พิธีสถาปนา นายกและคณะกรรม การบริหาร สโมสรไลออนส์สระ แก้ว อรัญประเทศ ปี 2562 – 2563

          สโมสรไลออนส์พัทยา สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยไลออนส์พิชญ์ฐญา ทิพย์ศรี นายกสโมสรไลออนส์พัทยา สัตหีบ ได้เดินทางมาร่วมฉลองและแสดงความยินดีแก่ ไลออน ราตรี แสงรุ่งเรือง ที่ได้รับการสถาปนาเป็นนายกฯ พร้อมคณะกรรมการบริหารสโมสรไลออนส์สระแก้ว อรัญประเทศ ปีบริหาร 2562-2563 ณ โรงแรมสเตชันวัน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรม ประกาศสิ้นสุดวาระ และสถาปนานายกสโมสรไลออนส์สระแก้ว อรัญประเทศ ปีบริหาร 2562-2563 พร้อมคณะกรรมการ เพื่อทำหน้าที่บริหารสโมสรไลออนส์สระแก้ว อรัญประเทศ ไลออนส์สากล ภาค 310 C ปีบริหาร 2562-2563 ประกอบด้วย ไลออน เฉลา ซื่อตรง นายกฯ ผู้ผ่านพ้น และผู้ประสานงาน LCIF ไลออน ปพิชญา ชั้นสูง อุปนา ยกคนที่ 1 ไลออน ศรัณรักษ์ ประสานพรรณ์ อุปนายกคนที่ 2 ไลออน สุภา บรรลือคุณ เลขาธิการ ไลออน สุรางค์ บุณยะจินดารัตน์ เหรัญญิก ไลออน ร.ต.ต.เฉลิมพล เลิศศิริสวัสดิ์ ประธานฝ่ายสมาชิกภาพ ไลออน รัตนา ชัยฤทธินุกูล ประธานฝ่ายการสื่สารและการตลาด รวมถึงกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายต่างๆ อีกกว่า 30 คน ซึ่งพร้อมที่จะทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ในการดำรงค์ตำแหน่งต่างๆ ของสโมสรไลออนส์สระแก้ว อรัญประเทศ ไลออนส์สากล ภาค 310 C ปีบริหาร 2562-2563 ในครั้งนี้

          โดยได้รับเกียรติจาก ไลออน ดร.วีระ ลาดหนองขุ่น ผู้ว่าการไลออนส์สากล ภาค 310 C เป็นประธานประกอบพิธีในวันนี้ โดยมีอดีตผู้ว่าการภาคไลออนส์สากลภาค 310 C นายกสโมสรไลออนส์ และมวลสมาชิกสโมสรไลออนส์ จากสโมสรต่างๆ ร่วมแสดงความยินดีในวันนี้ด้วยเป็นจำนวนมาก

          โดยภายในงานได้ประกอบพิธีรับสมาชิกใหม่ด้วยอุดมการณ์ของไลออนส์ ในคติพจน์ที่ว่า “WE SERVE” ซึ่งแปลว่า “เราบริการ” หรือ “เรารับใช้” หมายความว่า ไลออนส์ทุกคนพร้อมอยู่เสมอที่จะให้บริการหรือรับใช้สังคมด้านมนุษยธรรม ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโชควาสนาหรือยากไร้ ตามกำลังความสามารถโดยไม่หวังชื่อเสียงเกียรติยศ หรือเงินทอง ตอบแทนแต่ประการใด ไลออนส์ที่ได้รับการสถาปนาในวันนี้ ได้ร่วมกันปฏิญาณตนพร้อมสมาชิกใหม่ ว่าจะปฏิบัติตามธรรมนูญสโมสรไลออนส์อย่างเคร่งครัด ดังคติพจน์และอุดมการณ์ของไลออนส์ ที่ว่า “WE SERVE” ซึ่งมีความหมายว่า “สมาชิกไลออนส์พร้อมที่จะบริการอยู่เสมอ”

          สำหรับพิธีการสถาปนาและงานฉลองคณะกรรมการของสโมสรไลออนส์สระแก้ว อรัญประเทศ ไลออนส์สากล ภาค 310 C ปีบริหาร 2562-2563 ในวันนี้เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติ

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นครนายก – แถลงข่าว “โครงการประกวด MISTER UNIVERSE NAKHONNAYOK 2019”

คณะกรรมการ จัดแถลงข่าวโครงการประกวด MISTER UNIVERSE NAKHONNAYOK 2019 ต่อสื่อมวลชนจังหวัดนครนายก

         ที่ห้องประชุมโรงเรียนอัจริยะสามภาษา จังหวัดนครนายก ดร.ภาณุวัฒน์ คำสินธุ์ ประ ธานกรรมการม, ดร.กานฑ์ณารัตน์ ศรีวิชัย กรรมการและเลขานุการ เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะ ร่วมแถลงข่าวสื่อมวลชน ในการจัดโครงการประกวด “MISTER UNIVERSE NAKHONNAYOK 2019 ” โดยรับสมัครชายไทยอายุระหว่าง 18-29 ปี ส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 170 ซม. เชื้อชาติไทยและสัญชาติไทย มีบุคลิกภาพที่ดี เฉลียวฉลาด มีสุขภาพแข็งแรง มีสถานะโสด ไม่ผ่านการสมรส หรือจดทะเบียนสมรส และไม่เคยมีบุตร เปิดรับสมัครตั้งแต่ 8 กันยายน 2562 ถึง 20 กันยายน 2562 สมัครด้วยตนเองได้ที่ โรงเรียนอัจริยะสามภาษา เลขที่ 3 /503 ซอยชลประสิทธิ์ อ.เมือง จ.นครนายก โทร 0946145935

         สำหรับงานประกวด MISTER UNIVERSE NAKHONNAYOK 2019 กำหนดจัดในวันเสาร์ที่ 21 กันยายน 2562 ตั้งแต่เวลา 17.30 – 22.00 น. ณ ห้องประชุมเรือนรับรองโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า(รร.จปร.) อ.เมือง จ.นครนายก ชิงรางวัลชนะเลิศ มูลค่า 20,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 มูลค่า 10,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 มูลค่า 5,000 บาท, รางวัลขวัญใจมหาชน มูลค่า 5,000 บาท , อย่าพลาดโอกาสดีๆสำหรับชายไทยที่ต้องการพิสูจน์ความเป็นสุภาพบุรุษที่เหมาะสม

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ภาคียาสูบเหนือ-อีสาน พบ รมช. คลัง ยื่น 4 ข้อเสนอแก้ปัญหาภาษีบุหรี่ 40%

          นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จ.เพชรบูรณ์ และตัวแทนภาคียาสูบแห่งประเทศไทย พร้อมกลุ่มชาวไร่ผู้ปลูกใบยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์ เวอร์จิเนีย และโอเรียลทอล จากภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ เพชรบูรณ์และสุโขทัย จำนวน 100 คน เดินทางเข้าพบนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อชี้แจงความเดือดร้อนจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบในปี 2560 ทำให้การยาสูบแห่งประเทศไทยลดโควตารับซื้อใบยาสูบลง 50% ลงสองปีซ้อน หรือปีละ 12 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นความสูญเสียรวมทั้งระบบกว่า 1,560 ล้านบาท

           โดยชาวไร่ยาสูบได้นำหนังสือเสนอ 4 แนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนมายื่นให้กับ รมต. คลังเพื่อขอให้รัฐบาล 1. ยกเลิกการขึ้นภาษี 40% 2.ให้ทำแผนการขึ้นภาษี โดยค่อยๆ ขยับขึ้นภาษีแบบขั้นบันได 5% ทุก 2 ปี จนกว่าจะครบ 40% ตามเป้าหมายที่ของรัฐเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรชาวไร่ยาสูบกว่า 50,000 ครอบครัวทั่วประเทศ 3. ขอความชัดเจนเรื่องการปลูกพืชทดแทนใบยาสูบที่ทำให้ชาวไร่มีความแน่นอนในการสร้างผลผลิตออกสู่ตลาด เช่น มีตลาดรับซื้อชัดเจน มีการประกันราคาขาย หรือมีระบบโควตารับซื้อผลผลิต และสามารถสร้างรายได้ใกล้เคียงกับการปลูกใบยาสูบ 4. การจ่ายเงินชดเชยให้ชาวไร่ในปีนี้ จากกรณีที่ ยสท.ประกาศโควตารับซื้อใบยาสูบลดลง 50% เช่นเดียวกับปีก่อน
พร้อมกันนี้ชาวไร่ได้ร่วมกันแสดงสัญลักษณ์การขึ้นภาษีแบบขั้นบันไดปีละ 5% ทุกๆ 2 ปี และนำรายชื่อชาวไร่ยาสูบ จ. เพชรบูรณ์ที่ร่วมกันลงนามในจดหมายยักษ์ยืนยันไม่เอาภาษี 40% มอบให้นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช. คลัง ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลการยาสูบแห่งประเทศไทย โดย รมช. คลัง ได้ออกมารับหนังสือจากภาคียาสูบด้วยตนเองพร้อมกล่าวว่าได้รับทราบความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบจากนายจักรัตน์ พั้วช่วย ส.ส.เพชรบูรณ์มาโดยตลอด และยืนยันจะนำข้อเสนอทั้งหมดของชาวไร่ยาสูบเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาและหารือถึงทางออกที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากนโยบายภาษียาสูบ

          ด้านตัวแทนชาวไร่จากจังหวัดสุโขทัย ซึ่งก่อนหน้านั้นได้นำตัวแทนภาคียาสูบไปพบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เพื่อแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่งและขอบคุณที่ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวไร่ยาสูบมาโดยตลอด กล่าวว่า “ชาวไร่ยาสูบได้รับความเดือดร้อนยาวนานมาตลอด 2 ปี ตั้งแต่การขึ้นภาษีสรรพสามิตเมื่อปี 2560 จึงอยากขอความเห็นใจจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยภาคีฯ ได้เดินทางไปยังกระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นข้อเสนอหารือเรื่องการปลูกพืชทดแทน ขณะเดียวก็วอนรัฐบาลไม่ออกมาตรการอะไรที่จะทำร้ายชาวไร่ยาสูบอีก”

มนสิชา คล้ายแก้ว

“พี่เหมืองทอง ช่วยน้องนักเรียน – เหมืองทองอัครา ไม่นิ่งดูดาย เร่งช่วยเหลือชุมชนและผู้ประสบภัยน้ำท่วมเพชรบูรณ์”

          จากผลพวงของพายุโพดุลที่ผ่านมา พื้นที่อำเภอวังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำป่าได้ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน บ้านเรือน และพื้นที่ทางการเกษตร ได้รับความเสียหาย ส่วน หนึ่งที่ได้รับผลกระทบตามไปด้วยคือนักเรียนของโรงเรียนวังโป่งพิทยาคม ตำบลท้ายดง

          ดังนั้นเมื่อวันนี้ 6 กันยายน 2562 ที่ผ่านมาได้รับการประสานจากอาจารย์ สายทอง ปัญญาพวก โรงเรียนวังโป่งพิทยาคม ขอความอนุเคราะห์รองเท้านักเรียนให้กับนักเรียนที่ครอบครัวมีฐานะยากจนและประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้จำนวน 10 คน

          โครงการปันน้ำใจสู่ชุมชนของพนักงานบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด(มหาชน) จึงได้ดำเนินการทำกิจกรรม “ พี่เหมืองทองช่วยน้องนักเรียน ” นำเงินมามอบให้น้องๆเพื่อจัดซื้อรองเท้าถุงเท้าทดแทนของเดิมที่ได้รับความเสียหาย สร้างความยินดีให้กับครอบครัวและคณะครูโรงเรียนวังโป่งพิทยาคม

         นายคำภาสน์ บุญเติม ผู้อำนวยการโรงเรียนวังโป่งพิทยาคม ได้กล่าวขอบคุณ “ขอบ คุณน้ำใจจากพี่ๆเหมืองทองอัคราทุกคน ที่ไม่ลืมน้องๆมีน้ำใจนำเงินส่วนตัวมาช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ผู้ที่มีฐานะยากจนและประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ รวมถึงในขณะที่เหมืองทองดำเนินการอยู่ก็ได้รับความร่วมมือด้วยดี หวังว่าเหมืองทองอัคราคงจะได้รับข่าวดีในเร็วๆนี้ ”
ถึงแม้เหมืองทองอัครายังไม่เปิดดำเนินการแต่ด้วยความผูกพันธ์เหมือนญาติพี่น้องที่ต้องรักและดูแลกันช่วยเหลือกันยังคงมีอยู่ในใจเสมอ

ยุทธ ศรีทองสุข /ภาพ-ข่าว

ฟังกันให้ชัด !! เตรียมยกระดับท่าเรือแหลมฉบังขึ้นเป็น 1 ใน 10 ของโลก

ฟังกันให้ชัด !! เตรียมยกระดับท่าเรือแหลมฉบังขึ้นเป็น 1 ใน 10 ของโลก พร้อมความปลอดภัยทั้งภายใน-รอบชุมชน และพัฒนาท่าเรือให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เตรียมยกระดับท่าเรือแหลมฉบัง ให้เป็นท่าเรือชั้นนำอันดับหนึ่งของเอเชีย และติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก

           วันนี้ (7ก.ย.) ดร.อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม พร้อมมอบนโยบายให้กับคณะผู้บริหารและพนักงานท่าเรือแหลมฉบัง ที่ห้องแตรทอง 1 ศูนย์สวัสดิการท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมีเรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เรือโทยุทธนา โมกขาว ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมด้วย ผู้บริหาร ให้การต้อนรับ

          ดร.อธิรัฐ กล่าวว่า ท่าเรือแหลมฉบัง ถือเป็นท่าเรือหลักและเป็นประตูเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ที่สำคัญให้กับประเทศ และในอนาคตจะต้องเป็นท่าเรือชั้นนำอันดับหนึ่งของเอเชีย และติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก เพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าที่จะเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและของโลก

          นอกจากนั้น จะต้องเน้นเรื่องของความปลอดภัยในทุกๆด้าน เช่น โครงการต่างๆที่กำหนดไว้ตามแผนงานต้องไม่ผิดกฎหมายและจารีตประเพณี ,ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพนักงานทุกๆคน ที่สำคัญความรับผิดชอบต่อสังคมภายนอกท่าเรือ โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่โดยรอบท่าเรือ และด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย

          ดร.อธิรัฐ กล่าวต่อไปว่า สำหรับท่าเรือแหลมฉบัง ถือเป็นหัวใจหลักในการส่งออกของประเทศไทย โดยจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการขนถ่ายตู้สินค้า ซึ่งจากเดิมได้จำนวน 11 ล้านทีอียู ให้เป็น 18 ล้านทีอียู ดังนั้นจึงต้องเร่งโครงการต่างๆ เช่น โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 โครงการเชื่อมระหว่างการขนส่งทางน้ำและทางรางรถไฟ โดยทั้ง 2 หน่วยงานต้องบูรณาการร่วมกัน เพราะปัจจุบันการขนส่งสินค้าทางรถไฟ มีเพียง 7 % เท่านั้น โดยทำอย่างไรจะให้เพิ่มขึ้นเป็น 30% เพื่อช่วยประหยัดระยะเวลาและต้นทุนของเชื้อเพลิงในการขนส่ง

          พร้อมกันนั้นจะต้องยกระดับให้เป็นสมาร์ทพอร์ต โดยเฉพาะเฟส 3 ต้องเป็นสมาร์ทพอร์ตเกือบหมด ส่วนเฟส 2 กำลังดำเนินการที่บริเวณ โซน D1 เพื่อให้เป็นสมาร์ทพอร์ต เช่นกัน ส่วนเฟส 1 ที่ดำเนินการไปแล้ว ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการว่าในอนาคตควรจะต้องยกระดับปรับเปลี่ยนให้เป็นสมาร์ทพอร์ต ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการเจรจา

ดร.อธิรัฐ กล่าวถึง ผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 นั้น ขณะนี้มี 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ประกอบด้วยบริษัทพีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (กลุ่ม ปตท.) บริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และ China Harbour Engineering Commpany Limited (จีน) และ

2.กลุ่มกิจการร่วมค้า NPC ประกอบด้วย บริษัทแอสโซซิเอท อินฟินิตี้ จำกัด, บริษัท นทลิน จำกัด, บริษัทพริมา มารีน จำกัด (มหาชน), บริษัท พีเอชเอส ออแกนิค ฮิลลิ่ง จำกัด และ China Railway Construction Corporation Limited (จีน) แต่ขณะนี้กลุ่ม NPC ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง แต่ยังไม่ทราบว่าศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองหรือยังแต่อยู่ระหว่างรอคำตอบ แต่ถ้าศาลไม่ได้สั่งคุ้มครอง ทางกลุ่ม GPC ก็สามารถเจรจาดำเนินการต่อคณะกรรมการฯ คาดว่าภายเดือนหน้าถ้าไม่ติดปัญหาอะไรก็เดินหน้าได้ในทันที

         สำหรับท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ถ้าเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ก็สามารถรองรับตู้สินค้าเพิ่มขึ้นได้ 7 ล้านทีอียู จากปัจจุบันที่ตั้งไว้ที่ เฟส1และ เฟส 2 เพียง 11 ล้านทีอียู จะเพิ่มประสิทธิภาพเป็น 18 ล้านทีอียู รองรับตู้สินค้าได้เต็มที่ เพราะขณะนี้พื้นที่เริ่มเต็มแล้ว

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ทีมข่าวภูมิภาค จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

วช.ร่วมมหาวิทยาลัยนครพนม ยกระดับศักยภาพชุมชน​ และสร้างชุมชนต้นแบบใน จ.นครพนม​ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

          สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ​ (วช.) เดินหน้าเสริมสร้างศักยภาพชุมชนด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของพื้น ในการนี้ วช.ได้ให้การสนับสนุนทุนเพื่อจัดการความรู้การวิจัยสู่การใช้ประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยนครพนม​ ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559-2562 เพื่อดำเนินสร้างชุมชนต้นแบบที่พัฒนาศักยภาพด้วยวิจัยและนวัตกรรม ใน 3 รูปแบบ คือ

1.ธนาคารขยะชุมชน
2.Smart Farmer การผลิตไก่งวง
3.เมืองไบโอชาร์

          ในวันเสาร์ที่ 7 กันยายน 2562 วช.ได้ติดตามและประเมินผลความสำเร็จของการขยายผลองค์ความรู้การวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โดยดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ติดตามผลการดำเนินงานในพื้นที่ชุมชนต้นแบบในจังหวัดนครพนม ได้แก่

1)กลุ่มชุมชนนาราชควายโมเดล ในการเป็นต้นแบบ ธนาคารขยะชุมชน โดยมี อาจารย์พัชญทัฬห์ กิณเรศ เป็นหัวหน้าโครงการ ผลจากการนำวิจัยและนวัตกรรมไปดำเนินการในพื้นที่ พบว่า มีชุมชนได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากกว่า 10 ชุมชน และชุมชนมีเงินหมุนเวียนจากธนาคารขยะจำนวนหลายล้านบาท

2)กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม ในการเป็นต้นแบบ Smart Farmer การผลิตไก่งวง โดยมี อาจารย์ธนพัฒน์ สุระนรากุล เป็นหัวหน้าโครงการ ผลจากการนำวิจัยนวัตกรรมไปพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต โดยใช้กากมันสำปะหลังหมักยีสต์ ในการเป็นอาหารสัตว์ สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้มากกว่า 70% มีการขยายเทคนิคดังกล่าวไปยังกลุ่มวิสาหกิจเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่งวงในจังหวัดนครพนมหลายพื้นที่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

3)กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ผสมผสานท่าค้อ ในการเป็นต้นแบบชุมชนไบโอซาร์ โดยมี ผศ.ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งได้พัฒนาเตาไบโอชาร์และเทคนิคการผลิตถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เป็นถ่านไบโอชาร์ เพื่อใช้ในการทำการเกษตรและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งทางจังหวัดนครพนมเตรียมใช้ต้นแบบชุมชนจากโครงการ ขยายผลจังหวัดนครพนมเป็นเมืองไบโอชาร์

          ทั้งนี้ การสนับสนุนทุนวิจัยของวช.เพื่อยกระดับศักยภาพชุมชนต้นแบบด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยการดำเนินการของมหาวิทยาลัยนครพนม พร้อมด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานในพื้นที่ในการดำเนินการ อันประกอบด้วย ภาคจังหวัด องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น เกษตรกรต้นแบบ และแกนนำชุมชน เป็นการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

มูลนิธิร่วมกตัญญู ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จังหวัดยโสธร​ ระหว่าง​ทางพบเหตุเรือล่ม​ มีผู้เสียชีวิต​ 1​ ราย

          วันนี้ วัน​เสาร์​ที่​ 7 ก.ย.62 เวลาประมาณ 12.30 น.เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดยโสธร ระหว่างทาง ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือ เหตุเรือของชาวบ้านล่ม ในพื้นที่บ้านหนองเทา ระหว่างตำบลบึงเกลือ-วังหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเจ้าหน้าที่รีบเดินทางย้อนกลับมาจุดเกิดเหตุ

          ทราบต่อมาว่า ก่อนหน้านี้เรือของชาวบ้านลำดังกล่าว ลำเลียงสื่งของไปช่วยเพื่อนบ้าน ระหว่างเข้าฝั่งเรือเกิดล่ม 5 ชีวิตพลัดจมน้ำ และช่วยเหลือไว้ได้ 4 ราย อีก 1 รายสูญหาย อายุประมาณ 30 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ จากนั้นผู้ใหญ่บ้านจึงประสานเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ขอให้ช่วยเหลือ เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงจึงส่งชุดประดาน้ำลงค้นหาทันที

          ซึ่งจุดเกิดเหตุระดับน้ำ​ มีความลึกประมาณ 5 เมตร กระทั่งผ่านไปราวๆ 5 นาที พบร่างของชายสูญหายคนดังกล่าว พบว่าเสียชีวิต เพราะพลัดจมไปนานถึง 20 นาทีแล้ว เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันนำร่างขึ้นมา ท่ามกลางความเศร้าสลดต่อหน้าเพื่อนบ้าน คนเห็นเหตุการณ์เล่าว่า เรือดังกล่าวมาช่วยชาวบ้าน ตนพายเรือมา​ และเห็นว่าเรือหันหัวกลับไม่อยากไปต่อเพราะน้ำด้านหน้าลึก

          จากนั้นเรือค่อยๆจมดิ่งลงไป ผู้หญิงจมไปแล้ว 1 ราย ตนจึงดึงผมผู้หญิงช่วยขึ้นมา ส่วนผู้ชายว่ายมาเกาะเรือ รอด 4 ราย ส่วนชายอีก 1 รายเป็นคนขับเรือ พลัดจมหายไปต่อหน้าต่อตา ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชวิตมา ณ ที่นี้​

          ต่อมา​ “พี่ไทด์” เอกพันธ์ บันลือฤทธิ์ ที่นำทีมมูลนิธิร่วมกตัญญู ลงพื้นที่บ้านเสลภูมิ บ้านหัวคู ตำบลบึงเกลือ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม​ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เสร็จภารกิจ​ ก่อนจะเดินทางไปยังจังหวัด​อุบลราชธานี เมื่อทราบข่าวจึงย้อนกลับมายังวัดป่า​ ที่อยู่ห่างจากบ้านผู้เสียชีวิตหลายกิโล​ ซึ่งเป็นที่ตั้งศพผู้เสียชีวิต​ จากเหตุ​เรือล่ม​ โดยวัดใกล้บ้านน้ำท่วมสูงจึงจำเป็นต้องไว้วัดที่ไกลบ้านกว่า​

          ภายหลังที่​ “พี่ไทด์” เอกพันธ์ฯ​ เดินทางมาถึงวัดป่าได้พบกับครอบครัว​ผู้เสียชีวิต​ พบว่าผู้เสียชีวิตมีลูกน้อย​ 2​ คนร้องไห้กอดศพพ่อ​ “พี่ไทด์” ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นพลเมืองดีนำเรือออกช่วยนำสิ่งของมาแจกชาวบ้านที่ประสพภัยน้ำท่วมเหมือนกัน จึงได้มอบเงินเบื้องต้นจำนวน​ 10,000​ บาทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพต่อไป

Cr.ทีมกู้ภัยมูลนิธิ​ร่วมกตัญญู​
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“รองต๊ะ”ร่วมพิธีเคลื่อนสรีรสังขารองค์หลวงปู่ พระเสนาะ กิตติสาโร (หลวงปู่นรสิงห์) สู่เมรุชั่วคราว

          พล.ต.ต.ปิยะ​ ต๊ะ​​วิชัย​ รอง​ผบช.สตม.ร่วมพิธีเคลื่อนสรีรสังขารองค์หลวงปู่ พระเสนาะ กิตติสาโร (หลวงปู่นรสิงห์) สู่เมรุชั่วคราว และอำนวยความสะดวกให้แก่ ประชาชนที่มาร่วมงาน ณ​ เมรุชั่วคราว​ ลานเอนกประสงค์​ วัดโพธิ์ชัย​ อ.เมือง​ จ.หนองคาย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“ไทด์ เอกพันธ์” นำทีมร่วมกตัญญู เยี่ยม มอบเงินช่วยเหลือ 2 ตายาย ตาบอด จัดเตรียมสร้างบ้านหลังใหม่ให้ 3 แม่ลูก

         วันนี้​ วัน​เสาร์​ที่ 7 ก.ย.62​ เวลาประมาณ 10.30 น. “พี่ไทด์” เอกพันธ์ บันลือฤทธิ์ นำทีมมูลนิธิร่วมกตัญญู ลงพื้นที่บ้านเสลภูมิ บ้านหัวคู ตำบลบึงเกลือ จังหวัดร้อยเอ็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ก่อนจะเดินทางไปยังจังหวัด​อุบลราชธานี และเยี่ยมผู้สูงอายุคือคุณตาคุณยาย ซึ่งคุณตาดวงตาบอดสนิท ส่วนคุณยายเป็นต้อกระจกตาฝ้าฝาง มองเห็นเลือนลาง โดยพี่ไทด์ได้มอบเงินจำนวนหนึ่ง ถุงยังชีพ เพื่อช่วยเหลือคุณตาคุณยายด้วย อีกทั้งยังสำรวจบ้านเพื่อเพิ่มความปลอดภัยเนื่องจากคุณตาคุณยาย สายตาไม่ดีเกรงว่าจะเกิดอันตราย

          ส่วนทางด้านอีกหนึ่งครอบครัว อาศัยอยู่กัน 3 แม่ลูก สภาพความเป็นอยู่ทรุดโทรมไม่ปลอดภัย เนื่องจากลูกสาวคนโตน้องมีปัญหาทางสมอง อีกทางน้องเริ่มโตเป็นสาวเกรงว่าจะเป็นอันตราย และลูกชายคนเล็กเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 เพราะบ้านไม่มิดชิด พี่ไทด์และพี่ท็อป จึงนำช่างมาจากกทม. เพื่อประเมินเตรียมจัดสร้างบ้านใหม่ให้ตามสัญญา จากนั้นพี่ไทด์ยังมอบเงินช่วยเหลือส่วนหนึ่งให้คุณแม่ไว้ใช้ยามจำเป็นอีกด้วย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองปราบฯ​ รวบอดีตคนสนิทนัก การเมืองท้องถิ่น หลังก่อเหตุยิงเฒ่าหนังเหนียว 2 นัด กระสุนด้านห้อยหลวงพ่อท่านคล้าย

กองปราบฯ​ รวบอดีตคนสนิทนักการเมืองท้องถิ่นหลังก่อเหตุยิงเฒ่าหนังเหนียว 2 นัดกระสุนด้านห้อยหลวงพ่อท่านคล้ายส่วนตำรวจระงับเหตุในงานศพถูกยิง บาดเจ็บ

          วันนี้ วัน​เสาร์​ที่​ 7 ก.ย.62​ : กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ สภ.ช้างกลาง ภ.จ.นครศรีธรรมราช โดยการอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. และพ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รอง ผบก.ป. ได้​สั่งการให้ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก 5 บก.ป.,พ.ต.ท.เผด็จ งามละม่อม รองผกก.5 บก.ป.,พ.ต.ท.ศิลป์ชัย ถวัลย์ภิยโย สว.กก.5 บก.ป.,พ.ต.ท.กฤษฎา สิทธิยานันท์ สว.สส.สภ.ช้างกลาง,ร.ต.อ.ประภาส สงเสือ รองสว.สส.สภ.ช้างกลาง,ร.ต.อ.ปิยพล ชูแสง รองสว.กก.5 บก.ป.,ด.ต.สมบูรณ์ กูลระวัง,ด.ต.ปรีชา แก้วสวัสดิ์,ด.ต.อภิสิทธิ์ พรหมมา,ส.ต.ท.เอกวิทย์ เจริญศักดิ์,ส.ต.ท.เบญจรงค์ แก้วนวน ผบ.หมู่ กก.5 บก.ป.

          ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายเจริญ สรรเสริญ อายุ 60 ปี​ อยู่บ้านเลขที่ 59/2 ม.5 ต.หลักช้าง อ.ช้างกลาง​ จ.นครศรีธรรมราช​ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดทุ่งสง ที่ 245/2559 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2559 และหมายจับของศาลจังหวัดทุ่งสง ที่ 246/2559 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2559 (2 หมายจับ ในข้อหาเดียวกัน) ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “พยายามฆ่าผู้อื่น และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร”

         โดยจับกุมตัวผู้ต้องหา​ได้ที่ บ้านเลขที่ 59 ม.5 ต.หลักช้าง อ.ช้างกลาง จ. นครศรีฯ วันที่ 6 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา​ โดยพฤติกรรม​ของนายเจริญฯ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ขณะนั้นเป็นคนสนิทของนักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง ได้ไปร่วมงานศพบ้านเลขที่ 53 ม.3 ต.หลักช้าง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช​ และอยู่ในลักษณะเมาสุรา​ จนมีปากเสียงทะเลาะกัน นายนาบ รัตนบุรี อายุ​ 70 ปี ผู้อาวุโสในหมู่บ้าน กระทั่งนายเจริญฯ​ ได้ชักอาวุธปืนขนาด .357 ออกมาจากเอวแล้วลั่นไกไปยังนายแนบฯ​ จำนวน 2 นัด ซึ่งขณะนั้นนายแนบฯ​ ห้อยหลวงพ่อคล้าย จึงคิดว่าที่ปืนยิงไม่ออก น่าจะเกิดจากบารมีของหลวงพ่อช่วยชีวิตไว้ทำให้ ปืนไม่ลั่น

         ระหว่างนั้น จ.ส.ต.ฉัตรชัย ไกรถิ่น เป็นตำรวจ สภ.ช้างกลาง ซึ่งนั่งอยู่ภายในงานศพด้วย เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเข้าไปห้ามปราม เมื่อนายเจริญฯ​ เห็นท่าไม่ดี จึงได้ใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวกันยิง จ.ส.ต.ฉัตรชัยฯ​ จำนวน 1 นัด กระสุนถูกบริเวณแขนซ้ายท่อนบนได้รับบาดเจ็บ แล้วนายเจริญฯ​ หลบหนีไป​ กระทั่งพนักงานสอบสวน​ และชุดสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ นายเจริญฯ ผู้ต้องหาคดีพยายามฆ่า โดยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามหมายจับศาลจังหวัดทุ่งสง

          ต่อมาวันที่ 6 ก.ย.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช สืบสวนติดตามจนทราบว่า นายเจริญฯ กลับมายังบ้านเลขที่ 59 ม.5 ต.หลักช้าง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อมาหาภรรยา จึงได้เข้าตรวจค้นจับกุมได้ พร้อมด้วยอาวุธปืน .357 จำนวน 1 กระบอก และ เครื่องกระสุน 24 นัด โดยนายเจริญฯไม่ได้ขัดขืนในการจับกุม และนายเจริญฯให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​