สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน ทรงวางพวงมาลาสักการะ หน้าพระโกศพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ”

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 09.24 น. สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน เสด็จ ฯ มาทรงวางพวงมาลาสักการะ หน้าพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา และทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยในสมุดหลวงแสดงความอาลัย ณ พระที่นั่งราชกรัณยสภา ในพระบรมมหาราชวัง


ยุทธการเมืองสามอ่าว ล้างบางยาเสพติดและขจัดสิ่งชั่วร้าย ของผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์

ประจวบคีรีขันธ์ – ยุทธการเมืองสามอ่าว ล้างบางยาเสพติดและขจัดสิ่งชั่วร้าย ของนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยึดยาบ้าเพิ่ม พร้อมอาวุธปืน

วันที่ 19 มิ.ย.69 เวลา 09.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก สั่งการให้นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก, นายพงศ์นรินทร์ สุขประเสริฐ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วย สมาชิก อส.อ.สังกัด ร้อย อส.อ.ทับสะแกที่6 จำนวน 3 นาย และกำลังชุดปฎิบัติการล้างบางยาเสพติดอำเภอทับสะแก ประกอบด้วย นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง, นายวุฒิชัย อำนวยผล ผญบ.ม.8 ตำบลอ่างทอง, นางโนรี ฉัตรบรรยงค์ ผญบ.ม.4 ตำบลแสงอรุณ, นายฉัตรชัย ฝักเล็ก ผญบ. ม.1 ตำบลห้วยยาง กวดขันการลักลอบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามคำสั่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และกระทรวงมหาด ไทย โดยได้ติดตามข้อมูลการขยายผลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก

ผลการปฏิบัติ ตามข้อมูลเพื่อการขยายผลพบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 1 ราย คือ จับกุม นายศักดิ์ชัย(ขอสงวนนามสกุล) ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลทับสะแก อำเภอทับ สะแก แต่มาอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 93/8 หมู่ที่4 ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก พร้อมด้วยของกลาง

  1. ยาเสพติดให้โทษ ประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 166 เม็ด
  2. อาวุปืนสั้นชนิดกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม ยี่ห้อ CZ เลขหมายประจำปืน A315809 จำนวน 1กระบอก
  3. เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 7 นัด
  4. ซองบรรจุกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนสั้นยี่ห้อ CZ รุ่น 75 P-01 จำนวน 1 ซอง
  5. รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีเทาคันหมายเลขทะเบียน กพ 347 ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 คัน

โดยแจ้งข้อกล่าวหา 1.จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย, 2.เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1(เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมาย, 3.มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนโดยผิดกฎหมาย สอบสวนขยายผลและนำตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางมาจัดทำบันทึกการจับกุม และส่ง พงส.สภ.ห้วยยาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


//////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

SSI–TCRSS ผนึก NEA ร่วมโครงการศึกษา ไฮโดรเจนสีเขียวสำหรับผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ

ประจวบคีรีขันธ์ – SSI–TCRSS ผนึก NEA ร่วมโครงการศึกษา ไฮโดรเจนสีเขียวสำหรับผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (SSI) และบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) (TCRSS) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสเอสไอ ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LoI) ภายใต้โครงการ “การศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตเหล็กสีเขียวสำหรับประเทศไทย” (Feasibility Study of Green Steel Production for Thailand) กับบริษัท นูมาน แอนด์ เอสเซอร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (NEA) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ในการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Green Steel) ในประเทศไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปสู่การผลิตเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการดังกล่าวครอบคลุมการศึกษาทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างฐานองค์ความรู้สำหรับสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการพัฒนาโครงการไฮโดรเจนสีเขียวในอนาคต ตลอดจนส่งเสริมความตระ หนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนสีเขียวในภาคตลาดและอุตสาหกรรมของไทย นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมไทย–เยอรมนี เพื่อผลักดันนวัตกรรมและความร่วมมือด้านไฮโดรเจนสีเขียวในอนาคต พร้อมต่อยอดสู่การเป็นโครงการนำร่องในภาคอุตสาหกรรม ที่สามารถขยายผลและพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายหลังพิธีลงนาม บริษัทในกลุ่มเอสเอสไอได้นำเสนอภาพรวมองค์กร การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเหล็กสีเขียว รวมถึงภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมนำคณะผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมโรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นของ TCRSS เพื่อศึกษากระบวนการผลิต เครื่องจักร และแนวทางการบูรณาการไฮโดรเจนสีเขียวเข้าสู่กระบวนการผลิตเหล็กสีเขียวของบริษัท อันเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กสู่การผลิตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

จนท.อช.แก่งกระจาน รวบพรานป่าลอบล่าเลียงผา สัตว์ป่าสงวนป่ามรดกโลก เร่งขยายผลติดตามตัวอีก 1 หลังเผ่นหนี เจอข้อหาหนัก คุก 10 ปี ปรับ 1 ล้าน

จนท.อช.แก่งกระจาน รวบพรานป่าลอบล่าเลียงผาสัตว์ป่าสงวนป่ามรดกโลก เร่งขยายผลติดตามตัวอีก 1 หลังเผ่นหนี เจอข้อหาหนัก คุก 10 ปี ปรับ 1 ล้าน

วันที่ 19 มิ.ย.69 นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า คณะพนักงานเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ออกลาดตระเวนพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติอก่งกระจาน ตามที่ได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มพรานเข้าไปล่าสัตว์ในบริเวณพื้นที่อุทยานฯ โดยเริ่มลาดตระเวนจาก หมู่9 บ้านปางไม้ (ป่ารวก) ต.ป่าเด็ง ออกไปทาง ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ ร่วม 4 วัน 3 คืน คณะเจ้าหน้าที่ได้เดินสำรวจตามเส้นทาง จนมาถึงพิกัด 47P 0553885 N 1400097 เจ้าหน้าที่พบเส้นทางต้องสงสัยจึงได้ทำการดักซุ่ม ก่อนพบบุคคลต้องสงสัย จำนวน 2 ราย เจ้าหน้าที่จึงทำการปิดล้อมเข้าแสดงตัว โดยสามารถจับกุมได้ 1 ราย ส่วนอีก1 รายหลบหนีไปได้

ก่อนทำการตรวจค้นบริเวณจุดเกิดเหตุ พบซากเลียงผา สัตว์ป่าสงวน เพศผู้ โตเต็มวัย 1 ซากตรวจสอบพบรอยกระสุนปืน ขนาด .22 มม. บริเวณซอกขาหน้าด้านขวา กระสุนทะลุเจาะปอด เลือดตกใน และพบรอยสันมีดบริเวณหน้าผาก ผู้ก่อเหตุทราบชื่อคือนายพุเบะ ไม่มีนามสกุล เป็นชาวกะหร่างที่มาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านปกาเกอะญอ (ป่าเด็งใต้) ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยอาศัยอยู่มาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว

จากการสอบสวนทราบว่า นายพุเบะวันที่เกิดเหตุตนได้เข้ามาล่าสัตว์กับนายจอแอะ โดยนัดหมายเข้ามาล่าสัตว์ตั้งแต่เช้า และได้ยิงเลียงผาในช่วงสายๆ โดยนายจอแอะที่เป็นลุงเป็นคนยิง และนำเลียงผามาแช่น้ำไว้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มาตรวจพบและถูกจับกุม

เบื้องต้น แจ้งข้อหา ร่วมกันล่าสัตว์ป่าสงวน ในเขตอุทยานแห่งชาติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหารชุดเฉพาะกิจทับพญาเสือ สภ.แก่งกระจาน และอุทยานฯ จะทำการ ขยายผลตรวจค้นพยานหลักฐาน จับกุมผู้ร่วมกระทำผิด มาดำเนินคดีต่อไป


///////////บรรณรต จ.เพชรบุรี

ประมงร่วมกับหลายภาคส่วน เปิดปฏิบัติการกำจัดปลาหมอคางดำลอยเกลื่อนคลองริมหาดชะอำได้กว่า 3 ตัน

เพชรบุรี – ประมงร่วมกับหลายภาคส่วนเปิดปฏิบัติการกำจัดปลาหมอคางดำลอยเกลื่อนคลองริมหาดชะอำได้กว่า 3 ตัน

วันที่ 18 มิถุนายน 69 นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ พร้อมด้วย นายประจวบ เจี่ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี นำเจ้าหน้าที่ สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี อำเภอชะอำ หน่วยงานสังกัดกรมประมงจังหวัดเพชรบุรี เรือนจำกลางเพชรบุรี ผู้นำชุมชน ชาวประมง ทีมอาสาสมัครกำจัดปลาหมอคางดำเพชรบุรี ผู้แทนหน่วยงานภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมทำกิจกรรมลงแขกลงคลองกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในพื้นที่คลองบ่อเคี๊ยะ ชุมชนห้วยทรายใต้ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ให้มีประสิทธิภาพและเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ตามมาตรการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด และการนำปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ ภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ผลการดำเนินงานสามารถจับปลาหมอคางดำได้ จำนวน 3,121 กิโลกรัม ก่อนส่งมอบให้เรือนจำกลางเพชรบุรี นำไปผลิตเป็นน้ำปลา และส่งมอบให้ชาวประมง และทีมอาสาสมัครกำจัดปลาหมอคางดำ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

นายประจวบเจียงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า วันนี้ประมงร่วมกับภาคีเครือข่ายอาสาสมัครกำจัดปลาหมอคางดำร่วม30 คน ร่วมทำกิจกรรมลงแขกลงคลองกำจัดปลาหมอคางดำ ภายในแหล่งน้ำธรรมชาติคลองบ่อเคี๊ยะ จากการสำรวจพบว่าของภายในคลองบ่อเคี๊ยะพบปลาหมอคางดำจำนวนหนาแน่นเต็มคลอง จึงระดมกำลังเครือข่ายมาร่วมกันกำจัดปลาหมอคางดำ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบนโยบาย กำกับพื้นที่ การกำจัดออกจากแหล่งน้ำ และการนำไปใช้ประโยชน์ ครั้งนี้ประมงได้ประสานกับผู้ประกอบการเลี้ยงปลากะพงขาวในพื้นที่ ให้รับซื้อปลาหมอคางดำส่วนนึงเพื่อนำไปเป็นอาหารปลากะพงขาวที่เพาะเลี้ยงอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งคาดว่าจะใช้ อาทิตย์ละ 1 ตัน ส่วนที่เหลืออีก 2ตัน จะนำส่งแพผู้รวบรวมปลาหมอคางดำ ส่งโรงงานอาหารปลาป่นที่จังหวัดสมุทรสาคร

การจัดกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการมาแล้วเป็นครั้งที่ 59 ของจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งคาดว่าทำให้ปลาหมอคางดำเบาบางและอยู่ในความควบคุมได้ โดยอาศัยจำนวนการจับหลายครั้งในการกำจัดในแหล่งน้ำเพื่อควบคุม และกำจัดประชากรปลาหมอข้างดำให้หมดไป ปลาหมอข้างดำมีการแพร่ระบาดได้เร็ว หากทำให้ตกใจหรือมีภัย ปลาหมอคางดำจะพ่นไข่ออกจากปากทันที โดยหลังจากกำจัดไปแล้ว1 สัปดาห์ คิดว่าเครื่องมือใดๆ ก็ไม่สามารถดำเนินการจับปลาหมอคางดำตัวเล็กๆได้เพราะมีขนาดเล็ก จึงจะนำกากชามาโรยใส่ลูกปลาตัวเล็กๆให้ทั่วคลองเพื่อกำจัด ฝากถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่มาช่วยกันจับนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อร่วมกันกำจัดให้หมดไป



//////////////// บรรณรต จ.เพชรบุรี

ภายใต้ยุทธการเมืองสามอ่าว ล้างบางยาเสพติด และการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและสิ่งชั่วร้าย ภายใต้แนวคิด “4 ย” (เยี่ยมเยียน แยกแยะ หยุดยั่งและยั่งยืน) ของ ผู้ว่าฯประจวบคีรีขันธ์

ประจวบคีรีขันธ์ – ภายใต้ยุทธการเมืองสามอ่าว ล้างบางยาเสพติด และการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและสิ่งชั่วร้าย ภายใต้แนวคิด “4 ย” (เยี่ยม เยียน แยกแยะ หยุดยั่งและยั่งยืน) ของ ผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.69 เวลา 13.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก สั่งการให้ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก นายพงศ์นรินทร์ สุขประเสริฐ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วย สมาชิก อส.อ.สังกัด ร้อย อส.อ.ทับสะแกที่ 6 และกำลังชุดปฎิบัติการล้างบางยาเสพติดอำเภอทับสะแก ประกอบด้วย 1.นายชลิต เพชรดี กำนันตำ บลอ่างทอง 2.นายวุฒิชัย อำนวยผล ผญ.ม.8 ตำบลอ่างทอง 3.นางสาวอัมราพร บุญเสริม ผญ.ม.5 ตำบลอ่างทอง 5.นายจักรรินทร์ รวยรื่น ผช. ผญ.ม.8 ตำบลอ่างทอง ได้กวดขันการลักลอบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพตามคำสั่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และกระทรวงมหาดไทย โดยได้ติดตามข้อมูลการขยายผลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลอ่างทอง

ผลการปฏิบัติ ตามข้อมูลเพื่อการขยายผลพบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 1 ราย คือ นายตันติยาฯ(ขอสงวนนามสกุล)ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแกพร้อมด้วยของกลาง

  1. ยาเสพติดให้โทษ ประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 1,202 เม็ด กับ เป็นชิ้น น้ำหนัก จำนวน 1 กรัม
  2. กระเป๋าพลาสติกแบบมีซิปรูดปิด เปิด ได้ จำนวน 1 ใบ

โดยแจ้งข้อกล่าว จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า)โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมาย

สอบสวนขยายผลและนำตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางมาจัดทำบันทึกการจับกุม และส่ง พงส.สภ.ทับสะแก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์

กกต.จัดประชุมจังหวัด 77 สานพลังยกระดับสื่อสารเลือกตั้ง “แสวง” ย้ำระบบเลือกตั้งไทยโปร่งใสที่สุด

กกต.จัดประชุมจังหวัด 77 สานพลังยกระดับสื่อสารเลือกตั้ง “แสวง” ย้ำระบบเลือกตั้งไทยโปร่งใสที่สุด

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดกิจกรรม สานพลังภาคีเครือข่ายต่อยอดกลยุทธ์สื่อสารการเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 17-19 มิถุนายน 2569 ที่ ห้องวายุภักษ์ 2 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ช่วงเช้า ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร ได้บรรยายกิจกรรมสานพลังภาคีเครือข่ายต่อยอดหลยุทธ์สื่อสารการเลือกตั้ง โดยมีเครือข่ายประชาสัมพันธ์และสื่อ มวล ชนจากทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุมอบรม เพื่อยกระดับการสื่อสารข้อมูลการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนยิ่งขึ้น

ต่อมาช่วงบ่าย นายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรม โดยมีนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวรายงาน และบรรยายหัวข้อ อำนาจ บทบาท หน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายพลวัตน์ พิรติชัยธนกุล ผู้เชี่ยวชาญประจำกรรมการการเลือกตั้ง และ นางสาวสุทธดา คงเดชา ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวน 1บรรยายการเลือกตั้งหาเสียงอย่างที่ไม่ผิดกฎหมาย และนายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายชาตรี จันทร์เพ็ญ เลขานุการกรรมการการเลือกตั้ง ผู้บริหารสำนักงาน กกต. เจ้าหน้าที่ด้านประชาสัมพันธ์ และภาคีเครือข่ายสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การประชุมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ (กกต.) แต่ละจังหวัด ประชาสัมพันธ์สำนัก งาน กกต.ประจำกรุงเทพมหานคร รวมถึงตัวแทนสื่อมวลชนและภาคีเครือข่ายจังหวัดละ 3 คน รวมทั้งสิ้น 231 คน เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจของ (กกต.) กฎ หมาย ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติด้านการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อนำไปพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารการเลือกตั้งให้เข้าถึงประชาชนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ทางสำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าระบบการเลือกตั้งของประ เทศไทยมีความโปร่งใสที่สุด แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากคนไม่ใช่ระบบ พร้อมระบุว่า กฎหมายไม่ได้ห้ามประชาชนหรือผู้สนใจเข้าร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนน หากพบเห็นความผิดปกติสามารถทักท้วงได้ทันทีในขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ปล่อยให้ผ่านพ้นไปแล้วจึงระดมผู้คนออกมาตั้งข้อสงสัยภายหลังว่าไม่โปร่งใส

ประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ ปัจจุบันสำนักงาน กกต.ยังมีสำนวนคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณามากกว่า 2,000 คดี โดยมีการทยอยพิจารณาเฉลี่ยวันละ 3–4 เรื่อง สะท้อนถึงภารกิจด้านการสืบสวนสอบสวนที่ยังคงมีปริมาณงานจำนวนมาก

จากนั้น นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้บรรยายหัวข้อ “การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง สรุปการประชุม ในการประชุมในวันแรก เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องของพรรคการเมืองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป


////////#ทีมข่าวภาคตะวันตกรายงาน ภาพ-ข่าว

ประจวบฯ เปิดตัวมหกรรม “Wellness Tourism 2026” ดันเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่ระดับนานาชาติ ผสานกีฬา ดนตรี ศิลปวัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน

ประจวบคีรีขันธ์ – เปิดตัวมหกรรม “Wellness Tourism 2026” ดันเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่ระดับนานาชาติ ผสานกีฬา ดนตรี ศิลปวัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน

เมื่อช่วงวันนี้ (16 มิ.ย.69) ที่ หาดทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวมหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “Wellness Tourism 2026” พร้อมด้วย ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายนพพล สุกิจปาณีนิจ นายอำเภอกุยบุรี และ นายสุวิทย์ อินกงลาด ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมแถลงถึงแนวทางการจัดกิจกรรม และการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่การเป็นเมืองแห่งสุขภาวะอย่างยั่งยืน

การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ (Wellness Destination) ที่สำคัญของประเทศไทย และรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในอนาคต

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ชายหาดที่สวยงาม อาหารทะเลคุณภาพสูง รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญในการต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการจัดมหกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ ทั้งกลุ่มสินค้า OTOP ภาคเกษตร ประมง และธุรกิจบริการด้านสุขภาพ

สำหรับการจัดงานในปีนี้กำหนดขึ้นใน 2 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย กิจกรรมครั้งที่ 1 ณ หาดทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี ระหว่างวันที่ 26–28 มิถุนายน 2569 ภายใต้บรรยากาศชายหาดธรรมชาติที่สวยงาม โดยมีกิจกรรมเด่น อาทิ ปั่นจักรยานเลียบชายทะเลระยะทาง 40 กิโล เมตร กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และเสวนาด้าน Wellness Economy

ส่วน กิจกรรมครั้งที่ 2 ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 3–5 กรกฎาคม 2569 จะเน้นกิจกรรมด้านสุขภาพใจและไลฟ์สไตล์คนเมือง อาทิ การแข่งขันวิ่ง Night Run ระยะ 5 และ 10 กิโลเมตร โซนอาหารเพื่อสุขภาพ นิทรรศการศิลปะและภาพ ถ่าย ตลอดจนพื้นที่พักผ่อนและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะแบบครบวงจร

ภายในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์สำคัญในรูปแบบ The Sound of Wellness คอนเสิร์ตริมชายหาดและแลนด์มาร์กเมืองท่องเที่ยว ที่รวบรวมศิลปินชื่อดังของประเทศมาสร้างสีสันทุกค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น. รวมถึงการแสดงกระบองไฟและโชว์พิเศษสุดตระการตา เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังมีโซน Therapy & Wisdom ที่รวบรวมอาหารทะเลสดจากชาวประมง สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพจากชุมชน รวมถึงศาสตร์การแพทย์แผนไทย ภูมิปัญ ญาท้องถิ่น และบริการสปาเพื่อสุขภาพ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสมิติของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์คาดการณ์ว่า การจัดมหกรรมครั้งนี้จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวสายสุขภาพจากทั่วประเทศและต่างประเทศ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของจังหวัดในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับสากล พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้น ที่อย่างกว้างขวาง โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทุกประเภทได้ฟรีตลอดการจัดงาน



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

โครงการส่งเสริม ระบบการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ปีงบประมาณ 2569

โครงการส่งเสริม ระบบการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ปีงบ ประมาณ 2569

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานเปิด โครงการส่งเสริมความยั่งยืนในการพัฒนาคุณภาพระบบการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ปีงบประมาณ 2569 โดยคุณนันทวรรณ แสงโสภิต รองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล กล่าวรายงาน โครงการ ได้รับเกียรติจาก ดร. ภัทรารัตน์ ตันนุกิจ นายกสมาคมเครือข่ายพยาบาลผู้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และคณะ ร่วมเป็นวิทยากร เพื่อพัฒนาคุณภาพการพยาบาล และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการให้สารน้ำ ยา และเลือด ทางหลอดเลือดดำ (Intravenous therapy) ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ทำเนียนมากับเพื่อน เดินในตลาด!! ตร.สังขละบุรี รวบต่างด้าวชาวจีน กลางตลาด พลเมืองดีแจ้งเบาะแส

ทำเนียนมากับเพื่อน เดินในตลาด!!ตร.สังขละบุรี รวบต่างด้าวชาวจีน กลางตลาด พลเมืองดีแจ้งเบาะแส

เมื่อเวลา 05.00 น. ของวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และพ.ต.อ.สันติ พิทักษ์สกุล ผกก.สภ. สัง ขละบุรี พ.ต.ท.มนัส พร้อมศักดิ์โสภณ รอง ผกก.ป.สภ.สังขละบุรี, พ.ต.ท.ประดิษฐ์ แร่เพชร สวป.สภ.สังขละบุรี สั่งการให้ ร.ต.อ.มนเทพ สุวรรณสังข์ ร้อยเวร 20 ร่วมกับ สายตรวจรถยนต์ สายตรวจรถจักรยานยนต์ สายตรวจบ้านพระเจดีย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จว.กาญจนบุรี เจ้าหน้า ที่ตำรวจ ร้อย ตชด.134 เจ้าหน้าที่ ทหาร ฉก.ลาดหญ้า เจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครอง อ.สัง ขละบุรี ร่วมกันทำการจับกุมนายเซีย ซือ หลง (XIE ZHIYONG) อายุ 23 ปี สัญชาติ จีน พร้อมกับพวกรวม 5 คน โดยกล่าวหาว่า เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ สถานที่จับกุม บริเวณหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านพระเจดีย์สามองค์ ม.9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

โดยมีพฤติการณ์คือ ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ ได้รับแจ้งจากพล เมืองดี ว่าพบชายคล้ายคนจีนจำนวนหลายคน ได้เดินเท้าข้าวแดนมาจากประเทศเมียนมา และได้มาอยู่บริเวณหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านพระเจดีย์สามองค์ ม.9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงเข้าไปตรวจสอบ เบื้องต้นไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ จึงเชิญมาที่ สภ.สังขละบุรี และขอให้นางสาวกัญญา แก้วสว่าง เป็นล่ามแปลภาษาให้ จากการสอบถามนายเซีย ซือ หลงฯ กับพวกรวม 5 คน โดยผู้ต้อง 3 คน มีหนัง สือเดินทาง และอีก 2 คน ไม่มีหนังสือเดินทางมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่

และเมื่อสอบถามผู้ต้องหาทั้งหมด ให้ถ้อยคำผ่านล่ามว่า พวกตนพักอยู่ฝั่งประเทศเมียนมารวมกัน ประมาณ 20 วัน ก่อนเดินทางเข้ามาจากประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2569 พร้อมกัน โดยพวกตนทั้งหมดได้เดินทางด้วยเท้าข้ามแดนมาบริเวณช่องทางธรรมชาติ โดยไม่ทราบว่าเป็นบริเวณจุดใดของประเทศไทย และในเวลาต่อมาได้ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและถูกจับกุม และได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก : #รายงาน