กรมอนามัย จับมือ รพ.วันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามความร่วมมือ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” ส่งเสริมการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงเวลา

กรมอนามัย จับมือ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามความร่วมมือ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” ส่งเสริมการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงเวลา

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการแพทย์ ภายใต้โครงการ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการเข้าถึงการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า (Advance Care Planning) ให้แก่ประชาชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถสื่อสารความต้องการด้านการรักษาพยาบาลของตนเองได้อย่างชัดเจน และได้รับการดูแลที่สอดคล้องกับคุณค่าและความต้องการของชีวิต

พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพมหานคร โดยมี แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ นายอัครพล เอื้ออารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความเป็นมนุษย์ และสิทธิการตัดสินใจของผู้ป่วย

โครงการ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสวางแผนการรักษาล่วงหน้าในกรณีที่ไม่สามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้ในอนาคต โดยอาศัยหลักการของ Living Will หรือหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในช่วงท้ายของชีวิต ซึ่งได้รับการรับรองตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

ความร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมการเผยแพร่ความรู้ การจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาสื่อและองค์ความรู้ด้านการวางแผนการดูแลล่วงหน้า รวมถึงการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสกำหนดแนวทางการดูแลรักษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง

“เมื่อถึงวันที่การสื่อสารอาจเป็นเรื่องยาก บันทึกวันเวลา (Living Will) คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสะท้อนความต้องการของผู้ป่วย เพื่อให้ทุกการดูแลเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าของชีวิตอย่างแท้จริง”

โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เชื่อมั่นว่าการดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาโรค แต่ยังรวมถึงการเคารพในคุณค่า ความเชื่อ และการตัดสินใจของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของชีวิตมีความหมายและได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศึกชิง นายกอบจ.ร้อยเอ็ด เบอร์ 2 มาแรง ‘นิรันดร์’ ลั่นถึงเวลาพลิกโฉมร้อยเอ็ด ชูธง พัฒนาจริง ทำจริง ทุกอำเภอ ทุกตำบล

ศึกชิง นายกอบจ.ร้อยเอ็ด เบอร์ 2 มาแรง ‘นิรันดร์’ ลั่นถึงเวลาพลิกโฉมร้อยเอ็ด ชูธง พัฒนาจริง ทำจริง ทุกอำเภอ ทุกตำบล

ผู้สื่อข่าวจากจังหวัดร้อยเอ็ด รายงานว่า บรรยากาศศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดเริ่มร้อนแรง และน่าจับตามอง หลังจากที่ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด หลายสมัย ได้ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 พร้อมจับสลากได้ หมายเลข 2 ซึ่งนายนิรันดร์ ได้ส่งสัญญาณเปิดเกมชิงเก้าอี้ผู้นำท้องถิ่นเต็มรูปแบบ ท่ามกลางกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ทั้งนี้ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ กล่าวว่า ตนพร้อมนำประสบการณ์การทำงานทางการเมืองที่มีมากกว่า 30 ปี และความเข้าใจปัญหาของพื้นที่ มาขับเคลื่อนสร้างการพัฒนาให้จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพพร้อมที่จะเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเน้นการทำงานที่พัฒนาจริง ทำจริง ถึงทุกพื้นที่ ทุกอำเภอ ทุกตำบล เปลี่ยนร้อยเอ็ด ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยเศรษฐกิจฐานรากต้องโต พี่น้องประชาชนต้องมีคุณภาพชีวิตต้องดีขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต้องแน่น และการบริงานการแก้ปัญหา ที่ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของประชาชนในทุกอำเภอ ทุกตำบล

“นโยบายของตนจะมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย พัฒนาแหล่งน้ำและระบบคมนาคม สนับสนุนอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยว ผลักดันการศึกษา การสาธารณสุข และพัฒนาศักยภาพเยาวชน ควบคู่กับการบริหารงานที่โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตจังหวัด ขอย้ำว่า จังหวัดร้อยเอ็ดต้องเดินหน้าอย่างมีทิศทาง ประชาชนต้องมีโอกาส มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผมพร้อมอาสาเข้ามาทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกพื้นที่ได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียม และทุกงบประมาณสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนอย่างคุ้มค่า” นายนิรันดร์ฯ กล่าว

สำหรับแนวทางการหาเสียง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายนิรันดร์ฯ ได้เตรียมลงพื้นที่พบปะประชาชนทั้ง 20 อำเภอ เพื่อนำเสนอนโยบาย รับฟังปัญหา และร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาร้อยเอ็ดให้เติบโตอย่างมั่นคง สู่เป้าหมายการเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจเข้มแข็ง คุณภาพชีวิตดี และประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างทั่วถึง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รองนายกฯ ส่งทนายแจ้งความจับเจ้าของคลิปเสียงพาดพิงสอบทุจริตท้องถิ่น เอี่ยวสอบทุจริตท้องถิ่นทำเสียหายร้ายแรง

