหล่งผลิตอาหารของคน”

กองทัพภาคที่ 3 ได้น้อมนำศาสตร์พระราชา เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพัฒนาความเจริญทุกมิติให้เกิดขึ้นในพื้นที่และก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน อย่างยั่งยืนตลอดไป