กอ.รมน. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ เปิดโครงการ “ตู้ปันน้ำใจ” บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

กอ.รมน. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ เปิดโครงการ “ตู้ปันน้ำใจ” บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

วันนี้ (30 เมษายน 2569) เวลา 09.00 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดพิธีมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค ภายใต้โครงการ “กอ.รมน. ปันน้ำใจ บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพของประชาชน” ณ บริเวณด้านหน้า กอ.รมน. สวนรื่นฤดี กรุงเทพ มหานคร โดยมี พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ กอ.รมน. เป็นประธานในพิธี

ตั้งแต่เวลา 07.30 น. ประชาชนจากหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครทยอยเดินทางมาลงทะเบียนและรับสิ่งของอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่และเครือข่ายจิตอาสา ซึ่งได้จัดระบบการแจกจ่ายอย่างเป็นระเบียบ รวดเร็ว และครอบคลุมความต้องการของแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการ สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. (ผอ.สมท.กอ.รมน.) กำกับ ดูแล และประสานการปฏิบัติในภาพรวม ผสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดผลในทางปฏิบัติ

การดำเนินโครงการครั้งนี้ เป็นการขานรับนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่มุ่งเร่งรัดการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะเร่งด่วน

ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้กดดันต้นทุนทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน และสะท้อนโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน กอ.รมน. จึงเร่งขับเคลื่อนแนวทางเชิงรุกในระดับพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือไปถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง

สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ ได้จัดเตรียมสิ่งของอุปโภคเพื่อมอบให้ประชาชน ด้วยการบูรณาการรับการสนับสนุนจาก มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง จำนวน 1,000 ชุด พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาชน ได้แก่ สมาคมไทยซิกข์ รักษาความมั่นคงภายใน (ประเทศไทย) ชมรมนักธุรกิจไทย-อินเดีย เพื่อความมั่นคงภายใน ชมรมพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร (ชมรม พบค.) มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) และมวลชน ทสปช. ที่ร่วมกันสนับสนุนทั้งทรัพยากรและกำลังคนอย่างเข้มแข็ง

ในด้านการกระจายสิ่งของ ได้รับการสนับสนุนยานพาหนะจาก กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) จำนวน 4 คัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการลำเลียงและกระจายสิ่งของไปยังพื้นที่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังมีการบูรณาการด้วยการให้ค่าตอบแทนกับผู้ให้บริการรับ–ส่งสินค้า (Line Man) จำนวน 40 คัน เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งต่อสิ่งของไปยังผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมารับได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ได้กำหนดพื้นที่นำร่องในกรุงเทพมหานคร จำนวน 5 เขต ได้แก่ เขตจตุจักร เขตดุสิต เขตบางซื่อ เขตพระนคร และเขตคลองเตยโดยใช้กระบวนการคัดกรองในระดับพื้นที่ เพื่อมุ่งดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด และลดความซ้ำซ้อนในการให้ความช่วยเหลือ

ภายหลังพิธีมอบสิ่งของ ประธานในพิธีได้ให้สัญญาณปล่อยขบวนการกระจายสิ่งของไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนถ่ายภาพร่วมกับผู้สนับสนุนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมดูแลประชาชนในยามที่ต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

กอ.รมน. ยืนยันเดินหน้าบทบาทเป็นกลไกหลักของรัฐในการผสานพลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการดูแลประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยมุ่งหวังให้โครงการ “ตู้ปันน้ำใจ” เป็นต้นแบบของความร่วมมือที่สามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ก้าวผ่านสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างมั่นคง


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
รายงาน

“57 ปี กฟผ.” ยืนหยัดรักษาความมั่นคงพลังงาน เร่งเดินหน้าพลังงานสะอาดฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

กฟผ. ยืนหยัดเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าให้คนไทย ถอดบทเรียนวิกฤตพลังงานโลก ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า เร่งเดินหน้าพลังงานสะอาด พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและยืดหยุ่น หวังสร้างแต้มต่อการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผยถึงทิศทางการขับเคลื่อน กฟผ. เนื่องในโอกาสครบรอบ 57 ปี วันคล้ายวันสถาปนา กฟผ. ว่า กฟผ. ขอยืนหยัดเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าให้กับคนไทยท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประเทศไทยจะต้องมีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ยังตอกย้ำว่า ไทยต้องเร่งเดินหน้าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า กระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับการบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ

  • พัฒนาความแม่นยำระบบพยากรณ์ของศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) โดยนำเทคโนโลยีผสานแบบจำลองพยากรณ์หลายรูปแบบ ทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนลดลง ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
  • พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำสามารถผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานหมุนเวียนได้อย่างทันท่วงที โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติจาก ครม. ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เตรียมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 ภายในปีนี้
  • ปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน การขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาทิ สถานีไฟฟ้าแรงสูงพานทอง สถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 1 และสถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 2 จ.ชลบุรี สถานีไฟฟ้าแรงสูงระยอง 2 จ.ระยอง กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้

ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังคงแสวงหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ ไฮโดรเจน แอม โมเนีย เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนรูปแบบต่าง ๆ เพื่อคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ รวมถึงสร้างพลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ๆ เช่น ไบโอมีเทน E-methane

นอกจากนี้ กฟผ.ยังผสานความร่วมมือด้านพลังงานระดับภูมิภาคระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพิ่มปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 จากเดิม 100 เมกะวัตต์ เป็นสูงสุดไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)

สำหรับการดำเนินธุรกิจของ กฟผ. มุ่งเน้นความยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อาทิ พัฒนาวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อใช้ประโยชน์แทนการฝังกลบ เช่น คอนกรีตจากเถ้าลอย ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงดินจากฮิวมิค การแยกแบล็คแมส (Black Mass) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ควบคู่กับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วม (CSV) ดำเนิน “โครงการ 100 ปี พระบรมราชสมภพ สืบสานพระราชปณิธาน สู่ชุมชนชัยพัฒนา อุทกพัฒน์ฯ กฟผ.” ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยน้อมนำหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“จุลพันธ์ รมว.แรงงาน” ให้การต้อนรับสมาคมการจัดหางานไทยในต่างประเทศ หารือยกระดับแรงงานไทยสู่ตลาดโลก

“จุลพันธ์ รมว.แรงงาน” ให้การต้อนรับสมาคมการจัดหางานไทยในต่างประเทศ หารือยกระดับแรงงานไทยสู่ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมประสงค์ รณะนันท์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร : นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ นายชินวัฒน์ ใจกุศลสูงยิ่ง นายกสมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะกรรมการ อาทิ : นายรังสรรค์ อนันต์ ประธานที่ปรึกษา บจง. เอ.เค.แกรนด์ จำกัด, นายศุภชัย โตพิบูล อุปนายก บจง.ไทยนิจิ จินไซซัพพอร์ท จำกัด, นายกานต์ ศรีเปารยะ เลขาธิการ บจง.เทคโน-ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, นายภูกิจ ปกรณ์โกวิน นายทะเบียน บจง.ไทย ออลไรท์ คอนซัลแทนท์ แอนด์ ดีวีลอปเม้นท์, นายพีรภัทร ศรีสุขา ประชาสัมพันธ์ บจง. เอ็นเอ บางกอก จำกัด, นางสาววริฐา รัตนารักษ์ กรรมการ บจง. เค.แอล.พร็อพเปอร์ตี้ จำกัด, นายไหว่ฟง แซ่ฝง ที่ปรึกษา บจง.ไทยดีเลิศ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด, นายพิพัฒน์ นวสมิตวงศ์ ที่ปรึกษา บจง.เอสพี ลีดเดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด, นายเฟื่องฟู ชีวินมหรัตน์ ที่ปรึกษา บจง.วี ดรากอน จำกัด และนายปภณวัชร บุญดาวิจิตร ที่ปรึกษา บจง.เซบา เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือความร่วมมือในการยกระดับการส่งออกแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศอย่างมีคุณภาพและเป็นระบบ

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานโลก ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการจัดหางานให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างรอบด้าน โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและประสานงานด้านการส่งแรงงานไทยเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ ได้สะท้อนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน เพื่อให้ภาครัฐนำไปพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบและกลไกการทำงานให้เอื้อต่อการขยายตลาดแรงงานไทยในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ มีนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมการหารือดังกล่าว

#สมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ #สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย #สภท61ปี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สุวรรณี” เพอโกล่าร์/DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ “หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2” สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี รางวัลที่มอบมอบให้แด่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง

“สุวรรณี” เพอโกล่าร์/DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ “หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2” สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี รางวัลที่มอบมอบให้แด่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง

คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์ ผู้บริหาร บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด/บริษัท แกรชซี่ เดสติเนชั่น จำกัด DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ “หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2” ปีพุทธศักราช 2569 สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี ซึ่งจัดโดย สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ณ คาลิปโซ่ เอเชียทีค กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

สำหรับ “รางวัลหัตถานารายณ์” เป็นรางวัลที่มอบให้แต่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง โดยมิได้หวังผลตอบแทนสิ่งอื่นใด มีความประพฤติและใฝ่ที่จะทำแต่ความดีอันเป็นนิจสิน ทางสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ร่วมกับ มูลนิธิเทพศรียันตรา จึงได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ เพื่อประกาศเกียรติคุณ เชิดชูเกียรติยศและสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคคลที่ได้รับและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมสืบไป

คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์ เป็นนักธุรกิจสาวคนรุ่นใหม่ไฟแรง อดีตนายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม ปี 2566- 2567 ผู้บริหารบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด และกรรมการ บริษัท แกรชซี่ เดสติเนชั่น จำกัด และ DOD Cafe & Bistro

DOD Cafe & Bistro คาเฟ่ที่เป็นมากกว่าร้านอาหารและเครื่องดื่ม อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม การันตีรางวัลมาตราฐานสถานที่ท่องเที่ยวยั่งยืน ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.),ของดีจังหวัดนครปฐม และรางวัลชนะเลิศ Cafe & Restaurant Design Award ด้วยแนวคิดสร้างความสุขด้วยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ จึงออกแบบสร้างสรรค์ผลงาน โดยการหยิบจับธรรมชาติมาจัดสรรให้เกิดความเหมาะสม และให้มนุษย์เรา “อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน (Sustainable)” ผ่านการออกแบบให้เป็น สวนป่าโมเดิร์น (Modern Tropical Garden) บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ ของ DOD Cafe & Bistro จะเลือกใช้กำแพง ผนัง พื้นทางเดิน ด้วย “สัจจะวัสดุ” เป็นการผสมผสานระหว่างงานภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape) ให้เข้ากับงานสถาปัตยกรรม (Architecture)

DOD Cafe & Bistro ได้จัดให้มีกิจกรรมมากมายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนของจังหวัดนครปฐม โดยมีผลงานที่ได้รับการตอบรับอย่างดี และกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในจังหวัดนครปฐมได้เป็นอย่างมาก ได้แก่ งาน “I Love Monster | Balcon Zoo x DOD” งานแสดงสัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสัตว์เลี้ยงพิเศษ Exotic Pet โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้รักสัตว์เลี้ยงแสนรัก และผู้ที่ชื่นขอบกลุ่มสัตว์พิเศษ (Exotic Pet) มาร่วมงานมากมาย,งาน “DOD GOOD DAY MUTELU” รวมสุดยอดอาจารย์สายมูเหล่าสาวกสายมู จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมผลักดันโมเดล “การท่องเที่ยวสายมู” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เน้นพลังศรัทธาไม่งมงาย เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่อย่างยั่งยืน สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวแนวใหม่ ส่งเสริมสินค้าและบริการ เกิดการใช้จ่ายและเกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และตลาดนัดงานคราฟต์ “DOD ณ คราฟต์” ตลาดนัดเพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรชุมชน ผัก ผลไม้ ของพื้นบ้าน งานฝีมือ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค เซรามิค เบญจรงค์น้ำทองโบราณ ฯลฯ สร้างกระแส Soft Power ชุมชน

ส่วนบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด เป็นบริษัทด้านงานสถาปัตยกรรม และภูมิสถาปัตยกรรม / ภูมิทัศน์ ดำเนินธุรกิจมาจนถึงปัจจุบันเข้าปีที่ 21 แล้ว

คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์ กล่าวภายหลังได้รับรางวัลว่า “นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” สำหรับรางวัลอันทรงเกียรติที่ได้รับคัดเลือกให้รับรางวัล “หัตถานารายณ์” สาขาผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี ประจำปี 2569 จาก สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน (DTEWA) ครั้งที่ 2 เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 12 ปีของทางสมาคมฯ รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงรางวัลส่วนตัว แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น ทุ่มเท และพลังสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ ของทีมงานบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด บริษัท แกซซี่เดติเนชั่น จำกัด และ DOD Café & Bistro ทุกคน ที่เดินเคียงข้างกันมาโดยตลอด ขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมการ และสมาคม DTEWA ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพ และมอบโอกาสอันล้ำค่านี้ให้ รวมถึงขอขอบคุณครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่เป็นแรงผลักดัน และกำลังใจสำคัญเสมอมา

“เราสัญญาว่าจะรักษามาตรฐานความตั้งใจนี้ และมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป”

จากความฝัน สู่ความจริง : การเดินทางของบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด “ทุกความสำเร็จ เริ่มต้นจากก้าวแรก” ผ่านช่วงเวลาแห่งการทุ่มเท ช่วงเวลาแห่งการเติมเต็มรายละเอียดด้วยหัวใจ จนถึงวันที่ความฝันมีชีวิต

ประตูของ DOD Café & Bistro เปิดต้อนรับทุกคน ด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และการสังสรรค์ของผู้คนที่มาลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่ม ท่ามกลางวิวธรรมชาติที่โอบล้อม คือ รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับความเหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

*เริ่มต้นด้วยสิ่งเล็กๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ทุกวันคือโอกาสใหม่ที่จะเรียนรู้ เติบโต สร้างความสุขด้วยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ สร้างคุณค่าให้ตัวเองและโลกใบนี้

Tel : 02 441 9983 / +66 (086) 327 9983
Line : @pergolar
Tiktok : Pergolar Channel
Youtube : Pergolar Channel
Instagram : pergolarlandscape
www.pergolar.com
https://youtu.be/yCXzYVYvE2k?si=1EYcCEkjCKg9qP0j


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปิดคดีสายฟ้าแลบ! ไม่ถึง 8 ชั่วโมง สืบ ตม.4 ร่วม สืบภาค 3 และสืบนครบาล รวบ 2 หนุ่มจีนปล้นทองโคราช แกะรอยจาก ‘ก้นบุหรี่’ จีน เป็นเบาะแสให้ ตร. ตามตะครุบคาเมืองกรุง”

“ปิดคดีสายฟ้าแลบ! ไม่ถึง 8 ชั่วโมง สืบ ตม.4 ร่วม สืบภาค 3 และสืบนครบาล รวบ 2 หนุ่มจีนปล้นทองโคราช แกะรอยจาก ‘ก้นบุหรี่’ จีน เป็นเบาะแสให้ ตร. ตามตะครุบคาเมืองกรุง”

นับเป็นการทำงานที่รวดเร็วและเฉียบขาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย หลังเกิดเหตุการณ์อุก อาจเมื่อเวลา 10.10 น. ของวันที่ 27 เมษายน 2569 สองโจรหนุ่มชาวจีนสวมโม่งควงปืนบุกปล้นห้างทองเยาวราชกรุงเทพ สาขาอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา กวาดแหวนทองมูลค่ากว่า 380,000 บาท ขึ้นรถเก๋งยาริส พรางทะเบียนหนีลอยนวล

แต่แผนหลบหนีกลับต้องพังครืนลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภาค 3 ใช้ไหวพริบปฏิภาณแกะรอยจากหลักฐานเด็ดคือ “ก้นบุหรี่ยี่ห้อจีน” ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ กลายเป็นเบาะ แสสำคัญที่ยืนยันตัวตนคนร้ายว่าน่าจะเป็นชาวจีน จึงได้ประสาน พ.ต.อ.ชยุต นิลประเสริฐ ผกก.สส.บก.ตม.4 จัดชุดไล่ล่านำโดย พ.ต.ท.วัชรพงศ์ สว.สืบสวน ตม.4 และทีมงาน สนธิกำลัง สืบภาค 3 และ สืบนครบาล พร้อมด้วยตำรวจทางหลวง เปิดปฏิบัติการไล่ล่าทันทีแบบกัดไม่ปล่อย

และในเวลา 18.00 น. ของวันเดียวกัน หรือไม่ถึง 8 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ตม.4 และ เจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.ประเวศ สามารถจับกุมตัว นายโจว อายุ 27 ปี สัญชาติจีน และ นายซง อายุ 18 ปี สัญชาติจีน ได้คาซอยสุขุมวิท 77 กรุงเทพฯ พร้อมรถคันก่อเหตุ ขณะเตรียมตัวหลบหนี พร้อมของกลางเป็นแหวนทองคำ จำนวน 44 วง น้ำหนักรวม 156 กรัม และต่างหูทองคำ 102 ชิ้น น้ำหนักรวม 112 กรัม หรือประมาณเกือบ 18 บาททองคำ ได้ครบถ้วน ปิดฉากการหลบหนีข้ามจังหวัดลงอย่างสิ้นเชิง

โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าใช้เพียง “ปืนปลอม” ก่อเหตุและโยนทิ้งน้ำไปแล้ว ถือเป็นการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานตำรวจปิดคดีใหญ่ที่สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และผู้ประกอบการร้านทอง ได้อย่างรวดเร็วทันใจ หลังก่อเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญภายในวันเดียว


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดฯ 6 เดือน จับ 332 คดี ยึดกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่าเสียหายทะลุ 2,300 ล้าน

รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดฯ 6 เดือน จับ 332 คดี ยึดกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่าเสียหายทะลุ 2,300 ล้าน ยกระดับความเชื่อมั่นการค้า-การลงทุนไทย เสริมภาพลักษณ์ในเวทีโลก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานแถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รอบ 6 เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์ สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ สถานเอกอัครราชทูต ประเทศคู่ค้าของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เป็นต้น ร่วมรับฟังการแถลง เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ กรมศุลกากร

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ ภายใต้ข้อสั่งการดังกล่าว ทุกภาคส่วน กระทรวงการคลังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาดย่านการค้าและช่องทางออนไลน์ซึ่งการดำเนินงานในปึงบประมาณ 2569 รอบ 6เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท โดยรัฐบาลพุ่งเป้าการจับกุมไปที่ย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ตลอดจนด่านศุลกากรข้ามแดน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหาย ทางเศรษฐกิจจากการจับกุมใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายของทั้งปีงบประมาณ 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท โดยความเสียหายนี้มิได้ส่งผลกระทบแค่เพียงเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ด้านการค้าการลงทุนของประเทศในระยะยาว

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานบูรณาการการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจภายใต้ คทป. ทั้งในส่วนของกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้นในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของคนไทยและของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคาม
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าการลงทุนภายในประเทศเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพจากการใช้สินค้าปลอม รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าละเมิดเหล่านี้ได้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศอย่างยิ่ง

การบูรณาการปราบปรามดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง สอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อแสดงให้นักลงทุน ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่และยังเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และคุ้มครองผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ทั้งนี้ รัฐบาลได้มุ่งยกระดับ
การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการทำงานเชิงรุกทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อตัดวงจร – ปิดช่องโหว่ – ขยายผลถึงต้นตอ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก

นางศุภจีฯ กล่าวย้ำว่า ทุกหน่วยงานในที่นี้จะมุ่งสร้างความเข้มแข็งกับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเจ้าของสิทธิในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ควบคู่กับการป้องกันเชิงรุก โดยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค ตลอดจนพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ รวมทั้งทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์ทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญานวัตกรรม เทคโนโลยี และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเจ้าของสิทธิแล้ว ประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยขอความร่วมมือ “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

Green Transformation ทางรอดเศรษฐกิจไทย : เปิดวิสัยทัศน์ ‘ยศชนัน’ ปรับระบบ อว. ดันนวัตกรรมสีเขียวสู้ตลาดโลก

Green Transformation ทางรอดเศรษฐกิจไทย : เปิดวิสัยทัศน์ ‘ยศชนัน’ ปรับระบบ อว. ดันนวัตกรรมสีเขียวสู้ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 : ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” ในการสัมมนาหัวข้อ เปลี่ยนวิถีชีวิตพลิกเกมเศรษฐกิจด้วย Net Zero ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2026) โดยระบุว่า ในวันที่เศรษฐกิจไทยถูกกดดันด้วยค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง คำถามที่ถูกตั้งขึ้นเสมอคือในเมื่อเงินทองยังไม่มี เราจะเอางบประมาณที่ไหนไปทำเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ดังนั้นหากประเทศไทยไม่เริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transformation) เราจะไม่สามารถเป็นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบได้ และเรื่องนี้คือกลไกหลักที่จะดึงงบประมาณมาแก้ปัญหาประเทศได้จริง

• สานต่อโมเดล BCG สู่เศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy)
ศ. ดร.ยศชนัน ประกาศจุดยืนว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโมเดลเศรษฐกิจ BCG ต่อไปโดยไม่ทิ้งรากฐานเดิม แต่จะนำมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy) ตั้งแต่อากาศสะอาด อาหารปลอดภัย และเครื่องมือแพทย์ การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำต้องตรวจสอบลึกถึงห่วงโซ่มูลค่า นวัตกรรมต้องตอบโจทย์ได้ว่ากระบวน การผลิตไปจนถึงระบบโลจิสติกส์มีการเอาเปรียบแรงงานหรือสร้างความไม่เท่าเทียมให้ใครหรือไม่ โดย รมว.อว. ระบุว่า “แม้การผลิตจะได้ผลดี แต่ต้องพิจารณาว่ากระบวนการดังกล่าวมีการเอารัดเอาเปรียบผู้ใดหรือไม่ ผู้ปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนที่เท่าเทียมหรือไม่ เพราะแนวคิดคาร์บอนต่ำนั้นครอบคลุมถึงคุณค่าตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่า”

• ขับเคลื่อน 2 เครื่องยนต์เศรษฐกิจเพื่อปากท้อง
อว. วางทิศทางเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 เครื่องยนต์หลัก เครื่องยนต์แรก คือ การอัปเกรดอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ทั้งภาคเกษตรผ่านการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุน ส่วนเครื่องยนต์ที่สองคือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Industries) เช่น อุตสาหกรรมอวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

• Net Zero คือความมั่นคงของชาติ (National Security)
กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป คาร์บอนกลายเป็นกำแพงภาษีผ่านนโยบายมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวจะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจทันที การเปลี่ยนผ่านเรื่องนี้จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับความมั่นคงของชาติ (National Security) การลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวคือการป้องกันความเสี่ยง หากปล่อยให้คาร์บอนเพิ่มขึ้น ความเสียหายจะทวีคูณไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ศ. ดร.ยศชนัน อธิบายว่า “เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) คือ จุดเดียวที่จะหยุดยั้งการทวีคูณของความเสียหายได้ เพราะหากไม่สามารถลดผลกระทบให้เป็นศูนย์ได้ ท้ายที่สุดประเทศก็จะไม่อาจอยู่รอดได้”

• ฉีกตำราวิจัยเดิม โลกวิกฤตไม่มีเวลาให้รอ กระบวนการวิจัยที่เริ่มจากการศึกษา ค่อยๆ วิจัย พัฒนานวัตกรรม แล้วนำไปหาตลาด เป็นสิ่งที่ช้าเกินไปสำหรับโลกปัจจุบัน ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ว่า ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ การพัฒนานวัตกรรมยุคใหม่จึงต้องใช้กลยุทธ์ Backcasting คือ การตั้งเป้าหมายของประเทศในปี ค.ศ. 2030 ไว้ก่อน แล้วถอยกลับมาวางแผนเพื่อแก้ปัญหานักวิจัยที่มักเริ่มต้นทำงานจากความถนัดของตนเองเพียงอย่างเดียว โดยระบุว่า “เมื่อใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน ก็จำเป็นต้องพิจารณาว่าประชาชนกำลังเดือดร้อนในเรื่องใดเป็นหลัก การจัดสรรงบประมาณจะต้องมุ่งเน้นเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนที่แท้จริง”
วางบทบาท อว. และพลังการทูตวิทยาศาสตร์

ศ.ดร.ยศชนัน กำหนดหมุดหมายสำคัญให้แก่บุคลากรสายวิทยาศาสตร์ โดยระบุว่า ในสภาวะที่ประเทศเผชิญวิกฤต นักวิจัยและวิศวกรต้องทำหน้าที่เป็นคลังสมอง (Think Tank) เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง พร้อมย้ำว่า “ทุกคนอาจจะรู้สึกว่าเพ้อฝัน แต่ไม่ทำไม่ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราเรียนมาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยกัน”

โดย กระทรวง อว. กำหนดบทบาทองค์กรไว้ 3 มิติ มิติแรกคือการเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Builder) ที่กระตุ้นให้คนอยากทำงาน มิติที่สองคือการเป็นผู้บูรณาการระบบ (System Integrator) รวบรวมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และมิติสุดท้ายคือการเป็นตัวเร่งการขยายผล (Accelerator) สนับสนุนให้นักนวัตกรออกไประดมทุนต่างประเทศหากตลาดไทยยังไม่พร้อม นอกจากนี้ยังชูนโยบายวิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) และการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ซึ่ง ศ. ดร.ยศชนัน ได้หารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว เพื่อใช้แกะรอยจากสิทธิบัตร (Patent) และต่อยอดนวัตกรรม
ยืนบนไหล่ยักษ์ เลิกเสียท่าขายไอพีราคาถูก

ศ. ดร.ยศชนัน ยกบทเรียนจากการเสียท่าในอดีตที่เคยขายทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ไปในราคาเพียง 5 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าจริงอาจสูงถึง 50 ล้านบาท พร้อมเน้นย้ำให้นักวิจัยกำหนดแผนทางออกให้ชัดเจน โดยยกตัวอย่างการวิจัยและพัฒนายาซึ่งมีความท้าทายและต้องใช้ทุนมหาศาลหลักพันล้านบาท ผู้วิจัยอาจไม่สามารถผลักดันจนจบกระบวนการได้ด้วยตนเอง จึงอาจจำเป็นต้องพิจารณาหยุดและขายเทคโนโลยีตั้งแต่ระยะแรกเพื่อบริหารความเสี่ยง ทั้งนี้วิธีที่ต้องเปลี่ยน คือ การทำตีพิมพ์แบบพุ่งเป้า เล็งวารสารระดับโลกเพื่อให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เป็นฝ่ายวิ่งเข้าหา เลิกรอให้คนมาอ้างอิงบทความวิจัยเพียงอย่างเดียว และต้องระวังนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อเทคโนโลยีไปดองทิ้งไว้เพื่อตัดคู่แข่ง

โดย รัฐตรีการกระทรวง อว. เตรียมผลักดัน สวทช. ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานร่วม (Shared Infrastructure) ของทุกคน เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยสามารถเข้ามาทำงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) วิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Basic Science) และสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงของนักวิจัยให้ได้มากที่สุด ในส่วนของงบประมาณรัฐในโครงการ ววน. จะเข้าไปสมทบทุนเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นวิทยาการใหม่ที่โลกยังไม่มี เพื่อให้นักนวัตกรไทยสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จากศูนย์ แต่ใช้ ‘การยืนบนไหล่ยักษ์’ ต่อยอดความสำเร็จจากทั่วโลก

“วันนี้ถ้าท่านยืนบนไหล่ยักษ์ แล้วใช้มือของท่านเองสร้างสรรค์ผลงาน โดยเรียนรู้จากคนที่เขาลองผิดลองถูกมาแล้ว ประเทศจะไปข้างหน้าได้เร็วมาก เราเสียเวลากันไม่ได้อีกแล้ว” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว
กางตัวเลขเป้าหมาย 2030 พร้อมเป็นกองหน้าชนปัญหา
กระทรวง อว. กำหนดเป้าหมายผลลัพธ์ภายในปี 2030 ไว้อย่างชัดเจน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากเศรษฐกิจสีเขียวให้เพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ (2) เตรียมความพร้อมกำลังคน 20 ล้านคนให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก (Future Ready) (3) ลดความเสี่ยงด้านคาร์บอนลง 30 เปอร์เซ็นต์ และ (4) สร้างนวัตกรรม 5,000 ชิ้น ที่ขายทำกำไรได้จริง รมว.อว. ให้คำมั่นต่อนักวิจัยในการทำหน้าที่รับความเสี่ยงแทนว่า “ผมพร้อมเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หากมีแรงปะทะหรือผลกระทบใดเกิดขึ้น ผมพร้อมจะเป็นผู้รับความเสี่ยงแทน ขอให้นักวิจัยทุกท่านทำหน้าที่เป็นกองหน้าและเดินหน้าขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มกำลัง” ศ.ดร.ยศชนันฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สถานีตำรวจนครบาลบางบอน กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 กองบัญชาการตำรวจนครบาลร่วมจับกุมตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี

สถานีตำรวจนครบาลบางบอน กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 กองบัญชาการตำรวจนครบาลร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี

ด้วยเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 14.30 น. กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.9, พ.ต.อ.ธีระชัย เด็ดขาด รอง ผบก.น.9, พ.ต.อ.ธนะเมษฐ์ วิจิตรจริยา ผกก.สน.บางบอน และ พ.ต.อ.ธิติพงษ์ สียา ผกก.สส.บก.น.9 นำโดย พ.ต.ท.ศุภกร กันทาลักษณ์ รอง ผกก.สส.สน.บางบอน, พ.ต.ท. วรวุฒิ เมธีวรรณกุล สว.สส.สน.บางบอน และ พ.ต.ท.สมศักดิ์ แสวงผล สว.สส.บก.น.9

ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรีที่ 487/2569 และที่ 486/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน 2569 คือ นายธงชัย หรือ บลู (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี และ น.ส.พรนภา หรือ ทราย (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ในข้อกล่าวหาว่า “สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และ ร่วมกันจำหน่ายาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” โดยใช้อำนาจเจ้าพนักงาน ปปส. ควบคุมตัวไว้ตามกฎหมาย 3 วัน เพื่อทำการรวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวนขยาย และติด ตามยึดทรัพย์สิน และได้ทำการ ยึดเงินสดจำนวน 1,250,000 บาท และทรัพย์สินอื่นๆ ไว้เพื่อดำเนินการตามมาตรยึดทรัพย์

ต่อมาในวันเดียวกัน (24 เม.ย.2569) เวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าพนักงานตำรวจได้ทำการยึดทรัพย์ รถยนต์เก๋งยี่ห้อฟอร์ด มัสแตง สีส้ม หมายเลขทะเบียน 6กฮ 32xx กรุงเทพมหา นคร มูลค่า 3,500,000 บาท จำนวน 1 คัน ไว้เพื่อดำเนินการตามมาตรการยึดทรัพย์ และในวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกับเจ้าพนักงาน ปปส.กทม. ได้ทำการตรวจค้นและยึดอายัดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในหมู่บ้าน ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร มูลค่า 5,500,000 บาท ไว้เพื่อดำเนินการตามมาตรการยึดทรัพย์ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดอายัด จำนวน 10,250,000 บาท

เหตุในคดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าพนักตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางบอน ได้ทำการจับกุมตัว น.ส.วิมลศิริ หรือปุ้ม (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ได้พร้อมของกลาง ไอซ์จำนวน 0.92 กรัม จากการสืบสวนขยายผลและเส้นทางการเงินพบว่า
น.ส.วิมลศิริฯ ได้สั่งซื้อไอซ์ของกลางมาจาก นายธงชัย หรือ บลู (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี โดยชำระเงินโดยโอนจ่ายเข้าบัญชีธนาคารของ น.ส.พรนภา หรือ ทราย (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี จึงทำการสืบสวนขยายผลเป็นคดีสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด รวบรวมพยานหลักฐานเสนอต่อ พ.ต.อ.ธนะเมษฐ์ วิจิตรจริยา ผกก. สน.บางบอน และพนักงานสอบสวน สน.บางบอนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออกหมายจับตัวนาย ธงชัย หรือ บลู (สงวนนามสกุล) และ น.ส.พรนภา หรือ ทราย (สงวนนามสกุล) มาดำเนินคดี และนำไปสู่การยึดทรัพย์สินเพื่อดำเนินการตามมาตรยึดทรัพย์ยาเสพติดต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘ยศชนัน’ มอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” เพื่อตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

‘ยศชนัน’ มอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” เพื่อตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) สำนักงานพัฒนาวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จ.ปทุมธานี : ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัต กรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด (กวทช.) นัดแรกพร้อมมอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมุ่งวิจัยตรงเป้าแม่นยำ และตอบโจทย์วิกฤตประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ (กวทช.) นัดแรก ได้มอบให้ (สวทช.) ยึดหลักการทำงานมุ่งวิจัยที่ตรงเป้า แม่นยำและตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล โดยให้ขับเคลื่อนผ่านแนวคิด New Research Engine หรือ “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงการวิจัยขึ้นหิ้ง แต่ต้องเป็นเครื่องยนต์ที่ส่งผลกระทบสูง (High Impact) และเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง โดย (สวทช.) จะเป็นเสมือน “เครื่องยนต์วิจัย” ที่ทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม โดยเริ่มต้นจากการวางรากฐาน ด้านเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้น “คนตัวเล็ก” อย่างเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโน โลยีเกษตรแม่นยำเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง พร้อมทั้งติดอาวุธนวัตกรรมให้กลุ่ม SMEs สู่การเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกด้านสังคม มุ่งให้ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยด้วยแพลตฟอร์มการแพทย์ดิจิทัลที่ช่วยให้การคัดกรองโรคสำคัญอย่างโรคไตเข้าถึงระดับชุมชนได้อย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการทลายกำแพงความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาด้วยระบบการเรียนรู้ที่ปรับตามความถนัดของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศในอนาคต

“เรากำลังเปลี่ยนผ่าน (สวทช.) ให้เป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าเดิม งานวิจัยต้องเข้าถึง ‘คนตัวเล็ก’ และกลุ่มเป้าหมายทุกภาคส่วน โดยตั้งเป้าว่าในปี 2570 นวัตกรรมของเราจะสร้างประโยชน์แก่ประชาชนถึง 10 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 17,000 ล้านบาท” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันฯ กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าวเสริมว่า “(สวทช.) พร้อมนำศักยภาพของบุคลากรวิจัยและทีมสนับสนุนรวมกว่า 3,000 คน จากศูนย์วิจัยแห่งชาติทั้ง 5 แห่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนา มาขับเคลื่อนเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ โดยมุ่งเน้นนโยบาย “งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง”โดยยึดความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง

ทั้งนี้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา (สวทช.) ได้ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากรวิจัยมาตอบโจทย์เร่งด่วนของประเทศภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน ผ่านกลไก “Battle และ Pre-battle” ซึ่งเป็นโครงการระยะเร่งด่วนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปใช้งานได้จริงในวงกว้าง ทั้งในมิติการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน

“เราเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยให้กลายเป็นคำตอบของประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกในรูปแบบโครงการ Battle และ Pre-battle ซึ่งเป็นภารกิจระยะเร่งด่วนที่ทำมาตลอด 4 ปี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่างานวิจัยไทยไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่คือเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง” ศ. ดร.ชูกิจฯ กล่าวทิ้งท้าย

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (อว.) ได้ชมโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ของไบโอเทค (สวทช.) พร้อมกล่าวว่า Plant Factory เป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายด้านที่ 1 (การยกระดับเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Agri-Tech) และนโยบายเศรษฐกิจมูลค่าสูง) ของกระทรวง (อว.) ที่ต้องการยกระดับเกษตรกรรมไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยโรงงานผลิตพืชไม่ใช่แค่การปลูกผักในร่มแบบธรรมดา แต่คือการใช้เทคโนโลยีควบคุมแสง-สารอาหารแบบ 100% เพื่อผลิต “สารออกฤทธิ์สำคัญ” สำหรับอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอางระดับโลก

“การเป็นประเทศรายได้สูงนั้น ตัวอย่างของ Plant Factory จะเห็นได้ชัดว่าเรากำลังเปลี่ยนจากการขายพืชผลเป็นกิโลกรัม มาเป็นการขายสารสกัดมูลค่าสูงที่เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรยุคใหม่จากหลักหมื่นพุ่งสู่หลักแสนต่อไร่ นี่คือเกษตรแม่นยำที่กินได้จริงและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้จริง” รมว.อว. กล่าว

โดยในช่วงบ่าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. มีกำหนดการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายของกระทรวง (อว.) ใน งานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2569 หรือ NAC2026 ด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 จับกุม อาหารเสริมชนิดผง ยี่ห้อดัง ไม่มี อย. ละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดต่างประเทศ มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 จับกุม อาหารเสริมชนิดผง ยี่ห้อดัง ไม่มี อย. ละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดต่างประเทศ มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

ตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำของผิดกฎหมายเข้าในประเทศ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กรมศุลกากรเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล กรมศุลกากร โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกา กร รับนโยบายและสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 นางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางสาวลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 เปิดเผยว่าในวันที่ 25 เมษายน 2569 นายสุรัตน์ เรืองประยูร ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร ศภ.2 พร้อมด้วยนายณัฐภูมิ ดอกพุฒ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปราม สคศ. ศภ.2 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ศภ.2 ร่วมกับด่านศุลกากรมุกดาหาร และหน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝปป.2 สปป.1 กสป. ทำการตรวจสอบสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้า เนื่องจากสงสัยว่ามีสินค้าที่พยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากรหรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อกำกัด

ผลการตรวจสอบ พบสินค้าที่ไม่ได้สำแดง ได้แก่ อาหารเสริมชนิด ละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดต่างประเทศ จำนวน 2,100 ห่อ น้ำหนักรวม 77.70 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท จึงยึดสินค้าทั้งหมดเก็บรักษาไว้ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป กรณีดังกล่าวเป็นความผิดฐานยื่นใบขนสินค้า เอกสาร หรือข้อมูลไม่ถูกต้อง และเป็นการนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร และหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัดอันเกี่ยวกับของนั้น ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน