สรบ. – มจธ.บางขุนเทียน พลิกโฉมอาหารไทยด้วยเทคโนโลยี Freeze Drying ช่วย SME ไทย สู่ตลาดโลก

สรบ. – มจธ.บางขุนเทียน พลิกโฉมอาหารไทยด้วยเทคโนโลยี Freeze Drying ช่วย SME ไทย สู่ตลาดโลก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ปัจจุบัน ความต้องการผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried หรือการอบแห้งแบบแช่เยือกแข็งในตลาดโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ และอาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่เก็บรักษาได้นานโดยไม่ต้องพึ่งสารกันบูด สะดวก พร้อมรับประทาน และยังคงรสชาติ กลิ่น รวมถึงคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้ใกล้เคียงของเดิม ดังนั้นเทคโนโลยี “ฟรีซดราย” (Freeze Drying) จึงเป็นโอกาสใหม่และทางรอดของสินค้าเกษตรและผู้ประกอบการไทย ในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ

สุทธิพจน์ แก้วบุญเรือง หน่วยวิศวกรรมและโรงงานต้นแบบ (EPP) สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ (สรบ.) (Pilot Plant Development and Training Institute: PDTI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) บางขุนเทียน กล่าวว่า เทคโนโล ยีการอบแห้ง (Drying Technology) ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทยได้อย่างมหาศาล โดย (สรบ.) มีบทบาททั้งด้านการวิจัย พัฒนา ฝึกอบรม และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ซึ่งเทคโนโลยีการอบแห้ง ที่นำมาใช้ประกอบด้วย เทคโนโลยีการอบแห้งแบบแช่แข็ง (Freeze Drying) เป็นการอบแห้งแบบแช่แข็ง เริ่มจากการนำผลิต ภัณฑ์ไปผ่านกระบวนการแช่แข็งก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการอบโดยไม่โดนความร้อนสูงเลย โดยกระบวนการจะทำให้ลดความดันลงมาให้อยู่ในระดับสุญญากาศและใช้การระเหิดในการไล่ความชื้น เพื่อแปรรูปอาหารให้เก็บได้นานแต่ยังคงรสชาติเดิม เป็นเทคโนโล ยีที่ได้รับความสนใจสูงมากจากผู้ประกอบการในปัจจุบัน จากที่เข้ามาทำวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือมาทดลองใช้ ซึ่งพบว่าเครื่องฟรีซดรายมีการใช้งานหนักที่สุดและเป็นตัวหลักในการสร้างรายได้จากการให้บริการแก่ผู้ประกอบการและมีเทคโนโลยีการอบแห้งแบบอื่นๆ

เทคโนโลยีการอบแห้งแบบพ่นฝอย (Spray Drying) เป็นการทำแห้งแบบพ่นฝอย โดยการพ่นวัตถุดิบให้เป็นฝอยออกมา แล้วใช้ลมร้อนเข้าช่วย เมื่อวัตถุดิบแห้งในระหว่างกระบวนการก็จะตกลงมากลายเป็นผง มักใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ต้องการนำไปแปรรูปต่อได้ง่าย เช่น นมอัดเม็ด มะพร้าวอัดเม็ด หรือเครื่องดื่มชนิดผงชงดื่ม และเทคโนโลยีการอบแห้งแบบลมร้อน (Air Drying) เป็นการอบแห้งที่ใช้อุณหภูมิในการไล่ความชื้นออกไปตามปกติ หรือเทคโน โลยีการอบแห้งแบบลมร้อนแบบสุญญากาศ (Vacuum Drying) สามารถเลือกใช้ระบบสุญญากาศ (Vacuum) เข้ามาช่วยในกระบวนการอบแห้งแบบลมร้อนเพื่อช่วยในการระเหยความชื้นได้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการลักษณะเฉพาะ เช่น กล้วยตาก หรือกล้วยอบ

จุดเด่นของเทคโนโลยีการอบแห้งแบบแช่แข็ง หรือ Freeze Drying คือ สามารถคงคุณ ภาพของอาหารให้ใกล้เคียงของสดมากที่สุด ทั้งรูปลักษณ์ รสชาติ กลิ่น สี และเนื้อสัมผัส โดยสามารถรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ประมาณ 90-98% เนื่องจากกระบวนการผลิตไม่ใช้ความร้อนสูง โดยทั่วไปอุณหภูมิจะไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส จึงช่วยลดการสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการและสารสำคัญในอาหาร กระบวนการเริ่มจากการนำผลิตภัณฑ์ไปแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำประมาณ -30 องศาเซลเซียส จากนั้นใช้สภาวะความดันต่ำดึงความชื้นออกในรูปแบบของการระเหิด ทำให้อาหารแห้งโดยไม่เสียรูปทรง และคงคุณภาพได้ดีกว่าวิธีอบแห้งรูปแบบอื่น

เทคโนโลยีนี้ยังเหมาะกับการแปรรูปอาหารไทยที่มีความซับซ้อน หรือวัตถุดิบพื้นบ้านให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่สะดวกต่อการบริโภค คืนรูปได้ง่าย และพร้อมรับประทาน เช่น น้ำพริกที่เพียงเติมน้ำอุณหภูมิปกติ แกงที่เติมน้ำร้อนแล้วรับประทานได้ หรือเมนูอย่างส้มตำและต้มยำกุ้งแบบแห้ง ที่สามารถคืนรูปได้ภายในประมาณ 5 นาที โดยยังคงความกรอบของเส้นมะละกอและความเด้งของกุ้งไว้ได้ใกล้เคียงอาหารปรุงสด นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดเมนูอาหารไทย เช่น แกงคั่วเนื้อปู และหลนปูจากร้านครัวลุงแถม ให้กลายเป็นสินค้าพร้อมจำหน่ายในรูปแบบของฝากหรือสินค้าส่งออก โดยยังคงรสชาติใกล้เคียงกับการรับประทานที่ร้าน และสามารถวางขายเป็นของฝากหรือส่งออกได้

เทคโนโลยีนี้ช่วยในการถนอมอาหารยืดอายุการเก็บรักษาในอุณหภูมิปกติได้นานถึง 1-2 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็นหรือแช่แข็ง มีน้ำหนักเบา สะดวกต่อการขนส่งไปต่างประเทศ ดังนั้นด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เทคโนโลยี Freeze Drying จึงไม่ใช่แค่การถนอมอาหาร แต่เป็นการเปลี่ยนสินค้าเกษตรพื้นบ้านให้กลายเป็นสินค้านวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกและเป็นที่ต้องการในระดับสากล

นอกจากนี้เรายังมีการแปรรูปวัตถุดิบที่เราเลี้ยงเองสาหร่ายสไปรูลิน่าที่บริโภคสดค่อนข้างยากกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่ายขึ้น เช่น การนำสาหร่ายสไปรูลิน่ามาแปรรูปเป็นเจลลี่หรือหมึกกรุบโดยการเติมรสผลไม้เพื่อกลบกลิ่นคาวและกลิ่นเหม็นเขียว ทำให้เด็กและผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นสาหร่ายสามารถรับประทานได้ง่าย ที่สำคัญยังเป็นการสร้างโอกาสในตลาดในประเทศตลาดส่งออกและช่องทางใหม่ๆ เนื่องจากสินค้าเกษตรส่วนใหญ่มักเน่าเสียง่าย

สุทธิพจน์ฯ กล่าวถึงกรณี “ครัวลุงแถม” ร้านอาหารทะเลชื่อดังบนถนนบางขุนเทียน-ชาย ทะเล ซึ่งสืบทอดกิจการมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 ว่า หลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 ทางร้านเริ่มมองหาทางปรับตัวจากธุรกิจร้านอาหารแบบดั้งเดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จึงเข้าร่วมฝึกอบรมและเยี่ยมชมผลงานของ สรบ.มจธ.บางขุนเทียน ก่อนเกิดแนวคิดนำเมนูเด่นของร้านมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried และเข้ามาขอรับคำปรึกษาจาก มจธ. ตั้งแต่ปี 2564 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในทุกขั้นตอน จนสามารถยกระดับการผลิต หรือ Up-scale ไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐาน อย. และ GMP พร้อมขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันครัวลุงแถมได้สร้างโรงงานผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried บริเวณด้านข้างร้าน เพื่อรองรับทั้งการผลิตเพื่อส่งออกและการรับผลิต OEM ให้กับแบรนด์อื่น รวมถึงการเชื่อมต่อทางธุรกิจและการคอลแลปกับแบรนด์ต่างๆ ซึ่งเป็นผลกระทบสำคัญจากการพัฒนาครั้งนี้ โดยผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried ที่ มจธ.ร่วมพัฒนาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มน้ำจิ้มและน้ำพริก เช่น น้ำจิ้มกะปิ น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำพริกลงเรือ น้ำพริกปูไข่ และกลุ่มแกง เช่น หลนเนื้อปู และแกงคั่วเนื้อปูหน่อไม้
“เทคโนโลยี Freeze Drying ช่วยให้สินค้าเกษตรไทยก้าวข้ามข้อจำกัดของการแปรรูปแบบเดิม เปลี่ยนจากสินค้าทั่วไปให้กลายเป็นสินค้าเชิงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ” สุทธิพจน์ฯ กล่าว

ทั้งนี้ สรบ. มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยให้สามารถใช้เทคโนโลยีต่อยอดธุรกิจได้จริง โดยทำงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาไอเดีย การให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค การแก้ปัญหากระบวนการผลิต การวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่ ไปจนถึงการผลักดันสู่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น กรณียาดมที่ประสบปัญหาในกระบวนการผลิต ทีมวิจัยได้เข้าไปช่วยปรับปรุงมาตรฐานการผลิตใหม่ จนสามารถแก้ปัญหาการปนเปื้อนและกลับมาผลิตได้ หรือกรณีที่มีปัญหาการใช้งานเครื่องฟรีซดราย ทีมงานได้เข้าไปช่วยประสานความเข้าใจระหว่างโรงงานกับเจ้าของธุรกิจ พร้อมแนะนำการใช้งานจนสามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ

นอกจากนี้ สรบ.ยังร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กับผู้ประกอบการ เช่น การแปรรูปตั๊กแตนเป็นโปรตีนผงชงดื่มหลากหลายรสชาติเพื่อลดข้อจำกัดด้านกลิ่นและทำให้ผู้บริโภคยอมรับได้ง่ายขึ้น รวมถึงการพัฒนาแกงคั่วปูและหลนปูแบบฟรีซดรายร่วมกับครัวลุงแถม ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การให้คำปรึกษา การช่วยเขียนขอทุนและเตรียมการ Pitching เพื่อจัดหาแหล่งทุนสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือฝึกอบรมบุคลากร ทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนาม รวมถึงให้คำแนะนำด้านการลงทุน การตลาด การจดสิทธิบัตร และการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เช่น อย.,GMP, HACCP และ ISO/PICS เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีศักยภาพในการขยายตลาดไปต่างประเทศได้มากขึ้น “การพัฒนาผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนจาก “คนที่มีไอเดียแต่ทำไม่เป็น” หรือ “คนที่มีปัญหาแต่แก้ไม่ได้” ให้กลายเป็น “เจ้าของธุรกิจที่พึ่งพาตัวเองได้” โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญ” สุทธิพจน์ฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ถึงเวลาที่เหมาะสม : ปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่สู่อัตราเดียว เพื่อเศรษฐกิจไทยและการควบคุมยาสูบที่ยั่งยืน

ถึงเวลาที่เหมาะสม : ปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่สู่อัตราเดียว เพื่อเศรษฐกิจไทยและการควบคุมยาสูบที่ยั่งยืน

ปัญหาความยืดเยื้อของโครงสร้างภาษีบุหรี่ในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ท้าทายความกล้าหาญในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างยิ่ง แม้ว่าในหลายปีที่ผ่านมาจะมีการผลักดันจากฝั่งนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างภาษีบุหรี่ไปสู่ระบบอัตราเดียว แต่จนถึงปัจจุบันข้อเสนอดังกล่าวยังคงเป็นเพียงแผนการที่ยังไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเสียที

การคงไว้ซึ่งโครงสร้างภาษีแบบสองอัตราโดยแบ่งตามระดับราคาขายปลีกแนะนำที่กำหนดให้บุหรี่ในกลุ่มราคาประหยัดเสียภาษีน้อยกว่ากลุ่มราคาสูงนั้น เดิมทีมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อปกป้องรัฐวิสาหกิจผู้ประกอบการในประเทศเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตลาดราคาประหยัดจากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ปรากฏตลอดเกือบ 10 ปีที่ใช้โครงสร้างแบบ 2 อัตรามากลับไม่เป็นไปตามคาด ในทางกลับกัน ระบบดังกล่าวได้กลายเป็นช่องว่างที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด เมื่อผู้ผลิตต่างพยายามแข่งขันกันลดราคาหรือออกสินค้าที่มีราคาต่ำเพื่อมาสู้กันในพื้นที่ที่เสียภาษีในอัตราที่น้อยกว่า จนทำให้ตลาดราคาสูงของไทยเหลือเพียง 5% เท่านั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตที่สูญเสียไปมหาศาลในทุกปี จากที่เคยเก็บได้กว่า 6.8 หมื่นล้านบาทในช่วงก่อนใช้โครงสร้าง 2 อัตรา กลับเหลือเพียง 4.7 ล้านบาทในปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่ช่วยตอบโจทย์นโยบายควบคุมยาสูบอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้บริโภคสามารถหันไปเลือกซื้อบุหรี่ราคาถูกแทนที่จะเลิกสูบ

จากการศึกษาโดยหน่วยงานหลักอย่างกรมสรรพสามิต และผลงานวิจัยอิสระที่เกี่ยวข้องต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ระบบภาษีอัตราเดียวคือทางออกที่ดีที่สุดและเป็นมาตรฐานสากลที่องค์การอนามัยโลก รวมถึงสถาบันการเงินระหว่างประเทศต่างให้การยอมรับ เพราะบุหรี่ทุกชนิดมีโทษต่อสุขภาพไม่ต่างกัน การที่รัฐยังคงลังเลและให้ความกลัวต่อผลกระทบของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งมาเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศ

มติคณะรัฐมนตรีหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งในเดือนกันยายนปี 2564 และสิงหาคมปี 2565 ต่างมีข้อสั่งการชัดเจนให้กระทรวงการคลังเร่งทบทวนและแก้ไขโครงสร้างภาษีเพื่อนำไปสู่ความเป็นธรรมและการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ นี่จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ กระทรวงการคลังควรให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมมากกว่าการพะวงกับการปกป้องผู้ประกอบการรายหนึ่งรายใดเพียงเพื่อบรรเทาความกังวลชั่วคราว แลกกับการแบกรับภาระการจัดเก็บรายได้ภาษีตกต่ำต่อไปในทุกปี

ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่รัฐต้องทำทุกวิถีทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องทำทันที เพื่อปิดช่องโหว่ทางภาษี เพิ่มโอกาสในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และสร้างความเท่าเทียมในกลไกการแข่งขันของอุตสาหกรรมยาสูบอย่างแท้จริง การตัดสินใจเดินหน้าปฏิรูปครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลว่ามีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานานเพื่อประโยชน์ของประชาชนและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว มากกว่าจะคอยช่วยพยุงผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจอย่างที่ทำมาตลอดเกือบทศวรรษ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อร่ามตา “อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026” ที่ราชดำเนิน “พิมล” ปธ.โอลิมปิคไทย เปิดงาน เฉลิมฉลองมวยไทยสู่เวทีโลก

อร่ามตา “อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026” ที่ราชดำเนิน “พิมล” ปธ.โอลิมปิคไทย เปิดงาน เฉลิมฉลองมวยไทยสู่เวทีโลก

“อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026” (Amazing MuayThai World Festival 2026) เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ณ สนามมวยเวทีราชดำเนิน เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิด พร้อมด้วย นายทวีเดช ทองอ่อน ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ พล.ต.ธนพล ภักดีภูมิ ประธานสภามวยโลก มวยไทย (WBC MuayThai) และประธานสภามวยแห่งเอเชีย (WBC Asia) ร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสีสันและความยิ่งใหญ่จากขบวนพาเหรดธงชาติของนัก กีฬากว่า 950 คน จาก 62 ประเทศทั่วโลก ที่เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ทั้งการแสดงมวยโบราณ พิธีร่ายรำไหว้ครูมวยไทย และการแสดงเทคโนโลยีเสมือนจริง (Immersive Experience) ที่สะท้อนเอกลักษณ์และคุณค่าของศิลปะมวยไทยสู่สายตาชาวโลก

ด้าน นายทวีเดช ทองอ่อน กล่าวว่า “งาน อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026 ในครั้งนี้ จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กีฬามวยไทย รวมถึงผลักดันกิจกรรมการท่องเที่ยว เชิงกีฬา (Sport Tourism) ให้มวยไทยเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ เพื่อส่งมอบ ประสบการณ์การเดินทางผ่านอีเวนต์ ประเภท Sports & Adventure สามารถกระตุ้น และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบาย “365 วัน (Destination Thailand) สร้างการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี ลดความแออัดในช่วง ฤดูกาล อันจะส่งผลให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น และสร้างรายได้หมุน เวียน สู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 250 ล้านบาท รวมถึงสร้างความประทับใจและ เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

พล.ต.ธนพล ภักดีภูมิ กล่าวว่า “อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 มิ.ย.2569 ณ อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมและให้กำลังใจได้ฟรี ซึ่งเฉพาะพิธีเท่านั้น จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษที่สนามมวยเวทีราชดำเนิน ซึ่งเป็นสังเวียนประวัติศาสตร์ของวงการมวยไทย”

“การแข่งขันรายการนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 หลังจากเคยจัดในประเทศไทย 2 ครั้ง และประเทศอิตาลี 2 ครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมมวยไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย ควบคู่กับการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดยใช้กติกามวย ไทยสมัครเล่นระดับนานาชาติที่ได้รับการรับรองจากการกีฬาแห่งประเทศไทยและ WBC MuayThai พร้อมมาตรการด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล”

สำหรับปีนี้ มีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 950 คน จาก 62 ประเทศทั่วโลก และคาดว่าจะมีผู้ติดตาม นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และคณะผู้แทนรวมมากกว่า 3,000 คน สะท้อนถึงการเติบโตของมวยไทยในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ ความร่วมมือระหว่าง WBC MuayThai และ Cognition Alpha ในการเปิดตัว “Fight IQ” แพลตฟอร์ม Sport Tech ที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) เพื่อยกระดับความปลอดภัย สุขภาพสมอง และประสิทธิภาพของนักกีฬามวยไทย โดยมุ่งพัฒนาสู่แนวคิด “Quantified Fighter” หรือ “นักสู้ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฝึกซ้อม การประเมินสมรรถนะ และการป้องกันความเสี่ยงจากการบาดเจ็บในวงการกีฬาต่อสู้สมัยใหม่

อะเมซิ่ง มวยไทย เวิลด์ เฟสติวัล 2026 จึงไม่เพียงเป็นเวทีแข่งขันมวยไทยระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันมวยไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมกีฬาและวัฒนธรรมระดับโลก ที่ผสานคุณค่าทางประเพณีเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างลงตัว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศาลฎีกานัดชี้ชะตา ! มหากาพย์มรดก 500 ล้าน “ตระกูลศิลาสุวรรณ” ปมสาวใช้ฮุบสมบัติเศรษฐินี

สมุทรสาคร – ศาลฎีกานัดชี้ชะตา! มหากาพย์มรดก 500 ล้าน “ตระกูลศิลาสุวรรณ” ปมสาวใช้ฮุบสมบัติเศรษฐินี

วันที่ 26 มิ.ย.2569 : กลายเป็นประเด็นสังคมที่จับตามองไปทั่วประเทศ สำหรับคดีพิพาทมรดกเลือด “ตระกูลศิลาสุวรรณ” มูลค่าทรัพย์สินกว่า 500 ล้านบาท ที่ยืดเยื้อมานาน ล่าสุดศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาชี้ขาดในวันนี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งจะเป็นบทสรุปว่ามรดกทั้งหมดจะกลับคืนสู่ทายาทสายตรง หรือตกไปอยู่ในมือของอดีตสาวใช้ที่อ้างสิทธิ์บุตรบุญธรรม

จุดเริ่มต้นของมหากาพย์ คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจาก “นางวีณา ศิลาสุวรรณ” เศรษฐินีผู้มั่งคั่งที่ได้อุปการะสาวใช้คนสนิทรายหนึ่งไว้นานกว่า 40 ปี จนมีความผูกพันเสมือนคนในครอบครัว ทว่าหลังจากการถึงแก่กรรมของนางวีณาฯ ความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นกลับกลายเป็นข้อพิพาทรุนแรง

ปมข้อพิพาท : “บุตรบุญธรรม” หรือ “การจัดฉาก”
ทายาทสายตรงของตระกูลศิลาสุวรรณได้ออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติ โดยระบุว่าอดีตสาวใช้คนดังกล่าวได้แอบดำเนินการจดทะเบียนรับเป็น “บุตรบุญธรรม” ในช่วงเวลาที่นางวีณาฯ ป่วยหนักและมีภาวะหลงลืม ไม่สามารถตัดสินใจโดยชอบได้ ซึ่งทางทายาทเชื่อมั่นว่าเป็นการวางแผนเพื่อฮุบมรดกทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

การต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อความยุติธรรม
เมื่อสาวใช้รายนี้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเป็น “ผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว” ทำให้ทรัพย์สินทั้งหมดถูกโอนไปอยู่ในความดูแลของเธอทันที ทายาทตระกูลศิลาสุวรรณจึงรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนการจดทะเบียนบุตรบุญธรรมดังกล่าว โดยมุ่งหวังทวงคืนศักดิ์ศรีและทรัพย์สินมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท กลับเข้าสู่กองมรดกของตระกูลดังเดิม

จับตาบทสรุปวันนี้
คำพิพากษาของศาลฎีกาในเช้าวันนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรม และจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญของคดีมรดกในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนนิติกรรมในช่วงที่ผู้สูงอายุขาดความสามารถในการตัดสินใจ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ จะเกาะติดสถานการณ์และรายงานผลการตัดสินให้ท่านทราบเป็นระยะ

#มรดก 500 ล้าน #บ้านศิลาสุวรรณ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ครบรอบ 4 ปี สคส. ยกระดับ PDPA ไทยสู่ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล” วางเป้า “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” รับยุค AI สร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้

ครบรอบ 4 ปี สคส. ยกระดับ PDPA ไทยสู่ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล” วางเป้า “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” รับยุค AI สร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC จัดงานครบรอบ 4 ปีแห่งการสถาปนาองค์กร เดินหน้ายกระดับการบังคับใช้กฎหมาย PDPA สู่บทบาทใหม่ ในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” รับมือยุค AI พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สู่เป้าหมายการเป็นสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ (สคส.) เกิดขึ้นท่ามกลางภูมิทัศน์ความเสี่ยงทางดิจิทัลที่ซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางที่ผิด เทคโนโลยีปลอมแปลงเสมือนจริง (Deepfake) ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเศรษฐกิจแบบหลอกลวง ที่ขยายตัวเป็นเครือข่ายอาชญากรรมและสร้างความเสียหายในวงกว้าง โดยข้อมูลระดับสากลเผยว่ารูปแบบการฉ้อโกงที่อาศัย AI และ Deepfake เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 180 ในรอบปี และความเสียหายจากการฉ้อโกงอัตลักษณ์บุคคลทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าเกินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในประเทศไทยเอง มูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในช่วง 4 เดือนของปี 2569 อยู่ที่ 7.48 พันล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการรั่วไหลของข้อมูลคือ “ต้นทาง” ที่หล่อเลี้ยงขบวนการหลอกลวง และทำให้บทบาทของกฎหมาย PDPA และ สคส. มีความสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประเทศมากยิ่งขึ้น

“กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ได้ยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นวาระสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งมิติความมั่นคงของประเทศและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกในการรับมือภัยคุกคามรอบด้าน ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างการปกป้องสิทธิของประชาชนและการเปิดพื้นที่ให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตได้อย่างมีความรับผิดชอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นราก ฐานของความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะเมื่อประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลของเขาปลอดภัย เขาก็พร้อมจะใช้บริการดิจิทัล และเมื่อภาคธุรกิจมีมาตรฐานที่โลกให้การยอมรับ การลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะเข้ามา สิ่งที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC กำลังทำคือดูแลสิทธิของคนไทยให้ได้ ร่วมกับเปิดทางให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า (สคส.) ได้มุ่งปรับมุมมองที่สังคมมีต่อกฎหมาย PDPA จากการเป็นเพียงข้อปฏิบัติทางกฎหมายหรือต้นทุนทางธุรกิจ สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่ทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์”

“ความเชื่อมั่นคือหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัล ถ้าคนไทยยังไม่มั่นใจว่าข้อมูลของตัวเองจะถูกใช้อย่างไร ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไม่ได้ บทบาทของ (สคส.) ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ผู้บังคับใช้กฎหมายที่คอยตั้งรับอย่างเดียว แต่เราตั้งใจเป็นผู้ช่วยที่ทำงานเชิงรุก เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย เป้าหมาย ‘ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์’ อาจฟังดูท้าทาย แต่นี่คือมาตรฐานที่ (สคส.) ตั้งใจจะไปให้ถึง เพื่อให้คนไทยใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างวางใจ”

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา (สคส.) ได้ขับเคลื่อนภารกิจอย่างต่อเนื่องใน 3 ด้านหลัก คือ การกำกับดูแล การส่งเสริมองค์ความรู้ และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานต่างๆ โดย (สคส.) ได้เปลี่ยนผ่านจากยุคของการให้ความรู้ เข้าสู่ยุคของการกำกับดูแลเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา (สคส.) ได้ดำเนินการตรวจสอบความพร้อมและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานเชิงรุกไปแล้วกว่า 590,000 หน่วยงานทั่วประเทศ และเริ่มมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองต่อองค์กรที่ละเลยมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมมูลค่าโทษปรับกว่า 21.5 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนบนบรรทัดฐานเดียวกัน ขณะเดียวกันก็เดินหน้าสนับสนุนภาคเอกชนและผู้ประกอบการ SME ให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุน ผ่านการพัฒนาเครื่องมือและแพลตฟอร์มมาตรฐานระดับชาติ ตลอดจนการเตรียมประกาศใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเป็นใบเบิกทาง สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจไทยในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

สำหรับหมุดหมายในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 (สคส.) มุ่งเดินหน้า “คุมเข้ม” และ “ยกระดับ” มาตรการในหลายมิติ ทั้งการยกระดับมาตรฐานการรับมือเหตุข้อมูลรั่วไหล ให้สอด คล้องกับแนวปฏิบัติสากล การวางกรอบการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ (AI Governance) โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการคุ้มครองข้อมูลของกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะเยาวชน รวมถึงการขยายการเข้าถึงบริการของ (สคส.) สู่ระดับภูมิภาค และการส่งเสริมให้ทุกองค์กรมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ประชาชนสามารถใช้บริการออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งภายในงานครบรอบ 4 ปี (สคส.) ได้จัดกิจกรรมตลอดทั้งวัน เพื่อถ่ายทอดความก้าวหน้าและเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย นิทรรศการ “4 ปี ความก้าวหน้าและความสำเร็จในภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อสะท้อนพัฒนาการขององค์กรตลอด 4 ปี เสวนา “4th Anniversary PDPC Thailand: ความก้าวหน้าและพัฒนาการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ” ชมวีดีทัศน์ประวัติความเป็นมาและการจัดตั้ง (สคส.) โดยมีกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กรรมการกำกับสำนักงานฯ และเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ร่วมเวทีความรู้เรื่องการขอเครื่อง หมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งนี้ กิจกรรมเสวนาบนเวทีจะถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live เพจ “สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล -(สคส.)” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนได้ร่วมรับชมและสะท้อนมุมมอง การก้าวสู่ปีที่ 4 ของ (สคส.) พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ที่จะยกระดับ PDPA ไทย ให้เป็นรากฐานของสังคมดิจิทัลที่ทั้งปลอดภัยและเชื่อมั่นได้ บนสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

Nexus Golf จัด ‘Elite Golf Lesson’ เยาวชนเข้าร่วมคึกคัก

สถาบันสอนกอล์ฟ Nexus Golf Institution ร่วมกับ ANK Golf สถาบันสอนกอล์ฟชื่อดังของออสเตรเลีย จัดกิจกรรม ‘Elite Golf Lesson’ คลาสพิเศษระยะสั้น 3 ชั่วโมง โดย มร.คริส ลี ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ ANK Golf เมื่อวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ สนาม เดอะ บางนา กอล์ฟ ไดร์ฟวิ่งเรนจ์ ได้รับความสนใจจากนักกอล์ฟเยาวชนและผู้ปกครองเข้าร่วมงานคับคั่ง พร้อมเผยกิจกรรมถัดไป แนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศผ่านกีฬากอล์ฟ ในวันที่ 8 สิงหาคม และ International Elite Golf Camp ปลายเดือนตุลาคม 2569

สำหรับ ‘Elite Golf Lesson’ ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน โดยผู้ที่เข้าร่วมจะได้รับการแนะนำทั้งในเรื่องของ วงสวิง ลูกสั้น และการพัตต์ จากผู้ฝึกสอนมากประสบ การณ์จาก Nexus Golf Institution โดยเฉพาะในส่วนของวงสวิงมี มร.คริส ลี คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดทุกคน

นายชลรัตน์ สสิวงศ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง สถาบันสอนกอล์ฟ Nexus Golf Institution กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “ผมรู้สึกภูมิใจมากครับที่ได้เห็นน้องๆ ทุกคนตั้งใจรับฟังคำแนะนำและฝึกซ้อมกันอย่างจริงจัง แม้อากาศจะค่อนข้างร้อน แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อเลยครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมของเน็กซัสในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ปกครองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถึงโอกาสที่กีฬากอล์ฟสามารถมอบให้แก่บุตรหลานได้ ทั้งในแง่ของการต่อยอดเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ หรือแม้แต่การพัฒนาสู่เส้นทางนักกอล์ฟอาชีพในอนาคต ซึ่งทางเน็กซัสเองก็มีความตั้งใจที่จะจัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนักกอล์ฟเยาวชนไทย หากผู้ปกครองท่านใดสนใจ สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ของเราได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างๆ ครับ”

ด้าน มร.คริส ลี ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ ANK Golf กล่าวว่า “ผมขอขอบพระคุณผู้ปกครองทุกท่านและขอชื่นชมในความมุ่งมั่นของน้องๆ นักกอล์ฟเยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ครับ ผมหวังว่าเทคนิคและคำแนะนำที่น้องๆ ได้รับไป จะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบัน ดาลใจสำคัญที่ช่วยให้น้องๆ นำไปต่อยอดพัฒนาทักษะ เพื่อปลดล็อกศักยภาพในตัวเองให้ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิมครับ หวังว่าเราจะได้พบกันใหม่ในกิจกรรมครั้งถัดไปครับ”

สำหรับกิจกรรมต่อไปของ Nexus Golf Institution จะจัดงานสัมมนาแนะแนวการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศ ผ่านกีฬากอล์ฟ ในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ สนามฝึกซ้อม โพธาลัย กอล์ฟ ปาร์ค เลียบด่วนเอกมัย–รามอินทรา งานนี้เข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และ Nexus x ANK Golf International Elite Golf Camp ติวกอล์ฟเข้ม 6 วัน นำทีมโดย เอียน ทริกส์,คริส ลี และ โปรกิ๊ก ชลรัตน์ ณ สนาม บูรพา กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท ผู้ปก ครองและน้องๆ เยาวชนสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟสบุคเพจ facebook/nexusgolfinstitution


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปิดฉากสุดแกร่ง “สว.อังกูร” ปิดค่ายลูกเสือ สสสส.16 ขับเคลื่อนสังคมสันติสุข ชู ‘ศาสตร์พระราชา-วิถีลูกเสือ’ สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง

นครนายก – ปิดค่าย หลักสูตรลูกเสือ “สสสส. รุ่นที่ 16” อย่างสมเกียรติ “สว.อังกูร“ ส่งมอบภารกิจสำคัญ สร้างผู้นำพันธุ์ใหม่ มีวินัย-เสียสละ พร้อมลุยงานฐานรากพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ปิดค่ายอย่างสง่างามและเปี่ยมไปด้วยพลังเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมนายหัว คาเฟ่ จังหวัดนครนายก พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดโครงการเสริมสร้างสังคมสันติสุขโดยใช้กระบวนการทางลูกเสือ ภายใต้หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 16 สถาบันพระปกเกล้า โดยมี นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และเหล่าว่าที่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ก่อนปิดฉากภารกิจ 3 วัน 2 คืน คณะผู้เข้าอบรมได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานจริง เพื่อถอดรหัสความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ เรียนรู้พระอัจฉริยภาพการบริหารจัดการน้ำต้นแบบ “เขื่อนขุนด่านปราการชล” และเข้าชม ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้แนวพระราชดำริ ทั้งด้านเกษตรและพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสมดุลระหว่างคนและธรรมชาติ

พล.ต.ต.อังกูร กล่าวเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญว่า การอบรมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ภารกิจที่แท้จริงคือการนำ “ศาสตร์ลูกเสือ-ศาสตร์พระราชา-ศาสตร์แห่งสันติวิธี” ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง

“เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่คนที่มีความรู้ แต่เราต้องการผู้นำที่มีวินัย มีจิตเสียสละ และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง เพื่อส่งต่อสังคมที่ดีและยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติ นี่คือภารกิจของผู้นำการเปลี่ยนแปลงทุกคน” พล.ต.ต.อังกูร กล่าว

ด้าน นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน พร้อมชี้ให้เห็นว่า “ความสัมพันธ์ของเครือข่าย” ที่เกิดขึ้นจากการอบรมครั้งนี้ คือทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะช่วยเปิดพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปสู่สังคมสันติสุขอย่างแท้จริง

สำหรับบรรยากาศในพิธีปิด เป็นไปอย่างอบอุ่นและสร้างความประทับใจ โดยมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้ผ่านการอบรม ซึ่งพร้อมจะนำศักยภาพที่ได้รับการขัดเกลาไปเป็น “กลไกสำคัญ” ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมไทยในระดับฐานรากต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผบช.ปส. และ พล.ต.ต.พศวีร์ ฯ ร่วมกิจกรรมการรณรงค์ ให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 09:30 น. ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองกาญจนบุรี ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส.ได้เป็นประธานในพิธี ในกิจกรรมชุมชนปลอดภัย ได้ลูกหลานกลับคืน การรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด

โดยมี พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พร้อมด้วยพล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ (ผบก.ตชด.ภาค 2) และ พ.ต.อ.ชัยรัตน์ บัวขมผกก.สภ.เมืองกาญจนบุรี รอง ผกก.ป.สภ.เมืองกาญจนบุรี สวป.(ชส) สภ.เมืองกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ และร่วมกิจกรรมชุมชนปลอดภัย ได้ลูกหลานกลับคืน การรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดและตรวจเยี่ยมชุมชนเตาปูน 3

โดยมีหัวหน้าศูนย์ราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีแขกผู้มีเกียรติทุกภาคส่วน และชาวบ้านเขาร่วมพิธี ในกิจกรรมกันอย่างพร้อมเพียง เป็นกิจกรรมดีๆ ที่มีประโยชน์กับชุมชนในสังคมต่อไป


ทีมข่าวภาคตะวันตก

โจรลักทรัพย์ เหิมเกริม บุกงัดบ้านอดีตผู้ใหญ่บ้าน กลางวันแสกๆ ท้าทายเจ้าหน้าที่ตำรวจฯ

โจรลักทรัพย์ เหิมเกริม บุกงัดบ้านอดีตผู้ใหญ่บ้าน กลางวันแสกๆ กล้องวงจรปิดจับภาพไม่ได้อย่างชัดเจน ทำมาแล้วหลายครั้ง ท้าทายความสามารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฯ

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 เกิดเหตุ โจรบุกงัดบ้านลักทรัพย์ ที่บ้านเลขที่ 76 หมู่ 2 ต.ช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เจ้าบ้านชื่อนายสมร ธรรมแท้ อดีตผู้ใหญ่บ้าน ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว บ้านที่อยู่ในความดูแลของลูกชาย ดร.ชโลธร ธรรมแท้ (อยู่กรุงเทพ) เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณเที่ยง 12 นาฬิกาจนไปถึงเวลา 13:45 น. กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายไว้ได้อย่างชัดเจน เบื้องต้นมีทรัพย์สิน ที่สูญหายหลายรายการ มีพระพุทธรูปพระบูชาหายไป พระเครื่อง ฯ ท่ากระดานฯ หลวงพ่อลำใย ฯ หลวงพ่อนาถ ฯ ห้องทุกห้องในบ้านหลังนั้นประมาณ 3 ห้อง ถูกงัดทุกห้องและยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นเลื่อยไฟฟ้าหายไปและอื่นๆ อีกหลายรายการที่ยังกำลังหาอยู่ว่ายังมีอะไรสูญหายอีกหรือไม่ คนร้ายทิ้งร่องรอยสักฐานไว้ทิ้งเครื่องมือไว้หลังบ้านและย้อนกลับมา เพื่อจะทำการโจรกรรมใหม่ แต่ได้ถูกชาวบ้านพยายามเข้าช่วยกันจับกุมแต่คนร้าย สามารถหลบหนีไปได้สำเร็จ

ดร.ชโลธร ธรรมแท้ เจ้าของ บ้านผู้เสียหายได้เข้าไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลาดหญ้า และต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจร้อยเวรงานสอบสวน ก็ได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ เก็บร่องรอยและหลักฐาน คนร้ายรายนี้ได้ก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง ยังลอยนวล ชาวบ้านหมู่นั้นโดนกันทั่วหน้า และที่สำคัญกล้องวงจรปิดยังสามารถบันทึกหน้า และพฤติกรรมคนร้ายไว้ได้อย่างชัดเจน จึงขอฝาก ท่าน พ.ต.อ.สิทธิพงศ์ สังข์แสง ผกก.สภ.ลาดหญ้า ช่วยกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร่ง ติดตามจับกุมคนร้าย มาเป็นคดีให้ได้โดยเร็ว เพราะว่าชาวบ้านก็เดือดร้อน เพราะโจรลายนี้ อุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมาย บุกงัดบ้านลักทรัพย์ กลางวันแสกๆ ฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลาดหญ้า ช่วยเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ววัน ก่อนที่จะมีบ้านหลังอื่นตกเป็นเหยื่อรายต่อไป


ทีมข่าวภาคตะวัน

เปิดแล้ว งานท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จ.ประจวบฯ ประจำปีงบประมาณ 2569

ประจวบคีรีขันธ์ – เปิดแล้ว งานท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ช่วงค่ำวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณชายหาดทุ่งน้อย ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้อยตำรวจเอก ณัชธพงศ์ ประเสริฐโสภา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.สันติ ป่าหวาย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายประทีป บริบูรณ์รัตน์ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวต้อนรับ ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวรายงาน นายสมหมาย แดงโชติ สจ.เขต อำเภอเมืองประจวบฯ นายนพพล สุกิจปาณีนิจ นายอำเภอกุยบุรี พร้อม หัว หน้าส่วนราชการแขกผู้มีเกียรติและนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้การต้อนรับ

ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวของจังหวัดให้สอดดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต และประสบการณ์ การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า ซึ่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน อาหารท้องถิ่น และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาต่อยอดสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอำเภอกุยบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัตถุดิบอาหารคุณภาพที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่น

โดยโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จังหวัประจวบคีรีขันธ์
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่จัดขึ้นในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ภายใต้แนวคิด Wellness Food การสร้างสรรค์เมนูสุขภาพจากวัตถุดิบท้องถิ่น และการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นอกจากนี้ ยังเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ส่งเสริมผู้ประกอบการด้านอาหาร การท่องเที่ยว และชุมชนท้องถิ่นให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของจังหวัดให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากอำเภอกุยบุรี หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ ที่ได้ร่วมกันสนับสนุนและผลักดันการดำเนินงานจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยกิจกรรมครั้งต่อไปจะจัดในวันที่ 3-5 ก.ค.69 ที่ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายในงานมีร้านค้ามาจำหน่ายกว่า 130 ร้าน และอาหารทะเลราคาถูกมาจำหน่าย


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468