ผ่าปม อุ้ม-ฆ่า อดีตทพ. ทิ้งศพดงกล้วยเบตง ฝีมือ 3 ตชด. เพื่อนสนิท

          ผ่าปมอุ้ม–ฆ่าอดีตทพ. หลังการหายตัวไปอย่างลึกลับของ นายชูเกียรติ อยู่สุข อายุ 29 ปี อดีตทหารพราน 47 จ.ยะลา หลังขี่รถจยย.ออกจากบ้าน เลขที่ 107 บ้านปากบาง ต.ตาเนาะ แมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา เป็นเวลาถึง 5 วัน หากไม่มีชาวบ้านฝ่าเข้าไปตัดใบตองเพื่อใช้ทำกระทง ก็อาจจะอีกนานกว่าที่ปริศนาจะถูกคลี่คลาย

         ย้อนไปเมื่อวันที่ 10 พ.ย. พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ สารีรัตน์ ผกก. สภ. เบตง พร้อมด้วย ร.ต.อ. สมพร สุขอนันต์ พนักงานสอบสวน สภ. เบตง จ.ยะลา นำกำลังฝ่ายสืบสวน พร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แพทย์ ร.พ.เบตง และมูลนิธิกู้ภัยสว่างเบตงธรรมสถาน เข้าตรวจสอบเหตุพบศพคนเสียชีวิตบริเวณโคนต้นกล้วย ข้างกองหิน ใกล้จุดชมวิว ถนนเลี่ยงเมืองในเขตเทศบาลเมืองเบตง

          ในที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือ รอยเลือด โดยศพผู้เสียชีวิตอยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้า ตำรวจจึงได้นำเชือกมากั้น ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 เมตร ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าโดยเด็ดขาด ก่อนจะให้มูลนิธินำศพ ขึ้นมาจากโคนต้นกล้วยเพื่อชันสูตรเบื้องต้น

          นายชูเกียรติ อยู่สุข อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 107 บ้านปากบาง ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา ชื่อของศพนิรนามที่ตำรวจตรวจสอบจนได้ข้อมูล เบื้องต้นพบที่ศีรษะมีลักษณะคล้ายถูกของแข็งทุบ สวมเสื้อยืดสีดำ คอกลม สวมกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน

          นางบัวแก้ว พรหมมา ผู้พบศพ เล่าว่าตนกับเพื่อนได้ออกจากบ้าน มาหาใบตองเพื่อนำไปทำกระทงและเห็นว่าตรงจุดที่พบศพใบตองสวยเลยเดินเข้าไปจุดดังกล่าวเมื่อเดินไปถึงเพื่อนอีกคนบอกเหมือนมีกลิ่นศพ แต่ก็ไม่ได้สนใจ ต่อมาตนเห็นกระสอบปุ๋ย จึงเดินเข้าไปดูถึงก็กับผงะเมื่อเห็นศพคนนอนคว่ำหน้าอยู่ เลยโทร.แจ้งตำรวจมาดังกล่าว

          ด้านนายวัชนนท์ นิลรัตน์ เพื่อนผู้ตายเล่าว่า ผู้ตายอดีตเป็นทหารพราน 47 จ.ยะลา และได้ลาออกมา 4 เดือนแล้ว เมื่อวันพุธที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา เวลา 16.10 น. ผู้ตายได้ออกจากบ้านไปหลังมีเพื่อนมาหาและญาติได้บอกว่าคนที่มาหาเป็นตำรวจ หลังจากนั้น ผู้ตายได้นำรถ จยย.ซูซูกิ สแมช สีดำ ทะเบียน 317 เบตง ออกจากบ้านไป

          ขณะที่ นางสาวทิพยพร ชีถนอม พี่สาว ผู้ตายได้ประกาศในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าใครพบเห็นผู้ตายให้ติดต่อกลับมาบ้าน เนื่องจากทางบ้านเป็นห่วงและได้ไปแจ้งความคนหายไว้ที่ สภ.เบตง และในวันนี้ (10 พ.ย. 62) ได้รับแจ้งจากจนท.ตำรวจพบศพผู้ชายบริเวณจุดชมวิว ถนนเลี่ยงเมืองเบตง จึงได้ตามมาดูจึงยืนยันว่าเป็นนายชูเกียรติที่ได้แจ้งความคนหายไปเมื่อ 5 วันก่อน

          จากการนำศพผ่าพิสูจน์ที่โรงพยาบาล ม.อ.หาดใหญ่ แพทย์พบสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจากถูกปืนขนาด 9 ม.ม.ยิงที่ศีรษะ พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ จึงประสานเจ้าหน้าที่นำชุด EOD ลงพื้นที่เกิดเหตุสแกนหาปลอกกระสุนจนพบ

          ขณะเดียวกันจากข้อมูลที่ได้ว่าทราบว่าผู้ตายสนิทกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.กลุ่มหนึ่ง สังกัด มว.ฉก.ตชด.4453 บ้านปากบาง ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา พ.ต.อ.ต่อศักดิ์จึงมอบหมายให้ พ.ต.ท.เจฟฟรีย์ ไศลมานกุล รอง ผกก.สส. ประสานผู้บังคับบัญชาส่งตัว ส.ต.อ.สุรศักดิ์ พนาลี อายุ 29 ปี และส.ต.อ.วีรพงศ์ พุฒดำ อายุ 30 ปี มาสอบสวน จนในที่สุดทั้งคู่ก็สารภาพว่า ผู้ก่อเหตุฆ่านายชูเกียรติคือ ด.ต.ธีรยุทธ พิมพขัน อายุ 37 ปี ซึ่งหลบหนีไปหลังเกิดเหตุ

           ขณะที่การสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ส.ต.อ.สุรศักดิ์หรือดำ มาหาผู้ตายที่บ้านและได้มีการพูดคุยกัน ต่อมาเวลา 16.00 น. ผู้ตาย ขี่จยย.ออกจากบ้านไปยังฐานปฏิบัติการ ตชด. ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก และได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาในตัวเมืองเบตง เพื่อมาตกลงเรื่องที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจะให้ผู้ตายไปล่อซื้อยาเสพติดในพื้นที่ อ.เบตง แต่ทางผู้ตายไม่ทำ เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่หากมีการจับกุมกลัวจะมีปัญหาภายหลัง หลังไม่สามารถตกลงกันได้ ด.ต.ธีรยุทธ จึงได้ใช้อาวุธปืน ขนาด 9 ม.ม. ซึ่งเป็นปืนของทางราชการลั่นไกเข้ากลางศีรษะ จำนวน 2 นัด

          หลังจากนั้น ทั้ง 3 ก็ได้กลับมายังฐานปฏิบัติการและได้ปรึกษากัน และได้ออกมายังจุดเกิดเหตุนำศพโยนทิ้งเข้าป่ากล้วยและได้ออกมาอีกครั้งเพื่อนำรถจักรยานยนต์ผู้ตายไปโยนทิ้งที่คลองเบตง หลังจากนั้น ด.ต.ธีรยุทธก็หายตัวไป จนมาถึงการจับกุมตัว ส.ต.อ.สุรศักดิ์ พนาลี และ ส.ต.อ.วีรพงศ์ พุฒดำ ดังกล่าวพ.ต.ท.กรณ์ ไชยเสือ ผบ.ฉก.ตชด.44 ร่วมงานศพ

          สำหรับสาเหตุการลวงอุ้มฆ่าครั้งนี้ การสืบสวนในเชิงลึกเชื่อว่ามาจากปัญหาไม่ลงตัวเรื่องผลประโยชน์บางอย่าง เนื่องจากนายชูเกียรติเพิ่งออกจากทหารพรานไม่นาน และยังเป็นคนในพื้นที่จึงรู้จักกับกลุ่มอิทธิพล และเครือข่ายเกี่ยวกับธุรกิจมืด จนเมื่อได้รู้จักสนิทสนม กับด.ต.ธีรยุทธ กับพวกที่เพิ่งย้ายมาในพื้นที่ไม่นาน จึงอาจร่วมกันทำธุรกิจบางอย่างกระทั่งเกิดขัดแย้งผลประโยชน์ หรือตกลงเรื่องส่วนแบ่งไม่ลงตัว หรือ ด.ต.ธีรยุทธอาจต้องการให้ผู้ตายร่วมทำธุรกิจด้วยแต่เจ้าตัวไม่ยอมจึงถูกฆ่าปิดปาก

          สำหรับ ด.ต.ธีรยุทธที่ยังหลบหนี ตำรวจก็รู้ที่กบดานแล้ว อย่างไรก็คงหนีไปได้ไม่นาน

#ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี /ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้

#สำนักข่าวความมั่นคง.

กอ.รนม.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งหน่วยความมั่นคง ยกระดับรักษาความปลอดภัยสูงสุด หวั่นกลุ่มก่อเหตุร้ายตอบโต้

กอ.รนม.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งหน่วยความมั่นคง ยกระดับรักษาความปลอดภัยสูงสุด หวั่นกลุ่มก่อเหตุร้ายตอบโต้

          เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน รายงานข่าวจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่าได้มีการสั่งการให้หน่วยความมั่นคงชายแดนภาคใต้ ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจะมีกลุ่มก่อเหตุร้ายตอบโต้จากเหตุที่มีการวิสามัญคนร้ายรายสำคัญเสียชีวิต 2 ศพ ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน

         ทั้งนี้ พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษคือ ต.บ้านโหนด ต.เปียน อ.สะบ้า ย้อย ต.ลำไพล ต.ท่าม่วง อ.เทพา และ อ.จะนะ จ.สงขลา อ.ยะรัง อ.เมือง อ.โคกโพธิ์ อ.แม่ลาน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อ.บันนังสตา อ.ยะหา อ.กาบัง อ.เมือง จ.ยะลา นอกจากพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษแล้ว ขอให้หน่วยความมั่นคงทุกอำเภอใน 3 จังหวัด 4 อำเภอ จ.สงขลา จะต้องมีการเฝ้าระวังด้วย เพื่อป้องกันการตอบโต้ทุกกรณี

          ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังตั้งจุดตรวจ จุดสกัดไม่ประจำที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบยานพาหนะต้องสงสัย บริเวณด่านตรวจถาวรและปฏิบัติการการข่าวเชิงรุก เพื่อติดตามตรวจสอบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อเหตุร้ายและสิ่งบอกเหตุในพื้นที่เฝ้าระวัง.

#ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี / ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้

#สำนักข่าวความมั่นคง.

สรุป – เหตุปะทะปิดล้อมที่หนองจิก ปัตตานี.

สรุปเหตุปะทะปิดล้อมที่หนองจิก ปัตตานี จนท.วิสามัญ 2 โจรใต้ ยึดปืน 9 มม.ในมือ ”ซอบรี หลำโสะ” เคยใช้ยิง ชรบ.ลำพะยา ในระยะประชิดถึง 8 นัด

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (22 พย.) ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ..พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เปิดแถลงข่าว หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา ..จนท.ฝ่ายความมั่นคงได้สนธิกำลัง ปิดล้อมกลุ่มก่อความไม่สงบ ในพื้นที่ อ.หนองจิก และเกิดการปะทะเป็นเหตุให้คนร้ายเสียชีวิต 2 คน คือ…

นายซอบรี หลำโสะ อายุ 28 ปี และ นายมะยะโก๊ะ ลาเต๊ะ อายุ 40 ปี ซึ่งทั้งสองคน มีคดีความมั่นคงรวมกันถึง 18 คดี ซ้ำเป็นแกนยิงถล่มชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย บาดเจ็บ 5 ราย

และจากการนำ ปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ที่เก็บได้ในป้อม ชรบ.ลำพะยา จำนวน 8 นัด มาพิสูจน์ทราบ พบว่าใช้กับ ปืนพกสมิทแอนด์เวสสัน ที่อยู่ในมือของนายซอบรี ขณะยิงต่อสู้กับ จนท.เมื่อคืนที่ผ่านมา ได้เคยใช้ก่อเหตุยิง ชรบ.ลำพะยาในระยะประชิด..!!

ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี /ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้

#สำนักข่าวความมั่นคง

เพชรบูรณ์ – โรงเรียนแสงธรรมวิทยา จัดแข่งขันกีฬาสี ภายใต้ชื่อ “แสงธรรมเกมส์”

เพชรบูรณ์ โรงเรียนแสงธรรมวิทยา จัดแข่งขันกีฬาสี ภายใต้ชื่อ “แสงธรรมเกมส์”

          ที่สนามกีฬาโรงเรียนแสงธรรมวิทยา ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ดร.เสรี ธรรมอาสา ผู้อำนวยการโรงเรียนแสงธรรมวิทยา พร้อมคณะผู้บริหารฯ ได้ดำเนินการจัดแข่งขันกีฬาสี ประจำปีการศึกษา 2562 ภายใต้ชื่อ “แสงธรรมเกมส์” เพื่อเป็นการส่งเสริมให้นักเรียน ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ด้วยการเล่นกีฬา มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ,ฝึกการเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักการทำงานเป็นหมู่คณะ สร้างความรัก ความสามัคคี ตลอดจนเป็นการคัดเลือกตัวแทนนักกีฬาของโรงเรียน

         โดยมีนายมนูญศักดิ์ สังข์ทอง ปลัดอาวุโสอำเภอหนองไผ่ เป็นประธานในพิธี ลั่นฆ้องเปิดงาน และจุดไฟคบเพลิง “แสงธรรมเกมส์” ในระหว่างวันที่ 21 – 22 พฤศจิกายน 2562 พร้อมกล่าวให้โอวาท แก่นักกีฬา ซึ่งได้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 สี คือ สีม่วง, สีแดง, สีชมพู, เพื่อทำการแข่งขันประเภทกีฬา ฟุตบอล, วอลเลย์ บอล, แชร์บอล, กรีฑา และกีฬาพื้นบ้าน นอกจากนั้น ยังได้จัดให้มีการประกวดขบวนพาเหรดและกองเชียร์ของแต่ละสี อีกด้วย

          ทั้งนี้ ในกิจกรรมดังกล่าว นอกจากการแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆแล้วนั้น ยังพบว่าระหว่างช่วงการแข่งขันและพักครึ่ง ทางกองเชียร์แต่ละสี ไม่ยอมน้อยหน้า ต่างส่งตัวแทนออกมาเต้นกันอย่างสุดมันส์ พร้อมส่งเสียงเชียร์นักกีฬากันอย่างสนุกสนาน ซึ่งนับเป็นการสร้างสีสัน และเรียกเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดี และหลังเสร็จสิ้นการแข่งขันทุกประเภทกีฬาแล้วนั้น ดร.เสรี ธรรมอาสา ผู้อำนวยการโรงเรียนแสงธรรมวิทยา ก็ได้เป็นประธานมอบถ้วยรางวัล และของรางวัล พร้อมขนมขบเคี้ยวตามลำดับ เพื่อเป็นการสร้างขวัญ กำลัง ให้แก่นักกีฬาทุกสี

ราเมธ บงแก้ว/มนสิชา คล้ายแก้ว

จันทบุรี – ผู้ช่วยคณบดี นำคณะอาจารย์นิเทศศาสตร์ มรภ.รำไพฯ บุกแนะแนวเชิงรุก 3 จังหวัดภาคตะวันออก

ผู้ช่วยคณบดี นำคณะอาจารย์นิเทศศาสตร์ มรภ.รำไพฯ บุกแนะแนวเชิงรุก 3 จังหวัดภาคตะวันออก ผลิตบัณฑิตป้อนตลาดอาเซียน

อาจารย์ดนัย โชติแสง ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการและอาจารย์สมพงษ์ เส้งมณีย์ ประธานหลักสูตรการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศ ศาสตร์ ร่วมกับกองบริการการศึกษา มรภ.รำไพพรรณี ออกแนะ แนวเชิงรุก ณ โรงเรียนวังจันทร์วิทยา จังหวัดระยอง โรงเรียนคิชฌกูฏวิทยา จังหวัดจันทบุรี และโรงเรียนทัพราชวิทยา จังหวัดสระแก้วโดยเป็นการให้ความรู้แก่นักศึกษา เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ในปีการศึกษา 2563

ด้านคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเริญ คังคะศรี กล่าวว่า การแนะแนวเชิงรุก เป็นอีกโอกาส ที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/เทียบเท่า มีโอกาสได้รับข้อมูล และการสื่อสารโดยตรง จากอาจารย์ผู้ไปแนะแนว ทำให้เกิดความมั่นใจ ในคณะที่ตนเองสนใจ สอบถามเพิ่มเติมมากขึ้น

ทั้งนี้หลักสูตรการเรียนคณะนิเทศศาสตร์ ผลิตบัณฑิตเน้นปฏิบัติ และป้อนสู้ตลาดแรงงานอาเซียน ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัจจุบัน ในขณะนี้ เปิดรับสมัครเรียนในระดับปริญญาตรีรอบโควตา ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2662

ภาพ/ข่าว สุปราณี  แก้วหุง ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นครนายก – การแข่งขันทักษะฝีมือสายสัญญาณชิงถ้วยพระราชทาน

อินเตอร์ลิ้งผนึกกำลังภาครัฐ จัดการแข่งขันทักษะฝีมือสายสัญญาณปี 7 ชิงถ้วยพระราชทาน “Cabling Centest 2019” สุดยอดเวทีการแข่งขันยกระดับฝีมือสู่เวทีระดับโลก

          ที่ห้องประชุมราชพฤกษ์ ชลพฤกษ์รีสอร์ท อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก นายอุดมเขต ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ได้เป็นประธานในพิธีเปิดจัดการแข่งขันทักษะฝีมือสายสัญญาณปี 7 ชิงถ้วยพระราชทาน “Cabling Centest 2019” สุดยอดเวทีการแข่งขันยกระดับฝีมือสู่เวทีระดับโลก พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการประกวด

         โดยมีนายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการและกรรม การผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้ง คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)และนายณัฐวุฒิ ปิ่นทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร ร่วมแสดงความยินดี

         ทั้งนี้ทางบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดโครงการแข่งขันฯ ขึ้น เพื่อยกระดับการพัฒนาทักษะของนักศึกษาของประเทศไทย ในการต่อยอดและเปิดโอกาสให้นักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี และระดับอาชีวศึกษาทั่วประเทศได้เรียนรู้เทคโนโลยีสายสัญญาณที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน ผ่านกิจกรรมการอบรมและแข่งขัน โดยการคัดเลือกตัวแทนจากทุกภาคเข้าแข่งขันในรอบสุดท้าย ชิงถ้วยพระราชทาน พร้อมเงินรางวัลกว่า 400,000 บาทและเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในเวทีระดับโลกต่อไป

  • สำหรับผู้ชนะเลิศการแข่งขันรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายนัฐพล เทียนชัยภูมิ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ นายณรงฤทธิ์ พูลสวัสดิ์ จากวิทยาลัยการอาชีพนครศรีธรรมราช
  • รองชนะเลิศอันดับ
  • ที่ 2 ได้แก่ นางสาวชื่นนภา มีพูล จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ร่วมส่งมอบปอด แห่งใหม่ Pocket Park กลางชุมชนข้างวัดสุคันธาราม

         วันนี้ 22 พ.ย.62 พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วยผู้บัญชาทหารบก ได้เป็นประธาน มอบสวน “ Pocket Park ” ปอดแห่งใหม่ ตามกิจกรรมปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากไร้ และด้อยโอกาสภายในชุมชนแออัดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร นั้นเป็นการสนับสนุนโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างสุขอนามัยที่ดีให้ประชาชนในชุมชนแออัดกลางชุมชนข้างวัดสุคันธาราม เขตดุสิต แขวงจิตรลดากรุงเทพ โดยมี พล.ท.ธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ตลอดจนผู้แทนหลายหน่วยงาน ประชา ชนเข้าร่วมกิจกรรม

          ตามที่อยากให้เกิดความร่มรื่นไว้ในใจกลางชุมชนให้กับผู้พักอาศัยใน เขตกรุงเทพมหานคร โครงการดังกล่าวได้ดำเนินโครงการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากจน และด้อยโอกาสตามชุมชนแออัด โครงการนี้ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการผ่านมาแล้ว 1 ปี ( โดยเริ่มตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2561 ถึง 30 กันยายน 2562 ) ขณะนี้ได้เริ่มขยายระยะเวลาในการดำเนิน โครงการ ทำดีด้วยหัวใจ ออกไปอีกต่อเนื่องไปในปี 2563 ขณะนี้ส่งมอบสวนที่เสร็จแล้ว ทั้งหมด 19 สวน

         พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วยผู้บัญชาทหารบก กล่าวว่า สำหรับการจัดภูมิทัศน์สวนในครั้งนี้ มีการปลูกต้นไม้ดอก ไม้ประดับ นำโต๊ะเก้าอี้หินอ่อนมาวาง เพื่อให้ประชาชนได้มีที่พักผ่อนหย่อนใจ มีพื้นที่ออกกำลังกาย นอกจากกิจกรรมสร้างพื้นที่สีเขียว สร้างปอดใจกลางชุมชนดังกล่าวแล้ว สวนนงนุชพัทยา ยังได้ทาสีบริเวณรอบๆให้เกิดความสดใส สวยงาม ให้กับชุมชนอีกด้ว จึงต้องขอขอบคุณ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา และ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริษัทซีพีออล จำกัดมหาชน ที่ให้การสนับสนุนโครงการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่าได้รับการประสานจากกองทัพบก ให้ช่วยมาจัดพื้นที่ตามชุมชนต่างๆ สวนนงนุชพัทยา ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการเข้าปรับปรุงพื้นที่ในแต่ครั้ง จาก บริษัทซีพี ออล จำกัดมหาชน และได้ดำเนินการมาแล้ว จำนวน 18 สวน ใน 18 พื้นที่ของชุมชนแออัด ซึ่งสวนที่จะส่งมอบในครั้งนี้เป็นสวนที่ 19นอกจากนี้แล้วสวนอื่นๆของชุมชนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทางสวนนงนุชพัทยา และ บริษัทซีพี ออล จำกัดมหาชน ก็พร้อมจะร่วมมือจากกองทัพอภาคที่1 ถ้ามีการประสานขอความช่วยเหลือในการจัดสวนตามชุมชนก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323

นักปั่นกว่า 3,000 ชีวิต ร่วมสร้างปรากฏการณ์ใน “Bangkok Bank CycleFest 2019”

นักปั่นกว่า 3,000 ชีวิต ร่วมสร้างปรากฏการณ์ใน “Bangkok Bank CycleFest 2019” การแข่งขันจักรยานนานาชาติแนวไลฟ์สไตล์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีที่พัทยา

พัทยา- วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 การแข่งขันจักรยานนานาชาติ Bangkok Bank CycleFest 2019 ระเบิดความยิ่งใหญ่อีกครั้งเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ด้วยจำนวนนักปั่นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งมากกว่า 3,000 คน ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2562 ณ สยามคันทรีคลับ พัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมเหล่า เซเลบริตี้ที่มาร่วมสร้างสีสันความสนุกสนานกับบรรดาผู้แข่งขันอย่างใกล้ชิด ทั้ง โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร, หวานหวาน-อรุณณภา พาณิชจรูญ, กอล์ฟ-สุรัมภา หยกโชติสกุล, มิ้นท์-วณิชชา กาญจนอภิรักษ์ และ อีวาน บาสโซ อดีตแชมป์จิโรดีตาเลีย 2 สมัย ซึ่งรับหน้าที่แอมบาสเดอร์ของงานในปีนี้

          นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารในฐานะผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันจักรยานนานาชาติ Bangkok Bank CycleFest 2019 มีความตั้งใจนำเสนอการปั่นจักรยานแนวไลฟ์สไตล์ที่จัดขึ้นด้วยด้วยแนวคิด “Ride for All” เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้สนใจทั่วไปได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ช่วงเวลาดีๆ ในวันหยุด บนเส้นทางปั่นจักรยานแบบปิดซึ่งมีความปลอดภัย พร้อมกับทัศนียภาพที่สวยงามของสยามคันทรีคลับ พัทยา โดยในปีนี้ได้จัดแบ่งประเภทการแข่งขันอย่างหลากหลาย
ทั้งรูปแบบการปั่นแบบจับเวลาแบบเดี่ยวและแบบทีม การปั่นแบบวิบาก จนถึงการปั่นเพื่อออกกำลังกายเพื่อเป็นกิจกรรมสันทนาการร่วมกับเพื่อนหรือครอบครัวได้เช่นกัน

          “ปัจจุบันการปั่นจักรยานเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในประเทศไทย เนื่องจากเหมาะสำหรับเป็นกิจกรรมและการออกกำลังกายสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ช่วยเสริมสร้างสุขภาพ ตลอดจนสามารถเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัว และบุคคลรอบข้างได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของธนาคารกรุงเทพที่ต้องการเป็นเสมือน “เพื่อนคู่คิด” ให้กับลูกค้าและสังคมไทย ด้วยการสนับสนุนกิจกรรมลักษณะนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งลูกค้าและผู้สนใจทั่วไป สามารถเข้าร่วมกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย ควบคู่กันไปกับการเลือกใช้บริการกับธนาคารกรุงเทพที่ช่วยดูแลสุขภาพทางการเงินของคนไทยด้วย ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าการจัดงาน Bangkok Bank CycleFest 2019 ครั้งนี้ได้รับการตอบรับที่ดี มีนักปั่นทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างับคั่งกว่า 3,000 คน” นายทวีลาภ กล่าว

          นอกจากนี้ ผู้สมัครร่วมกิจกรรมยังมีโอกาสได้ร่วมแบ่งปันความสุขสู่สังคมผ่านงาน Bangkok Bank CycleFest 2019 อีกด้วย โดยค่าสมัครร่วมกิจกรรมแบบ Family Ride จะถูกรวบรวมเพื่อบริจาคให้แก่ศิริราชมูลนิธิ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและรักษาผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ของโรงพยาบาลศิริราช ขณะเดียวกันผู้สมัครแข่งขันในประเภทอื่นๆ ก็สามารถร่วมสมทบทุนได้ในขั้นตอนการสมัครออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์เช่นกัน ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้สามารถระดมทุนในการบริจาคได้กว่า 480,000 บาท

         สำหรับการแข่งขันจักรยาน Bangkok Bank CycleFest 2019 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยครั้งนี้แบ่งการแข่งขันจักรยานออกเป็น 7 ประเภทเพื่อตอบโจทย์นักปั่นทุกเพศทุกวัยและทุกระดับความสามารถ โดยมีระยะทางตั้งแต่ 12 – 62 กิโลเมตร โดยมีทั้งการปั่นจับเวลาประเภทบุคคลสำหรับนักปั่นมืออาชีพ การปั่นแบบวิบากสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแข่งขันแบบสมบุกสมบัน การปั่นจับเวลาประเภททีมที่ทุกคนต้องร่วมกันแข่งขันกับเวลา รวมไปถึงการปั่นแบบ Family Ride เพื่อความสนุกสนาน สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมกิจกรรมโดยไม่แข่งขันหรือจับเวลา

         ภายในงานยังมีกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนอีกหลากหลายรูปแบบ ทั้งการแสดงดนตรี โซนอาหารและเครื่องดื่ม, โซนออกบูธอุปกรณ์จักรยานแบรนด์ดัง, โซน BMX Pump Track สไตล์ผาดโผน ให้ทดลองเล่นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

          ซึ่งงานจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2562 ณ สยามคันทรีคลับ พัทยา พร้อมเหล่าเซเลบริตี้ที่มาร่วมสร้างสีสันความสนุกสนานกับบรรดาผู้แข่งขันอย่างใกล้ชิด ทั้ง โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร, หวานหวาน-อรุณณภา พาณิชจรูญ, กอล์ฟ-สุรัมภา หยกโชติสกุล, มิ้นท์-วณิชชา กาญจนอภิรักษ์ และ อีวาน บาสโซ อดีตแชมป์จิโรดีตาเลีย 2 สมัย ซึ่งรับหน้าที่แอมบาสเดอร์ของงานในปีนี้
 
          โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร กล่าวว่า “การแข่งขันใน Bangkok Bank CycleFest ถือว่ามีความท้าทายเป็นอย่างมากในเรื่องของเส้นทางการปั่น ถือว่าเป็นการจัดงานการแข่งขันที่ดีอีกรายการหนึ่ง โยชอบรูปแบบสนามแข่งขันที่ไม่ได้มีแค่ทางเรียบ แต่มีทั้งทางลาดและทางชัน จึงช่วยฝึกฝนศักยภาพของนักกีฬาได้ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ”
 
          กอล์ฟ-สุรัมภา หยกโชติสกุล กล่าวเสริมว่า “กอล์ฟได้มาร่วมแข่งขันรายการนี้ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วในประเภทจับเวลาแบบทีม ซึ่งสนุกมาก ทั้งยังได้ท้าทายความสามารถของตัวเองและทีมเพื่อผ่านเข้าเส้นชัยให้ได้ เราเตรียมตัวและฝึกซ้อมอย่างหนัก ล่วงหน้าหลายเดือนเพื่อให้พร้อมสำหรับการแข่งขัน ซึ่งงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การแข่งขันปั่นจักรยานเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญคือการสร้างความสามัคคีและมิตรภาพของทีม ในช่วงเวลาที่เราต้องฟันฝ่าอุปสรรคร่วมกันเพื่อคว้าชัยชนะในการแข่งขันที่ตื่นเต้นและท้าทายนี้”
 
          มิสวินนี่ เฮง รองประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า “เราขอขอบคุณธนาคารกรุงเทพและพันธมิตรทุกท่าน ที่ได้ร่วมสนับสนุนการแข่งขันจักรยานนานาชาติประจำปีครั้งยิ่งใหญ่ของเมืองไทย Bangkok Bank CycleFest 2019 ในปีนี้ ด้วยการนำเสนอประเภทการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในงาน ความสนุกสนานและประสบการณ์ความบันเทิงไว้ในงานเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้งานปีนี้สามารถดึงดูดนักปั่นจักรยานทุกเพศทุกวัยจำนวนหลายพันคนให้มาร่วมเฉลิมฉลองความชื่นชอบด้านกีฬา และสร้างแรงบันดาลใจสู่การมีไลฟ์สไตล์ที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงสำหรับทุกคน”
 
          สำหรับ การแข่งขันจักรยานนานาชาติ Bangkok Bank CycleFest 2019 สนับสนุนโดยธนาคารกรุงเทพ โดยมีพันธมิตรหลักได้แก่ สยามไดกิ้นเซลส์, แอโรมีเดีย กรุ๊ป, และได้รับการสนับสนุนจาก เอเต้ ไอศกรีม, เจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง, สปริงเคิล, ทรีซิกตี้ไฟว์, อันเดอร์ อาร์เมอร์, ยู ไทม์, กรุงเทพประกันภัย, สยามแอ็ทสยาม ดีไซน์โฮเทล พัทยา, ไบค์แอนด์บอดี้, เจเจ โปร เพอร์ฟอร์แมนซ์ เซ็นเตอร์, ชิมาโน่, สปอร์ต ไบซิเคิล และ เวิล์ด ไบค์

พัทยา จ.ชลบุรี /โยธิน พรมแตง
-คัมภีร์ อาบสุวรรณ์-วิรัตน์ ขำแตร-ศิระ แย้มตระกูล *086-1499878

ลพบุรี – สลด 3 นักศึกษาขี่จักรยานยนต์ ชนท้ายกระบะตาย 2 สาหัส 1

3 นักศึกษา ขับจี่จักรยานยนต์ซ้อน 3 มาด้วยความเร็ว กระ บะเบรกกะทันหันอัดชนท้ายอย่างจังเสียงดังสนั่น สุดท้ายสังเวยชีวิต ด้วยความเร็ว 2 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย

         วันที่ 21 พ.ย. 62 ตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าหิน ได้รับแจ้งว่ามีเหตุ รถจักรยานยนต์ชนท้ายรถยนต์กระบะ ที่ถนนสายลพบุรี – บ้านแพรก หมู่ที่ 3 ตำบลโพธิ์เก้าต้น อ.เมืองลพบุรี ในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำนวน 3 ราย หลังจากที่ได้รับแจ้งได้รีบเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ชีพโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลพบุรี

         ที่เกิดเหตุเป็นถนนสองเลน พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีน้ำเงิน-ดำ หมายเลขทะเบียน ขกล502 ลพบุรี ล้มคว่ำอยู่ข้างถนนในสภาพด้านหน้าพังยับเยิน ใกล้กันพบผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวน 3 ราย ทราบว่าทั้งหมดได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยาน ยนต์ มาตามเส้นทางดังกล่าวมุ่งหน้าตัวเมืองลพบุรี กู้ชีพ รพ. และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ปั้มหัวใจก่อนนำตัวส่งไปให้แพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราชให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

         หน้ารถจักรยานยนต์พบรถยนต์กระบะยี่ห้อทาทา สีขาว หมายเลขทะเบียน บธ9649 สระแก้ว มีนายจักรกฤษณ์ ภูศรีชัย อายุ 27 ปี เป็นคนขับ จอดรอให้การกับเจ้าหน้าที่อยู่ โดยนายจักรกฤษณ์ ให้การว่าก่อนเกิดเหตุในครั้งนี้ตนเองได้ขับรถมาตามเส้นทางดังกล่าวมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองลพบุรีเช่นกัน รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวได้วิ่งจี้ท้ายมาด้วยความเร็ว เมื่อมาถึงจุดที่เกิดเหตุได้มีรถยนต์กระบะอีกคันที่วิ่งอยู่มาด้านหน้าได้เบรกกะทันหัน และเลี้ยวขวาข้ามสะพานอย่างกระชั้นชิด ตนเองจึงได้เบรกจนตัวโก่ง จึงทำให้รถจักรยายนต์ที่วิ่งตามมาเบรกไม่ทัน ได้หักหลบออกทางซ้ายมือ ชนท้ายอย่างจังจนกระเด็นตกรถทั้ง 3 ราย ทำให้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

          จากการตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บชื่อ นายพงษ์วรี หงส์ถึง อายุ 19 ปี นายณัฐวุฒิ สืบวงษ์ตระกูล อายุ 21 ปี และนายกฤษณพงศ์ ใจดี อายุ 18 ปี คนขับ ซึ่งนายณัฐวุฒิ สืบวงษ์ และนายกฤษณพงศ์ ใจดี ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก ได้เสียชีวิตที่ รพ. โดยทั้งหมดเป็นนักศึกษาของสถานศึกษาสังกัดอาชีวะแห่งหนึ่งในตัวเมืองลพบุรี

ภาพ/ข่าวกฤษณ์ ลพบุรี 0890899090
โยธิน พรมแตง รายงาน

นนทบุรี – พบศพชายวัย 25 ปี จมน้ำดับปริศนาในคลอง ย่านถนนราชพฤกษ์ จนท.เร่งหาสาเหตุ

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 23 พ.ย.62 พ.ต.ต.จุมพลภัทร์ หันทะนันต์ สารวัตรเวรสอบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี พร้อมเจ้าหน้า ที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากได้รับแจ้งมีผู้พบชายเสียชีวิตจมอยู่ในน้ำ บริเวณข้างทางเลียบคลองมหาดไทย หมู่ 2 ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด จากนั้นจึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รุดตรวจสอบ

         ที่เกิดเหตุพบร่างของชายอายุประมาณ 25 ปี ลักษณะลำตัวท่อนบนตั้งแต่เอว ไปถึงศรีษะจมอยู่ในน้ำ ท่อนล่างโผล่ขึ้นมาพาดอยู่ริมตลิ่ง สวมใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีดำ กางเกงยีนส์ขาสั้นเขียว และยังพบรถ จยย.ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน-ดำ ทะเบียน 9 กย 3542 กทม จอดอยู่ริมถนนซึ่งเป็นของผู้เสียชีวิตภายในรถพบบัตรประจำตัวประชาชนระบุชื่อ นายพรชัย เมียดเตียบ อายุ 25 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ ขณะเดียวกันทางแพทย์เวรตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้าย คาดเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 3 ช.ม.

          น.ส.สนั่น ฉิมพาลี อายุ 28 ปี ผู้พบศพ เปิดเผยว่า ตนเองพักอาศัยอยู่ในโรงงานตรงจุดเกิดเหตุโดยในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น.กำลังกลับเข้าโรงงานก็สังเกตเห็นรถ จยย.คันดังกล่าวจอดอยู่ก็ไม่แปลกใจอะไรเข้าใจว่าน่าจะเป็นของคนมาตกปลาหรือมายืนปัสสาวะริมทาง กระทั่งกลับเข้าไปในโรงงานและเวลาผ่านไปประมาณ 1 ช.ม. มีคนงานมาบอกว่าพบเห็นชายจมน้ำเสียชีวิตอยู่ริมคลองหน้าโรงงานจึงออกไปดูถึงทราบว่ามีผู้เสียชีวิตจริงและรถ จยย.ที่เห็นก่อนหน้านั้นก็เป็นของผู้เสียชีวิตซึ่งสอบถามคนงานแล้วไม่ใช่เป็นคนงานภายในโรงงานอย่างแน่นอน

         เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุพร้อมกับสอบปากคำผู้พบเห็นไว้ก่อนโดยสันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตนั้นน่าจะเมาสุราและเดินลงไปทำอะไรบ้างอย่างจนเป็นเหตุให้พลัดตกลงไปในน้ำ ประกอบกับไม่มีใครพบเห็นและให้การช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังพบขวดเครื่องดื่มชูกำลังซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วเป็นกลิ่นสุราอยู่ในตระกร้าหน้ารถ จยย. อย่างไรก็ตามจะต้องเร่งประสานญาติให้ทราบ ส่วนผู้เสียชีวิตได้มอบให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติรังสิตเพื่อชันสูตรหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริง ต่อไป

ภาพ/ข่าว สาโรจน์ สว่างศรี / ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นนทบุรี