บช.น.ร่วมมือ บช.ปส. เปิดปฏิบัติการ “ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง” โรงแรมดังกลางกรุง

บช.น.ร่วมมือ บช.ปส.เปิดปฏิบัติการ “ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง” โรงแรมดังกลางกรุงบุกประตูหลัง โรงแรมหรูกลางกรุง ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง กลุ่ม ชายรักชาย LGBTQ+ ที่มั่วสุมเสพยา-มั่วสวาท 29 ราย คนไทย 28 คน และฟิลิปปินส์ 1 คน ซึ่งถูกแจ้งข้อหาแล้ว 4 คน พบถุงยาง, เจลหลอลื่น, ไวอากร้า ,ยาเสพติด เกลื่อนห้อง เป็น กลุ่มผู้จัดกิจกรรมมั่วสุมยาเสพติดครั้งนี้คือกลุ่มเดียวกับที่เคยถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2567 พื้นที่ สน.ทองหล่อ

โดยวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 00.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคํา ผบก.น.5, พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส. บช.น., พ.ต.อ.ภพธรจิตต์หมั่น รอง ผบก.น.5,พ.ต.อ.วิริยะ โชติกวีผกก.ปพ.บช.ปส., พ.ต.อ. คณพศ ธนภูมิบุญญินผกก.1 บก.ปส.1, พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ลุมพินี, พ.ต.อ. ศิรณวิชญ์ อินทรผกก.กก.สส.บก.น.5 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจศอ.ปส.ตร., ศอ.ปส.บช.น., บก.สส.บช.น., บก.น.5 และ บช.ปส. บุกประตูหลัง เปิดปฏิบัติการ “ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง” จับกุมตัว

  1. นายทวีพลฯ อายุ 35 ปี ภูมิลำเนา แขวงอ่อนนุช เขตสวนหลวง จ.กรุงเทพฯ ถูกแจ้งข้อหา “มีไว้ในความครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน,ยาบ้า,ไอซ์ และยาอี) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย, มีไว้ในความครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (เคตามีน) เพื่อเสพโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย,จำหน่ายหรือจัดหาสารระเหยให้แก่ผู้ซึ่งตนรู้หรือควรรู้ว่าเป็นผู้ติดสารระเหย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”,
  2. นายพงศกรณ์ฯ อายุ 34 ปี ภูมิลำเนา ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ถูกแจ้งข้อหา “มีไว้ในความครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”,
  3. นายกฤตยชญ์ฯ อายุ 27 ปี ภูมิลำเนา ต.โพธิ์เก้าต้น อ.เมือง จ.ลพบุรี ถูกแจ้งข้อหา “มีไว้ในความครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์ ) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และ จูงใจ ชักนำ ยุยง ส่งเสริมใช้อุบายหลอกลวง หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และสารระเหย ตามมาตรา 171 และ173 และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”,
  4. นายสติวณิตย์ฯ อายุ 31 ปี ภูมิลำเนา ต.วังท่าดี อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ถูกแจ้งข้อหา “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”

ตรวจยึดของกลาง 1.ไอซ์ 1.11 กรัม, 2.ยาบ้า 2 เม็ด, 3.ยาอีน้ำ 1 ขวด, 4.เคตามีน 0.75 กรัม, 5.ยาไวอากร้า 2 กล่อง, 6.ยาป๊อปเปอร์ (สารระเหย ใช้ลดความปวดทวารหนัก) จำนวน 30 ขวด, 7.เข็มฉีดยา 10 เข็ม, 8.อุปกรณ์การเสพยาเสพติด, 9.ถุงยางอนามัย และ 10.เจลหล่อลื่น โดยสามารถจับกุมได้ที่ ห้องสูทในโรงแรมหรูชื่อดัง ในซอยสุขุมวิท 13 แขวงวัฒนา เขตคลองตันเหนือจ.กรุงเทพฯ

พฤติการณ์กล่าวคือ “ปาร์ตี้เหมืองทอง” วิมานสวรรค์กลุ่มชายรักชาย LGBTQ+ รวมตัวเปลือยกาย “เสพยา-มั่วสวาท” การแพร่ระบาดยาเสพติดในกลุ่ม “ชนชั้นสูง” โดยมีการแจ้งเบาะแสจากประชาชนผ่านชุดลาดตระเวนออน์ไลน์ และตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.,พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. “ใช้มาตการเด็ดขาด” สแกนแหล่งท่องเที่ยวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น/ หัวหน้าด้านยาเสพติด บช.น. ส่งสายสืบหุ่นล่ำกล้ามดี เข้าเกลียวแฝงตัวไปในวงการมั่วสวาทของ ชาย LGBTQ+จนทราบว่ามีการนัดหมายเพื่อมั่วสุมเสพยาและระเบิด

กระทั่ง วันที่ 2 พ.ย.2568 ภายในปาร์ตี้เหมืองทองได้เริ่มมั่วสุมยาเสพติด พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. และ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งเปิดปฏิบัติการ “ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง” นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.ตร., ศอ.ปส.บช.น., บก.สส.บช.น., บก.น.5 และ บช.ปส. กว่า 50 นาย “บุกเข้าทางประตูหลัง” โรงแรมอย่างฉับพลัน ทะลวงขึ้นไปสู่จุดมั่วสุม พบกลุ่ม ชาย LGBTQ+ กว่า 29 คน มีชาวไทย 28 คน ชายฟิลิปปินส์ 1 คน สวมกางเกงในตัวเดียว เมื่อบุกเข้าไปตามห้องเล็กพบการมั่วสุมสวาทกันอยู่หลายห้อง และพบของจำนวนมากเช่น ไอซ์, ยาบ้า, เคตามีน ,ยาอี, ยาอี (แบบน้ำ), เข็มฉีดยาจำนวนมาก, ไวอากร้า, ยาป๊อปเปอร์ (ยาลดเจ็บทวารหนัก), อุปกรณ์การเสพ, ถุงยางอนามัยใช้แล้วถอดเกลื่อนกลาด เจลหล่อลื่น และพบอุจสีเหลืองเปรอะตามเตียงมั่วสุม จึงทำการควบคุมตัวไว้ทั้งหมด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ครอบครองยาเสพติดจำนวน 3 คน และตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดจำนวน 4 คน นำส่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ในส่วนของ 25 ราย ขณะนี้ พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ลุมพินี ได้ดำเนินการจัดทำประวัติและอยู่ระหว่างการซักถามขยายผลเพิ่มเติม

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รองโฆษก ตร. กล่าวว่า “ขอเตือนภัยเรื่องของยา ป๊อปเปอร์ (Popper) หรือเอมิลไนไตรท์ เดิมทีเป็นสารที่ใช้ในทางการแพทย์ แต่ปัจจุบันกลับถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด โดยกลุ่มชายรักชายมักจะใช้เพื่อลดอาการเจ็บปวดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักซึ่งเป็นการกระทำที่ผิด เพราะการใช้สารระเหยดังกล่าวต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น และจากการขยายผลทราบว่ากลุ่มผู้จัดกิจกรรมมั่วสุมยาเสพติดครั้งนี้คือกลุ่มเดียวกับที่เคยถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2567 พื้นที่ สน.ทองหล่อ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้สำนึกในการกระทำ โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งการให้บูรณาการร่วมกับพล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส.ในการขยายผลให้ถึงที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นประชาชน ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รองปลัดกรุงเทพฯ รับมอบหนังสือจัดตั้ง “สภาพลเมืองกรุงเทพมหานคร” มุ่งขับเคลื่อนธรรมาภิบาล โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน

รองปลัดกรุงเทพมหานครรับมอบหนังสือจัดตั้ง “สภาพลเมืองกรุงเทพมหานคร” มุ่งขับเคลื่อนธรรมาภิบาล โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน

นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัด กรุงเทพมหานคร มารับหนังสือการจัดตั้ง “สภาพลเมือง” ที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนะบริหารศาสตร์ พร้อมด้วย นายอภินันท์ ศิวิโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริน และบูรณาการ การมีส่วนร่วม ด้านทุจริต สังกัดสำนักงาน ป.ป.ช.โดยสภาพลเมืองจะมุ่งช่วยเหลือประชาชนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและมีความเท่าเทียม …..สมัชชาพลเมืองกรุงเทพฯจะช่วยให้ภาครัฐทำงานอย่างเป็นธรรม….คาดหวังภาคประชาชน กทม.มีบทบาทใหม่เชิงรุกโดยการ “ใช้รัฐเป็นเครื่องมือ” สร้างการพัฒนารองรับอนาคต

โดยมีคณะกรรมการ ชุดที่ 1 ดังนี้

  1. นายสมพงษ์ พัดปุย ประธานสภาพลเมือง
  2. นางสาวเพ็ญจันทร์ ล้อสีทอง รองประธานฯ
  3. นางวิศัลย์สิริ ตันตระกูล รองประธานฯ
  4. นายดุษฎี ถิรธนกุล เลขานุการ
  5. นายชยุต ภูวพุทธโชติ โฆษก
  6. นางสาวแองจีรีน่า ไรส โฆษก
  7. นายศิริศักดิ์ หาญชนะ
  8. นายศิริพงษ์ เกี้ยวสกุล
  9. นายพันธ์พงษ์ อุบลพงศ์
  10. นางอมรา พรายมี
  11. นายสุรพัศ์โยธิน บูรณานนท์ (ที่ปรึกษา)
  12. นายทองใบ สิงสีทา ทีมวิจัยฯ (ที่ปรึกษา)

หน่วยงานที่สนับสนุน ป.ป.ช.,ปปท.,กรุงเทพมหานคร,DSI, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.),สภาองค์กรชุมชน (สอช.),สถาบันบัณฑิตพัฒนะบริหารศาสตร์ (Nida) เครือข่ายภาคประชาชน STRONG,สมาพันธ์สตรีทำความดีแห่งประเทศไทย, ศปสธ., อสส., อสม., อพม. เป็นต้น

โดยมีเจตนารมณ์ในการจัดตั้ง ดังนี้ สภาพลเมืองกรุงเทพ ตั้งขึ้น ด้วยความศรัทธา ในคุณค่าความเป็นพลเมือง เชื่อมั่นในพลังแห่งประชาชนที่จะร่วมมือกันสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นมหานครแห่งธรรมาภิบาล โปร่งใส เป็นธรรม และไม่ทนต่อการทุจริตทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมืองในทุกพื้นที่ ทุกชุมชน ทุกเขตของกรุงเทพมหานคร และร่วมกันขับเคลื่อน “วาระพลเมือง วาระมหานคร” เพื่อสร้างกรุงเทพฯ ที่น่าอยู่ น่าใช้ชีวิต และเติบโตด้วยพลังของทุกคน รวมถึงจะร่วมกันสร้างสภาพลเมืองกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ การรับฟัง และการเปลี่ยนแปลงโดยเน้นให้พลเมืองมีคุณภาพอย่างแท้จริงด้วยหัวใจของพลเมือง และขับเคลื่อน “วาระพลเมือง วาระมหานครกรุงเทพ” สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเพื่อพลเมืองของเรา! เพื่ออนาคตที่ดีที่ดีกว่าของทุกคน

ดร.เพ็ญจันทร์ ล้อสีทอง รองประธานสภาพลเมือง ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านทรงตั้ง จิตอาสาพระราชทาน 904 เพื่อขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคมและภาคประชาชน สภาพลเมืองก็จะเป็นอีกแขนงหนึ่ง ที่จะขับเคลื่อนภาคประชาชน ตามรอยพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 10 เช่นกัน”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ป.ป.ส. ร่วม ศอ.บต. ผนึกกำลังผู้นำศาสนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ หาแนวทางร่วมแก้ปัญหายาเสพติด

ป.ป.ส. ร่วมศอ.บต. ผนึกกำลังผู้นำศาสนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ หาแนวทางร่วมแก้ปัญหายาเสพติด

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 : พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วยนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รักษาราชการแทนเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ผู้นำศาสนา นายกสมาคมสถาบันปอเนาะ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือร่วมกันระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. และผู้นำศาสนาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแนว ทางในการป้องกันปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีปัญหาการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง

โดยผู้นำศาสนาได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเชิงป้องกัน พร้อมเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ผู้นำศาสนาได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเชิงป้องกัน พร้อมเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ ซึ่งในแผนปฏิบัติการระยะปี 2568–2570 จะมีการปรับปรุงในส่วนของการจัดสรรงบประมาณให้สอด คล้องกับความต้องการของชุมชน โดยจะมี ศอ.บต. จะดำเนินการสำรวจความต้องการกิจกรรมจากผู้นำศาสนา เพื่อจัดทำแผนเสนอไปยังสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 9 ในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณต่อไป ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับผู้นำศาสนาในการขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดเชิงรุกในพื้นที่ชายแดนใต้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับฟังสรุปสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2568 จากสำนักงาน ป.ป.ส. โดยพบว่า

  • ยาบ้า เป็นยาเสพติดที่แพร่ระบาดมากที่สุด มีสัดส่วนสูงถึง 94% ของทั้งหมด ของกลางกว่า 29 ล้านเม็ด พบในทุกจังหวัดและทุกอำเภอ
  • ไอซ์ มีสัดส่วน 3.6% ของกลางกว่า 4,000 กิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นยาเตรียมส่งออก
  • เฮโรอีน มีสัดส่วนประมาณ 1% ของกลาง 239 กิโลกรัม พบใน 21 อำเภอของ 4 จังหวัด
  • ยาเสพติดอื่นๆ เช่น ยาอีและวัตถุออกฤทธิ์ มีสัดส่วนน้อยกว่า 1%

ขณะเดียวกัน แม้พืชกระท่อมถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติดแล้ว แต่ยังพบการใช้ผิดประเภท ซึ่งอยู่ในมาตรการเร่งด่วน 120 วัน ภายใต้แผนบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติด (พ.ศ.2568–2570) โดยประชาชนมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐถึง ร้อยละ 82

การประชุมในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้นำศาสนา และประชาชน ในการเดินหน้าต่อสู้กับปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและยั่งยืน เพื่อสร้างสังคมปลอดภัยและมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นาโนเทค สวทช. ผลักดัน “ไบโอชาร์” (Biochar) วัสดุคาร์บอนหมุนเวียนจากของเหลือทางการเกษตร

นาโนเทค สวทช. ผลักดัน “ไบโอชาร์” (Biochar) วัสดุคาร์บอนหมุนเวียนจากของเหลือทางการเกษตร

(อว.) โดย นาโนเทค (สวทช.) เดินหน้าวิจัยและพัฒนา “ไบโอชาร์” (Biochar) วัสดุคาร์บอนจากชีวมวล นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนของเหลือจากภาคเกษตร ให้กลายเป็นวัสดุคาร์บอนหมุน เวียนสารพัดประโยชน์ สร้างทีมพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ออกแบบ “ระบบปฏิกรณ์เชิงความร้อน” กำลังการผลิตไบโอชาร์ 300 กก. ต่อชีวมวล 1 ตัน นำร่องจับมือพันธมิตรด้านพลังงาน ทดสอบใช้งานระดับกึ่งอุตสาหกรรม หวังเป็นแหล่งพลังงานชีวภาพ ทางเลือกใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์หลากหลายทั้งด้านพลังงาน ภาคเกษตร การบำบัดน้ำ และวัสดุก่อสร้างสีเขียว ขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงาน การเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นาโนเทค (สวทช.) มีกลยุทธ์วิจัยเพื่อชาติ ด้วยการสร้างนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เดินหน้าตามแนวคิด Innovate, Collaborate and Grow ที่จะให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัย คือ นวัตกรรม, ความร่วมมือกับพันธมิตร และการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า 4 Strategic Focus (SF) ได้แก่ สารสกัดสมุนไพร, ชุดตรวจสุขภาวะ, น้ำและสิ่งแวดล้อม และ เกษตรและอาหาร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ไทยเผชิญปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรมาเป็นเวลานาน ซึ่งก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลทุกปี นาโนเทคจึงบูรณาการนาโนเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์วัสดุ และวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม แปลงวิกฤติสิ่งแวดล้อมนี้ให้เป็นโอกาสของการพัฒนาอย่างยั่งยืน “ทีมวิจัยนาโนเทคได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนของเหลือจากภาคเกษตรให้กลายเป็น ไบโอชาร์ (Biochar) โครงการนี้สะท้อนการขับเคลื่อนตามพันธกิจหลักของ สวทช. สู่ความยั่งยืน คือ การทำวิจัยที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสังคม และดำเนินงานด้วยความโปร่งใส เป็นตัวอย่างของการใช้ “วิทยาศาสตร์อย่างมีความรับผิดชอบ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน” ผู้อำนวยการนาโนเทคชี้

ดร.สัญชัย คูบูรณ์ จากทีมวิจัยตัวเร่งปฏิกิริยา (CAT) กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนการดูดซับและการคำนวณ (NCAS) นาโนเทค (สวทช.) กล่าวว่า ไบโอชาร์ (Biochar) เป็นวัสดุคาร์บอนหมุนเวียนจากชีวมวล ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อน สร้างสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งไบโอชาร์ในมุมของการวิจัยและพัฒนานั้น จะมีความแตกต่างจากการเผาถ่านชีวมวลทั่วไป ในแง่ของการควบคุมกระบวนการ ความร้อน และระยะเวลา เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ และสมบัติเหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภทที่มีความต้องการต่างกัน ระบบปฏิกรณ์ผลิตไบโอชาร์จากของเหลือทางการเกษตร เป็นเตาเผาชีวมวลที่ออกแบบกระบวนการเฉพาะด้วยเทคโนโลยี Dry Torrefaction (การเผาแห้งอุณหภูมิต่ำ) และ Pyrolysis (การเผาแบบไร้อากาศ) ที่นาโนเทคพัฒนาขึ้นโดยการผสานองค์ความรู้ด้านเคมีชีวภาพ และการออกแบบเชิงวิศวกรรมขนาดใหญ่ ทำให้นวัตกรรมนี้มีความแตกต่างจากระบบเผาชีวมวลแบบเดิม โดยกระบวนการนี้ควบคุมอุณหภูมิระหว่าง 300-600 องศาเซลเซียส ภายใต้สภาวะออกซิเจนต่ำ เพื่อผลลัพธ์เป็นไบโอชาร์ ที่มีค่าความชื้นต่ำ องค์ประกอบคาร์บอนสูง และที่ให้ค่าความร้อนสูง หรือสามารถออกแบบให้ได้ไบโอชาร์ (Biochar) ที่มีโครงสร้างระดับนาโน ที่พร้อมสำหรับต่อยอดโดยใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อให้ได้วัสดุคาร์บอนที่เหมาะสำหรับการปรับปรุงดิน การบำบัดน้ำ วัสดุก่อสร้างสีเขียว หรือการดักจับคาร์บอน และอื่นๆ

“ปัจจุบัน เราพัฒนาต้นแบบระบบปฏิกรณ์ผลิตถ่านชีวภาพและไบโอชาร์จากวัสดุชีวมวลเหลือทิ้งที่สามารถผลิตไบโอชาร์ได้ 300 กิโลกรัมต่อชีวมวล 1 ตัน จากความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างโรงไฟฟ้า โดยที่สามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นค่าความชื้น ค่าความร้อน ระยะเวลาการเผาที่เหมาะสมกับชนิดของชีวมวลนั้นๆ สู่ไบโอชาร์ที่มีสมบัติด้านพลังงานสูงในระดับที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ก้าวข้ามข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าชีวมวลอีกด้วย” ดร.สัญชัยฯ เผย

ไบโอชาร์ที่ได้สามารถนำไปต่อยอดในมุมของแหล่งพลังงาน มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นอุตสาหกรรมด้านพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อนาคตจะถูกจำกัดการใช้ถ่านหิน โดย ดร.สัญชัยฯ ชี้ว่า แม้ปัจจุบัน ต้นทุนของไบโอชาร์ยังคงสูงอยู่ แต่แนวโน้มของ Carbon Tax ที่จะสูงขึ้น และความต้องการ Carbon Credit ที่มากขึ้น รวมทั้งแนวโน้มต้นทุนการผลิตไบโอชาร์ที่ลดลง จะขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานไบโอชาร์ในการวิจัยและพัฒนาอย่างแพร่หลาย อาทิ ทีมวิจัยนาโนเทคที่นำไบโอชาร์ไปใช้ในด้าน ”การเกษตร” อย่างสารปรับปรุงดิน ช่วยกักเก็บสารคีเลตจุลธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ทั้งธาตุหลักและธาตุรองเสริม ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างการพัฒนาไบโอชาร์เป็นตัวช่วยดักจับคาร์บอน หรือตัวกรองเพื่อการบำบัดน้ำ นอกจากนี้ ในด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างยังนำไบโอชาร์ไปใช้เป็นวัสดุก่อสร้างสีเขียว ทดแทนการใช้วัสดุอื่น โดยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ยังคงสมบัติของวัสดุก่อสร้างนั้นๆ ไบโอชาร์จะเป็นกลไกของ “ห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจสีเขียว” ให้ประเทศไทย โดยเชื่อมโยงเกษตรกร อุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐเข้าด้วยกัน ขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

Gofive คว้ารางวัล นวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น จาก NIA

Gofive ได้รับการยกย่องเป็นองค์กรนวัตกรรมดีเด่น ประเภทวิสาหกิจขนาดใหญ่และวิสาหกิจขนาดกลาง จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สะท้อนความมุ่งมั่น ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา Gofive ได้รับโล่รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม ประเภทวิสาหกิจขนาดใหญ่และวิสาหกิจขนาดกลาง จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA รางวัลอันทรงเกียรติครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในวันนวัตกรรมแห่งชาติ (5 ตุลาคม) เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” และเพื่อยกย่องเชิดชูองค์กรที่ริเริ่มสร้าง สรรค์นวัตกรรมที่สร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศชาติ

ความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญ สู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การได้รับรางวัลองค์กรนวัตกรรมดีเด่นในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัท Gofive ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยนำความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ความเชี่ยวชาญในการพัฒนานวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างคุณค่าและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร ตามกรอบการพัฒนาศักยภาพนวัตกรรมองค์กร (Innovation Organization Model: IOM) ของ NIA นวัตกรรมคือหัวใจของการทำงาน

Gofive ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมในทุกขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่กระบวนการคิด การพัฒนา การผลิต การวิจัย ไปจนถึงการนำเสนอโซลูชันให้กับลูกค้า โดยมีแนวทางการทำงานที่เน้นนวัตกรรมเป็นศูนย์กลาง ดังนี้

  • การวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง : Gofive ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและความต้องการของลูกค้า โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม ที่มุ่งสร้างสรรค์และผลักดันนวัตกรรมไทยไปสู่มาตรฐานสากล
  • การทำงานแบบ Agile และ Design Thinking : องค์กรนำแนวคิดการทำงานแบบยืดหยุ่นและเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง มาปรับใช้ในทุกกระบวนการการทำงาน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ให้ได้โซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโลกธุรกิจ
  • การสร้าง Ecosystem : Gofive สร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม พร้อมเปิดกว้างสำหรับการทำงานร่วมกับพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ให้ได้โซลูชันที่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • การนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ : Gofive ไม่เพียงแค่พัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังมุ่งเน้นการนำเสนอนวัตกรรมที่สามารถประยุกต์ใช้จริงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของลูกค้า ด้วยการทำความเข้าใจความท้าทายเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม และออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวของแต่ละธุรกิจ แรงบันดาลใจเพื่ออนาคต

คุณจุติพันธุ์ มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกไฟว์ จำกัด กล่าวว่า การทำงานของ Gofive มีความเฉพาะตัวและแตกต่างในแบบของเรา ซึ่งในหลายครั้งอาจก่อให้เกิดคำถาม แต่การได้รับรางวัล NIA Award 2025 ในครั้งนี้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าเส้นทางที่เราเลือกเดินนั้นถูกต้อง และสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของแนวทางการทำงานที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์

รางวัลนี้เป็นผลลัพธ์จากความใส่ใจ ความมุ่งมั่น และความตั้งใจของทีมงานทุกคน ที่ร่วมกันสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุด เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรมของประเทศ และอยากให้ความสำเร็จในครั้งนี้ กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการก้าวต่อไปเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นและเป็นนวัตกรรมเพื่ออนาคต
Gofive มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรผู้นำด้านนวัตกรรม ที่สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า สังคม และประเทศชาติ พร้อมยกระดับมาตรฐานธุรกิจไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทัดเทียมในระดับสากล


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย จับกุมก๊าซไนตรัสออกไซด์ สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและเฮโรอีน มูลค่ากว่า 159 ล้านบาท

กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย จับกุมก๊าซไนตรัสออกไซด์ สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและเฮโรอีน มูลค่ากว่า 159 ล้านบาท

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. : นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวผลการปราบปรามการนำเข้าสินค้าก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ) สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและเฮโรอีน มูลค่ารวมกว่า 159 ล้านบาท โดยระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของกรมศุลกากรในการปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย โดยมี นางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วยนายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์
รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายแถมสิน ศรีบางพลีน้อย รองผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ การท่าเรือแห่งประเทศไทย และนางสาวอรอนงค์ ตัณฑวิวัฒน์ เภสัชกรชำนาญการพิเศษ หัวหน้าด่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ท่าเรือกรุงเทพ เข้าร่วมแถลงข่าว ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ กรมศุลกากร

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้ให้ความสำคัญในการปกป้องสังคม โดยได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบควบคุมสินค้าที่มีความเสี่ยงในการทำผิดกฎหมายและก่อให้เกิดการค้าที่ไม่เป็นธรรม และปรับเปลี่ยนระบบการตรวจสอบสินค้าให้ทันสมัยเป็นสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมสินค้าผิดกฎหมาย โดยไม่สร้างภาระให้แก่ผู้ประกอบการสุจริต

ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม 2568 กรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ตรวจสอบสินค้านำเข้า ต้นทางประเทศจีน สำแดงเป็นสินค้าเบ็ดเตล็ด จากการตรวจสอบพบว่า มีสินค้าบางส่วนไม่ได้สำแดงในใบขนสินค้า และยังพบว่าเป็นสินค้าละเมิดเครื่อง หมายการค้า เช่น รองเท้าแตะ แบตเตอรี่ กระเป๋า และแก้วเก็บอุณหภูมิ รวมทั้งสิ้น 70 หีบห่อ จำนวน 18,175 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 55 ล้านบาท กรณีดังกล่าวเป็น การนำสินค้าต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออก ห้ามนำเข้า และห้ามนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ.2565 และเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้า อันเป็นความผิดตามมาตรา 202 244 252 166 และ 167 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ประกอบกับ พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสินค้านำเข้าจากประเทศจีน พบก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ) จำนวน 2,670 ชิ้น มูลค่ากว่า 44 ล้านบาท ไม่ได้สำแดงมาในใบขนสินค้า ก๊าซดังกล่าวเป็นยาที่ใช้ตามโรงพยาบาลสำหรับดมสลบก่อนผ่าตัดหรือถอนฟัน เพื่อลดอาการปวด ออกฤทธิ์ และหมดฤทธิ์เร็ว หากสูดดมเข้าไปมากจะทำให้คลื่น ไส้ อาเจียน มึนงง และหมดสติ และหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม เหน็บชาบริเวณนิ้วมือหรือนิ้วเท้า และอาจถึงขั้นเสียชีวิต กรณีนี้เป็นความผิดฐานนำของต้องกำกัดเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 202 244 252 166 และ 167 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ประกอบกับ พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510

ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 กรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรหนองคาย ตรวจพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) จำนวน 20 กิโลกรัม ณ ด่านพรมแดนหนองคาย สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทางของหญิงสัญชาติไทย จำนวน 2 ราย มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท เป็นความผิดฐาน “นำเข้าและมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 อันเป็นความผิดตาม มาตรา 242 และมาตรา 252 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด”

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถิติการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายของกรมศุลกากร ในปีงบประมาณ 2568 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567–30 กันยายน 2568) จับกุมทั้งหมด 48,711 ราย มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท และตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคม 2568 จับกุมสินค้าผิดกฎหมายอื่นๆ 3,388 ราย มูลค่ากว่า 170 ล้านบาท โดยจับกุมสินค้านำเข้า เช่น เมทแอมเฟตามีน มูลค่า 21 ล้านบาท บุหรี่ มูลค่า 20 ล้านบาท โคคาอีน มูลค่า 16 ล้านบาท สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มูลค่า 12 ล้านบาท น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า มูลค่า 6 ล้านบาท และจับกุมสินค้าส่งออก เช่น กัญชา มูลค่า 21 ล้านบาท เฮโรอีน มูลค่า 4 ล้านบาท ทองคำ มูลค่า 2 ล้านบาท เมทแอมเฟตามีน มูลค่า 1 ล้านบาท และแอมเฟตามีน มูลค่า 150,000 บาท เป็นต้น ทั้งนี้กรมศุลกากรจะเพิ่มมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า–ส่งออก สินค้าผิดกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อปกป้องสังคมให้ปลอดภัย


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

LingoAce ชี้ “ทักษะภาษา” ไม่ใช่แค่วิชา แต่คือใบเบิกทางให้ Gen Alpha ในโลกที่เด็กเกิดน้อยลง ทุ่มเปิดคอร์สอังกฤษรายเดือน 999 บาท ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลก

LingoAce ชี้ “ทักษะภาษา” ไม่ใช่แค่วิชา แต่คือใบเบิกทางให้ Gen Alpha ในโลกที่เด็กเกิดน้อยลง ทุ่มเปิดคอร์สอังกฤษรายเดือน 999 บาท ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลก

กรุงเทพฯ – LingoAce แพลตฟอร์มเรียนภาษาแบบสอนสดตัวต่อตัวชั้นนำของเอเชีย สร้างความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในวงการ EdTech ไทย ด้วยการเปิดตัวคอร์สภาษาอังกฤษรูปแบบใหม่ “English Subscription Program” ในราคาที่เข้าถึงได้เพียง 999 บาทต่อเดือน เพื่อตอบโจทย์ผู้ปกครองยุคใหม่ที่ต้องการปูทางให้บุตรหลานก้าวสู่การเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) ในยุคที่การแข่งขันไร้พรมแดน

LingoAce ซึ่งเป็นบริษัท EdTech ระดับสากลที่ดำเนินงานในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก มีประสบการณ์ในตลาดประเทศไทยกว่า 6 ปี และประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดสอนภาษาจีนจนติด Top 3 ในประเทศจีนมาแล้ว การเปิดตัวโปรแกรมภาษาอังกฤษครั้งนี้จึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญและคุณภาพระดับโลกมาสู่เด็กไทยโดยตรง

ลูกคนเดียวแบกความหวัง ท่ามกลางวิกฤตเด็กเกิดน้อย

ภายในงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Amarin Baby & Kids Fair Carnival 2025 คุณณัฐนิช ทองไกรแสน ที่ปรึกษาประจำสำนักงานประเทศไทยของ LingoAce ได้ฉายภาพความท้าทายของผู้ปกครองไทยในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับวิกฤตการณ์อัตราการเกิดต่ำ (Low Birth Rate Crisis) ที่ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เพียง 530,000 คนในปีล่าสุด

“เมื่อเด็กมีจำนวนน้อยลง แต่การแข่งขันในเวทีโลกกลับสูงขึ้น ‘ลูกหนึ่งคน’ จึงต้องแบกรับความคาดหวังของครอบครัวและสังคมมากกว่าที่เคย คำถามคือ เราจะให้เครื่องมืออะไรกับเขา เพื่อให้มีที่ยืนบนเวทีโลกได้? LingoAce มองเห็นคำตอบชัดเจนว่า ‘ทักษะภาษา’ คือกุญแจสำคัญสู่อนาคตของเด็กไทย” คุณณัฐนิชฯ กล่าว

“ทักษะภาษาอังกฤษมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็กไทยยุคเจนอัลฟ่า LingoAce เข้าใจถึงความคาดหวังของพ่อแม่ไทยที่ต้องการให้ลูกเก่งภาษาโดยไม่ต้องจ่ายแพง เราจึงออกแบบคอร์สภาษาอังกฤษรายเดือนที่เข้าถึงง่ายในราคาเพียงหลักพัน แต่คุณภาพระดับโลก”

เจาะกลุ่ม Gen Alpha พลเมืองโลกยุคดิจิทัล

กลุ่มเป้าหมายหลักของหลักสูตรนี้คือ “เจนอัลฟ่า” (Gen Alpha) หรือเด็กที่เกิดระหว่างปี 2010–2025 ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟนและ AI ทำให้พวกเขาเป็น “Digital First Generation” ที่ต้องการการเรียนรู้แบบ Interactive Learning ที่รวดเร็ว สนุก และมีส่วนร่วม LingoAce จึงออกแบบหลักสูตรที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

“เด็กเจนนี้เปิดรับวัฒนธรรมจากทั่วโลกตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้พวกเขาเป็น ‘Global Native’ ที่โลกทั้งใบคือห้องเรียนของพวกเขา” คุณณัฐนิชกล่าวเสริม

ทลายกำแพงความกลัวด้วย Framework 3C และหลักสูตรมาตรฐานโลก

จากผลสำรวจของ LingoAce พบว่ากว่า 70% ของผู้ปกครองไทยกังวลว่าลูกเรียนภาษาอังกฤษมานานแต่ยังไม่กล้าพูดจริงในชีวิตประจำวัน เพื่อแก้ปัญหานี้ LingoAce ได้ออกแบบแนวทาง Framework 3C ขึ้นมาโดยเฉพาะ ประกอบด้วย:

  1. Confidence (ความมั่นใจ) – สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กกล้าแสดงออกและใช้ภาษาอย่างมั่นใจ
  2. Consistency (ความสม่ำเสมอ) – ออกแบบการเรียนรู้ให้ต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
  3. Curriculum Fit (หลักสูตรที่เหมาะสม) – หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเด็กไทยโดยเฉพาะ แต่ยังคงยึดมาตรฐานสากล

สำหรับหลักสูตร LingoAce English Program ได้รับการพัฒนาโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษานานาชาติ โดยอ้างอิงตามมาตรฐาน CEFR, University of Cambridge และ TESOL International Association มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะครบทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน ผ่านคลาสเรียนสดตัวต่อตัว (1:1) ความยาว 25 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมกับสมาธิของเด็ก นอกจากนี้ ยังใช้เทคนิค Gamification และ Immersive Learning ทำให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านเกมและสถานการณ์จำลองจริงอย่างสนุกสนาน พร้อมมีระบบ Feedback Report รายเดือน และ Learning Advisor ส่วนตัวสำหรับผู้ปกครอง เพื่อให้สามารถติดตามพัฒนาการของบุตรหลานได้อย่างใกล้ชิด

“การเริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่ยังเล็กคือข้อได้เปรียบมหาศาล หากใช้เทคโนโลยีและ Gamification ที่เหมาะสม จะทำให้ภาษาเป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว” คุณณัฐนิชย้ำ

คุณณัฐนิชฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยวิสัยทัศน์ของ LingoAce ว่า “ภาษาไม่ใช่วิชาในห้องเรียน แต่คือ Skill for Life ของเด็กเจนอัลฟ่า ของขวัญที่ดีที่สุดที่พ่อแม่มอบให้ลูก ไม่ใช่เงินทอง แต่คือความมั่นใจที่จะสื่อสารกับคนทั้งโลก”

รายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมโปรแกรมภาษาอังกฤษ LingoAce

● รูปแบบ : Subscription รายเดือน ราคาเพียง 999 บาท
● จำนวนคลาส : เรียนได้สูงสุด 8 คลาสต่อเดือน
● ผู้สอน : ครูเจ้าของภาษาที่ผ่านการอบรมการสอนเด็กโดยเฉพาะ
● กลุ่มอายุ : เหมาะสำหรับเด็กอายุ 4–13 ปี
● จุดเด่น : สนุก คุ้มค่า และเห็นผลจริงตั้งแต่คลาสแรก

ช่องทางการสมัครและข้อมูลเพิ่มเติม

● ลงทะเบียน : https://lingoaceth.com/english-skills
● Line ID: @lingoace
● ติดต่อสื่อมวลชน : pr.th@lingoace.com หรือที่ 0926646417 (คุณสุทิวัส)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

โมตุล เปิดตัวน้ำมันเครื่อง Motul 7000 4T และ Motul Scooter Power LE 4T ขนาดใหม่ 0.8 ลิตรประสิทธิภาพสูง สะดวก ใช้ง่าย สำหรับผู้ขับขี่ทุกวัน

โมตุล เปิดตัวน้ำมันเครื่อง Motul 7000 4T และ Motul Scooter Power LE 4T ขนาดใหม่ 0.8 ลิตรประสิทธิภาพสูง สะดวก ใช้ง่าย สำหรับผู้ขับขี่ทุกวัน

Motul ผู้นำนวัตกรรมน้ำมันหล่อลื่น ระดับโลกที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 170 ปี ภูมิใจประกาศเปิดตัว Motul 7000 4T ขนาดใหม่ 0.8 ลิตร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้ามอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก ให้กับผู้ขับขี่ที่มองหาน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ที่มาพร้อมประสิทธิภาพเหนือชั้นและการปกป้องเครื่องยนต์ในทุกการเดินทาง

Motul 7000 4T คือน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ที่พัฒนาเพื่อให้การหล่อลื่นที่ยอดเยี่ยม (น้ำมันหล่อลื่นที่ยอดเยี่ยม) ตอบสนองการทำงานของเครื่องยนต์ได้รวดเร็ว และปกป้องได้อย่างต่อเนื่อง ได้รับการรับรองมาตรฐานล่าสุด API SP และ JASO MA2 มั่นใจได้ว่ามีความเข้ากันได้ดีกับเครื่องยนต์ 4 จังหวะรุ่นใหม่และระบบคลัตช์เปียก

Motul Scooter Power LE 4T น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% ประสิทธิภาพสูง สำหรับเครื่องยนต์สกูตเตอร์ 4 จังหวะรุ่นล่าสุด มาพร้อมคุณสมบัติการเผาไหม้สะอาด ปล่อยไอเสียต่ำ และผ่านการออกแบบตามข้อกำหนด JASO MB ที่ผู้ผลิตแนะนำโดยเฉพาะ

ด้วยเทคโนโลยีสูตรสังเคราะห์ล้ำสมัย ช่วยควบคุมการเกิดคราบเขม่าบนลูกสูบ ลดการสึก หรอ และป้องกันการกัดกร่อนของตลับลูกปืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่าและการปกป้องเครื่องยนต์ในทุกการขับขี่

ด้วยบรรจุภัณฑ์ 0.8 ลิตร รุ่นใหม่ โมตุลพร้อมตอบโจทย์ ให้กับผู้ขับขี่
• ขนาดพอดีสำหรับมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก : ตรงตามความต้องการของรถที่ใช้น้ำมันเครื่องน้อยกว่า 1 ลิตร ลดการเหลือทิ้งและคุ้มค่ามากขึ้น
• สะดวกต่อการพกพา : ขนาดกะทัดรัดเหมาะสำหรับพกพาสำรอง ทั้งการเดินทางไกลหรือการใช้งานในชีวิตประจำวัน
• ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง : ขวดผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล 50% และสามารถรีไซเคิลได้ 100% ตอกย้ำความตั้งใจของโมตุลในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

คุณสุรเชษฐ ศรกาญจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โมตุล (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเปิดตัว Motul 7000 4T และ Motul Scooter Power LE 4T ขนาด 0.8 ลิตร ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มขนาดบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นตอบสนองความต้องการ ให้กับผู้ขับขี่ทุกกลุ่ม เพื่อให้เข้าถึงคุณภาพและสมรรถนะสูงของโมตุลได้อย่างแท้จริง เรามั่นใจว่าขนาดใหม่นี้ ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในทุกวัน แต่ยังสะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการมอบการปกป้องที่เชื่อถือได้ตามมาตรฐานของโมตุล

Motul 7000 4T (0.8 ลิตร) จะมีให้เลือกในเกรดความหนืดคือ 10W-40 และ Motul Scooter Power LE 4T จะมีให้เลือกในเกรดความหนืดคือ 5W-40 เพื่อครอบคลุมและเหมาะความต้องการของผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ในชีวิตประจำวัน

โดย Motul 7000 4T คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญ ที่ผสานเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจในผู้ใช้งานจริง ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติม : www.motul.com


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าวการจับกุมยาคีตามีนน้ำหนัก 300 กิโลกรัม และปฏิบัติการล้มคอกม้ายึดเงินสดได้คามือ 846,800 บาท

ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าวการจับกุมยาคีตามีนน้ำหนัก 300 กิโลกรัม และปฏิบัติการล้มคอกม้ายึดเงินสดได้คามือ 846,800 บาท

วันอังคารที่ 4 พ.ย.2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ ตำรวจภูธรภาค 1 : พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พร้อมคณะฯ ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุม 2 คดี ยาคีตามีนน้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม และปฏิบัติการล้มคอกม้ายึดเงินสดได้คามือ 846,800 บาท

คดีที่ 1 : บก.ภ.จ.สระบุรี โดย พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จ.สระบุรี ร่วมด้วย บก. สส.บช.ภ.1 ชุดขยายผลยาเสพติด, ศอ.ปส.ภ.1 ขกท., ขกท.ศปก.นสศ., ผบ.ขกท.ศปก.นสศ., สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 1 และเจ้าหน้าที่ในสังกัดฯ ได้ร่วมกันสืบสวนจับกุม ผู้ต้องหาที่ทำหน้า ที่จัดเก็บและลำเลียงยาเสพติดกลุ่ม “นักขนยาเสพติดตะวันออก” จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย คือ

  1. นายภาณุวัฒน์ฯ หรือน๊อต อายุ 28 ปี ภูมิลำเนา ต.หนองเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ผู้ต้องหาที่ 1
  2. นายดนุพลฯ หรือมอส อายุ 25 ปี ภูมิลำเนา ต.หนองเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ผู้ต้องหาที่ 2

พร้อมของกลาง คือ 1.คีตามีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 รวมน้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม, 2.รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็ก สีขาว ที่ใช้ลำเลียงยาเสพติด จำนวน 1 คัน, 3.โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ในการติดต่อซื้อขายยาเสพติด จำนวน 2 เครื่อง

พฤติการณ์ในการจับกุม สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบสวนขยายผลจากการจับกุมนายสุรัตน์กับพวกรวม 3 คน พร้อมยาบ้า 60,000 เม็ด ที่บริเวณสะพานต่างระดับสิงห์ใต้ หมู่ 2 ต.ม่วงหมู่ อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2568 จนทราบว่ามีกลุ่มของนายภาณุวัฒน์ฯ หรือน๊อต ผู้ต้องหาที่ 1 เคยจัดส่งยาเสพติดให้กลุ่มของนายสุรัตน์ฯ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ได้สั่งการให้สืบสวนติดตามกลุ่มของนายภานุวัฒน์หรือน็อต ผู้ต้องหาที่ 1 อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 2 พ.ย.2568 เวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพบนายภานุวัฒน์หรือน็อต ผู้ต้องหาที่ 1 ขับรถยนต์ของกลางที่ตรวจยึดได้ออกจากพื้นที่พักอาศัยมุ่งหน้าไปทาง จ.สุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ติดตามไปจนกระทั่งพบว่า นายภานุวัฒน์หรือน็อต ผู้ต้องหาที่ 1 ไปรับยาเสพติดของกลางมาจากพื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี แล้วขับรถกลับมุ่งหน้าไปทาง จ.ฉะเชิงเทรา โดยใช้เส้นทางถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฝั่งใต้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงติดตามมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 เวลาประมาณ 01.30 น. เมื่อนายภาณุวัฒน์หรือน็อต ผู้ต้อง หาที่ 1 ขับรถมาถึงบริเวณถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฝั่งใต้ กม.11+900 แขวงแสม ดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงเข้าสกัดจับรถยนต์ของกลางที่นายภาณุวัฒน์หรือน็อต ผู้ต้องหาที่ 1 ขับมา โดยภายในรถมีนายดนุพลหรือมอส ผู้ต้องหาที่ 2 นั่งมาด้วย

จากการสอบถามนายภาณุวัฒน์ฯ หรือน็อต ผู้ต้องหาที่ 1 และนายดนุพลฯ หรือมอส ผู้ต้องหาที่ 2 ยอมรับว่าได้ไปรับยาเสพติดของกลางที่ตรวจยึดได้มาจริง และกำลังจะนำไปส่งให้กับผู้รับในพื้นที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อหาให้นายภาณุวัฒน์หรือน็อต ผู้ต้องหาที่ 1 และ นายดนุพลหรือมอส ผู้ต้องหาที่ 2 ทราบว่ากระทำผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (คีตามีน) โดยผิดกฎหมาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน”

สถานที่เกิดเหตุ ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฝั่งใต้ กม.11+900 แขวงแสมดำ เขตบาง ขุนเทียน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 เวลาประมาณ 01.30 น. การจับกุมในครั้งนี้ เป็นการระงับยับยั้งการแพร่กระจายยาเสพติดไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาเสพติดของกลางน้ำหนักรวมจำนวน 300 กิโลกรัม หากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 150,000,000 บาท เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะได้ขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยจะนำมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สิน มาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป

คดีที่ 2 ล้มคอกม้า : บก.สส.ภ.1 ยึดเงินสดได้คามือ 846,800 บาท ระหว่างวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2568

ชุดบก.สส.ภ.1 ได้ทำการสืบสวนกลุ่มเครือข่ายคนไทยที่เป็นผู้จัดหาบัญชีม้าและฟอกเงิน ที่เป็นเครือข่ายฟอกเงินให้กลุ่ม scamnner โดยได้ทำการสืบสวนจนจนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลมีพฤติกรรมรวมตัวกันเป็นกลุ่ม จัดหาบัญชีม้าเพื่อรับเงินจากกลุ่มแก๊งอาชญากรรมคอลเซ็น เตอร์ระหว่างประเทศ โดยมีหัวหน้าชาวจีนคอยสั่งการหญิงชาวไทยให้รวบรวมจัดหากลุ่มบุคคลที่จะรับโอนเงินจากการหลอกลวง นำเงินดังกล่าวมาฟอกด้วยวิธีการนำเงินสดไปและเปลี่ยนเป็นเป็นเงินสกุลคริปโตเคอเรนชื่ แล้วส่งต่อกลับคืนไปให้หัวหน้าชายชาวจีน โดยกลุ่มคอกม้าจะได้เงินเป็นเปอร์เซ็นของการกดเงินได้เป็นค่าตอบแทน จึงได้ทำการสืบสวนเรื่อยมาจนกระทั่งทั่งนำไปสู่การสะกดรอย เฝ้าสังเกตการณ์ และนำไปสู่การตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดของกลาง ในสถานที่ต่างๆ ดังนี้ 1.หมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ ช.หมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ 2/1 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี, 2.คอนโด ถ.รัตนาธิเบศร์ ต.ไทรม้า อ.เมือง จ.นทบุรี, 3.ห้างสรรพสินค้าย่านลาดพร้าว และ 4.โรงแรม แขวงรัชดา เขตดินแดง กรุงเทพฯ

โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมดจำนวน 8 คน โดยมีฐานความผิดแตกต่างกันตามพฤติกรรมความผิด ดังนี้

  1. ร่วมกันเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและ มีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่และสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเป็นช่องโจร หรือร่วมกันประชุมในที่ประชุมอั้งยี่หรือซ่องโจร
  2. ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่าหรือให้ยืม บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด
  3. เปิดหรือยินยอมให้บุคคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่า จะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด
  4. ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฟอกเงิน

กลุ่มผู้ต้องหาประกอบด้วยกลุ่มผู้ควบคุมและสั่งการ (หัวหน้า/ผู้บริหารเครือข่าย)

  1. น.ส.ภูชิษาฯ (แจ๋ว/เบล) อายุ 43 ปี ควบคุมสั่งการ เลือกบัญชีธนาคารให้กลุ่มจีนใช้รับเงิน และรับเงินสดจากผู้ร่วมขบวนการ เพื่อนำไปส่งให้นายทุนชาวจีนกลุ่มจัดหา-ควบ คุมบัญชีม้า
  2. นส.ศติธรฯ (บุ๋ม) อายุ 38 ปี กดเงิน-รวบรวมเงินสดส่งให้ น.ภูชิษาฯ
  3. นายอดิศักดิ์ฯ (หนุ่ม) อายุ 38 ปี จัดหาบัญชีธนาคารใช้ใช้เป็นบัญชีม้าให้กับ นส.ศศิธรฯ และควบคุมคุมขี่ม้าที่โรงแรม
  4. นายเพชรฯ อายุ 30 ปี ควบคุมเจ้าของบัญชีม้า นัดหมายและพาไปตามจุดถอนเงินกลุ่มผู้มอบบัญชีให้ผู้อื่นใช้ (เจ้าของบัญชีม้า)
  5. นส.ฐญามนฯ อายุ 47 ปี บัญชีม้า-ถอนเงินสดแล้ว
  6. นายไชยเชฏฐ์ฯ อายุ 53 ปี บัญชีม้า
  7. นายสีชายฯ อายุ 44 ปี บัญชีม้า และ
  8. นายดนุพลฯ อายุ 27 ปี บัญชีม้า

จากการปฏิบัติการสามารถตรวจยึดของกลางได้ ดังนี้ 1.เงินสด จำนวน 846,800 บาท, 2.บัญชีธนาคาร จำนวน 13 บัญชี, 3.บัตรกดเงินสด จำนวน 14 ใบ, 4.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 18 เครื่อง, 5.ชิมโทรศัพท์มือถือ จำนวน 23 ชิม, 6.เครื่องนับธนบัตร จำนวน 1 เครื่อง

จากการซักถามทราบว่า กลุ่มดอกม้าที่ถูกจับกุมได้ย้ายฐานสแกนหน้าจากประเทศกัมพูชามาดำเนินการในประเทศไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 เนื่องจากปัญหาแนวชายแดน โดยเฉลี่ยแล้วจะถอนเงินสดนำส่งให้ผู้จ้างานในวงเงินประมาณ 1-2 ล้านบาท ต่อวัน จะได้ค่าตอบแทนเหมารวมร้อยละ 4 ของยอดถอนเงิน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้จากการสืบสวนขยายผลพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีการส่งผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิดกลับไปยังนายทุนชาวจีน โดยใช้วิธีการให้คนไทยนำเงินสดไปแลกเหรียญดีจิทัล จากนั้นกลุ่มผู้ต้องหาจะโอนเหรียญดิจิทัลกลับไปให้นายทุนขาวจีน ซึ่งจะได้ทำการสืบสวนสวนขยายผลต่อไป

จากการปฏิบัติการดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจาก WARROOM PCT ตร.ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและประสามติดตามผู้เสียหาย โดยในเบื้องต้นตรวจสอบพบว่า มีผู้เสียหายโอนเงินมายังกลุ่มคอกม้านี้ในวันที่ 2 พ.ย.2568 และได้ถอนเงินที่ได้จากหลอกลวงออกมาที่ห้างย่านลาดพร้าว คือ 1.นายชาญวิทย์ฯ ตรวจยึดเงินไว้ได้ 160,000 บาท ประสานเข้าแจ้งความที่ สภ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี, 2.นายอนุฏลฯ ตรวจยึดเงินไว้ได้ 9,700 บาท ประสานเจ้งความที่ สภ.หัวหิน จ.ประจาบคีรีขันธ์, 3.นส.สิริย์ปัญญาฯ ตรวจยึดเงินไว้ได้ 20,000 บาท ประสานเข้าแจ้งความที่ สภ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี, 4.นางนิดานาถฯ ตรวจยึดเงินไว้ได้ 45.531 บาท ประสานเข้าแจ้งความที่ สถ.เมืองแพร่ จ.แพร่, 5.นางปิยะกรฯ ตรวจยึดเงินไว้ได้ 12,000 บาท ประสานเข้าแจ้งความที่ สน.นิมิตรใหม่ กรุงเทพฯ, 6.น.ส.พัทธนันทน์ฯ ตรวจยึดเงินไว้ได้ 45,000 บาท ประสานเข้าแจ้งความที่ สภ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ตำรวจภูธรภาค 1 โดย บก.สส.ก.1 จะได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินในรายอื่นๆประสานการคืนเงิน (Money cash back) ให้กับผู้เสียหาย ต่อไป

ขอประชาสัมพันธ์ประชาชน หากพบบุคคล รถต้องสงสัย หรือมีข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดสามารถติดต่อให้ข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจที่ท่านสะดวก หรือ สายด่วน 191 และ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำข้อมูลดังกล่าวไปสืบสวนขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป

ขอบคุณที่กรุณาเผยแพร่ข่าวสารตำรวจภูธรภาค 1


การประชุมจัดตั้งสาขาพรรคเพื่อบ้านเมือง (พบม.) ลำดับที่ 3 จังหวัดกาญจนบุรี (ภาคกลางตะวันตก) ชูนโยบาย 4 ปณิธานไทยนิยมสู่เป้าหมาย

การประชุมจัดตั้งสาขาพรรคเพื่อบ้านเมือง (พบม.) ลำดับที่ 3 จังหวัดกาญจนบุรี (ภาคกลางตะวันตก) ชูนโยบาย 4 ปณิธานไทยนิยมสู่เป้าหมาย

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 9.30 น. ณ ห้องประชุมศาลการเปรียญวัดตลุงเหนือ ต.หนองประดู่ อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี ได้มีการประชุมจัดตั้งสาขาพรรคเพื่อบ้านเมือง ลำดับที่ 3 จังหวัดกาญจนบุรี (สาขาภาคกลางตะวันตก) โดยมีนายประสพ บุษราคัม หัวหน้าพรรคเพื่อบ้านเมือง พร้อมด้วยคณะกรรมการสาขาพรรคเพื่อบ้านเมือง เข้าร่วมประชุม และเปิดให้ชาวบ้านสมัครเป็นสมาชิก พรรคฯ มีชาวบ้านเข้าร่วมสมัครเป็นสมาชิกจำนวนมากหลายร้อยคน จากนั้นหัวหน้าพรรคเพื่อบ้านเมือง ได้ทำพิธีเปิดการประชุม และขึ้นกล่าวปราศรัยนโยบายของพรรค และบรรยายจุดประสงค์ของพรรคเพื่อบ้านเมือง

มีดังนี้ พรรคเพื่อบ้านเมือง ได้เป็นพรรคการเมืองโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยพรรค การเมือง และตามสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันอังคารที่ 7 ตุลาคม 2568 แล้ว และเป็นพรรคการเมืองที่มี นโยบายที่จะส่งผู้มีคุณธรรม มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรในนาม “พรรคเพื่อบ้านเมือง” ให้ครบทุกเขตทั่วประเทศในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงถือเป็นก้าวสำคัญ ที่พวกเราในฐานะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อบ้านเมือง จะได้มาประกาศอุดมการณ์ร่วมกัน ในวันนี้ว่า “เราพร้อมที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน บนเส้นทางสายเพื่อบ้านเมืองนี้ ด้วยพลังแห่งคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ในการขับเคลื่อน ปณิธาน ๔ ไทยนิยมไปสู่เป้าหมาย ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องพี่น้อง ประชาชนและประเทศชาติในทุกด้าน ให้เป็นผลสำเร็จให้ได้ ในยุคสมัยของพากเรานี้ โดยไม่ท้อกอย”

ชี้แจง ปณิธาน อุดมการณ์ และนโยบายของพรรคเพื่อบ้านเมืองไว้เพื่อเป็นแนวหาทางในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคไปด้วยกันดังนี้ข้อ 1 “พรรคเพื่อบ้านเมือง” มีปณิธานทางการเมืองอันแน่วแน่ 4 ประการ /4 ไทยนิยม คือ 1.พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, 2. ศาสนาพุทธคุ้มครองผ่องใส, 3.แผ่นดินนี้ต้องเป็นของลูกหลานไทย, 4.สังคมใหม่ต้องแบ่งสรรปันส่วนกัน รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน และการปก ครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนและพัฒนาประเทศศควบคู่กันไปทุกด้าน ทั้งด้านสังคมความมั่นคง เพื่อความอยู่ดีกินดีมีความผาสุกของ จะแก้ไขปัญหาด้านสังคม โดยการพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพคู่คุณ ธรรม ไปพร้อมกับการแก้ไข ของทุกครัวเรือน ทุกกลุ่มอาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยมาตรการสร้างงาน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน จะแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยการให้มีปัจจัยสี่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค รวมทั้ง ส่งเสริมการผลิตหางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกมาตรการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้เช่นเดียวกัน

โดยการส่งเสริมการยึดมั่นในหลักการปกครองระบอบ ชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อความสงบสุขเรียบร้อย ประเทศมีการพัฒนามั่นคง จะดำเนินการเผยแผ่หลักธรรมพระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาจิตใจและปัญญา ในการที่มีคุณภาพคู่คุณธรรม โดยการยึดมั่นและส่งเสริมให้ประชาชนในชาติอยู่ร่วมกันได้ ด้วยความรัก ความสามัคคี อยู่ดีกินดี มีความสุข สงบ ปลอดภัยในชีวิต และปลดหนี้เกษตรกรและประชาชน “เพื่อทุกคนตั้งต้นใหม่”ลดราคาสินค้าอบโภคบริโภค/น้ำมันให้ถูกลงอย่างน้อย ๒๐ % “เพื่อลดรายจ่ายเหลือรายได้มาเพื่ออยู่ดีกินดีเป็นต้น

รายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อบ้านเมือง (พบม.) ลำดับที่ 3 จังหวัดกาญจนบุรี (สาขาภาคกลางตะวันตก) ประกอบด้วย

  1. นายประสพ บุษราคัม หัวหน้าพรรคเพื่อบ้านเมือง
  2. นายพนพภณษฏ์ ทองคำ = รองหัวหน้าพรรคเพื่อบ้านเมืองคนที่ 1
  3. นายสำเร็จพูลณ์ทวีฐ์ รุ่งเรือง = รองหัวหน้าพรรคเพื่อบ้านเมืองคนที่ 2
  4. นายราเชนทร์ ศิวะเสาร์แก้ว = เลขาธิการพรรคเพื่อบ้านเมือง
  5. นายชาตินักรบ อินสอน = ผู้อำนวยการพรรคเพื่อบ้านเมือง
  6. พลตรี ดร.ถิรเดช ทรัพย์เขื่อนขันธ์ = ที่ปรึกษาพรรค
  7. นายสมศักดิ์ ลีลาธนากุล = กรรมการบริหารพรรค
  8. นายณัฏฐ์ธา พงษ์วิทยานุกกฤต = กรรมการบริหารพรรค
  9. พ.ต.อ.บันดล วงศ์ระรื่น = ที่ปรึกษาพรรค
  10. นายวัชรพนต์ วัฒนาอาภรณ์ชัย = ที่ปรึกษาพรรค

สถานที่ทำการสำนักงานสาขาพรรคเพื่อบ้านเมือง ลำดับ 3 จังหวัดาญจนบุรี (สาขาภาคกลาว.ตะวันตก) บ้านเลขที่ 187 หมู่ที่ 3 ต. หนองประดู่ อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี


#/// กัมพล ทันเวลา / ทีมข่าวภาคตะวันตก