นักวิ่งกันดุ๊ กว่า 3,500 คน ลงสนาม “RUN KHAN DO #2/6 ที่ สนามบางสะพาน

ประจวบคีรีขันธ์ – นักวิ่งกันดุ๊ กว่า 3,500 คน ลงสนาม “RUN KHAN DO #2/6 ที่ สนามบางสะพาน

ช่วงเย็นวันที่ 18 พ.ค.68 ที่ชายหาดบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมวิ่งประจวบ คีรีขันธ์ Run Khan Do II “วิ่งกันดุ๊ 2” Track 2 (สนามที่ 6 ) อำเภอบางสะพาน โดยมีนาย สินาทร โอ่เอี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ, นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนัก งานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบฯ, นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน, นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด, นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน นายกเทศมนตรีตำบลทับสะแก, นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย, นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก พร้อม ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักวิ่งและนักท่องเที่ยวกว่า 3,500 คน เข้าร่วมกิจกรรม

ตามที่ จ.ประจวบฯ ได้กำหนดกิจกรรมวิ่ง Run Khan Do II “วิ่งกันดุ๊ 2” ในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ และระดับจังหวัด รวม 9 ครั้ง โดยได้กำหนดให้อำเภอปราณบุรีจัดกิจกรรม Run Khan Do II “วิ่งกันดุ๊ 2” เป็นที่แรก และในวันนี้เป็นสนามที่ 6 ของอำเภอบางสะพาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายจังหวัดประจวบฯ รักษ์สุขภาพ ให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี มีร่างกายแข็งแรง และเพื่อส่งเสริม เศรษฐกิจสุขภาพ ( Economy) ในระดับอำเภอ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด “Next Move Prachuap ประจวบต้องไปต่อ” รวมทั้งจังหวัดรักษ์สุขภาพที่จะนำไปสู่การสร้าง ”สุขภาพที่ดี วิถีคนประจวบ” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสุขภาพโดยการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างเครือข่ายสุขภาพในระดับชุมชน อำเภอ และจังหวัด และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ในระดับอำเภอ ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่ง ระยะทาง 5 กิโลเมตร มีการออกร้านขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง 9 แห่ง ร่วมทั้งชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอบางสะพาน และร้านค้าชุมชน บริษัทและเครือข่ายต่างๆ นำของกิน อาหาร เครื่องดื่มมาบริการ กว่า 30 ร้าน หลังจากจบการแข่ง ขันได้มีการมอบรางวัล และมอบธงกิจกรรมวิ่งประจวบคีรีขันธ์ Run Khan Do II “วิ่งกันดุ๊ 3” ให้กับอำเภอกุยบุรี มี นายอร่าม ญาณแก้ว นายอำเภอกุยบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ และนักวิ่งชาวกุยบุรี มาร่วมรับธง ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมในสนามต่อไป

ทั้งนี้กิจกรรมวิ่งประจวบคีรีขันธ์ Run Khan Do II “วิ่ง กัน ดุ๊ 2” จะจัดขึ้นทุกวันพุธของสัปดาห์ ทั้งหมด 9 ครั้ง แบ่งออกเป็นระดับอำเภอ 8 ครั้ง และวิ่งระดับจังหวัด 1 ครั้ง

  • สนามแรกที่ อ.ปราณบุรี วันที่ 14 พ.ค.68
  • สนาม 2 อ.ทับสะแก วันที่ 21 พ.ค.68
  • สนาม 3 อ.หัวหิน วันที่ 28 พ.ค.68
  • สนาม 4 อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 4 มิ.ย.68
  • สนาม 5 อ.สามร้อยยอด วันที่ 11 มิ.ย.68
  • สนาม 6 อ.บางสะพาน วันที่ 18 มิ.ย.68
  • สนาม 7 อ.กุยบุรี วันที่ 25 มิ.ย.68
  • สนาม 8 อ.บางสะพานน้อย วันที่ 2 ก.ค.68 และ
  • สนามระดับจังหวัดฯ อ.เมืองประจวบฯ วันที่ 9 ก.ค.68

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

“ดร.เฉลิมชัย” นำทัพ ทช. ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งและอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล สู่การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน

ประจวบคีรีขันธ์ – “ดร.เฉลิมชัย” นำทัพ ทช. ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งและอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล สู่การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน

วันที่ 20 มิถุนายน 2568 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จัดประชุมความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของชุมชนชายฝั่ง และอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ครั้งที่ 3 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานการประชุม พร้อมมอบเข็ม “รักษ์ทะเลยิ่งชีพ” ให้แก่ผู้ที่ประกอบคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์ต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มอบเงินอุดหนุน และอุปกรณ์จัดเก็บขยะให้กับผู้แทนชุมชนชายฝั่งที่เข้าร่วมโครงการกับกรม ทช. และมอบบัตรประจำตัวให้แก่สมาชิกอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล (อสทล.)

ในการนี้มี นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวง ทส. นายเผด็จ ลายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วย นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรม ทช. ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมชนชายฝั่ง อาสาสมัครพิทักษ์ทะเลที่ทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และประชาชนในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสามร้อยยอด อำเภอกุยบุรี และอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วมประชุม ณ โรงเรียนประจวบวิทยาลัย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทส. กล่าวว่า “ชุมชนชายฝั่ง และอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิด และได้รับผลกระทบโดยตรง สามารถให้ข้อมูล ติดตาม ตรวจสอบ หรือแจ้งเหตุผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ การสร้างความเข้าใจร่วมกันในบทบาทหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล จึงถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู ป้องกัน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ในวันนี้ต้องขอขอบคุณทุกความร่วมมือในการทำงานของพี่น้องเครือข่ายทุกท่าน ที่ประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศต่อไป“

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรม ทช. กล่าวว่า “กรมฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของ รมว.ทส. ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจให้พี่น้องเครือข่ายฯ ในการดูแลอนุรักษ์และป้องกันการทำ ลายทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่อง โดยการประชุมในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงเป็นช่องทางในการติดต่อประสานงาน สร้างความเข้าใจ รวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แก้ไขปัญหา ทำให้เกิดความร่วมมือเป็นเครือข่าย อสทล. จนเกิดเป็นความเข้มแข็ง มีการทำงานอย่างเป็นรูปแบบและรูปธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดมา

ซึ่งปัจจุบันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชุมชนที่ขึ้นทะเบียนจดแจ้งกลุ่มกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจำนวน 17 กลุ่ม และมีอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล จำนวน 954 คน ที่เข้ามาร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งร่วมกับสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่ ทั้งนี้ กรม ทช. ยังเปิดช่องทางสายด่วนพิทักษ์ป่าและรักษาทะเล โทร. 1362 สำหรับรับแจ้งเหตุเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหายากหรือการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเล เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที“


ข่าว ณีฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 064964644

พบศพชายเสียชีวิตปริศนาคารถ ญาติร้องทรัพย์สินและเงินติดตัวผู้เสียชีวิตถูกขโมย

ลำปาง – พบศพชายเสียชีวิตปริศนาคารถ ญาติร้องทรัพย์สินและเงินติดตัวผู้เสียชีวิตถูกขโมย

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2568 เวลา 19:30 น. ผู้สื่อข่าวออกตรวจสอบเหตุพบคนเสียชีวิตอยู่ในรถยนต์กระบะ จุดเกิดเหตุบริเวณถนนคันคลองชลประทาน เส้นทางบ้านหนองหัวหงอกด้านหลังมหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง ที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เขลางค์นคร ร่วมกับแพทย์เวรโรงพยาบาลลำปาง และสมาคมกู้ภัยอัมรินทร์ ร่วมตรวจสอบพร้อมกับทางญาติผู้เสียชีวิต พบผู้เสียชีวิตเป็นชายอายุ 63 ปี ทราบชื่อต่อมาผู้เสียชีวิต ชื่อนายผัด (สงวนนามสกุล) อาศัยอยู่บ้านหมู่4 ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง สภาพศพนอนเสียชีวิตอยู่ในรถยนต์กระบะ

สอบถามจากญาติผู้เสียชีวิตได้ให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัว สัณนิษฐานว่าระหว่างขับรถมาถึงจุดดังกล่าวอาการน่าจะกำเริบทำให้รถเกิดเสียหลักพุ่งเข้าป่าหญ้ารกข้างทาง โดยทางครอบครัวแจ้งว่าได้โทรศัพท์หาผู้เสียชีวิตแล้วไม่รับสาย จึงได้พากันออกตามหา จนพบรถยนต์กระบะจอดอยู่ในป่าพงหญ้าข้างถนนและพบว่าชายอายุ63ปี ที่ออกตามหาได้เสียชีวิตอยู่ภายในรถคันดังกล่าว

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์เวร ได้ทำการชันสูตรเบื้องต้นในจุดเกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย ทางญาติได้ทำการค้นหาทรัพย์สินติดตัวของผู้เสียชีวิตได้รับแจ้งว่าสร้อยคอทองคำน้ำหนัก3บาทที่ผู้เสียชีวิตสวมใส่ก่อนออกจากบ้านได้หายไป ทางญาติยืนยันว่าตอนผู้เสียชีวิตออกจากบ้านญาติยังทักเล่นว่าขอยืมสร้อยทองในคอไปจำนำได้ไหม และตรวจสอบภายในรถพบกระเป๋าสตางค์ตกอยู่ทางครอบครัวแจ้งว่าผู้เสียชีวิตมีเงินติดกระเป๋าอยู่ 4,000 บาท และได้เบิกเงินจากนายจ้างอีก 2,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,000 บาท ตรวจสอบภายในกระเป๋าเงินสดที่ผู้เสียชีวิตนำติดตัวไปด้วยก็หายไปจนหมด ทางญาติไม่ติดใจสาเหตุของการเสียชีวิตเนื่องด้วยผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัว จึงได้มอบให้สมาคมกู้ภัยอัมรินทร์เคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตมอบให้ทางญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ส่วนที่ยังติดใจอยู่ก็เป็นเรื่องของทรัพย์ติดตัวผู้เสียชีวิตที่หายไป ซึ่งทางญาติได้บอกว่าระหว่างที่ผู้เสียชีวิตขับรถมาถึงจุดเกิดเหตุอาการป่วยคงจะกำเริบจนรถเสียหลักเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง ระหว่างนั้นหัวขโมยน่าจะพบเห็นเหตุการณ์พอดีจึงเข้ามาค้นหาทรัพย์สินและของมีค่าไป ทางญาติมีความเห็นว่า ถ้าผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ให้การช่วยเหลือตั้งแต่แรกหรือแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ เหตุการณ์ครั้งนี้ก็อาจจะไม่เกิดการสูญเสียเกิดขึ้น


ศรัญญู วังกาวี ผู้สื่อข่าวลำปาง รายงาน

ชาวบ้าน อ.ลานสัก จ.อุทัยธานีเลี้ยงอ้น สร้างรายได้งาม

อุทัยธานี – ชาวบ้าน!! เลี้ยงอ้น เป็นที่ต้องการในประเทศและต่างประเทศสร้างรายได้งาม

ผู้สื่อข่าวรายงานบ้านเพชรน้ำผึ้ง ม.3 ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ได้พบกับนายมาโนช จันทฤกษ์ เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการเลี้ยงอ้นในพื้นที่ และอ้นเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่น้อย อาหารหลักเป็นพืชผักที่หาได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ ที่สำคัญตลาดยังมีความต้องการสูง ทั้งในประเทศและส่งออกไปจีนและเวียดนาม

นายมาโนช เปิดเผยว่า การเลี้ยงอ้นมีข้อดีหลายประการ อ้นเป็นสัตว์แข็งแรง ทนทานต่อโรค โตเร็ว และขยายพันธุ์ได้ดี เมื่อลูกอ้นขุนได้ขนาดน้ำหนักประมาณ 7 ขีด สามารถขายได้ราคาคู่ละ 3,500-4,000 บาท ส่วนอ้นที่เลี้ยงจนโตเต็มที่ จะได้ราคาสูงขึ้นไปอีก หากขายเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ก็จะยิ่งเพิ่มมูลค่า ปัจจุบันเนื้ออ้นได้รับความนิยมในวงการอาหาร โดยเฉพาะในจีน เวียดนาม และไทย เนื่องจากมีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เกษตรกรที่เลี้ยงอ้นจึงสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงจากทั้งตลาดในประเทศและการส่งออกไปต่างประเทศ โดยมีพ่อค้าคนกลางเป็นผู้รับซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

สลด!! รถบรรทุกขบวนบั้งไฟไปไม่ถึงงาน ถูกรถพ่วงบรรทุกข้าว ชนท้าย เสียหลักร่วงตกรถ ถูกล้อรถทับดับอนาถ

อุทัยธานี – สลด!! รถบรรทุกขบวนบั้งไฟไปไม่ถึงงาน ถูกรถพ่วงบรรทุกข้าว ชนท้าย เสียหลักร่วงตกรถ ถูกล้อรถทับดับอนาถ

ช่วงเย็นของวันที่ 19 มิ.ย.68 เกิดเหตุที่ถนนสายอุทัยธานี-ท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ได้มีคนขับรถหกล้อดันแปลงบรรทุกขบวนงานบุญบั้งไฟ ทะเบียนยโสธร ไปไม่ถึงที่หมาย ที่จัดงานบุญบั้งไฟประเพณีประจำปี ในวันที่ 21 มิ.ย.68 ที่ ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี จอดรถลงไปรับประทานอาหารข้างทาง ขณะที่คนขับรถบรรทุกขบวนบั้งไฟ กำลังจะขึ้นขับรถ จู่ๆได้มีรถบรรทุกพ่วงบรรทุกข้าวทะเบียน นครสวรรค์ ซึ่งมีนายกฤษณะ เป็นคนขับ พุ่งชนท้ายรถแห่ขบวนบั้งไฟชนทำให้รถแห่บุญบั้งไฟไถลไปข้างหน้าราว 20 เมตร แล้วไปชนรถเก๋งของชาวบ้านที่จอดข้างทาง ได้รับความเสียหาย ขณะที่คนขับรถที่กำลังขึ้นไปขับรถได้เสียหลัก ทำให้ร่างตกลงพื้นถนน ถูกล้อรถทับดับ ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันอีกสองคนได้รับบาดเจ็บ อาสาสมัครกู้ภัยต้องเร่งช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลอุทัยธานีเป็นการเร่งด่วน

ซึ่งคนขับรถบรรทุกที่ชนท้าย รถหกล้อบรรทุกขบวนแห่บุญบั้งไฟ ได้ยอมรับว่า กลับจากไปส่งสินค้าข้าวเปลือกแล้วเสร็จ และจะไปส่งที่จังหวัดสุพรรณบุรีต่อ ขณะนั่นได้ขับรถมุ่งหน้าจะกลับบ้าน ที่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างนั้นได้เอี้ยวตัวหยิบโทรศัพท์จากมือลูก จนทำให้ต้องละสายตาจากหน้ารถ จนทำให้เกิดอุบัติเหตุชนท้ายรถ 6 ล้อที่บรรทุกดัดแปลงขบวนแห่บุญบั้งไฟจนทำให้คนขับรถดังกล่าว ที่กำลังขึ้นรถออกตัว เสียหลักร่วงตกลงมาจากรถ ถูกรถบรรทุกของเค้าเองทับดับ


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

พล.ต.อ.ธนายุตม์ ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญกำลังใจ ข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ จากการปฏิบัติหน้าที่ ตามนโยบายผบ.ตร.

ตามนโยบายเน้นหนักของ ผบ.ตร. ข้อ 15 เรื่องสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ ตามคำสั่ง ตร. ที่ 225/2568 ลง 9 เม.ย.68 ประกอบบันทึกสั่งการ ผบ.ตร. ลง 11 เม.ย.2568 ท้ายหนังสือ สง.รอง ผบ.ตร.(บร) ที่ 0001(บร)/79 ลง 11 เม.ย.2568 เรื่อง การมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในงานบริหาร มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สกพ. รวมทั้งสั่งและปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ในลักษณะงานสวัสดิการ ตร. และตามนโยบายของสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยคุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้ดำเนินโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” (ด้านตำรวจบาดเจ็บ ทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่) ประจำปี 2568 โดยให้ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญกำลังใจ ข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ จากการปฏิบัติหน้าที่

วันนี้(วันพฤหัสบดีที่ 19 มิ.ย.68) เวลา 14.50 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ, พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร.(บร) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., คุณนภัสนันท์ วุฒิจรัสธำรงค์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ/ประธานที่ปรึกษาโครงการฯ

เดินทางไปส่งมอบกำลังใจให้ ด.ต.สุเทพ ประสม ผบ.หมู่ กก.5 บก.ส.3 (ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ที่ อ.ละงู จว.สตูล) ได้รับบาดเจ็บจากการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2544 มีอาการชาบริเวณท้อง ปัสสาวะติดขัด ปวดบริเวณเอว พบว่ามีรอยช้ำสีม่วงบริเวณด้านหลังช่วงเอวเจ็บลงขาซ้าย แล้วตามด้วยขาขวาจนรู้สึกชา ไม่มีแรง เมื่อเข้ารับการรักษาจากแพทย์ได้เก็บน้ำในกระดูกสันหลังไปตรวจพบว่าไขสันหลังอักเสบติดเชื้อ สรุปอาการ ณ ปัจจุบัน สามารถเดินเข้าห้องน้ำได้ ไม่ถึงกับติดเตียง

พร้อมด้วย พล.ต.ท.หญิง อาภาพรรณ ชลศึกษ์ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 9
พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ รอง ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.มารุต เรืองจินตนา ผบก.ภ.จว.สตูล, คุณปรียนิตย์ เรืองจินตนา ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดสตูล, พ.ต.อ.ประสิทธิ์ ดำกระบี่ รอง ผบก.ภ.จว.สตูล, พ.ต.อ พิเชฐ สมรรคจันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.สตูล, พ.ต.อ.เอกณัฏฐ์ เหลืองแดง ผกก.สภ.ละงู, พ.ต.อ.สนธยา ธูปทอง ผกก.สภ.ควนโดน, พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ปานบุญทอง
ผกก.สภ.มะนัง, พ.ต.อ.ณัฏฐ์วิณัท วิภาศินนท์ ผกก.สภ.ทุ่งหว้า, พ.ต.อ.ธาธนา สุวรรณกูล ผกก.สภ.ฉลุง, พ.ต.ท.เชิด ประกอบพุ่ม สว.สภ.เขาขาว, พ.ต.ท.วิศณุ ทนงาน สว.กก.5 บก. ส.1 /หน.ส.จว.สตูล, คุณภาคิตา ธงชัยภูมิ ผู้ประสานงานสมาคมแม่บ้านตำรวจ, คุณพรวิไล แสงวรรณ ผู้ประสานงานสมาคมแม่บ้านตำรวจ, นายสนั่น ศิริสม นายก อบต.บ้านหัวควน, นางสาวปิยาภร แก้วชาลุน ปลัดอำเภอละงู พร้อมข้าราชการตำรวจ สังกัด กก.5 บก.ส.1 ร่วมตรวจเยี่ยม

โดยในการนี้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ได้เป็นตัวแทน พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 10,000 บาท, คุณนภัสนันท์ วุฒิจรัสธำรงค์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้เป็นตัวแทน สมาคมแม่บ้านตำรวจ มอบเงินจำนวน 5,000 บาท พร้อมทั้งได้มอบเงินส่วนตัว จำนวน 10,000 บาท, ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 9 มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 3,000 บาทและเงินกองทุนสวัสดิการของ บช.ส. จำนวน 30,000 บาท

ทั้งนี้ตำรวจภูธรจังหวัดสตูล และชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดสตูล ได้ร่วมกันมอบเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ อันเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน และส่งเสริมขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจ ที่ได้อุทิศตนเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่

ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสมาคมแม่บ้านตำรวจ ขอขอบคุณและชื่นชมข้าราชการตำรวจ สังกัด ภ.จว.สตูลและชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดสตูล ที่ดำเนินการตามโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” และดูแลขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างดีและขอให้รักษาความดีนี้ไว้สืบต่อไป ณ บ้านเลขที่ 335 หมู่ที่ 2 ต.น้ำผุด อ.ละงู จ.สตูล


ปชป.กอดเก้าอี้! ผิดหรือถูก? วัดที่ผลเลือกตั้ง

ในที่สุด คณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีมติให้ ปชป.อยู่ร่วมรัฐบาลต่อไป ด้วยเหตุผลหลักเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศที่เผชิญอยู่ได้รับการคลี่คลายอย่างต่อเนื่องต่อไป

การตัดสินใจร่วมรัฐบาลต่อไปไม่ได้ผิดคาดสำหรับผม คิดอยู่แล้วว่า กก.บห.จะมีมติออกมาเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า กก.บห.ไม่ได้ติดใจในบทสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ที่ประชาชนจำนวนมากกังขาโดยเฉพาะข้อความ “ไม่อยากให้ Uncle ไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา อย่างแม่ทัพภาคที่ 2” และ “ถ้าท่านอยากได้อะไร ก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” แม้จะอ้างว่าเป็น “เทคนิคการเจรจา” ก็ตาม

เหตุผลที่อ้างมาในการอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไปนั้น ฟังดูดี ใช่ไหม? แต่ผมขอถามกลับว่า “ที่ผ่านมามีปัญหาเฉพาะหน้าอะไรบ้างที่ได้รับการคลี่คลาย?” และ “เป็นปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศและพี่น้องประชาชน หรือของใครกันแน่?

โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ประชาชนไม่ได้ต้องการคำพูดไพเราะ คำแถลงการณ์สวยหรู แต่ต้องการการกระทำที่เหมาะสม จริงใจและจริงจัง ประชาชนไม่ได้มองการเมืองด้วยความอดทนแบบเดิม พรรคที่ไม่ชัดเจนกับสิ่งที่น่ากังขา จะไม่ได้รับการอภัย

แล้วเจอกันที่คูหาเลือกตั้ง!


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา เตรียมยื่นถอดถอน นายกฯ แพทองธาร

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา เตรียมยื่นถอดถอนนายกฯ แพทองธาร

วันที่ 19 มิถุนายน 2568 เวลา 11.00 นาฬิกา ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ ออกแถลงการณ์โดยระบุถึงกรณีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงยอมรับว่าคลิปเสียงที่เผยแพร่ออกมานั้นเป็นคลิปเสียงของตนสนทนากับสมเด็จฮุนเซนจริง โดยมีเนื้อหาพาดพิงถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าเป็นคนของฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งเป็นการด้อยค่าไม่ให้เกียรติทหารและกองทัพที่ทำหน้าที่รักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน อีกทั้งการสนทนาได้แสดงท่าทีที่พร้อมจะตอบสนองความต้องการที่สมเด็จฮุนเซนเรียกร้อง

ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างใหญ่หลวง อาจเข้าข่ายเป็นความผิด ดังนี้

  1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เช่น มาตรา 5 บุคคล มีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (2) ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาตรา 52 รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูตและการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ มาตรา 164 ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ด้วย
    (1) ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ เปิดเผย และมีความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม (4) สร้างเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ผาสุก และสามัคคีปรองดองกัน
  2. ประมวลกฎหมายอาญา หมวด 2 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และหมวด 3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรในมาตราต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฐานเป็นกบฏ หรือคบคิดกับบุคคลซึ่งกระทำการเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศหรือที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐ หรือร่วมเป็นข้าศึกของประเทศ และมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
  3. นอกจากกระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายในหลายมาตราดังกล่าว ยังส่งผลต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมือง และการตำหนิผู้นำทหาร คือ แม่ทัพภาคที่ 2 ว่าเป็นคนละฝ่ายกับเรา ซึ่งหมายถึงเป็นคนละฝ่ายกับนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานวุฒิสภาของกัมพูชาถือเป็นการสร้างความแตกแยกในชาติ และยังเป็นการกระทำที่เข้าข่ายไม่ซื่อสัตย์สุจริต และละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง.

ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะกรรมาธิการจึงไม่อาจปล่อยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศต่อไป จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งและยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที พร้อมกันนี้ มีความจำเป็นต้องยื่นถอดถอนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เพราะไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 และตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 รวมทั้งดำเนินการเอาผิดกับนายกรัฐมนตรีต่อองค์กรต่าง ๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต่อไป.

ในแถลงการณ์ของ กมธ.การทหารฯ วุฒิสภา ยังได้ขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนรับฟังข่าวสารที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ อย่าหลงเชื่อข่าวสารที่เป็นข่าวปลอม เพื่อปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิดจากผู้ไม่หวังดี เพราะจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายและขอให้ประชาชนร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความสงบ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ประเทศชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดย กมธ.การทหารฯ วุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภาจะยืนยันหยัดทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนคนไทยให้ดีที่สุด และพร้อมจะยืนเคียงคู่กับประชาชน ข้าราชการทุกหมู่เหล่า และกองทัพ เพื่อดำรงรักษาอธิปไตย และประเทศชาติอย่างสุดกำลัง

โดย กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ถือได้ว่าเป็นคณะทำงานที่เป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจน จึงไม่จำเป็นต้องคอยระแวงในด้านปฏิกริยาสะท้อนกลับจากฝ่ายบริหาร จึงถือได้ว่าเป็นคณะทำงานชุดแรกที่ได้ออกมาแสดงเจตนารมณ์และวิจารณ์การกระทำอันมิควรของนายกรัฐมนตรีอย่างกล้าหาญและตรงไปตรงมา แม้การแสดงจุดยืนดังกล่าวจะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือความไม่พอใจใดๆ ก็ตาม แต่ด้วยเพราะกมธ.ทหาร ของวุฒิสภานั้นเป็นที่คาดหวังของประชาชน จึงต้องออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเพื่อให้นายกรัฐมนตรีออกมารับผิดชอบจากประเด็นดังกล่าวในทันที

ขณะเดียวกันแม้ กมธ.ทหารฯ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการทหารและความมั่นคงของชาติอย่างเช่นกันนั้น จะออกมามีบทบาทในประเด็นดังกล่าวเช่นเดียวกันหรือไม่ ตนไม่ขอก้าวล่วงหรือเรียกร้องใดๆ แต่ยืนยันว่า กมธ.ทหาร วุฒิสภา ได้เฝ้าดูความไม่ปกติและจะไม่มีการเพิกเฉยต่อเรื่องความมั่นคงของประเทศชาติอย่างแน่นอน พล.อ.สวัสดิ์ ประธาน กมธ.ทหารฯ กล่าว


สรรพสามิตชลบุรี จัดแถลงข่าวจับบุหรี่หนีภาษี

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568 นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายพยุง บุญสมสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 2, นางสาวกัญระพีร์ ศรีติพันธ์ สรรพสามิตพื้นที่ชลบุรี 1, ฝ่ายปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ชลบุรี 1 ร่วมกันแถลงการจับกลุ่มและยึดสินค้าผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

ตามที่กรมสรรพสามิตดำเนินนโยบาย “Zero Tolerance : สินค้าหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตต้องเป็นศูนย์” มุ่งเน้นการป้องกันและปราบปรามสินค้าที่ลักลอบนำเข้าโดยไม่ได้เสียภาษี สำนักงานสรรพสามิตชลบุรีที่1 ดำเนินการลงพื้นที่เข้ายึดสินค้าผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา สรรพสามิตพื้นที่ชลบุรี1 ได้สั่งการให้ฝ้ายปราบปรามสำนัก งานสรรพสามิตพื้นที่ชลบุรี1 เข้าตรวจสอบและยึดสินค้าบุหรี่ซิกาแรตผิดกฎหมายบริเวณ ร้านขายพืชกัญชา ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พบกล่องพัสดุบรรจุบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้ชำระภาษีสรรพสามิตจำนวนมาก ขณะกำลังเตรียมจัดส่งทางไปรษณีย์กระจายสินค้าให้ลูกค้าทั่วประเทศโดยของกลางเป็นบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้ชำระภาษีสรรพสามิต จำนวน 26,360 ชอง คิดเป็น 1,279,850.86 บาท ประมาณการค่าปรับ เป็นเงินจำนวน 19,197762.90 บาท และได้ดำเนินการส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจถูกรรเสม็ด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากข้อมูลและแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ พบว่า เส้นทางการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนมีอยู่ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ กรณีที่ 1 ลักลอบนำสินค้าเข้ามาทางทะเล เช่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้เรือเป็นพาหนะในการบรรทุกขนส่งสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาในราชอาณาจักรไทย กรณีที่ 2 ลักลอบนำสินค้าเข้ามาทางตะเข็บแนวชาย แดน เช่น จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด ผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการบรรทุกขนส่งสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาในราชอาณาจักรไทย


ข้อมูลข่าวสารจาก ประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี


นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าวอาวุโส
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

ทหารศูนย์สงครามพิเศษ จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา

จังหวัดลพบุรี – ทหารศูนย์สงครามพิเศษจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา

พล.ต. พรเทพ ยังรักษา ผู้บัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ (ศสพ.) ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นประธาน นำข้าราชการกำลัง พร้อมด้วย คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา ศูนย์สงครามพิเศษ และประชาชนจิตอาสาจากพื้นที่ ชุมชนรอบค่ายฯ รวมกว่า 200 คน ร่วมถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ ต่อเบื่องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

พร้อมเปิด กิจกรรม “จิตอาสาพัฒนา” เนื่องในโอกาส เดือนแห่งมหามงคล เฉลิมพระชนม พรรษา 47 พรรษา ณ บ่อเก็บน้ำข้างอาคารชุด กองพันรบพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ ภายในค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยกำลังพลของหน่วยได้ร่วมกัน ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 5,000 ตัว ลงสูงแหล่งน้ำภายในค่ายฯ และร่วมกันปลูกต้นไม้ จำนวน 200 ต้น พร้อมทั้งร่วมพัฒนา เก็บความกวาด ทำความสะอาด ตัดหญ้า กำจัดวัชพืช ปรับภูมิทัศน์ บริเวณสวนสุขภาพ เพื่อเป็นการปรับปรุงทัศนียภาพให้เกิดความสวยงาม น่าอยู่น่ามอง

ตลอดจน ถือเป็นการแสดงออกถึง ความจงรักภัคดี ความรู้รักสามัคคี ด้วยการเสียสละแรงกาย ทำความดีร่วมกัน ด้วยจิตอันเป็นสาธารณะ ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสเดือนแห่ง มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี อย่างพร้อมเพียงกัน


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090