รองนายกฯ ส่งทนายแจ้งความจับเจ้าของคลิปเสียงพาดพิงสอบทุจริตท้องถิ่น เอี่ยวสอบทุจริตท้องถิ่นทำเสียหายร้ายแรง

วันที่ 30 มิ.ย.2569 เวลา 09.55 น. : นายทิวา การกระสัง ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนา ซึ่งมีการพาดพิงว่านายทรงศักดิ์ฯ เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่น

นายทิวาฯ เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ฯได้รับคลิปเสียงดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 แต่ในขณะนั้นยังไม่มีการเอ่ยถึงชื่อนายทรงศักดิ์ฯ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ป.ป.ช.,สำนักงาน ป.ป.ท.,สำนักงาน ปปง. และหน่วยงานอื่นๆ ให้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดสอบ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่อาจมีความผิดปกติ

นายทิวาฯ ระบุว่า ในช่วงเวลานั้น กระบวนการจัดสอบอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีมหาวิทยาลัย 2 แห่งเข้าร่วมเสนอราคา ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แม้ว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จะเสนอราคาต่ำกว่า แต่คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีความน่าเชื่อถือมากกว่า จึงคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ก่อนส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาตามขั้นตอน และกรมบัญชีกลางมีความเห็นให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นผู้ดำเนินการ

ทั้งนี้ ยืนยันว่าขั้นตอนดังกล่าวเป็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ ไม่ใช่การซื้อขายตำแหน่งหรือซื้อขายข้อสอบตามที่ถูกกล่าวอ้าง อีกทั้งในขณะนั้น แม้จะมีคลิปเสียง แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกรับหรือรับเงิน จึงไม่สามารถดำเนินคดีได้ และไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมีการกระทำในลักษณะดังกล่าว

ต่อมา ภายหลังมีการเผยแพร่คลิปเสียงผ่านเพจ “บังแจ็ค” ซึ่งมีการเอ่ยชื่อนายทรงศักดิ์ฯ อย่างชัดเจน พร้อมกล่าวอ้างว่า มีโควตาผู้สอบจากคนใกล้ชิดจำนวน 1,500 อัตรา โดยผู้เข้าสอบต้องจ่ายเงินอัตราละ 350,000 บาท ให้หน่วยงานที่จัดสอบและนายทรงศักดิ์ฯ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของรองนายกรัฐมนตรีอย่างร้ายแรง

นายทิวาฯ กล่าวว่า จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ส้ม และนายกิจ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวว่าเป็นเจ้าของเสียงในคลิป รวมถึงผู้เผยแพร่คลิปผ่านเพจ “บังแจ็ค” ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 รวมทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

นายทิวาฯ ยังระบุว่า เชื่อว่าคลิปเสียงดังกล่าวมีเจตนาทำลายกระบวนการประมูล เนื่องจากกลุ่มบุคคลบางกลุ่มไม่ได้รับประโยชน์ อีกทั้งยังมุ่งสร้างความเสียหายต่อนายทรงศักดิ์ฯ และพรรคการเมืองที่สังกัด ทั้งที่นายทรงศักดิ์ฯ ไม่เคยรู้จักหรือมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลทั้ง 2 คนมาก่อน

พร้อมย้ำว่า การแจ้งความครั้งนี้ต้องการให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ปากคำ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าเหตุใดจึงมีการกล่าวอ้างเช่นนี้ และมีหลักฐานใดที่เชื่อมโยงนายทรงศักดิ์ฯ หรือไม่

นายทิวาฯ กล่าวด้วยว่า หากข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นความจริง จะมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งผู้เรียกรับเงิน ผู้จ่ายเงิน และผู้เข้าสอบ ซึ่งอาจมีจำนวนรวมหลายหมื่นคน ดังนั้น จึงไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ และจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

สำหรับ น.ส.ส้มฯ และนายกิจฯ ปัจจุบันทั้งคู่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเคยเข้าพบคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวมาก่อน นายทิวาฯ เชื่อว่าหากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก ทั้งสองจะเข้ามาให้ปากคำ ขณะที่พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ และจะพิจารณาว่าพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจห้องชุด หลังผู้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดีร้องถูกถอดอุปกรณ์ประจำห้องหลายรายการ

กรุงเทพมหานคร – พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจห้องชุด หลังผู้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดีร้องถูกถอดอุปกรณ์ประจำห้องหลายรายการ

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ พร้อมเจ้าหน้า ที่กองพิสูจน์หลักฐาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบห้องชุดภายในโครงการคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท 40 ตามคำร้องของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี หลังเข้าแจ้งความว่าพบอุปกรณ์ที่ติดตั้งประจำห้องหลายรายการถูกถอดและขนย้ายออกไป

การเข้าตรวจสอบในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสภาพสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบร่องรอยการรื้อถอน การตัดสายไฟ การตัดท่อน้ำยาเครื่องปรับอากาศ ร่องรอยการถอดอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่กับห้อง ตลอดจนบันทึกสภาพความเสียหายทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดีและเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ โดยระบุว่าภายหลังได้รับสิทธิในห้องชุดจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี และเข้าตรวจรับห้อง พบว่าอุปกรณ์สำคัญที่ติดตั้งใช้งานประจำกับห้องได้สูญหายหลายรายการ ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ 2 เครื่อง เครื่องทำน้ำอุ่น เตาแม่เหล็กไฟฟ้าแบบบิลต์อิน เครื่องดูดควัน ม่านจีบ กระจกกั้นห้องอาบน้ำ สายไฟ ท่อน้ำยาแอร์ และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ รวมถึงทรัพย์สินที่อาจตรวจพบเพิ่มเติมจากการตรวจสอบ

ผู้เสียหายระบุว่า ได้ร้องขอให้พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เพื่อพิสูจน์ร่องรอยการรื้อถอนและรวบรวมพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงขอให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด บันทึกการเข้าออกอาคาร รายชื่อผู้รับเหมา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ติดตามเส้นทางของทรัพย์สินและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขนย้ายทรัพย์ดังกล่าว

ทั้งนี้ คดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและรอผลการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งผลการตรวจจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญประกอบการพิจารณาของพนักงานสอบสวน หากพบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมาย จะมีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

SURE ยกระดับแบรนด์เต็มสูบ! ดึง “ต้นหอม” นั่งพรีเซ็นเตอร์ จับมือ มช. พัฒนาผลิตภัณฑ์

แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคท้องถิ่นโตสวนตลาด “SURE” ของบริษัท สยาม เฟมัส จำกัด ผู้ผลิตจากจังหวัดสมุทรสาคร เดินหน้ายกระดับแบรนด์เต็มรูปแบบ วางยุทธ ศาสตร์ “ผลิต–วิจัย–การตลาด” ครบวงจร พร้อมจับมือ ม.เชียงใหม่ ตั้งแล็บสกัดพืชธรรมชาติ และดึงดาราสาว ต้นหอม ศกุนตลา นั่งพรีเซ็นเตอร์คนแรก

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 บริษัท สยาม เฟมัส จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจากจัง หวัดสมุทรสาคร ได้จัดงานเปิดตัวแบรนด์ “SURE” อย่างเป็นทางการที่กรุงเทพฯ พร้อมประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ “ผลิต–วิจัย–การตลาด” แบบครบวงจร มุ่งยกระดับการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย และต่อยอดสู่ตลาดอาเซียนในระยะต่อไป

ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว บริษัทวางแผนผสานฐานการผลิตในประเทศเข้ากับความร่วมมือด้านงานวิจัยกับสถาบันการศึกษาไทย รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งคุณภาพและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดตัว “ต้นหอม ศกุนตลา เทียนไพโรจน์” ดาราและพิธีกรชื่อดัง ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนแรกของแบรนด์ SURE โดยต้นหอม เล่าถึงจุดเริ่มต้นกับ SURE ว่า รู้จักและใช้สินค้าจริงตั้งแต่ก่อนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะส่วนตัวทำธุรกิจสปาที่ต้องซักผ้าขนหนูจำนวนมากเป็นประจำ และช่วงแรกยังไม่มีแม่บ้านจึงต้องลงมือเองทุกอย่าง “หอมไล่หาตามแพลตฟอร์มต่างๆ ว่าตัวไหนราคาเหมาะสมและใช้ได้จริง จนมาเจอ SURE ซึ่งเคยได้ยินชื่ออยู่แล้ว พอลองซื้อมาใช้ก็รู้สึกว่าคุ้มมาก ผ้าสะอาดและกลิ่นหอมติดทน ซึ่งสำคัญมากสำหรับงานสปา เพราะเราอยากให้ลูกค้าประทับใจ”

ดาราสาวยังเผยเคล็ดลับการดูแลเสื้อผ้าว่า เป็นคนละเอียดและชอบแต่งตัว จึงแยกซักเป็นผ้าขาว ผ้าสีอ่อน ผ้าสีเข้ม และผ้าที่ต้องดูแลพิเศษ เพื่อให้เสื้อผ้าอยู่ทนและคงสภาพดี พร้อมบอกว่าหลังร่วมงานกับแบรนด์ เตรียมจัดกิจกรรมร่วมกันอีกหลายรูปแบบ รวมถึงกิจกรรมเพื่อสังคม “หอมขายออนไลน์อยู่แล้ว และมองแบรนด์นี้มาสักพักว่าจะทำอย่างไรให้ได้มาปักตะกร้า พอได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ก็ยิ่งมั่นใจว่าแบรนด์น่าสนใจ เชื่อว่าจะขายได้แน่นอน” ต้นหอม กล่าว

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท สยาม เฟมัส จำกัด และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมเปิดตัว “ห้องปฏิบัติการสกัดพืชธรรมชาติ” อย่างเป็นทางการ ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะศึกษาการนำสารสกัดจากพืชท้องถิ่นของไทยมาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่เชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม

ด้าน ดร.จรูญ จักร์มุณี รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันความต้องการผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของครัวเรือนยุคใหม่ได้เปลี่ยนจากการมองแค่ประสิทธิภาพการทำความสะอาด ไปสู่ความใส่ใจทั้งความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อม และคุณภาพควบคู่กัน โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของส่วนผสม การถนอมเส้นใยผ้า การย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และการผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น สำหรับความร่วมมือกับ SURE ดร.จรูญ ระบุว่า มหาวิทยาลัยเชื่อมั่นว่างานวิจัยต้องตอบโจทย์สังคม ขณะที่ SURE ให้ความสำคัญกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และพร้อมลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานงานวิจัย ทั้งสองฝ่ายจึงร่วมกันแปลงผลงานวิชาการให้เป็นนวัต กรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ถือเป็นความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ทั้งภาควิชาการและภาคธุรกิจ

ดร.จรูญฯ กล่าวอีกว่า ในอนาคตทั้งสองฝ่ายจะมุ่งเน้นการพัฒนาสูตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อมและย่อยสลายได้ เทคโนโลยีชีวภาพและนาโนเทคโนโลยี วิธีตรวจสอบคุณภาพที่รวด เร็ว และการทดสอบตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการทำวิจัยร่วม การฝึกงานของนักศึกษา และการแลกเปลี่ยนบุคลากร เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมในระยะยาว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ด้วยนวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน SURE มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนชั้นนำของไทย และขยายต่อไปยังตลาดอาเซียนและระดับสากล

ด้าน คุณสวี อี้ ผู้บริหารบริษัท สยาม เฟมัส จำกัด กล่าวว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ SURE มีการเติบโตต่อเนื่องทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยปัจจุบันมีฐานการผลิตที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบซัพพลายเชนบริษัทระบุว่า SURE ใช้ 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาโดยเน้นความปลอดภัยและส่วนผสมธรรมชาติ การผลิตด้วยระบบอัตโนมัติที่ช่วยควบคุมคุณภาพและต้นทุน และการตลาดที่อาศัยทีมงานและเครือข่าย KOL/KOC ในประเทศ สำหรับการเลือก “ต้นหอม ศกุนตลา” เป็นพรีเซ็นเตอร์ มาจากภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและสอดคล้องกับแบรนด์ พร้อมเตรียมเดินหน้ากิจกรรมการตลาดรูปแบบใหม่ เช่น Brand Day และไลฟ์ขายสินค้าร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์

ปัจจุบันสินค้า SURE วางจำหน่ายแล้วในห้างค้าปลีกและศูนย์วัสดุก่อสร้างชั้นนำ อาทิ HomePro, Mega Home, Global House และ Makro รวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซอย่าง TikTok, Shopee และ Lazada บริษัทระบุว่า แบรนด์มียอดขายออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง และอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือนที่มียอดขายอันดับต้น ๆ บนแพลตฟอร์ม TikTok

ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนใช้ประเทศไทยเป็นฐานหลักในการเติบโต ก่อนขยายสู่ตลาดเมียนมา เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยมุ่งยกระดับให้ SURE เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนระดับภูมิภาคที่ผู้บริโภคไว้วางใจในระยะยาว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์ ดันโปรเจค มวยไทย ผงาดศึกลุมพินี ชนะน็อค มาดามพิมวางเป้าเปิดเวทีเยาวชนสู่แชมป์โลก

จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์ ดันโปรเจคมวยไทย ผงาดศึกลุมพินี ชนะน็อค มาดามพิมวางเป้าเปิดเวทีเยาวชนสู่แชมป์โลก

สร้างความฮือฮาให้กับวงการมวยอีกครั้ง เมื่อ จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์ ดัน จิ้มแจ่ม บ๊อกซิ่ง โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงบนเวทีศึกลุมพินี Super Champ เดอะ ทอรทอร์นาโด ปิดเกมเอาชนะน็อกคู่ชกได้อย่างสวยงาม รวมทั้ง ขุนเพชรกล้า ชนะคะแนนอย่างเอกฉันท์ ท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟนมวยที่แน่นสนาม สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมที่เข้มข้นและศักยภาพของนักชกที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของค่าย จิ้มแจ่ม บ๊อกซิ่ง ที่มุ่งมั่นสร้างนักกีฬาคุณภาพ พร้อมผลักดันนักชกไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับมาตรฐานการฝึกซ้อมและการแข่งขันอย่างมืออาชีพ

ด้าน มาดามพิม ผู้บริหารและผู้สนับสนุนหลักของค่าย เปิดเผยหลังการแข่งขันว่า รู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของนักกีฬาและทีมงานทุกคน พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพื่อผลักดันนักชกของค่ายสู่เวทีระดับโลก

“ชัยชนะครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายของเราคือการสร้างนักมวยไทยที่สามารถก้าวขึ้นไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ และคว้าแชมป์โลกกลับมาฝากแฟนมวยชาวไทย และเรามุ่นเน้นด้านความเท่าเทียม และให้โอกาสเยาวชนไทย มีเวทีในการแสดงความสามารถ ทำให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติดและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง การทุ่มเทกับวงการมวยในครั้งนี้ มวยคือเวทีที่สง่างามและสร้างอนาคตให้เยาวชน มวยไทยคือ Soft Power ซึ่งเราเห็นคุณค่าตรงนี้ เราไม่ได้มองเป็นธุรกิจหลักแต่เรามองว่านี่คือพื้นที่ให้กับอนาคตเยาวชนไทย มีเวทีแสดงความสามารถ นักมวยของเราเป็นมวยต่างจังหวัด ขาดโอกาส เราจึงใข้ค่าย จิ้มแจ่ม บ็อกซิ่ง เป็นประตูเปิดสู่โอกาสให้เด็กๆได้ตามความฝันของตัวเองให้เป็นจริง และเร็วๆนี้โปรเจคใหญ่ที่เรากำลังวางไว้นั่นคือการเฟ้นหาเพชรเม็ดงามมนักมวยช้างเผือกเพื่อดันสู่เวทีระดับประเทศและนานาชาติ มาดามพิม กล่าว

จากผลงานอันยอดเยี่ยมในศึกลุมพินีครั้งนี้ ทำให้ จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์ ถูกจับตามองในฐานะผู้ผลักดัน จิ้มแจ่ม บ็อกซิ่งค่ายมวยดาวรุ่งที่น่าจับตามอง และมีโอกาสสร้างผลงานโดดเด่นบนเวทีระดับโลกในอนาคตอันใกล้ แฟนมวยต่างเฝ้ารอติดตามก้าวต่อไปของทีมจิ้มแจ่ม บ๊อกซิ่ง ว่าจะสามารถสานต่อความสำเร็จ และพาธงชาติไทยโบกสะบัดบนเวทีแชมป์โลกได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

ติดตาม จิ้มแจ่ม บ็อกซิ่งทาง Facebook Jimjam Boxing
และ Jimjam Thailand


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ส.อีสปอร์ตฯ ทำMOU เอเพ็กซ์ซิมเรซซิ่งคลับ จัด ‘ไทยแลนด์ อีเรซซิ่ง แชมป์เปี้ยนชิพ’ มุ่งสู่นานาชาติ

ส.อีสปอร์ตฯ ทำMOU เอเพ็กซ์ซิมเรซซิ่งคลับ จัด ‘ไทยแลนด์ อีเรซซิ่ง แชมป์เปี้ยนชิพ’ มุ่งสู่นานาชาติ

สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย จับมือ Apex Sim Racing Club เปิดตัวพันธมิตรพัฒนา E-Racing ไทย พร้อมประกาศจัด Thailand E-Racing Championship 2026 เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการแข่งขัน เฟ้นหาตัวแทนทีมชาติไทยสู่เวทีนานาชาติ ที่ ไทยแลนด์ อีสปอร์ต สเตเดี้ยม รามอินทรา40

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย ร่วมกับ Apex Sim Racing Club ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการพัฒนาและยกระดับกีฬา E-Racing ของประเทศไทย พร้อมเปิดตัวการแข่งขัน Thailand E-Racing Championship 2026 รายการแข่งขัน E-Racing ภายใต้ระบบมาตรฐานกลางระดับประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นต่อเนื่องตลอดปี เพื่อสร้างเส้นทางการพัฒนานักกีฬาอย่างเป็นระบบ และคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

โดยพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย และ Apex Sim Racing Clubพร้อมเปิดตัวโครงกำร Thailand E-Racing Championship 2026 ประกอบด้วย นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย,ร.ต.ท.ปฐม เลิศทวีวิทย์ ประธานโครงการ E-Racing ในนาม Apex Sim Racing Club พร้อมผู้แทนการกีฬาแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการลงนามความร่วมมือดังกล่าว อยูู่ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ตฯ กล่าวว่า “การแข่งขันดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของวงการ E-Racing ไทย ในการวางรากฐานการแข่งขันที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถเชื่อมโยงสู่ระบบการพัฒนานักกีฬาในระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในเดือนธันวาคม จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ“จังหวะสำคัญของการเติบโตของ E-Racing ไทย”การเปิดตัวความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอีสปอร์ตและมอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทย”

“ขณะที่กีฬา E-Racing กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลกในฐานะกีฬาที่ผสานทักษะการขับขี่ ความแม่นยำ การตัดสินใจ และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าด้วยกันในช่วงเวลาที่ประเทศ ไทยกำลังได้รับความสนใจในฐานะจุดหมายสำคัญของวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับนานาชาติ การสร้างระบบการแข่งขัน E-Racing ที่มีมาตรฐานจึงนับเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาบุคลากร นักกีฬา และระบบนิเวศกีฬาแห่งอนาคตให้เติบโตควบคู่กันอย่างยั่งยืน “สร้างระบบมาตรฐานกลางเพื่ออนาคตของวงการ”Apex Sim Racing Club ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย ในการดำเนินงานและพัฒนากีฬา E-Racing โดยมีเครือข่ายพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วนร่วมสนับสนุน ทั้งด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์ การจัดการแข่งขัน และมอเตอร์สปอร์ตความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบการแข่งขันที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่กติกากลาง ระบบยืนยันตัวตนนักกีฬา การจัดอันดับนักกีฬา การสร้างฐานข้อมูลนักกีฬาระดับชาติ การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการจัดการแข่งขันและการถ่ายทอดสดให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล”

ร.ต.ท.ปฐม เลิศทวีวิทย์ประธานโครงการ E-Racing ในนาม Apex กล่าวว่า“ประเทศไทยมีนักกีฬา E-Racing ที่มีศักยภาพจำนวนมาก แต่สิ่งที่วงการต้องการคือระบบกลางที่มีมาตรฐาน ได้รับการยอมรับ และสามารถสร้างเส้นทางการพัฒนานักกีฬาได้อย่างต่อเนื่อง Apex จึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว และสร้างโอกาสให้นักกีฬาไทยก้าวไปสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยนักกีฬาE-Racing ก็มีหลายคนที่ก้าวขึ้นไปเป็นนักแข่งนรถอาชีพ ขณะเดียวกัน นักแข่งรถอาชีพก็กลับมาแข่งE-Racing ด้วย เพราะใช้พื้นฐานการขับที่เหมือนกันมาก ซึ่งเป็นการช่วยกันพัฒนากีฬาชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี”

นายสันติ โหลทอง กล่าวอีกว่า “สมาคมฯ มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมกีฬาอีสปอร์ตทุกสาขาให้เติบโตอย่างมีมาตรฐาน การรับรองและสนับสนุนการดำเนินงานของ Apex Sim Racing Club ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างระบบการแข่งขันที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถเชื่อมโยงนักกีฬาเข้าสู่เส้นทางทีมชาติได้อย่างถูกต้อง เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันศักยภาพของนักกีฬาไทยสู่เวทีนานาชาติ ”Thailand E-Racing Championship 2026การแข่งขัน Thailand E-Racing Championship 2026 จะจัดขึ้นตลอดปี 2569 ผ่านระบบการแข่งขันและการสะสมคะแนนในสนามต่างๆ เพื่อจัดอันดับนัก กีฬาและคัดเลือกผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศในเดือนธันวาคม

นอกจากโอกาสในการก้าวสู่เส้นทางตัวแทนประเทศไทยแล้ว ผู้ชนะเลิศยังจะได้รับรางวัลพิเศษเป็นทริปศึกษาดูงานและสัมผัสประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ต ณ Fuji Speedway ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในสนามแข่งระดับโลก พร้อมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ยานยนต์และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับนานาชาติเกี่ยวกับ Apex Sim Racing ClubApex Sim Racing Club เป็นองค์กรผู้ดำเนินงานด้านกีฬา E-Racing ภายใต้การรับ รองของสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย มีพันธกิจในการพัฒนาระบบการแข่งขันที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมส่งเสริมการพัฒนานักกีฬา บุคลากร และระบบการแข่งขันของประเทศไทยให้สามารถเชื่อมต่อสู่เวทีระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด“Building the Foundation for the Next Era of E-Racing”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เปิดอบรม “การผลิตทุเรียนคุณภาพพรีเมียมเพื่อการส่งออก” ดึงผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เน้นนวัตกรรมหลังการเก็บเกี่ยว โดย รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท

สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เปิดอบรม “การผลิตทุเรียนคุณภาพพรีเมียมเพื่อการส่งออก” ดึงผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เน้นนวัตกรรมหลังการเก็บเกี่ยว โดย รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เปิดโครงการอบรม “การผลิตทุเรียนคุณภาพพรีเมียมเพื่อการส่งออก” ระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 ณ ห้อง Executive 1 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร พร้อมศึกษาดูงานสวนทุเรียนและโรงคัดบรรจุมาตรฐานในจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรี เพื่อยกระดับศักย ภาพการผลิตทุเรียนไทยสู่มาตรฐานสากล รองรับการส่งออกและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อตอบรับการเติบโตของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย ซึ่งปัจจุบันสร้างมูลค่าการส่งออกมากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี โดยมุ่งพัฒนาองค์ความรู้ตั้งแต่การผลิตในสวน การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การตลาด และกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกร นักวิชาการ และผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ได้แก่

  • คุณอลงกต อุทัยธนกิจ ผู้ชำนาญการกลุ่มถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขต 6 จันทบุรี กรมวิชาการเกษตร บรรยายเรื่อง การจัดการสวนทุเรียนเพื่อการส่งออกตามมาตรฐาน GAP
  • รศ.ดร.รัติยา พงศ์พิสุทธา นักวิชาการอิสระ ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่อง รู้ทันไฟทอปธอราและฟิวซาเรียมก่อนทุเรียนล้มทั้งสวน
  • รศ.ดร.ชัยณรงค์ รัตนกรีฑากุล ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน บรรยายเรื่อง การทดสอบความสุก การควบคุมโรคทุเรียนแบบยั่งยืน
  • คุณสุเทพ สหายา อดีตผู้อำนวยการกลุ่มกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร แมลงศัตรูทุเรียนและการป้องกันกำจัด
  • รศ.ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม
    อดีตอาจารย์คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร บรรยายเรื่อง การจัดการคุณภาพและมาตรฐานทุเรียนคุณภาพพรีเมียม
  • คุณปณต บุณยะโหตระ อดีตผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครกว่างโจว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถ่ายทอดประสบการณ์ แนวโน้มตลาดจีน ตลาดใหม่ และกฎหมายสิทธิประโยชน์ FTA
  • คุณทรรศน์สรัล รัตนทัศนีย นักวิทยาศาสตร์ด้านการบรรจุพืช กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร บรรยายเรื่อง ขั้นตอนการส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศ
  • คุณสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ วิกฤตและโอกาสของทุเรียนไทยในเวทีโลก

ไฮไลต์สำคัญของการอบรมในครั้งนี้ คือการบรรยายพิเศษโดย

  • รองศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร และนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ “นวัตกรรมและเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และระบบโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ตามมาตรฐานสากล” ซึ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อรักษาคุณภาพทุเรียน ลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว เพิ่มอายุการเก็บรักษา ยกระดับโรงคัดบรรจุให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดโลก

นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมยังจะได้ร่วมกิจกรรม Business Matching เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกรคุณภาพกับผู้ส่งออก รวมถึงลงพื้นที่ศึกษาดูงานสวนทุเรียนคุณภาพ แปลงวิจัย และโรงคัดบรรจุมาตรฐานในจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรี เพื่อเรียนรู้กระบวนการผลิตจริงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับ “Thailand Premium Durian” ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก พร้อมสร้างความมั่นคงด้านรายได้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมผลไม้ไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันการพัฒนามาตรฐานการผลิตทุเรียนไทยให้ก้าวสู่เวทีการค้าระดับนานาชาติอย่างมีประสิทธิภาพ


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

คำพิพากษาคืนความยุติธรรมให้ครอบครัว ‘ศิลาสุวรรณ’

จบแล้ว! ทายาทตระกูลศิลาสุวรรณ เฮลั่น ศาลฎีกาไม่รับฎีกาสาวใช้ คว้ามรดก 500 ล้านคืน

ย้อนรอยคดีเดือด ตั้งแต่ปี 2564 เมื่อ นางวีณา ศิลาสุวรรณ เศรษฐีนีใจบุญชื่อดังแห่ง จ.สมุทร สาคร เสียชีวิต ทิ้งมรดกมูลค่ากว่า 500 ล้านบาทไว้ให้ทายาท แต่สาวใช้คนสนิทกลับอ้างตัวเป็น “บุตรบุญธรรม” พร้อมยื่นขอจัดการมรดก ครอบครัวทายาทไม่รอช้า ฟ้องร้องให้เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม พร้อมเปิดโปงขบวนการทุจริต

จุดพลิกเกม เมื่อ น.ส.ธัญรส (เก่ง) รัตนณวัฒนสกุล อดีตลูกจ้างฝ่ายทะเบียน อ.เมืองสมุทร สาคร ตรวจพบว่ามีคนนำลายเซ็นปลอม ของตนไปใส่ในเอกสารรับบุตรบุญธรรม โดยอ้างว่าเป็นพยาน ทั้งที่เธอไม่เคยเกี่ยวข้อง! เธอกล้าลุกขึ้นมาเบิกความต่อศาล กลายเป็นพยานกุญ แจสำคัญ ที่ทำให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาสั่งเพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม

ราคาที่ต้องจ่าย หลังเปิดโปงความจริง เธอกลับถูกกลั่นแกล้ง ถูกประเมินว่าขาดจริยธรรมและถูกให้ออกจากงาน แม้ทำงานมานานกว่า 10 ปีโดยไม่เคยมีความผิด

ล่าสุด! เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 ศาลฎีกามีคำสั่งว่า “คำวินิจฉัยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว จึงไม่รับฎีกาของจำเลย เนื่องจากไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ”

ส่วนที่สาวใช้ยื่นฟ้อง น.ส.ธัญรสฯ ในข้อหาเบิกความเท็จในคดีอาญานั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจ ฉัย เนื่องจากเมื่อไม่รับฎีกาในคดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว

สรุป คดีนี้สิ้นสุดแล้ว! มรดก 500 ล้านคืนทายาทโดยธรรม ความจริงชนะ! แม้พยานอย่าง “เก่ง” จะเสียสละมาพูดความจริงจนถูกกลั่นแกล้ง แต่ในที่สุดศาลก็ยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม

มรดก500ล้าน #ศาลฎีกา #ทายาทชนะคดี #ความจริงไม่ตาย #สาวใช้พ่าย #ธัญรสพยานหัวใจ


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

วช. ผนึกกำลัง สทนช. และ สอศ. ลงนาม MOU “พลิกอนาคประเทศไทย : ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” ในงาน Thailand Research Expo 2026

วช. ผนึกกำลัง สทนช. และ สอศ. ลงนาม MOU “พลิกอนาคประเทศไทย : ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” ในงาน Thailand Research Expo 2026

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีลงนาม “บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ และ การขับเคลื่อนเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ” พร้อมด้วยการเสวนาเรื่อง “พลิกอนาคตประเทศไทย : ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” ณ World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง (สทนช.),(วช.) และ (สอศ.) ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างบูรณาการ ท่ามกลางความท้า ทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น โดย (วช.) พร้อมสนับสนุนการนำองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านน้ำไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายและแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัย สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิชาการทั่วประเทศ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการผสานองค์ความรู้จากภาคการวิจัยเข้ากับกลไกนโยบายของ (สทนช.) และเครือข่ายกำลังคนอาชีวศึกษาของ (สอศ.) จะช่วยสร้างระบบการทำงานครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่พื้นที่ ไปจนถึงการขยายผลเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

คุณชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการ “นโยบาย วิชาการ และกำลังคน” เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ โดย สทนช. ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและผลักดันการนำข้อมูล งานวิจัย และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย ขณะที่ (วช.) สนับ สนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านน้ำ ส่วน (สอศ.) ร่วมพัฒนากำลังคนเชิงปฏิบัติและสนับสนุนภารกิจในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนจะร่วมกันขับเคลื่อนการนำงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง พัฒนาแผนบริหารจัดการน้ำ ระบบสารสนเทศ และระบบเตือนภัยที่ทันสมัย เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ แม่นยำ ทันต่อสถานการณ์ และสร้างความมั่นคงด้านน้ำรวมทั้งสนับสนุนการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่และเชิงนโยบายที่เป็นความท้าทายของประเทศ

นางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง (สทนช.),(วช.) และ (สอศ.) ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการนโยบาย องค์ความรู้ และกำลังคน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดย (สทนช.) จะเป็นกลไกกลางในการกำหนดทิศทางและเชื่อมโยงข้อมูลสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย ขณะที่ (วช.) สนับสนุนงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านน้ำของประเทศ และ สอศ. ร่วมพัฒนากำลังคนเชิงปฏิบัติในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะมุ่งผลักดันการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้จริงในการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบสารสนเทศและระบบเตือนภัยที่ทันสมัย ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่และเชิงนโยบาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และพร้อมสนับสนุนการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่และเชิงนโยบายที่เป็นความท้าทายของประเทศเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่างทั้งสามหน่วยงานจะมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม ตลอดจนการสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อสร้างต้นแบบการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรน้ำ ลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้งและอุทก ภัย รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว

ภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” กล่าวถึงความเป็นมาและความสำคัญของการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

โอกาสนี้ ได้มีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย : ความท้าทายเชิงระบบและทางออกเชิงวิจัย” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานคณะกรรม การส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” ซึ่งนำเสนอภาพรวมสถานการณ์ทรัพยากรน้ำของประเทศ ความเชื่อมโยงระหว่างการจัดการพื้นที่ต้นน้ำ ปัญหาฝุ่นควัน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนแนวทางการใช้ข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่และระดับประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “หยุดฝุ่น : ประเทศไทยพร้อม ‘ลงมือทำ’ หรือยังติดกับดักวาทกรรม” โดย ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน) ที่สะท้อนสถานการณ์และความท้าทายของการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายและบทบาทของงานวิจัยในการสนับสนุนการตัดสินใจและการดำเนินงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

สำหรับการเสวนาในหัวข้อ “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือสู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาควิชาการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประกอบด้วย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” คุณประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญ “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน) ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล รอง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม คุณศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คุณธีระพงษ์ วิมลจิตรานนท์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ คุณฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ คุณเลอบุญ อุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) กรมชลประทาน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ (วช.) ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนในอนาคต

ทั้งนี้ งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึง 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ชั้น 22-23


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน