รวบแฟนหนุ่มวัย 16 ปี ฆ่า “สาวผมแดง” วัย 17 ปี หมกถุงดำทิ้งถังขยะกลางเมืองแกลง

ระยอง – รวบแฟนหนุ่มวัย 16 ปี ฆ่า “สาวผมแดง” วัย 17 ปี หมกถุงดำทิ้งถังขยะกลางเมืองแกลง ปมรักร้าว-หึงหวงหนัก รับสารภาพสิ้น ตำรวจเร่งสรุปสำนวนดำเนินคดีตามกฎหมายเยาวชน

ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญที่สร้างความสลดใจให้กับชาวจังหวัดระยองและประชาชนทั่วประเทศ กรณีพบศพ “น้องฝน” อายุ 17 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา ถูกนำร่างใส่ถุงดำอำพรางและนำไปทิ้งไว้ภายในถังขยะสาธารณะริมถนน พื้นที่หมู่ 8 ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จัง หวัดระยอง จนกระทั่งพนักงานเก็บขยะมาพบศพระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ

จากสภาพศพและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คดีนี้ถูกจัดเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความสะเทือนใจแก่สังคมอย่างมาก เนื่องจากผู้เสียชีวิตยังเป็นเยาวชน และมีความพยายามอำ พรางศพเพื่อปกปิดการกระทำความผิด ชุดสืบสวนระดมกำลังคลี่คลายคดี เร่งแกะรอยทุกมิติ

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิราวัฒน์ ศักดิ์ศรีวัฒนา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระยอง, พ.ต.อ.สมชาย วงศ์พูนสุข ผู้กำกับการ สภ.แกลง, พ.ต.ท.เชนยุทธ ศรอุดรธนธรณ์ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.แกลง และกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจากตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดระยอง และ สภ.แกลง

เจ้าหน้าที่ได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิด เส้นทางการเดินทาง โทรศัพท์มือถือ รวมถึงบุคคลใกล้ชิดของผู้เสียชีวิตอย่างละเอียด จนนำไปสู่การเชิญตัว แฟนหนุ่มวัย 16 ปี มาสอบสวน เนื่องจากเป็นบุคคลสุดท้ายที่อยู่กับผู้เสียชีวิตก่อนขาดการติดต่อ ปมเหตุจากความหึงหวง สงสัยฝ่ายหญิงมีชายอื่น

ผลการสืบสวนพบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตได้เดินทางไปนำรถจักรยานยนต์คันหนึ่งกลับมา ก่อนจะเดินทางมาพบกับแฟนหนุ่มภายในพื้นที่อำเภอแกลง ระหว่างที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ได้เกิดการโต้เถียงและทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรง โดยฝ่ายชายเกิดความไม่พอใจและหึงหวง หลังเข้าใจว่าผู้เสียชีวิตมีความสัมพันธ์กับชายอีกคน ซึ่งเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ที่นำกลับมา
ความขัดแย้งที่สะสมมาระยะหนึ่ง ประกอบกับอารมณ์หึงหวงและความไม่ไว้วางใจ ได้บานปลายจนกลายเป็นเหตุรุนแรง ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตเสียชีวิตภายในที่เกิดเหตุ

อำพรางคดี นำศพใส่ถุงดำทิ้งถังขยะ

หลังเกิดเหตุ ผู้ต้องหาได้พยายามปกปิดร่องรอยความผิด โดยนำร่างของผู้เสียชีวิตใส่ถุงดำขนาดใหญ่ ใช้เสื้อแขนยาวแบบมีฮู้ดผูกมัดร่าง ก่อนเคลื่อนย้ายไปทิ้งในถังขยะสาธารณะ พื้นที่หมู่ 8 ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการอำพรางศพและพยายามทำลายพยานหลักฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดี แต่เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลจากกล้องวงจรปิด จนสามารถเชื่อมโยงไปยังผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็ว

พฤติกรรมหลังเกิดเหตุยิ่งพิรุธ ภายหลังจากนำศพไปทิ้งแล้ว ผู้ต้องหายังได้นำรถจักรยาน ยนต์ของผู้เสียชีวิตไปจอดทิ้งไว้บริเวณสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นจุดสังเกตสำคัญของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากขัดกับพฤติกรรมปกติ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเคลื่อน ไหวและพยานแวดล้อมเพิ่มเติม จึงพบข้อพิรุธหลายประการ ก่อนเชิญตัวมาสอบสวนเชิงลึก
รับสารภาพสิ้น ก่อเหตุเพราะความหึงหวง

แหล่งข่าวจากชุดสืบสวนเปิดเผยว่า ในชั้นสอบสวนเบื้องต้น เยาวชนชายวัย 16 ปี ได้ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง โดยอ้างว่ามีสาเหตุมาจากความหึงหวงและความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนยังคงดำเนินการสอบปากคำอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งรอผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์นิติเวช เพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตและลักษณะการกระทำความผิดอย่างชัดเจน

เร่งรวบรวมหลักฐาน เตรียมแจ้งข้อหาตามพยานหลักฐาน

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ผลตรวจสถานที่เกิดเหตุ ผลชันสูตร และคำให้การของพยานบุคคล เพื่อประกอบการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน การดำเนินคดีจะต้องเป็นไปตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหาและหลักการคุ้มครองเด็กตามกฎหมายควบคู่ไปกับการอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมความรุนแรงในความสัมพันธ์

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงในความสัมพันธ์ของเยาวชน ซึ่งมักเกิดจากความหึงหวง การขาดทักษะในการจัดการอารมณ์ และการใช้ความรุนแรงเป็นทางออกของปัญหา ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและสังคมศาสตร์ชี้ว่า การส่งเสริมทักษะชีวิต การสื่อสารในครอบ ครัว และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่เยาวชน ถือเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งส่วนตัวพัฒนาไปสู่เหตุอาชญากรรมร้ายแรงเช่นนี้ คดีดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดเข้าชสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

เหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะที่เกิดขึ้นกับเยาวชน ทั้งในฐานะผู้ก่อเหตุและผู้เสียชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่ซับซ้อนและเรื้อรังในสังคมไทยหลายด้าน ซึ่งสามารถวิเคราะห์ในเชิงสังคมวิทยาและจิตวิทยาได้ดังนี้ครับ:

​1. #วิกฤตสถาบันครอบครัวและการเลี้ยงดู
​การที่เยาวชนเข้าถึงความรุนแรงหรือมีพฤติกรรมสุดโต่ง มักมีรากฐานมาจากสภาพแวดล้อมในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการขาดความอบอุ่น การใช้ความรุนแรงในบ้านเป็นตัวอย่าง หรือการที่ผู้ปกครองไม่มีเวลาให้คำแนะนำและขัดเกลาทางจริยธรรม ส่งผลให้เด็กขาดทักษะในการจัดการกับอารมณ์ (Emotional Regulation) และไม่เข้าใจคุณค่าของชีวิต

​2. #อิทธิพลจากสื่อและโลกออนไลน์ (Cyber-Normalization)
​ปัจจุบันเยาวชนเข้าถึงสื่อได้โดยง่าย รวมถึงสื่อที่มีเนื้อหารุนแรง เกมที่เน้นการทำลายล้าง หรือข้อมูลในโลกโซเชียลที่ส่งเสริมพฤติกรรมก้าวร้าว หากเด็กขาดวิจารณญาณหรือขาดการคัดกรองจากผู้ใหญ่ โลกดิจิทัลอาจทำให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่ดู “ปกติ” หรือ “เลียนแบบได้ง่าย” (Desensitization) จนนำไปสู่การกระทำจริงโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ

​3. #ปัญหาสุขภาพจิตและการเข้าถึงบริการ
​ปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นเป็นเรื่องที่สังคมไทยยังให้ความสำคัญน้อย การสะสมของความ เครียด ความผิดปกติทางอารมณ์ หรือการมีภาวะทางจิตเวชที่แฝงอยู่ หากไม่ได้รับการคัดกรองหรือรักษาอย่างทันท่วงที อาจพัฒนาไปสู่พฤติกรรมที่รุนแรงและคาดไม่ถึง

​4. #สภาพแวดล้อมและสังคมแวดล้อม (Social Environment)
​อิทธิพลของกลุ่มเพื่อน (Peer Pressure) และสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง เป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมพฤติกรรมของเด็ก หากเด็กเติบโตมาในสภาพสังคมที่ยอมรับความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการตัดสินปัญหาหรือแก้แค้น เด็กจะเรียนรู้ว่าความรุนแรงคือทางออกที่ยอมรับได้

​5. #ความล้มเหลวของระบบเฝ้าระวังและป้องกัน
​คดีลักษณะนี้สะท้อนถึงช่องว่างของระบบการศึกษาและระบบเฝ้าระวังเยาวชน ครูและบุคลา กรทางการศึกษาอาจไม่สามารถสังเกตเห็นสัญญาณเตือน (Red Flags) ก่อนที่จะเกิดเหตุ หรือเมื่อเกิดเหตุแล้ว กระบวนการทางกฎหมายและสังคมสงเคราะห์อาจยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการดูแลทั้งผู้เสียหายและปรับพฤติกรรมผู้กระทำผิด

​สรุปในเชิงสังคม:

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ตัวบุคคล” แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าสังคมไทยจำเป็นต้องหันกลับมาทบทวน “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับเยาวชนอย่างจริงจัง ทั้งในระดับครอบครัว สถานศึกษา และนโยบายรัฐ การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ การรับฟัง และการเป็นแบบอย่างที่ดีของคนในสังคม เพื่อไม่ให้เด็กและเยาวชนต้องเติบโตมาบนเส้นทางที่จบลงด้วยความสูญเสีย

​จากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น คุณคิดว่าหน่วยงานใดหรือส่วนใดของสังคมที่ควรมีบทบาทสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกครับ?


ดร.โนชญ์ ชาญด้วยกิจ / เรียบเรียงและวิเคราะห์ข่าว

ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าวอาวุโส สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

แม่ทัพภาคที่2 เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวกำลังพลผู้เสียสละ เพื่ออธิปไตยของชาติไทย

แม่ทัพภาคที่2 เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวกำลังพลผู้เสียสละ เพื่ออธิปไตยของชาติไทย

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางเข้าเยี่ยมเยียนให้กำลังใจและมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับ จ่าสิบเอก ธานี พาหา กำลังพลของหน่วย กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดทำให้ข้อเท้าซ้ายขาดในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนไทย – กัมพูชา ณ บ้านโคกสะอาด ตำบลโคกนาโก อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร

ในการนี้แม่ทัพภาคที่ 2 มีความห่วงใยต่อสภาพความเป็นอยู่ของกำลังพลและครอบครัว พร้อมเน้นย้ำว่ากองทัพบกจะติดตามดูแลกำลังพลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง หากมีสิ่งใดที่ต้อง การความช่วยเหลือเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือสวัสดิการต่างๆ กองทัพบกพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยมี พลตรี บุญเสริม บุญบำรุง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6, พันเอก สุรกิจ กาฬเนตร ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 16, พันโท สามารถ แก้วสีไว ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับฯ

#กองพันทหารราบที่2กรมทหารราบที่16 #กองพลทหารราบที่6 #กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 นำคณะ โฆษก ทบ. และสื่อมวลชนลงพื้นที่ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 นำคณะ โฆษก ทบ. และสื่อมวลชนลงพื้นที่ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

วันนี้ (19 มิ.ย.69) พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 นำคณะ พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ปราสาทคนา บนเทือกเขาพนมดงรัก อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจผลการปฏิบัติการทางทหารจากการสู้รบรอบที่ 2 ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยได้เข้าสำรวจจุดจัดเก็บเสบียงและร่องรอยการพักแรมของทหารกัมพูชา รวมถึงบันไดไม้ 1,181 ขั้น ซึ่งเคยเป็นทางขึ้นหลักและสถานที่ท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 ได้เผาทำลายตัดเส้นทางไปแล้ว 250 เมตร จากระยะทางทั้งหมด 450 เมตร พร้อมวางแนวรั้วลวดหนาม 2 ชั้นเพื่อความมั่นคง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 และคณะผู้บังคับบัญชาได้ร่วมวางดอกไม้ไว้อาลัยแก่ ร.ต. เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ทหารกล้าผู้เสียชีวิตในสมรภูมิปราสาทคนา ขณะปฏิบัติหน้าที่เจาะเส้นทางฝ่าการระดมยิงของฝ่ายตรงข้าม จนทำให้ทหารไทยสามารถเข้าตียึดควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้สำเร็จ

นอกจากนี้ยังได้เข้าชม ‘ธงประกาศชัยชนะ’ ที่ทหารไทยปักไว้เคียงคู่กับศิวลึงค์และโญนีอันเป็นเทวสถานในพื้นที่ ซึ่งทางกองทัพยังคงสภาพเดิมเอาไว้ทั้งหมดเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเตือนใจถึงความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่

ด้านการอนุรักษ์ กรมศิลปากรโดยสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ได้เข้าเก็บรวบรวมหลักฐานสำคัญ อาทิ รูปพญาครุฑ และหลักศิลาสถานรวม 28 ชิ้น เพื่อนำไปศึกษาและเตรียมวาง แผนบูรณะปฏิสังขรณ์ เนื่องจากในอดีตยังขาดหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับรูปแบบศิลปกรรมดั้งเดิม โดยปัจจุบันพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งนี้อยู่ในความดูแลและควบคุมอย่างเข้มงวดของหน่วยเฉพาะกิจทหารพราน กรมทหารบกที่ 26

ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 ยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจด้วยความเสียสละ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนและปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง

#กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

ผู้ว่าฯ อุทัย ตัดทุเรียนลูกแรก เปิดสวนฤดูกาลเก็บเกี่ยว สร้างรายได้ให้เกษตรกร

อุทัยธานี – ผู้ว่าอุทัยฯ ตัดทุเรียนลูกแรก เปิดสวนฤดูกาลเก็บเกี่ยว สร้างรายได้ให้เกษตรกร

ที่หมู่ 15 ตำบลคอกควาย อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานในพิธีตัดทุเรียนลูกแรก เปิดสวนฤดูกาลเก็บเกี่ยว นางสมพิศ ขวัญสูงเนิน เกษตรจังหวัดอุทัยธานี, นายณัฐพศุตม์ โชติจิรศิริกุล นายอำเภอบ้านไร่, ททท. สำนักงานอุทัยธานี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่และนอกพื้นที่, กำนันผู้ใหญ่บ้าน และภาคเอกชน ชาวเกษตรกร พร้อมกับผู้บริโภคเข้าร่วมเปิดงานทุเรียนในครั้งนี้

โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอุทัยธานีได้ดำเนินการจัดงานประชาสัมพันธ์เปิดฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนอุทัยธานีประจำปี 2569 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาทุเรียน เพื่อเพิ่มมูลค่าและเชื่อมโยงตลาดจังหวัดอุทัยธานี โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตร การสร้างมูลค่าเพิ่ม จากผลผลิตและการขยายช่องทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุเรียนอุทัยธานี สามารถแข่งขันได้ระดับประเทศ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มรายได้ของเกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

โดยรวมพื้นที่ปลูกทุเรียนของจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 2,907 ไร่ เกษตรกรจำนวน 448 ครัวเรือน ในพื้นที่ 4 อำเภอ อำเภอบ้านไร่, อำเภอห้วยคต, อำเภอลานสัก และอำเภอหนองฉาง โดยมีพื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน 1,577 ไร่ และพื้นที่ยังไม่ให้ผลผลิตจำนวน 1,330 ไร่ ดูเกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตในระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่จำนวน 3 กลุ่ม ในพื้นที่อำเภอบ้านไร่ จำนวน 2 กลุ่ม และอำเภอห้วยคต จำนวน 1 กลุ่ม โดนในปี 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่า 1 11,967 ตัน ราคาจำหน่ายเฉลี่ย 150 บาท ต่อกิโลกรัม คาดว่าจะสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนจังหวัดอุทัยธานีมากกว่า 167.95 ล้านบาท

โดยการจำหน่ายผลผลิตเกษตรกรส่วนใหญ่จะจำหน่ายด้วยตนเองบริเวณหน้าสวน หรือจำหน่ายในรูปแบบออนไลน์ผ่านเพจของสวนและยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการภาคเอกชนและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหวัดอุทัยธานี จัดทริปท่องเที่ยวสวนทุเรียนและทานบุฟเฟ่ต์ทุเรียนซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากอีกทั้งเกษตรกรยังให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาคุณภาพผลผลิตตามระบบรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อให้ได้ทุเรียนคุณภาพดีมีมาตรฐานสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคโดยปัจจุบันมีเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานตามระบบจำนวน GAP 139 แปลง


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

เปิดพิกัดสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ภูเขาดอกตะแบกสดสวยงามสุดโรแมนติก

จังหวัดลพบุรี – ฮีลใจ เปิดพิกัดเที่ยวหน้าฝน “ภูเขาดอกตะแบก” อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี เนรมิตขุนเขาเป็นสีชมพู ขาว ม่วง ตระการตา

ใครบอกว่าหน้าฝนเที่ยวไม่สนุก ลืมภาพความเฉอะแฉะและท้องฟ้าหม่นหมองไปได้เลย เพราะฤดูฝน คือช่วงเวลาแห่งความชุ่มฉ่ำที่ธรรมชาติจะอวดโฉมความงดงามได้อย่างมีชีวิตชีวาที่สุด วันนี้เราจะพาทุกคนหนีความวุ่นวาย ไปฮีลใจกับ “พิกัดลับในช่วงหน้าฝน” ที่จะเปลี่ยนฤดูฝนของคุณให้กลายเป็นสีชมพูอมม่วง และขาว สุดโรแมนติก กับทิวเขาดอกตะแบก ที่กำลังบานสะพรั่ง ณ บ้านใหม่ศรีอุบล หมู่ที่ 6 ตำบลโคกแสมสาร อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี

มหัศจรรย์ขุนเขาสีชมพู-ขาว-ม่วง แห่งโคกเจริญ เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ภูเขาในพื้นที่อำเภอโคกเจริญ จะไม่ได้มีแค่สีเขียวขจีเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกแต่งแต้มไปด้วยความงด งามของ “ต้นตะแบก” ตามธรรมชาติที่พร้อมใจกันผลิดอกบานสะพรั่ง อวดกลีบสีชมพูสลับม่วงอ่อนๆ และขาว ไล่เฉดสีปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา สร้างภาพพาโนรามาที่สวยงามตระการตาราวกับภาพวาดสวรรค์ของสายคอนเทนต์และคนรักธรรมชาติ สำหรับใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพและการดื่มด่ำกับธรรมชาติ พิกัดลับแห่งนี้ คือจุดหมายปลายทางที่คุณไม่ควรพลาด!
ไม่ว่าจะถ่ายเจาะดีเทลความสวยงามของช่อดอกตะแบกที่กำลังผลิบาน ถ่ายพอร์เทรตคู่กับแบ็คกราวด์ภูเขาสีชมพู-ม่วง ขาว หรือหากใครมีโดรน การเก็บภาพมุมสูงของเทือกเขาแห่งนี้ จะยิ่งได้ภาพที่อลังการไม่ซ้ำใครนอกจากทัศนียภาพที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังเต็มไปด้วยอากาศที่บริสุทธิ์และเย็นสบาย เหมาะแก่การเปิดกระจกรถรับลม หรือลงมาเดินเล่นสูดโอโซนให้เต็มปอด

โดยจุดชมวิวไฮไลท์ คือจุดบริเวณ หน้าวัดสุวรรณภูมิ เป็นจุดที่แนะนำมากที่สุด มีดอกตะแบกบานเต็มทั้งจากพื้นราบ ขึ้นไปจนถึงยอดภูเขา มองเห็นความลดหลั่นเป็นชั้นๆ ชัดเจนที่สุด อีกทั้งยังมีถนนที่ตัดกับโค้งเขาดอกตะแบกที่เป็นเป็นแบ็กกราวด์ เป็นจุดที่สวยที่สุด แถมมีพื้นที่จอดรถ เดินถ่ายรูปได้สะดวก และจุด ริมถนนทางหลวง 2340 (กม. 32-35) สามารถขับรถชมดอกตะแบกบนเทือกเขาสองฝั่งถนนได้ตลอดแนวยาวกว่า 3 กิโลเมตร เหมาะสำหรับคนที่อยากชมวิวแบบโร้ดทริป โดยไม่ต้องลงจากรถ

สำหรับ จุดชม “ภูเขาดอกตะแบก” ตั้งอยู่ที่บ้านโคกแสมสาร ตำบลโคกแสมสาร อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี บนเส้นทางหลวงหมายเลข 2340 สายอำเภอโคกเจริญ-อำเภอชัยบา ดาล ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 32-35 การเดินทางสะดวกสบาย ใช้เวลาขับรถจากรุงเทพมหานคร เพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็สามารถเข้าถึงจุดชมวิวธรรมชาตินี้ได้ไม่ยาก เส้นทางนี้เป็นเส้นทางผ่านป่าและภูเขาทั้งสองฝั่งถนน ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นดอกตะแบกบานเต็มเทือกเขาตลอดแนวยาวกว่า 3 กิโลเมตร โดยไม่ต้องลงจากรถก็ชื่นชมความงามได้ และยังมีจุดจอดรถถ่ายรูปด้านหน้าวัดสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นจุดที่ดอกบานตั้งแต่พื้นราบลดหลั่นขึ้นไปจนถึงยอดเขา สวยงามที่สุดอีกด้วย

ดอกตะแบกบนเขาพุคา มักเริ่มออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ของทุกปี โดยจะทยอยบานขึ้นเรื่อย ๆ ตามปริมาณฝนที่ตกสะสม แต่สำหรับปี 2569 นี้ ช่วงที่คาดว่าจะบานสวยที่สุด คือ ต้นเดือนมิถุนายน ถึงกลางเดือนกรกฎาคม ดอกจะบานพร้อมกัน ทั้งพื้นราบและบนภูเขาลดหลั่นเป็นชั้น ๆ อย่างน่าประทับใจ

ถ้าจะให้แนะนำช่วงเวลาของการมาเที่ยวชมภูเขาดอกตะแบก ลพบุรี แนะนำให้มาช่วงเช้า และช่วงเย็น เพราะสีของดอกตะแบกดูสดและเด่นชัด อากาศสดชื่น ไม่ร้อนจนเดินไป แต่ถ้าเป็นช่วงสาย สีม่วงดูเด่นขึ้น แต่อาจร้อน ควรเตรียมอุปกรณ์กันร้อนอย่างหมวก ร่ม มาด้วยจะดีมาก หน้าฝนปีนี้ หากกำลังมองหาที่เที่ยวใกล้ชิดธรรมชาติ ภูเขาดอกตะแบก ลพบุรี เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ไม่ควรพลาด อย่างเด็ดขาด

ด้าน ร้อยตรี สมศักดิ์ พวงจีน พัฒนาการอำเภอโคกเจริญ (สัมภาษณ์คนที่ 1) กล่าวว่า….ภูเขาพุคา ที่ อ.โคกเจริญแห่งนี้ ซึ่งเป็นภูเขาหินอัคนี เป็นทรัพยกรธรรมชาติที่สมบูรณ์ และจะมีต้นตะแบกนับหมื่นต้น สลับกับพันธุ์ไม้ที่หลากหลาย โดยพาะในช่วงฤดูฝน ต้นตะแบกจะพากันออกดองเบ่งบานพร้อมกัน ตามธรรมชาติ ตั้งแต่ช่วงเดือน พฤษภาคม ต่อเนื่อง ไปจนถึงเดือน สิงหาคม ของทุกปี

เช่นเดียวกับ นาย สุพจน์ แก้วพิลา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.โคกแสมสาร อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี (สัมภาษณ์คนที่ 2) ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ บอกว่า….ตนเองเห็นดอกตะแบกบนภูเขาแห่งนี้มาช้านานตั้งแต่ตอนเป็นเด็กๆ จนเป็นเรื่องชินตา ในสมัยนั้นไม่มีลงโซเชียล…ทำให้ยังไม่เป็นที่รู้จัก จนปัจจุบันมีถนนหนทางดี และเป็นทางผ่านระหว่างอำเภอ ในจังหวัดลพบุรี มีคนพบเห็นและถ่ายภาพไปลงโซเชียล จนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย…สำหรับต้นตะแบก ที่แห่งนี้ ไม่ต้องปลูกเพราะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แค่เราไม่ตัดก็จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเมล็ดที่ตกจากต้นจะขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งพื้นป่าแห่งนี้ เป็นเขตป่าสงวน และเป็นป่าชุมชน ที่กรมป่าไม้ ได้ให้ชาวบ้านได้ช่วยกันดูแล ห้ามตัด เพื่ออนุรักษ์ไว้ และช่วยกันสอดส่องดูแล จนเป็นป่าที่สมบูรณ์ จนทุกวันนี้


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ศิษย์อาจารย์เฉลิมชัย อัจฉริยะศิลปินเยาวชนลพบุรี วาดภาพแสดงความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

จังหวัดลพบุรี -น้องทามวัย 18 ปี ศิลปินนักวาดศิษย์ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ศิลปินแห่งชาติ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาที่ทรงกรุณาพระราชทานรางวัลลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีสูงต่อแม่ เมื่อ 12 สิงหาคม 2565 และรางวัลพระราชทานมากมาย จนได้ฉายาฉายา ”อัจฉริยะศิลปินเยาวชนแห่งเมืองละโว้ OTOP ลพบุรี”จากนายอำพล อังคภากรณ์กุลอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

นายศุภกร ปัญญาสงค์ ชื่อเล่นทาม อายุ 18 ปี เกิดที่ ต.ทะเลชุบศณ องเมือง จังหวัดลพบุรีขณะนี้กำลังศึกษาที่มหาลัยศิลปากร คณะจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ชั้นปีที่ 1 น้องทามเป็นเด็กที่มีความชื่นชอบการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก และได้รับโอกาสจากท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์(จิตกรรม) รับเป็นลูกศิษย์ตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งผลงานวาดภาพของน้องทาม มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมีผู้ชื่นชอบในผลงานน้องทาม ได้มาจับจองภาพวาดอย่างมากมาย ในความที่น้องทามมีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูง ช่วยเหลือสังคมและครอบครัว สนใจรับคัดเลือกเข้ารับรางวัลพระราชทาน ”ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่” เนื่องในวันแม่แห่งชาติเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2565 จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา

ในครั้งนั้นตอนที่ได้รับรางวัลจากพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ท่านทรง “แย้มพระสรวล” ให้น้องทามนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สร้างความปลื้มปิติอย่างยิ่งกับน้องทามและครอบครัวปัญญาสงค์ หลังจากนั้นน้องทามได้รู้ว่าองค์ภาฯ ได้ทำมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จนได้แรงบันดาลใจจากท่าน ทำให้น้องทามมีความคิดช่วยเหลือสังคม และครอบครัวตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา น้องทามได้ช่วยเหลือสังคมโดยการเผยแพร่ศิลปะวาดภาพในสิ่งที่ตัวเองชอบให้แก่ผู้ที่สนใจในจังหวัดลพบุรี และใกล้เคียง โดยได้นำความรู้ความสามารถ ไปช่วยเหลือสังคม โดยการวาดภาพเพื่อหารายได้ นำเงินรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลเพื่อเป็นจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ หาทุนการศึกษาให้เด็กในจังหวัดลพบุรีและต่างจังหวัด

ในความดีที่ทำมานั้นส่งผลให้น้องทาม รับรางวัลต่างๆ เช่น

  • รางวัลพระราชทานนักเรียนรางวัลพระราชทาน ประจำปีการศึกษา 2565 จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 โดยมีท่านองคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์มอบ
  • รางวัลพระราชทานเยาวชนดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2566 จากพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 โดยมีท่านองคมนตรีเป็นผู้แทนมอบ
  • รางวัลจากกระทรวงวัฒนธรรม อทิ รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม, รางวัลยัง smart ยังทำดี, รางวัลวัฒนธรรมวินิต, รางวัลคนดีศรีจังหวัด, รางวัลเรื่องดีๆที่บ้านฉัน เป็นต้น อีกทั้งยังได้รับรางวัลจากกระทรวงศึกษาธิการ เช่น รางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ 4 ปีซ้อน, รางวัลเด็กและเยาวชนที่สร้างชื่อเสียงสู่ประเทศชาติ

ทั้งนี้น้องทามได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงแรงบัลดาลใจกับภาพวาดที่ตนเองตั้งใจ เพื่อไว้อาลัยองค์ภาฯ ให้ดวงพระวิญญาณเสด็จสู่สวรรค์คาลัย ถ่ายทอดการวาดพระองค์ท่านภาพด้วยมือของตนเองเพื่อเป็นแรงบัลดาลใจ กำลังใจให้ตนเอง ที่พระองค์ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีต่อพสกนิกรชาวไทย ตนจะขอเอาแบบอย่างนี้สร้างความดีเพื่อสังคม นอกจากความสามารถของน้องทามในการวาดรูป ได้รับรางวัลต่างๆ จากการประกวดกับต่างประเทศ หลายรางวัลจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศตุรกีประเทศอินเดีย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศญี่ปุ่นเป็นต้น และรางวัลวาดภาพภายในประเทศอีกมากมาย ซึ่งนับเป็นแบบอย่างที่ดีต่อเยาวชนของประเทศ สิ่งสุดท้ายที่น้องทามอยากฝากไว้ก็คือเราต้องทำในสิ่งที่เรารัก อย่าท้อ อย่าทิ้งแล้ว ความสำเร็จจะตามมาและสิ่งสำคัญ เราเป็นคนไทยต้องรักสมัครสมานสามัคคีกัน รักและเคารพชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรความก้าวหน้าการดำเนินงาน โครงการ “ทหารพันธุ์ดี ค่ายพระยอดเมืองขวาง” จ.นครพนม

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินงาน “โครงการทหารพันธุ์ดี” ค่ายพระยอดเมืองขวาง ตำบลกุรุคุ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ และถวายรายงาน โครงการทหารพันธุ์ดี กองทัพภาคที่ 2 ณ ค่ายพระยอดเมืองขวาง โดย มีหน่วยทหารร่วมดำเนินการ 2 หน่วย ได้แก่ มณฑลทหารบกที่ 210 และกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 โดยเข้าร่วมโครงการเมื่อปี 2565 บนพื้นที่ 126 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ปลูกผักปลอดภัย แปลงสมุนไพร พื้นที่ปศุสัตว์ พื้นที่โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และพื้นที่โครงการ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” เป็นต้น

โดยผลผลิตที่ได้จะนำไปประกอบอาหารให้กับทหารกองประจำการ อีกทั้งนำไปจำหน่ายเพื่อนำรายได้มาซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินงาน พร้อมทั้งปลูกพืชผักเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์สนับ สนุนโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์พระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” พื้นที่ภาคอีสานเหนือ เพื่อพระ ราชทานราษฎรที่ประสบภัย

ในการนี้ได้เสด็จฯ ไปยังศูนย์การเรียนรู้เกษตรครบวงจร กองพันทหาราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 ทรงปล่อยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลานิลจิตรลดา และทอดพระเนตรการเลี้ยงสุกรซูไท่ การเลี้ยงเป็ดเทศกบินทร์บุรี การเลี้ยงไก่งวงพันธุ์อเมริกันบรอนซ์และพันธุ์เบลท์สวิลล์ สมอลไวท์

ระหว่างเส้นทางเสด็จฯ ได้ทอดพระเนตร โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง, โครงการ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน“, โครงการปลูกพืชสมุนไพรโรงพยาบาลค่ายพระยอดเมืองขวาง, การเลี้ยงแพะพันธุ์แบล็คเบงกอล และกระบือพระราชทาน เพื่อขยายพันธุ์และส่งเสริมอาชีพแก่ราษฎรในพื้นที่, โครงการเพาะพันธุ์ปลานิลจิตรลดา, โครงการเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมืองเหลืองหางขาว ไก่งวงพันธุ์อเมริกันบรอนซ์ และพันธุ์เบลท์สวิลล์ สมอลไวท์ เพื่อผลิตและแจกจ่ายพันธุ์ปลาและพันธุ์ไก่ ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่โดยรอบค่าย และในพื้นที่ห่างไกล

ในส่วนงานขยายผลโครงการทหารพันธุ์ดี ในรูปแบบของโครงการ “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” ของมณฑลทหารบกที่ 210 มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการคือโรงเรียนบ้านรามราช อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งได้ดำเนินการส่งเสริมให้สถานศึกษาดำเนินการปลูกพืชผักสวนครัว และเลี้ยงปลาเพื่อนำไปใช้ประกอบเลี้ยงเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียนโอกาสนี้ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้กำลังพลที่เข้าร่วมโครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายพระยอดเมืองขวาง และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท มีพระราชดำรัสเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

โครงการทหารพันธุ์ดี เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนาและกองทัพบก ในการงานสนองพระราชดำริ ที่มีพระประสงค์ให้ประชาชนชาวไทยมีพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีคุณภาพบริโภคในครัวเรือน หากมีผลผลิตเกินความต้องการ ก็สามารถนำมาจำหน่ายเพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยให้มีความมั่นคงด้านอาหารและนับเป็นการสร้างความมั่นคงภายในประเทศอีกทางหนึ่ง

มูลนิธิชัยพัฒนา #ทหารพันธุ์ดี #นครพนม #ค่ายพระยอดเมืองขวาง #กรมสมเด็จพระเทพฯ #กองทัพบก #กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 นำกำลังพล ร่วมพิธีถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

แม่ทัพภาคที่ 2 นำกำลังพล ร่วมพิธีถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิ คุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันนี้ (16 มิถุนายน 2569) ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานนำคณะผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง และกำลังพล กองทัพภาคที่ 2 ร่วมพิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยพิธีประกอบด้วย การรับชมวีดิทัศน์เฉลิมพระ เกียรติและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ การกล่าวน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณโดย แม่ทัพภาคที่ 2 และร่วมยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยเป็นเวลา 47 วินาที เพื่อถวายพระเกียรติอย่างสมพระเกียรติ และแสดงออกถึงความจงรักภักดี ตลอดจนร่วมรำลึกถึงพระกรณียกิจและพระมหา กรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยตลอดพระชนมชีพ

ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำกำลังพลน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระกรณียกิจอันเป็นคุณูปการยิ่งต่อประเทศชาติ ซึ่งสะท้อนถึงพระวิริยอุตสาหะ พระเมตตาธรรม และพระปรีชาสามารถที่ทรงอุทิศเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนตลอดพระชนมชีพ โดยเฉพาะพระปรีชาสามารถด้านนิติศาสตร์ ทรงก่อตั้ง “โครงการกำลังใจ” เพื่อให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจแก่ผู้ต้องขังที่ขาดโอกาส ให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข รวมทั้งทรงมีบทบาทสำคัญในเวทีระดับนานาชาติ ในการผลักดันและยกร่าง “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ขององค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง โดยคำนึงถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านสาธารณกุศลอย่างต่อเนื่อง ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยทั่วประเทศ ด้วยพระเมตตาและความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างแท้จริง

ในด้านการทหาร พระองค์ทรงเป็นขัตติยนารีผู้เปี่ยมด้วยความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว และมีระเบียบวินัย ทรงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และทรงปฏิบัติพระกรณียกิจถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยความจงรักภักดี พร้อมทั้งทรงทุ่มเทกำลังพระวรกายและพระสติปัญญาในการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นต้นแบบแก่กำลังพล ในการยึดมั่นอุดมการณ์แห่งการเสียสละ ระเบียบวินัย และการอุทิศตนเพื่อชาติและประชาชน ซึ่งพระกรณียกิจอันทรงคุณูปการยิ่ง สถิตอยู่ในดวงใจของปวงชนชาวไทยตราบนิจนิรันดร์

#พิธีถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ #กองทัพบก #RTA #ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ปิดการฝึกทหารใหม่อย่างสมเกียรติ

จังหวัดลพบุรี – หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ปิดการฝึกทหารใหม่ รุ่นปี 2569 ผลัด 1 หลังเข้ารับราชการเป็นทหาร และผ่านการฝึกครบ 6 สัปดาห์ ตามที่กองทัพบกกำหนด

พล.ต. สุนทร กำลังมาก เสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กระทำพิธีปิดการฝึกทหารใหม่ ประจำปี รุ่นปี 2569 ผลัด 1 แบบรวมการ อย่างสมเกียรติ พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ ครูฝึกทหารใหม่ดีเด่น และทหารใหม่ดีเด่น ณ หน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารสื่อสารที่ 35 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ให้แก่ทหารใหม่ หลังเข้ามารับราชการเป็นทหาร และผ่านการฝึก มาครบตามระยะเวลาที่กองทัพบกกำหนด รวม 6 สัปดาห์ เพื่อให้ทหารใหม่ ได้รับการฝึกศึกษาในวิชาการทหารเบื้องต้น สำหรับนำไปใช้เข้ารับการฝึกศึกษาในขั้นสูงต่อไป และปฏิบัติตามหน้าที่ของทหารแต่ละหน่วยได้ ตลอดจนเพื่อปรับเปลี่ยนลักษณะท่าทางจากบุคคลพลเรือน ให้มาเป็นทหารโดยสมบูรณ์ มีทัศนคติที่ดีงามต่อกองทัพบกและประเทศชาติ และเป็นทหารต้นแบบในอนาคต ตามที่กองทัพบกกำหนด

โอกาสเดียวกันนี้ ประธานในพิธี ยังได้กล่าวให้โอวาทแก่ทหารใหม่ทุกนายที่ผ่านการฝึก ซึ่งการเข้ามารับใช้ประเทศชาตินั้น ย่อมเป็นที่ยอมรับของสังคม ตลอดจนได้รับการเคารพและศรัทธาจากประชาชนโดยทั่วไป เพราะทหารเป็นผู้มีเกียรติ เป็นผู้มีวินัย จึงขอให้ทหารใหม่ทุกคนเกิดความภาคภูมิใจ ที่ได้มีโอกาสเข้ามารับใช้ประเทศชาติในครั้งนี้

โดยมีหน่วยขึ้นตรง หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษในพื้นที่จังหวัดลพบุรี รวม 3 หน่วย จำนวน 120 นาย เข้ารับการฝึก ประกอบด้วย กองพันปฏิบัติการจิตวิทยา, กองพันทหารสื่อสารที่ 35 และ กองร้อยกองบัญชาการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ สรุปผลการดำเนินการฝึก ทหารใหม่ทุกนายสามารถผ่านเกณฑ์การทดสอบที่กำหนดทุกนาย อยู่ในเกณฑ์ดีมากคิดเฉลี่ย 90 %


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

มทภ.2 ลงพื้นที่ศรีสะเกษ เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัว “ร.ต. เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” วีรชนผู้สละชีพเพื่อชาติ

มทภ.2 ลงพื้นที่ศรีสะเกษ เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัว “ร.ต. เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” วีรชนผู้สละชีพเพื่อชาติ

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจครอบครัวของ ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย วีรชนผู้สละชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมี พันโท ณัฐวุฒิ คัมภิรานนท์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ

เพื่อเชิดชูเกียรติ สดุดีความกล้าหาญ และแสดงความขอบคุณต่อการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของวีรชนผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ครอบครัว พร้อมพูดคุยให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด และยืนยันว่ากองทัพบกจะให้การดูแลและช่วยเหลือครอบครัวของวีรชนอย่างเต็มกำลังความสามารถในทุกมิติ

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้เข้าเยี่ยมชมห้องเกียรติยศ เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี ความเสียสละ และความกล้าหาญของ ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ซึ่งจะคงอยู่ในความทรงจำและความภาคภูมิใจของกองทัพบกและพี่น้องประชาชนตลอดไป

#สดุดีทหารกล้า #กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน