พิษณุโลก จัดฝึกอบรมวิทยากรแกนนำลูกเสืออาสาพระราชทาน ระดับจังหวัด

จังหวัดพิษณุโลก จัดฝึกอบรมวิทยากรแกนนำลูกเสืออาสาพระราชทาน ระดับจังหวัดของสำนักงานลูกเสือจังหวัดพิษณุโลกระหว่างวันที่ 21-24 พฤษภาคม 2568 เสริมสร้างจิตสํานึกความเป็นพลเมืองที่เข็มแข็ง และบําเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อลูกเสือที่มีความรักต่อสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชน

วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมโรงเรียนวัดมหาวนาราม อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิดฝึกอบรมวิทยากรแกนนำลูกเสืออาสาพระราชทาน ระดับจังหวัดของสำนักงานลูกเสือจังหวัดพิษณุโลกระหว่างวันที่ 21-24 พฤษภาคม 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมฯ จากสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 เขต 2 เขต 3 และสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ สํานักงานส่งเสริมการเรียนรู้ สมาคมสโมสร ลูกเสือจังหวัด สโมสรลูกเสือนเรศวร จํานวน 36 คน

ตามที่สํานักงานลูกเสือแห่งชาติ กําหนดจัดโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน เพื่อส่งเสริม ให้ลูกเสือและบุคลากรทางการ ลูกเสือน้อมนําโครงการจิตอาสาพระราชทานมาเสริมสร้างจิตสํานึกความเป็นพลเมืองที่เข็มแข็ง และบําเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เป็นการถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ โดยการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างจิตสํานึกที่ดีให้กับลูกเสือได้ร่วมกิจกรรม จิตอาสาบําเพ็ญประโยชน์ มีจิตสาธารณะ ตามกฎและคําปฏิญาณของลูกเสือ โดยมี นายรังสรรค์ คําชาย หัวหน้าสํานักงานลูกเสือจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร รามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระบรมราชานุญาตให้ลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือถวายงานตามโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 ของพระองค์ท่าน โดยพระราชทานหลักสูตรลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน และตราสัญลักษณ์ลูกเสือจิตอาสาพระราชทานเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการร่วมใจถวายงานด้านจิตอาสา ของลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือ ต่อโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสําคัญยิ่งอีกวันหนึ่งของลูกเสือ ที่คณะผู้บริหาร ลูกเสือทุกระดับที่ได้มาร่วมกันในงานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมวิทยากรแกนนําลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ระดับจังหวัด ในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระราชทาน “หลักสูตรลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน” มาเพื่อให้ลูกเสือทุกเหล่า ทุกกอง ได้มีโอกาสถวายงานด้านจิตอาสา พระราชทานในการช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งได้พระราชทาน “ตราสัญลักษณ์ลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความร่วมใจในการถวายงานด้านจิตอาสาพระราชทานของเหล่าลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือต่อ “โครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน” โดยเน้นย้ำจุดมุ่งหมายที่จะต้องดําเนินงานให้ประสบความสําเร็จสูงสุด ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ คือ ต้องเป็นผู้ที่ทําหน้าที่ ปลูกฝัง อบรม บ่มเพาะ สร้างจิตสํานึก ให้กับบุคลากรทางการลูกเสือ ลูกเสือและเนตรนารี เป็น “ลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน” ที่มีจิตใจมุ่งมั่นในภารกิจจิตอาสา พระราชทาน มีความพร้อมและศักยภาพที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ได้ตาม ความสามารถ และที่สําคัญคือลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน จะเป็น ลูกเสือที่มีความรักต่อสถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชน


นที มีเดช รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนัก พื้นที่ อำเภอวัดโบสถ์

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนัก พื้นที่ อำเภอวัดโบสถ์ ส่งผลให้บึงน้ำลำคลอง มีน้ำท่วมสูงขึ้น เจ้าหน้าที่เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนติดตั้งเครื่องสูบเป็นการระบายน้ำเร่งด่วน ขณะ ชาวบ้านเนินตาเกิด เเร่งระบายน้ำตามท่อระบายในในชุมชน ป้องกันน้ำท่วมขังจากฝนที่ตก

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก จากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางดึกจนถึงช่วงเช้าส่งผลให้ในหลายพื้นที่ของอำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะลุ่มน้ำลำคลองบึงน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทและทำให้ชุมชนที่ลาดต่ำที่ติดกับลำคลองสายต่างๆมีปริมาณน้ำไหลเออล้นเข้าท่วมในบางจุด เช้าวันนี้เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลวัดโบสถ์ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำในหลายจุดของชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นการเร่งระบายน้ำป้องกันน้ำท่วมขัง ในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลท้อแท้ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก

ล่าสุดทางด้าน นายพิสิษฐ์ วิระขันคำ นายอำเภอวัดโบสถ์ พร้อมด้วยนายกเทศบาลวัดโบสถ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในพื้นที่ลาดต่ำที่มีน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำทุกปีเพื่อวางแนวทางในการขุดลอกระบายน้ำที่ท่วมขังและเป็นการป้องกันน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝนนี้อย่างถาวรต่อไป

ขณะที่ ชาวบ้านเนินตาเกิด หมู่ 9 ต. บ้านยาง อ. วัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ร่วมแรงร่วมใจ ออกทำการลอกท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังในพื้นที่ชุมชน จากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้น้ำในลำคลองต่างๆของเขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์โดยเฉพาะที่ บ้านเนินตาเกิด หมู่ 9 ต.บ้านยาง เช้าวันนี้มีระดับน้ำจากลำคลองหนองบึงต่างๆเพิ่มสูงขึ้นบางจุดน้ำได้เออล้นเข้าท่วมในพื้นที่ราบต่ำ ชาวบ้านในชุมชนต่างๆต้องร่วมมือร่วมใจกันนำวัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ในชุมชนมาช่วยกันเปิดทางน้ำลอกท่อต่างๆเพื่อเป็นการเร่งระบายน้ำลงสู่ทุ่งนาลำคลองหนองบึงต่างๆป้องกันน้ำท่วมขังในพื้นที่อย่างเร่งด่วนถือเป็นความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านในอำเภอวัดโบสถ์

ขณะที่บริเวณพื้นที่โรงเรียนบ้านวัดโบสถ์-บำรุงวุฒิวิทยา อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายชั่วโมงทำให้เกิดน้ำท่วมขังภายในโรงเรียนเกือบเข้าบริเวณอาคารเรียนชั้นล่าง ทำให้ทางโรงเรียนต้องประกาศขอเลื่อนการประชุมผู้ปกครองออกไปก่อน เนื่องจากยังคงมีฝนตกหนักและน้ำเพิ่มระดับสูงขึ้น


นที มีเดช รายงาน

สำนักงาน ป.ป.ช. ประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระดับพื้นที่ จังหวัดลำพูน

สำนักงาน ป.ป.ช. ประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระดับพื้นที่ จังหวัดลำพูน

วันนี้(วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม 2568) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(สำนักงาน ป.ป.ช.) จัดประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระดับพื้นที่ ณ ห้องหริภุญชัย ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลำพูน โดยมีนายวิวัฒน์ เจริญฉ่ำ รองเลขาธิการฯคณะกรรม การ ป.ป.ช. ภาค 5 กล่าวเปิดการประชุม และนางสาวลลิตา โภชนพันธ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงวัตถุประสงค์ การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระดับพื้นที่

โดยในการประชุม มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ/กิจกรรม ตามแผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในพื้นที่ลำพูน ได้แก่ สำนักงานจังหวัดลำพูน ที่ทำการปกครองจังหวัดลำพูน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลำพูน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำพูน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน และ สำนักงานสถิติจังหวัดลำพูน สำหรับจังหวัดลำพูน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา มีผลการขับเคลื่อนตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ.2561-2568) ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ดังนี้ เด็กและเยาชนมีพฤติกรรมที่ยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริต ค่าเป้าหมายร้อยละ 82 ผลการดำเนินงานได้ร้อยละ 93.80 ประชาชนมีวัฒนธรรม ค่านิยมสุจริต มีทัศนคติและพฤติกรรมในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ค่าเป้าหมาย ร้อยละ 82 ผลการดำเนินงาน ได้ร้อยละ 97.30 หน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ(ITA) ค่าเป้าหมายร้อยละ 100 ผลการดำเนินการได้ร้อยละ 100 และ จำนวนคดีทุจริตในภาพรวมลดลง ค่าเป้าหมาย ลดลงร้อยละ 20 (ปีฐาน 24 เรื่อง) ผลการดำเนินงาน ลดลงร้อยละ 50 (ลดลง 12 เรื่อง)


นที มีเดช รายงาน

เชียงใหม่ ร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 1/2568

เชียงใหม่ ร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 1/2568

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2568) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 1/2568 ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ ณ ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดเชียงใหม่ (POC) ชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมหนุมาน 1 ชั้น 1 อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ได้เชิญส่วนราชการ/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดเชียงใหม่ (POC) ชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

ในการนี้ ที่ประชุมได้รับทราบการปรับปรุงคำสั่งคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ 1/2567 รับทราบสรุปผลการติดตามการดำเนินงานของคณะอนุติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในระดับพื้นที่ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 รวมทั้งสิ้นจำนวน 25 ครั้ง ในเขตพื้นที่ 22 จังหวัด 85 โครงการ ซึ่งได้มีการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม 2567 จำนวน 2 ครั้ง 14 โครงการ รวมถึงรับทราบสรุปสถานะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทั้งนี้ ได้มีการติดตามความก้าวหน้าโครงการต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินงาน โดยเป็นโครงการที่ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการอนุรักษ์ต้นน้ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนบริเวณโครงการประตูระบายน้ำบ้านแม่ปูคาพร้อมระบบส่งน้ำ ตำบลแม่ปูคา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการดังกล่าว จำนวน 2,769,360 บาท

ทั้งนี้ ได้มีการเสนอโครงการฯ เพื่อเป็นโครงการต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ทำไว้แล้วให้ก้าวหน้าเกิดประโยชน์ดียิ่งขึ้น


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 ร่วมหารือขับเคลื่อนการดำเนินการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ แม่น้ำข้ามพรมแดน ลุ่มน้ำโขงเหนือ

มณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมหารือขับเคลื่อนการดำเนินการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ แม่น้ำข้ามพรมแดน ลุ่มน้ำโขงเหนือ

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 มณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ แม่น้ำข้ามพรมแดน ลุ่มน้ำโขงเหนือ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีคณะทำงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากจังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุม ทั้งระบบออนกราวด์ และออนไลน์ เพื่อติดตามผลความก้าวหน้าในการดำเนินงานที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมพวงแสด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ชี้แจง ถึงแนวทางการรวบรวมแผนงาน โครงการ เพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำข้ามพรมแดน ลุ่มน้ำโขงเหนือ และการดำเนินการตามพรบ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2568 โดยแนวทางในการเสนอแผนงานโครงการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ ด้านที่ 1 การจัดการอุปโภค บริโภค ด้านที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ด้านที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ด้านที่ 4 การอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ และด้านที่ 5 การบริหารจัดการ ซึ่งแผนงานโครงการด้านอื่นๆ นอกเหนือจากด้านน้ำตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี จะใช้เป็นฐานข้อมูลของคณะทำงานฯ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต่อไป

นอกจากนี้ยังได้มีการพิจารณาปรับปรุงองค์ประกอบคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ แม่น้ำข้ามพรมแดน ลุ่มน้ำของเหนือ ทั้งด้านวิชาการและข้อมูล ด้านการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม ด้านการสนับสนุนการเจรจาระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังฝากให้จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ ได้วางแผนการรับมือของแต่ละหน่วยงาน กรณีเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นในพื้นที่ ทั้งสถานการณ์น้ำท่าวมและอุทกภัย และสถานการณ์ปัญหาคุณภาพน้ำ เพื่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด


นที มีเดช รายงาน

พระครูอ๊อด-พ่อหนานหล้า นำผักสดจากอมก๋อยแจก 10,000 กิโลฯ บรรเทาค่าครองชีพ-ช่วยชาวสวนบนดอย เชียงใหม่

พระครูอ๊อด-พ่อหนานหล้า นำผักสดจากอมก๋อยแจก 10,000 กิโลฯ บรรเทาค่าครองชีพ-ช่วยชาวสวนบนดอย เชียงใหม่

วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 พระครูอ๊อด วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยพ่อหนานหล้า ผู้นำชาวกะเหรี่ยงจากอำเภออมก๋อย และกลุ่มญาติธรรม ได้ร่วมกันนำผักสดจากพื้นที่สูงในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ มาจัดกิจกรรมแจกจ่ายให้กับประชาชนในเขตอำเภอเมืองและอำเภอแม่ริม เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ และเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลที่ประสบปัญหาราคาพืชผลตกต่ำอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมจัดขึ้นที่บริเวณหน้าศูนย์พัฒนากีฬา มณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่

โดยมีการแจกจ่ายผักผลไม้รวม 10,000 กิโลกรัม ซึ่งประกอบด้วยพริก มะเขือเทศ และมะม่วงสุก โดยเฉพาะมะม่วงสุกที่นำมาแจกในครั้งนี้ ได้รับความเมตตาจากครูบาวัดดอยหลังถ้ำ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน พร้อมลูกศิษย์ที่ได้นำผลผลิตมาร่วมสมทบด้วยน้ำใจ เพื่อส่งต่อความหอมหวานจากสวนถึงมือชาวบ้านในเมืองเชียงใหม่อย่างทั่วถึง

พ่อหนานหล้า เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวสวนในพื้นที่อมก๋อยกำลังเผชิญกับภาวะราคาผลผลิตตกต่ำและขาดช่องทางการกระจายสินค้า แม้จะมีผลผลิตพร้อมจำหน่ายเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานรัฐใดเข้ามาช่วยจัดการหรือสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม การเคลื่อนย้ายและแจกจ่ายผลผลิตสามารถทำได้เพียงวันละไม่เกิน 10,000 กิโลกรัม “เราทำเท่าที่ทำได้ พี่น้องชาวสวนมาขอให้ช่วยหาทางระบายผลผลิต เราจึงร่วมกับท่านพระครูอ๊อดและญาติธรรม นำผักผลไม้ลงมาจากดอย แจกจ่ายให้ชาวบ้านในตัวเมือง และนำไปใช้ในงานบุญบางส่วน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม” การแจกผักในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของชาวบ้านในเมือง แต่ยังสะท้อนพลังความร่วมมือของประชาชนระดับรากหญ้าที่ลุกขึ้นมาช่วยกันดูแลซึ่งกันและกันในยามที่หน่วยงานรัฐยังไม่สามารถตอบสนองความเดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที

พ่อหนานหล้ากล่าว กิจกรรมครั้งนี้มีประชาชนจำนวนมากเข้ารับการแจกจ่ายผักสดอย่างเป็นระเบียบ โดยต่างกล่าวขอบคุณผู้จัดงานที่ช่วยเติมเต็มความต้องการในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงตึงตัว

ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งลงพื้นที่สำรวจและแก้ไขปัญหาปากท้องของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลอย่างจริงจัง และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 จะมีการนำผักสดจากบนดอยอมก๋อยจังหวัดเชียงใหม่มาแจกจ่ายที่บริเวณโรงพยาบาลนครพิงค์เชียงใหม่เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนและกระจายผลผลิตทางการเกษตรให้กับชาวเชียงใหม่อีก 10,000 กิโลกรัมด้วย


นที มีเดช รายงาน

นายกรัฐมนตรี ขอบคุณ กลาโหมหลังใช้ศักยภาพเทคโนโลยีของกองทัพบรรเทาสาธารณภัย พร้อมช่วยเหลือประชาชนแบบครบวงจร ในการปรับใช้ศักยภาพเพื่อประชาชน ยามมีภัยฯ

ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 นำเสนอภารกิจ การสนับสนุนและอำนวยการการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) พื้นที่ภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.50 น. ณ บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร ฯ พลตรี ชายแดน กฤษณสุวรรณ รองแม่ทัพภาคที่ 3 /รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 และ พันเอก พงษ์ยุทธ งามเกษม รองหัวหน้าศูนย์ควบคุมไฟป่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 เป็นผู้บรรยายบอร์ดนิทรรศการ การสนับสนุนและภารกิจอำนวยการการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) พื้นที่ภาคเหนือ ให้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม, คณะรัฐมนตรี, พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, คณะผู้บริหารกระทรวงกลาโหม เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดแสดงนิทรรศการยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือประชาชน การบรรเทาสาธารณภัย และการพัฒนาประเทศของกระทรวงกลาโหม เรื่อง “การบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชนของกระทรวงกลาโหม” โดยมีคณะรัฐมนตรี และผู้บริหารหน่วยงานกระทรวงกลาโหมเข้าร่วม

นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี รับฟังภาพรวมการจัดแสดงนิทรรศการ “การบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชนของกระทรวงกลาโหม” ได้นำเสนอศักยภาพและขีดความสามารถของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงกลาโหมอย่างเป็นรูปธรรม โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 2 หัวข้อหลักที่สะท้อนภารกิจสำคัญในการปกป้องและช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤต ดังนี้

ภารกิจที่หนึ่ง การค้นหาและกู้ภัยอาคารถล่มและแผ่นดินไหว หัวข้อนี้ได้จำลองสถานการณ์และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของชุดปฏิบัติการพิเศษต่าง ๆ ที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อรับมือกับภัยพิบัติร้ายแรง เช่น อาคารถล่มและแผ่นดินไหว โดยมีการนำเสนอชุดปฏิบัติการที่สำคัญ ได้แก่

ชุดค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (Urban Search and Rescue: USAR) ชุดปฏิบัติการนี้มีความเชี่ยวชาญในการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่พังทลาย กำลังพลได้รับการฝึกฝนเทคนิคการเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง การใช้อุปกรณ์พิเศษในการเจาะ ตัด ถ่างโครงสร้างที่เสียหายและการประเมินความปลอดภัยของพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ชุดแพทย์เผชิญเหตุ (Medical Emergency Response Team : MERT) พร้อม Drone ทางการแพทย์ ทีมปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินเคลื่อนที่เร็ว (MERT) มีความพร้อมในการให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุอย่างทันท่วงที มีความเชี่ยวชาญในการประเมินอาการผู้ป่วย การให้การรักษาฉุกเฉิน และการลำเลียงผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสม รวมทั้งสนับสนุนทีมปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินเคลื่อนที่เร็ว (MERT) ในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ณ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอเทคโนโลยี Drone ทางการแพทย์ ซึ่งสามารถใช้ในการสำรวจพื้นที่ประสบภัย ส่งเวชภัณฑ์เบื้องต้นหรือแม้กระทั่งช่วยในการประเมินสถานการณ์และติดต่อสื่อสารในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ซึ่งงานวิจัยหุ่นยนต์ค้นหาและกู้ภัย ส่วนนี้เป็นการแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่กระทรวงกลาโหมพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานกู้ภัย หุ่นยนต์ค้นหาและกู้ภัย สามารถเข้าไปสำรวจในพื้นที่อันตรายที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เช่น ช่องแคบ ใต้ซากปรักหักพัง หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการทรุดตัว หุ่นยนต์เหล่านี้มักติดตั้งกล้อง เซ็นเซอร์ และอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ เพื่อส่งข้อมูลภาพ เสียง และสภาพแวดล้อมกลับมายังทีมควบคุม ทำให้สามารถค้นหาผู้ประสบภัยและประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำ

ชุดสุนัขกู้ภัย (Rescue Dog) สุนัขกู้ภัยเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการค้นหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง มีความสามารถในการดมกลิ่นที่เป็นเลิศ ทำให้สามารถตรวจจับร่องรอยของมนุษย์ได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน ชุดสุนัขกู้ภัยประกอบด้วย สุนัขที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ และผู้ควบคุมที่มีความเชี่ยวชาญในการนำทางและตีความสัญญาณจากสุนัข เพื่อให้การค้นหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี รับฟังภารกิจของชุดสุนัขกู้ภัย K9 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการค้นหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพักมาภายในงาน พร้อมกับสอบถามชื่อและอายุของสุนัข K9 2 ตัวที่มาโชว์ตัว พร้อมสอบถามว่าสุนัขกัดหรือไม่ ทหารพี่เลี้ยงตอบว่า ไม่กัด นายกรัฐมนตรี จึงเอามือลูบหัวสุนัขทั้ง 2 ตัว ด้วยความเอ็นดู

ภารกิจที่สอง การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) หัวข้อนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของกระทรวงกลาโหมในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีการนำเสนอ ดังนี้

การจัดแสดงภารกิจการอำนวยการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ของศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 (ศอ.ปกป.ภาค 3) ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกองทัพบก ส่วนนี้จะแสดงให้เห็นถึงกลไกการทำงานของ ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 (ศอ.ปกป.ภาค 3) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการป้องกัน เฝ้าระวัง และดับไฟป่า รวมถึงการจัดการปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองในพื้นที่รับผิดชอบ มีการนำเสนอแผนปฏิบัติการ การประสานงานกับเครือข่ายจิตอาสาภัยพิบัติ หน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ และการใช้ทรัพยากรของกองทัพบกในการสนับสนุนภารกิจ และการจัดแสดงเทคโนโลยีการเฝ้าติดตามและจัดทำแผนที่จุดความร้อน (Hot spot) จากดาวเทียมระบบ VIIRS ส่วนนี้เป็นการนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการตรวจจับและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อนดาวเทียมระบบ VIIRS (Visible Infrared Imaging Radiometer Suite) เป็นระบบที่สามารถตรวจจับรังสีอินฟราเรดที่ปล่อยออกมาจากไฟ ทำให้สามารถระบุตำแหน่งและขนาดของไฟป่าได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลจากดาวเทียมจะถูกนำมาวิเคราะห์และจัดทำเป็นแผนที่จุดความร้อน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนการดับไฟ การเฝ้าระวัง และการประเมินความเสี่ยงของการเกิดไฟป่า รวมถึงการติดตามและประเมินสถานการณ์หมอกควันและฝุ่นละอองที่อาจมีสาเหตุมาจากไฟป่า

ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายสรุป จาก พลตรี ชายแดน กฤษณสุวรรณ รองแม่ทัพภาคที่ 3 /รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 และ พันเอก พงษ์ยุทธ งามเกษม รองหัวหน้าศูนย์ควบคุมไฟป่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 เป็นผู้บรรยายบอร์ดนิทรรศการ ฯ

ทั้งนี้ ระหว่างเยี่ยมและรับฟังบรรยายสรุป นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมกระทรวงกลาโหมที่สามารถบูรณาการเทคโนโลยีและทรัพยากรของกองทัพมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในภารกิจการค้นหาและกู้ภัย การแพทย์ฉุกเฉิน และการแก้ไขปัญหาไฟป่าและมลพิษ PM 2.5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญของกองทัพในการสร้างความมั่นคงทั้งในด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันเสริมสร้างระบบการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งการจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของกระทรวงกลาโหมในการเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของสังคมไทยต่อไป


สานสัมพันธ์สมาคมชาวปักษ์ใต้ “สิงห์บุรี” รวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ ณ ลานไชยแสง CS ปาร์ค 30 พค.นี้

สานสัมพันธ์สมาคมชาวปักษ์ใต้ “สิงห์บุรี” รวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ ณ ลานไชยแสง CS ปาร์ค 30 พค.นี้

“ดร.อำนาจ เลิศศิริวิบูลย์ ” นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้สิงห์บุรี และประธานจัดงาน ” สานสัมพันธ์ชาวใต้ เปิดเผยว่า งานสานชาวใต้สิงห์บุรี ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่มีการรวมตัวกัน จัดกิจกรรม ศูนย์รวมนํ้าใจ เพื่อนำรายได้ สมทบทุนสาธารณกุศล เสริมสร้างความรักสามัคคี ระหว่างกันให้ยั่งยืน อีกทั้งได้สร้างประโยชน์ต่อสังคม จัดเพื่อให้เป็นตำนาน สืบสานในรุ่นต่อๆไป เพื่อให้ชาวใต้ในสิงห์บุรี และจังหวัดใกล้เคียง มาพบปะสังสรรค์ เสริมสร้างมิตรไมตรี ให้แนบแน่น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน

สำหรับปีนี้ “ดร.อำนาจ เลิศศิริวิบูลย์ ” นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้จังหวัดสิงห์บุรี คนแรก กล่าวว่า ทางคณะกรรมการ ได้กำหนดจัดงานมหากุศลขึ้น ในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568 ณ ลานไชยแสง ซี เอส ปาร์ค อ.เมือง จ.สิงห์บุรี เวลา 18.00 น. ภาคบันเทิง มีการแสดง สีสัน แสง ครบวงจร นักร้อง ดารารับเชิญ เพลิดเพลิน กับรำวงย้อนยุค คณะ ” อ๊อด โฟรเอส” ฯลฯ แน่นเวที เพื่อให้ชาวใต้จังหวัดสิงห์บุรี และใกล้เคียง พบปะสังสรรค์ กันอย่างเต็มที่

จึงเชิญชวนให้สมาชิก และบุคคลทั่วไป ไปร่วมงานให้คับคั่ง ติดต่อซื้อบัตร หรือจองได้หน้างาน หรือโทร 081-5711-055 การจัดงานมหากุศลครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำรายได้สบทบทุน สาธารณกุศล โดยทั่วไป

“ดร.อำนาจ” ประธานจัดงานฯ กล่าวว่า ภาคใต้เป็นดินแดน แห่งศิลปวัฒนธรรม ผู้คนใช้วิถีชีวิตเรียบง่าย โดยเฉพาะความรัก ความสามัคคี ที่สืบสานมายาวนานในภาพรวม เป็นที่ทราบดีอยู่ว่า ชาวใต้ทุกสาขาอาชีพ ได้กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ และทั่วโลก เกือบทุกวงการที่ชาวใต้ ได้ไต่เต้า ไปอยู่ในระดับสูง ไม่ว่าภาครัฐบาล หรือเอกชน ทั้งกระทรวง ทบวงกรม ข้าราชการ ทหาร- ตำรวจ นักการเมือง แม้กระทั่งในแวดวงบันเทิง และ สื่อมวลชน ฯลฯ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า สายเลือด ของบรรพบุรุษ ที่ถ่ายทอดมาสู่ มันรุนแรง และทรงคุณค่า เหลือที่จะกล่าว

“ดร.อำนาจ” ยํ้าว่า “ปักษ์ใต้” เคยเป็นถิ่นเจริญรุ่งเรืองในอดีต ภาคกลาง กลับเจริญรุดหน้า จนภาคใต้กลายเป็นท้องถิ่น และชนบท แต่เลือดคนใหญ่คนโต ครั้งโบราณยังคงอยู่ พูดง่ายๆว่า พวกปักษ์ใต้ เหมือนผู้ดีตกยาก (ทางประวัติศาสตร์) “จึงดูซอมซ่อ พยายามเจียมตัวเท่าไหร่ ก็อดมีท่าเย่อหยิ่ง ตามลักษณะ ที่สืบมาแต่โบราณไม่ได้ “

“เลือดชาวใต้ ” ความสามัคคี ของหมู่พวก ตลอดจนความรัก ความผูกพันธ์ ย่อมมีส่วนเสริมสร้าง คุณประโยชน์ ให้กับสังคมส่วนรวมได้อย่างแท้จริง และความสามัคคีดังกล่าว มีผลไปถึงการคุ้มครอง ประเพณีวัฒนธรรม ศิลปะ ประจำถิ่น ที่ปู่ย่าตายาย ของเราได้สร้างสรรค์ เอาไว้ด้วยความนุ่มนวล และประณีตอีกด้วย ดร.อำนาจกล่าว

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ จากสายธาร แห่งศรัทธา จึงก่อเกิดเป็น ” สมาคมชาวปักษ์ใต้ในจังหวัดสิงห์บุรี และเกิดงานสานสัมพันธ์ฯ ครั้งนี้ขึ้น

ด้วยสำนึก และหน้าที่อันมั่นคง คณะกรรมการจัดงาน จึงพยายามอย่างยิ่ง เพื่อให้งาน”สานสัมพันธ์” ดำเนินไปด้วยความราบรื่น และประสบผลสำเร็จ ตามเป้าหมาย จึงขอเชิญชวน ให้ชาวใต้สิงห์บุรี และใกล้เคียง ไปร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันศุกร์ที่ 30 พค.2568 ณ ลานไชยแสง CS .ปาร์ค อ.เมืองสิงห์บุรี เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป


พล.ต.อ.ธนายุตม์ พร้อมคุณนภัสนันท์ ดูแลขวัญกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา ตามโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน”

ตามนโยบายเน้นหนักของ ผบ.ตร. ข้อ 15 เรื่องสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ ตามคำสั่ง ตร. ที่ 225/2568 ลง 9 เม.ย.68 ประกอบบันทึกสั่งการ ผบ.ตร. ลง 11 เม.ย.2568 ท้ายหนังสือ สง.รอง ผบ.ตร.(บร) ที่ 0001(บร)/79 ลง 11 เม.ย.2568 เรื่อง การมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในงานบริหาร มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.(บร 1) รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สกพ. รวมทั้งสั่งและปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ในลักษณะงานสวัสดิการ ตร. และตามนโยบายของสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยคุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้ดำเนินโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” (ด้านตำรวจบาดเจ็บ ทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่) ประจำปี 2568 โดยให้ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญกำลังใจ ข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ จากการปฏิบัติหน้าที่

วันนี้(วันจันทร์ที่ 19 พ.ค.68) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ, พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร.(บร) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., คุณนภัสนันท์ วุฒิจรัสธำรงค์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ/ประธานที่ปรึกษาโครงการฯ เดินทางไปส่งมอบกำลังใจให้ ด.ต.ประกาศ สาวิสัย ผบ.หมู่ (ป.) สภ.สุวรรณภูมิ จว.ร้อยเอ็ด ได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่ขณะขับรถลาดตระเวน และมีคนร้ายลอบวางระเบิดจนทำให้รถยนต์ระเบิดพลิกคว่ำ เหตุเกิดที่ อ.ธารโต จ.ยะลา เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2551 เป็นเหตุให้ขาทั้งสองข้างไม่สามารถใช้งานได้

พร้อมด้วย พล.ต.ต. ภูมิวิทย์ เวชกามา ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด, พญ.จิตเกษม เวชกามา ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด, คุณอภิรดี กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยเลขานุการสมาคมแม่บ้านตำรวจ, คุณดุษฎี เปรมปลื้มจิตต์ ผู้ประสานงานสมาคมแม่บ้านตำรวจ, คุณรศิกาญจน์ ไชยศรัญวิชญ์ ผู้ประสานงานสมาคมแม่บ้านตำรวจ, พ.ต.อ. ศักดิ์สิทธิ์ ศรีผ่องงาม รอง ผบก.ภ. จว. ร้อยเอ็ด, พ.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ เตยหล้า ผกก.สภ.สุวรรณภูมิ, พ.ต.อ.นันทเศรษฐ์ สุขนพกิจผกก.ฝอ.ภ.จว.ร้อยเอ็ด, คุณวนิดา พิมลศิริ ปฏิบัติหน้าที่แทน ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 4, คุณหิรัญญา อุดมพิสุทธิคุณ ประธานแม่บ้าน บก.กค.ภ.4, คุณสุภาพร ยืนยง รองประธานแม่บ้าน ภ.จว.กาฬสินธุ์, คุณรุษยา สัตยพัฒน์ รองประธานแม่บ้าน ภ.จว.มหาสารคาม
พ.ต.อ.หญิงเนาวรัตน์ สุวรรณจูฑะ เลขานุการชมรม พร้อมคณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 4 และคณะแม่บ้าน ภ.จว.ร้อยเอ็ด ร่วมตรวจเยี่ยม

โดยในการนี้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และคุณนภัสนันท์ วุฒิจรัสธำรงค์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้เป็นตัวแทน สมาคมแม่บ้านตำรวจ มอบเงินจำนวน 5,000 บาท พร้อมทั้งได้มอบเงินส่วนตัว จำนวน 10,000 บาทและชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 4 มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 3,000 บาท พร้อมทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ อันเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน และส่งเสริมขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจ ที่ได้อุทิศตนเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่

ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสมาคมแม่บ้านตำรวจ ขอขอบคุณและชื่นชมข้าราชการตำรวจและแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 4 ที่ดำเนินการตามโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” และดูแลขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างดีและขอให้รักษาความดีนี้ไว้สืบต่อไป ณ บ้านเลขที่ 148 หมู่ 13 ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด


พล.ต.อ.ธนายุตม์ ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ ข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ จากการปฏิบัติหน้าที่

ตามนโยบายเน้นหนักของ ผบ.ตร. ข้อ 15 เรื่องสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ ตามคำสั่ง ตร. ที่ 225/2568 ลง 9 เม.ย.68 ประกอบบันทึกสั่งการ ผบ.ตร. ลง 11 เม.ย.2568 ท้ายหนังสือ สง.รอง ผบ.ตร.(บร) ที่ 0001(บร)/79 ลง 11 เม.ย.2568 เรื่อง การมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในงานบริหาร มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.(บร 1) รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สกพ. รวมทั้งสั่งและปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ในลักษณะงานสวัสดิการ ตร. และตามนโยบายของสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยคุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้ดำเนินโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” (ด้านตำรวจบาดเจ็บ ทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่) ประจำปี 2568 โดยให้ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญกำลังใจ ข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ จากการปฏิบัติหน้าที่

วันนี้(วันอังคารที่ 20 พ.ค.68) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ, พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร.(บร) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., คุณนภัสนันท์ วุฒิจรัสธำรงค์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ/ประธานที่ปรึกษาโครงการฯ เดินทางไปส่งมอบกำลังใจให้ จ.ส.ต.ธนวัต นิลวงศ์ ผบ.หมู่ ปค.ศฝร.ภ.7 ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่ติดตามจับกุมผู้กระทำผิด เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2564 เป็นเหตุให้มีอาการป่วยติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

พร้อมด้วย พล.ต.ต.วชิรพงษ์ อมราพิทักษ์ ผบก.ภ.จว.ราชบุรี /ผู้แทน ผบช.ภ.7, คุณมนณิชา อมราพิทักษ์ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี, พ.ต.อ.ศยาม อินทร์สุวรรณโณ รอง ผบก.ภ.จว.ราชบุรี, พ.ต.อ.อดิศักดิ์ บุญทัน, รอง ผบก.ศฝร.ภ.7, พ.ต.อ.ไพบูลย์ แพรสีนวล ผกก สภ.เมืองราชบุรี, คุณอภิรดี กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยเลขานุการสมาคมแม่บ้านตำรวจ, คุณพัณณ์ชิตา วันสิริภักดิ์ ผู้ช่วยเลขานุการสมาคมแม่บ้านตำรวจ, คุณรศิกาญจน์ ไชยศรัญวิชญ์
ผู้ประสานงานสมาคมแม่บ้านตำรวจ, คุณรจิตร พุทธิพงษ์ ผู้ประสานงานสมาคมแม่บ้านตำรวจ
พร้อมคณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 และคณะแม่บ้าน ภ.จว.ราชบุรี ร่วมตรวจเยี่ยม

โดยในการนี้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และคุณนภัสนันท์ วุฒิจรัสธำรงค์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้เป็นตัวแทน สมาคมแม่บ้านตำรวจ มอบเงินจำนวน 5,000 บาท พร้อมทั้งได้มอบเงินส่วนตัว จำนวน 10,000 บาทและชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 3,000 บาท พร้อมทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ อันเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน และส่งเสริมขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจ ที่ได้อุทิศตนเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่

ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสมาคมแม่บ้านตำรวจ ขอขอบคุณและชื่นชมข้าราชการตำรวจและแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 ที่ดำเนินการตามโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” และดูแลขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างดีและขอให้รักษาความดีนี้ไว้สืบต่อไป ณ บ้านเลขที่ 48/1 ม.6 ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี