กอ.รมน. ผนึกพลังผู้นำทุกภาคส่วน เปิด พคบ.17 เสริมเครือข่ายความมั่นคงชาติ เดินหน้าเชิงบูรณาการ

กอ.รมน. ผนึกพลังผู้นำทุกภาคส่วน เปิด พคบ.17 เสริมเครือข่ายความมั่นคงชาติ เดินหน้าเชิงบูรณาการ

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 ที่ห้องราชา 2 โรงแรมปริ้นซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. จัดพิธีเปิดการอบรมพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร กอ.รมน. (พคบ.) รุ่นที่ 17 โดยมี พล.ท.โดมหทัย ปั้นทองพันธุ์ รองเลขาธิการ กอ.รมน. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลโท ธนาธิป สว่างแสง หรือ “เสธ.หนึ่ง” ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ (ผอ.สมท.) และผู้บริหาร กอ.รมน. ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำองค์กรทุกภาคส่วน ยกระดับการรับรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ พร้อมปลูกฝังความรัก ความสามัคคี และความผูกพันของคนในชาติ ควบคู่กับการเสริมสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาท ภารกิจ และกลไกการทำงานของ กอ.รมน.

ทั้งนี้ มุ่งหวังให้เกิด การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และความยั่งยืนของสังคมไทยในระยะยาว

ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “บทบาทหน้าที่ของ กอ.รมน. กับการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ แนวทางการดำเนินงาน และการทำงานเชิงรุกของ กอ.รมน. ตลอดจนการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคงให้มีความเป็นเอกภาพ และสามารถขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กอ.รมน. ยืนยันความพร้อมในการ บูรณาการพลังจากทุกภาคส่วน ร่วมกันขับเคลื่อนการรักษาความมั่นคงของประเทศอย่างเป็นระบบ มั่นคง และยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติและประชาชน


ปีแล้วปีเล่า… วิศวกรรมไทยสะเทือนซ้ำซาก!

ปีแล้วปีเล่า… วิศวกรรมไทยสะเทือนซ้ำซาก!

เริ่มต้นปี 2569 มาเพียง 2 สัปดาห์ ประเทศไทยต้องเผชิญอุบัติเหตุจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่อีกครั้ง

เช้าวันที่ 14 มกราคม 2569 เกิดอุบัติเหตุจากการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ–นครราชสีมา มีผู้เสียชีวิต 32 ราย และบาดเจ็บหลายราย

เช้าวันถัดมา 15 มกราคม 2569 เกิดอุบัติเหตุจากการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ (M82) บนถนนพระราม 2 มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ทั้งที่โครงการนี้เคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้วหลายครั้ง

หากย้อนกลับไปในปี 2568 ก็มีอุบัติเหตุร้ายแรงถึง 2 เหตุการณ์ใหญ่

28 มีนาคม 2568 อาคาร สตง.ถล่มจากแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวในเมียนมา มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

24 กันยายน 2568 ถนนยุบจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ย่านดุสิต ใจกลางเมืองหลวง จนถึงวันนี้ ผ่านมาเกือบ 4 เดือนเต็ม แต่สาเหตุที่แท้จริงของถนนยุบ ยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

ที่ผ่านมา แทบทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ มักมีผู้เกี่ยวข้องบางรายอ้างว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” ทั้งที่สังคมตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วเป็นเหตุสุดวิสัย หรือคือการละเลยที่สะสมมานาน

ปีนี้ แม้ยังไม่มีใครกล้าอ้างคำว่าเหตุสุดวิสัย แต่คำถามสำคัญคือ เราจะปล่อยให้เรื่องจบแบบเดิมอีกหรือไม่?

จากประสบการณ์และข้อเท็จจริงที่ปรากฏ อุบัติเหตุซ้ำซากในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ มักมีรากมาจากปัญหาสำคัญอย่างน้อย 5 ประการ

(1) ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทั้งหน่วยงานรัฐในฐานะผู้ว่าจ้าง ผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมงาน ผู้รับเหมา และวิศวกรผู้รับผิดชอบ หลายกรณีพบความหย่อนยานต่อมาตรฐานและข้อกำหนดทางเทคนิค เป็นผลให้คุณภาพงานไม่เป็นไปตามที่ควร

(2) การตรวจสอบที่ไม่เข้มงวดการตรวจสอบความปลอดภัยระหว่างก่อสร้างมักไม่เข้มงวด ไม่เพียงพอที่จะป้องกันความเสี่ยงที่อาจคร่าชีวิตประชาชน

(3) คอร์รัปชันในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่การประมูลคัดเลือกผู้รับเหมา ไปจนถึงการจ้างช่วงต่อเป็นทอดๆ เมื่อกำไรถูกแบ่งเป็นชั้นๆ คุณภาพงานและความปลอดภัยจึงถูกลดทอน

(4) การอบรมและถ่ายทอดความรู้ไม่เพียงพอผู้ปฏิบัติงานจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการฝึกอบรมด้านกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง

(5) การบังคับใช้กฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพ

บทลงโทษไม่จริงจัง การกำกับดูแลไม่ต่อเนื่อง ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 นายกรัฐมนตรีเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุม และสั่งกระทรวงคมนาคมให้ยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมาที่ก่อสร้างทั้งสองโครงการ ซึ่งเป็นผู้รับเหมารายเดียวกัน

คำถามคือ ทำไมเรื่องเหล่านี้ต้องรอให้ถึงมือนายกรัฐมนตรี? หากทุกปัญหาต้องให้ผู้นำประเทศลงมาจัดการเอง แล้วนายกรัฐมนตรีจะมีเวลาไปบริหารประเทศได้อย่างไร?

อีกคำถามที่สังคมไม่ควรมองข้ามคือ องค์กรวิชาชีพด้านวิศวกรรมจะมีบทบาทอย่างไร? เพื่อหยุดวงจรอุบัติเหตุซ้ำซาก ก่อนที่ “วิศวกรรมไทย” จะสูญเสียความน่าเชื่อถือไปมากกว่านี้

เพราะความผิดพลาดอาจเกิดได้ แต่การปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำซาก คือความล้มเหลวของทั้งระบบ

ปี 2569 ไม่ควรเป็นปีที่ “มาตรฐานวิศวกรรมไทย” ต้องสะเทือน อีกต่อไป


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ถ้ารถไฟฟ้าทางคู่กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 6 ชม. คุณจะขึ้นเครื่อง… หรือขึ้นราง?

ถ้าออกจากบ้านในกรุงเทพฯ ตอนเช้า ถึงเชียงใหม่ตอนบ่าย ไม่ต้องเผื่อเวลาเช็กอินนาน แถมตั๋วไม่แพง คุณจะเลือกใช้รถไฟไหม?

วันนี้ รถไฟทางคู่สายเหนือสร้างถึงปากน้ำโพแล้ว หากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เร่งก่อสร้างช่วงที่เหลือ ปากน้ำโพ-เด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 470 กิโลเมตร ใช้เวลาก่อสร้าง 6-7 ปี และเปลี่ยนขบวนรถเป็นระบบไฟฟ้า ผลลัพธ์จะเปลี่ยนเกมทันที

(1) ความเร็วเฉลี่ยเพิ่มจาก 60 กม./ชม. เป็น 120 กม./ชม.

(2) เวลาการเดินทางลดลงเหลือประมาณ 6 ชั่วโมง จากเดิม 12-13 ชั่วโมง

ผมลองเทียบให้ดูชัดๆ ระหว่างการเดินทางโดยใช้รถไฟฟ้าทางคู่กับเครื่องบินโลว์คอสต์ ทั้ง “เวลา” และ “ค่าโดยสาร”

สมมติฐานด้านเวลา กรณีรถไฟฟ้าทางคู่ ประกอบด้วย (เวลาจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์รวมเวลารอขึ้นรถไฟ 50 นาที) + (เวลาบนรถไฟระยะทาง 744 กิโลเมตร 370 นาที ) + (เวลาจากสถานีรถไฟเชียงใหม่ไปที่พัก 30 นาที) ได้เวลารวม 450 นาที หรือ 7 ชั่วโมง 30 นาที

ส่วนสมมติฐานด้านเวลา กรณีเครื่องบิน ประกอบด้วย (เวลาจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปสนามบินดอนเมือง รวมเวลาเช็กอินและรอขึ้นเครื่อง 120 นาที) + (เวลาบนเครื่องบินระยะทาง 563 กิโลเมตร 70 นาที) + (เวลาจากสนามบินเชียงใหม่ไปที่พัก รวมเวลารอกระเป๋า 60 นาที) ได้เวลารวม 250 นาที หรือ 4 ชั่วโมง 10 นาที

สมมติฐานด้านค่าโดยสาร กรณีรถไฟฟ้าทางคู่ ค่าโดยสารเที่ยวเดียว 800 บาท กรณีเครื่องบินโลว์คอสต์ ค่าโดยสารเที่ยวเดียว 1,500 บาท

โดยสรุป การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ รถไฟฟ้าทางคู่ใช้เวลามากกว่าเครื่องบินโลว์คอสต์ประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ค่าโดยสารถูกกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง ถ้าวันหนึ่ง รถไฟฟ้าทางคู่พาคุณออกจากกรุงเทพฯ ตอนเช้า ไปถึงเชียงใหม่ตอนบ่าย นั่งสบาย ไม่แพง

วันนั้น คุณจะขึ้นเครื่อง… หรือขึ้นรางครับ?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กี่รัฐบาลแล้ว? รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบินยังอยู่บนกระดาษ

24 ตุลาคม 2562 คือวันที่มีการลงนามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา

ถึงวันนี้ ผ่านมากว่า 6 ปีเต็ม แต่สิ่งที่ประชาชนเห็น ยังไม่ใช่การก่อสร้าง หากเป็นเพียงข่าวว่า “จะแก้หรือไม่แก้สัญญา” วนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตลอดเวลากว่า 6 ปี ประเทศไทยผ่านรัฐบาลมาแล้ว 4 รัฐบาล ประกอบด้วย รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร และรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล

คำถามคือต้องรออีกกี่รัฐบาล โครงการนี้จึงจะเริ่มก่อสร้างเสียที?

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไม่ใช่แค่ “โครงการคมนาคม” แต่คือ… หัวใจของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของ EEC หากโครงการนี้ไม่เกิด EEC ก็ยากจะเดินไปถึงเป้าหมายที่วางไว้และประโยชน์ของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ EEC เท่านั้น แต่ครอบคลุมประชาชนตลอดแนวเส้นทางตั้งแต่ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา รวมถึงการเชื่อมโยงกับโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย-เวียงจันทน์ เพราะรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สามารถต่อเชื่อมกับรถไฟลาว-จีน เปิดประตูสู่การเดินทางและการค้าระดับภูมิภาค ไทย-ลาว-จีน อย่างเป็นรูปธรรม

หากวันนั้นมาถึงจริง การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงระหว่างไทย-จีน จะไม่ใช่แค่ภาพในแผนพัฒนา แต่คือรายได้ โอกาส และการเติบโตของเมืองที่รถไฟตัดผ่าน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเมืองเศรษฐกิจระดับนานาชาติได้คนไทยที่เฝ้ารอโครงการนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าจะแก้สัญญาหรือไม่ แต่สนใจเพียงคำถามเดียวว่า “จะได้ขึ้นรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน… เมื่อไหร่?”

หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลชุดใหม่จะทำให้ความฝันของคนไทยเป็นจริงได้หรือไม่?ถามตรงๆ ครับ ถ้าโครงการนี้ยังไม่เริ่มก่อสร้างในรัฐบาลหน้า ความรับผิดชอบควรอยู่ที่ใคร?รัฐบาล?เอกชน?หรือสุดท้าย… ประชาชนที่ต้อง “ทำใจ” อีกครั้ง?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

อย่าเรียกเชียงใหม่ว่า “ฮับ” ถ้าไม่มีสนามบินล้านนา

หลายคนอยากเห็นสนามบินเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการบิน หรือ “ฮับแอร์พอร์ต” ของประ เทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย เมียนมา จีน (มลฑลยูนนานและมณฑลกว่างซี) ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งมีประชากรรวมกันทั้งหมดประมาณ 350 ล้านคน

แนวคิดนี้ไม่ผิด แต่คำถามคือโครงสร้างพื้นฐานของเราพร้อมแล้วหรือยัง? คำตอบที่ต้องพูดกันตรงๆ คือ สนามบินเชียงใหม่… ยังเป็นฮับไม่ได้!

1. สนามเชียงใหม่ “ประตูสู่ภาคเหนือ” ที่กำลังชนเพดานสนามบินเชียงใหม่มีพื้นที่ 1,624 ไร่ มีอาคารผู้โดยสารขนาด 35,480 ตารางเมตร รันเวย์เพียง 1 เส้น กว้าง 45 เมตร ยาว 3,400 เมตรในปีงบประมาณ 2568 มีเที่ยวบินเฉลี่ย 20 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ขณะที่รันเวย์รองรับได้สุงสุด 24 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ตัวเลขนี้หมายความว่า สนามบินเหลือ “ช่องว่าง” เพียงเล็กน้อย และช่องว่างนั้นไม่ใช่ “พื้นที่พัฒนา” แต่คือพื้นที่หรือขีดความสามารถสำรองที่เผื่อไว้ หรือ Buffer เพื่อความปลอดภัย เมื่อเกิดฝนตก เครื่องล่าช้า หรือเหตุฉุกเฉิน หากไม่มี Buffer ระบบจะตึงทันทีขณะเดียวกัน ปริมาณผู้โดยสาร 9.4 ล้านคนต่อปี ทั้งที่สนามบินถูกออกแบบให้รองรับได้เพียง 8 ล้านคนต่อปีนี่ไม่ใช่การใช้งานเต็มประสิทธิภาพ แต่คือการใช้งานเกินขีดจำกัดที่ออกแบบไว้แล้ว

2. ทำไม “เครื่องบินยังไม่ล้น” แต่ “ผู้โดยสารล้น”?เพราะสนามบินไม่ได้ล้นพร้อมกันทุกระบบ รันเวย์อาจยังพอขยับได้ แต่อาคารผู้โดยสารล้นก่อน สิ่งที่ตามมาคือ คิวเช็กอินยาว จุดตรวจแน่น กระเป๋าช้า ประสบการณ์นักท่องเที่ยวแย่ลง และต้นทุนสายการบินสูงขึ้นต่อให้บริหารจัดการเก่งแค่ไหน ก็ไม่อาจแก้ปัญหา “พื้นที่ไม่พอ” ได้ เพราะสนามบินเชียงใหม่อยู่ใกล้ใจ กลางเมือง ห่างเพียง 4 กิโลเมตรเท่านั้น มีพื้นที่จำกัด อีกทั้ง หากเพิ่มเที่ยวบินมากขึ้นย่อมกระทบสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตัวเลขปริมาณผู้โดยสารกำลังบอกเราชัดเจนว่า เชียงใหม่ไม่ได้ขาดความต้องการเดินทาง หรือ “ดีมานด์” แต่กำลังขาดสนามบินที่จะรองรับดีมานด์ในอนาคต

3. สนามบินล้านนา… คำตอบของ “ฮับ” ที่แท้จริงข่าวดีคือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. มีแผนที่จะก่อสร้างสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 หรือที่เรียกว่า สนามบินล้านนา ซึ่งจะตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.สันกำแพง จ. เชียงใหม่ และ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน พื้นที่รวมประมาณ 8,050 ไร่ โครงการใช้งบลงทุนราว 70,000 ล้านบาท รองรับผู้โดยสาร 24 ล้านคนต่อปี มีรันเวย์ 2 เส้น หลุมจอด 38 หลุม รองรับได้ 41 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างปี 2571 และเปิดใช้งานปี 2575นี่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้คำว่า “ฮับ” เป็นจริงได้ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ

4. สรุป

“ฮับ” ไม่ได้วัดจากความฝันหรือจินตนาการ แต่วัดจากความสามารถในการรองรับอนาคต วันนี้ตัวเลขบอกเราชัดว่า ความจุของสนามบินเชียงใหม่กำลังชนเพดานทั้งพื้นที่และระบบ… แต่สนามบินเชียงใหม่ก็ยังถูกเรียกว่า “ฮับ”ถ้าไม่มีสนามบินล้านนา อย่าเรียกสนามบินเชียงใหม่ว่า “ฮับ” เพราะฮับ… ต้องสามารถรองรับการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่สะดุดอีกนานหลายสิบปีข้างหน้า


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ช้าไม่ได้! เร่งสนามบินอันดามันก่อนภูเก็ต “แตก”

นักท่องเที่ยวฝั่งอันดามันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความจุของสนามบินภูเก็ตกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดในอีกไม่นาน หากยังพึ่งพาสนามบินภูเก็ตเพียงแห่งเดียว โดยไม่เร่งกระจายเที่ยวบินไป ยังสนามบินอันดามันที่มีแผนจะก่อสร้าง โอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุน อาจสะดุดก่อนที่เราจะรู้ตัว

สนามบินอันดามันจึงไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องตัดสินใจวันนี้!

1. ภูเก็ต: สนามบินที่ “แบกภาระหนักฝั่งอันดามัน”สนามบินภูเก็ตมีพื้นที่ 1,447 ไร่ มีอาคารผู้โดยสารขนาด 118,382 ตารางเมตร รันเวย์เพียง 1 เส้น กว้าง 45 เมตร ยาว 3,000 เมตรในปีงบประมาณ 2568 มีเที่ยวบินเฉลี่ย 28 เที่ยวบินต่อชั่วโมง แต่รันเวย์รองรับได้เพียง 25 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ผู้โดยสาร 17.3 ล้านคน/ปี ขณะที่ความจุออกแบบไว้สามารถรองรับได้เพียง 12.5 ล้านคน/ปีตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า สนามบินภูเก็ตกำลังทำงานเกินศักยภาพ

2. สนามบินอันดามัน: โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของภูมิภาคแนวคิดสนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 หรือสนามบินอันดามัน ถูกพูดถึงมาระยะเวลาหนึ่ง โดยมีทำเลอยู่บนพื้นที่ 7,300 ไร่ ต.โคกกลอย และ ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงาวงเงินลงทุนประมาณ 80,000 ล้านบาท มีรันเวย์ 2 เส้น มี 44 หลุมจอด รองรับ 43 เที่ยวบิน/ชั่วโมง รองรับผู้โดยสาร 22.5 ล้านคน/ปีปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างปี 2571 และเปิดใช้ปี 2575

3. ทางเลือกใหม่: ใช้ที่ดินเอกชนติดกับสนามบินภูเก็ตล่าสุด สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เสนอทางเลือกให้รัฐพิจารณา คือการใช้ที่ดินเอกชนด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสนามบินภูเก็ต ขนาดเนื้อที่กว่า 500 ไร่ แนวคิดคือ พัฒนาเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยาน (Maintenance, Repair, and Operations : MRO) สร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ และหลุมจอดประมาณ 50 หลุม เชื่อมต่อกับสนามบินภูเก็ตเดิมรูปแบบลงทุนอาจเป็นให้รัฐเช่าพื้นที่ หรือร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership: PPP)

4. สนามบินอันดามัน VS ที่ดินเอกชนติดกับสนามบินภูเก็ตการก่อสร้างสนามบินอันดามันเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว กระจายความเจริญออกจากภูเก็ต และรองรับการเติบโตของอันดามันแต่การใช้ที่ดินเอกชนเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แม้ว่าการใช้ที่ดินเอกชนจะก่อสร้างได้เร็วกว่า ใช้เงินรัฐน้อยกว่า แต่อาจมีปัญหาเรื่องความจุของรันเวย์ เพราะ

(1) ไม่สามารถสร้างรันเวย์เพิ่มเติมได้ จำเป็นต้องใช้รันเวย์เดิมที่มีอยู่เพียง 1 เส้นเท่านั้น ดังนั้น ความจุของรันเวย์จึงไม่เพิ่มขึ้น

(2) การมีลานจอดเครื่องบินบริเวณที่ดินเอกชนอาจทำให้ขีดความสามารถของรันเวย์ลดลง เนื่องจากเครื่องบินต้องข้ามรันเวย์เพื่อเข้าหรือออกจากลานจอด ทุกครั้งที่เครื่องบินข้ามรันเวย์จะต้องใช้เวลาประมาณ 2 นาที ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการขึ้นหรือลงของเครื่องบิน เป็นผลให้รันเวย์รองรับเที่ยวบินต่อชั่วโมงได้น้อยลง

5. สรุป

ถ้าปัญหาอยู่ที่รันเวย์ วิธีแก้คือต้องสร้างรันเวย์ใหม่เพิ่ม ไม่ใช่แค่เพิ่มพื้นที่ลานจอดข้างรันเวย์เดิม ซึ่งจะทำให้เครื่องบินต้องตัดข้ามรันเวย์ เป็นการกีดขวางการขึ้น-ลงของเครื่องบิน ส่งผลให้จำนวนการขึ้น-ลงต่อชั่วโมงลดน้อยลงด้วยเหตุนี้ จึงสรุปได้ว่า การใช้ที่ดินเอกชนในกรณีนี้จะไม่ช่วยให้ความจุของรันเวย์เพิ่มขึ้น แต่เป็นการลดขีดความสามารถของรันเวย์สนามบินอันดามันจึงไม่ใช่ทางเลือก… แต่คือสิ่งจำเป็น


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายกสมาคมนายทหารนอกประจำการ เข้าพบ ผอ.อผศ. และเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึก

นายกสมาคมนายทหารนอกประจำการ เข้าพบ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึก

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 พลเอก วินัย ภัททิยกุล นายกสมาคมนายทหารนอกประจำการ และคณะ จำนวน 20 คน เข้าพบ พลเอก กานต์นาท นิกรยานนท์ ผู้อำนวยการองค์การสง เคราะห์ทหารผ่านศึก เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการองค์ การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก นอกจากนี้ ยังได้ประชุมหารือเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาคมนายทหารนอกประจำการ และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมทั้งหารือการทำบันทึกความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ และโรงพยาบาลทหาร ผ่านศึก ในการรับนักศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ เข้าปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ตลอดจนเรื่องขาเทียมพระราชทาน

นอกจากนี้ สมาคมฯ ได้เรียนเชิญผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เป็นที่ปรึกษาของสมาคมฯ โดยมี พลโท เสรี สุคณธมาลัย รองผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหาร ผ่านศึก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และคณะผู้บริหารโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม อาคาร 2 ชั้นที่ 2 โรงพยาบาลทหารผ่านศึก

หลังจากนั้นคณะของสมาคมนายทหารนอกประจำการยังได้เยี่ยมชมศูนย์กิจกรรมบำบัดและฝึกอาชีพ โรงพยาบาลทหารผ่านศึก รวมทั้งพบปะเยี่ยมเยียน พร้อมมอบของขวัญและเงินบำรุงขวัญ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569 ให้แก่ทหารผ่านศึกที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งพักรักษาตัว ณ หอพักผู้ป่วย อาคาร 2 ชั้นที่ 3 และชั้นที่ 7 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและแสดงความห่วงใยแก่ทหารผ่านศึก

ทั้งนี้ การประชุมหารือในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ซึ่งทั้งสองหน่วยงานเป็นเครือข่ายที่มีความสำคัญอย่างมากต่อนายทหารนอกประจำการ ในด้านการดูแลสวัสดิการทหารผ่านศึกในด้านต่างๆ รวมทั้งการเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคม


ไมค์ ณ ชุมพร เข้าเยี่ยมคำนับ พลโท วรยศ เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อร่วมอวยพรเนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2569

เมื่อเวลา 14.00 น. วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 นายกฤตพัฒน์ จุลไสย หรือที่รู้จักกันในนาม “ไมค์ ณ ชุมพร” ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ-วุฒิสภา,กรรมการสื่อด้านความมั่นคง สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไทย-เมียนมาร์ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคำนับ พลโท วรยศ เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อร่วมอวยพรเนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2569

บรรยากาศในการเข้าพบเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยนายกฤตพัฒน์ได้เป็นตัวแทนในการมอบพระพุทธชินราชเนื้อทองเพื่อเป็นศิริมงคล พร้อมมอบหนังสือ“ทรงคุณค่า” เรื่องสั้นเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด “แสงธรรมแห่งศรัทธา” กับ นิตยสารชัยสมรภูมิ และกล่าวคำอวยพรแด่ท่านแม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมทั้งขอบคุณกองทัพภาคที่ 1 ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ชายแดนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นด้านการสื่อสารและการประชา สัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับงานความมั่นคง โดยเฉพาะบทบาทของสมาคมวัฒน ธรรมและเศรษฐกิจ ไทย-เมียนมาร์ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อมิติด้านเศรษฐกิจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขตามแนวชายแดน

ทางด้าน พลโท วรยศ เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้กล่าวขอบคุณนายกฤตพัฒน์และทางสมาคมฯ ที่ให้เกียรติเดินทางมาอวยพรในวันนี้ พร้อมกับแสดงความชื่นชมในบทบาทของภาคส่วนสื่อสารมวลชนที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการสะท้อนภาพลักษณ์การทำงานของภาครัฐ และช่วยเป็นสื่อกลางในการสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในภูมิภาคต่อไป


ทบ. รับมอบความช่วยเหลือ จากสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างบังเกอร์ หลุมหลบภัย และที่มั่นดัดแปลงแข็งแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ. รับมอบความช่วยเหลือ จากสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างบังเกอร์ หลุมหลบภัย และที่มั่นดัดแปลงแข็งแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (13 ม.ค. 69) เวลา 09.00 น. ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก รับมอบเงิน จากสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย (สนท.) นำโดย พลตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย นายกกิตติม ศักดิ์ สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และคณะ จำนวน 1,000,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำไปสร้างบังเกอร์ หลุมหลบภัย และที่มั่นดัดแปลงแข็งแรงให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพบก ขอขอบคุณสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย (สนท.) ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบกำลังใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความความสามารถ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างดีที่สุดต่อไป



แผนกแถลงข่าว
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

“จิตอาสา กองพันเสนารักษ์ที่ 4” พาเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช

“จิตอาสา กองพันเสนารักษ์ที่ 4 พาเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช”

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2568 กองพันเสนารักษ์ที่ 4 ได้ดำเนินกิจกรรมจิตอาสาโดยการถ่าย ทอดสด (Live สด) ผ่านทาง Facebook page ของโรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน ในชื่อกิจกรรม “จิตอาสาพาเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช” ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดใกล้เคียง

อีกทั้งโบราณวัตถุได้มาจากผู้มีจิตศรัทธาถวายไว้เป็นพุทธบูชา รวมทั้งที่ได้จากการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานในจังหวัดพิษณุโลก อาทิ พระพุทธรูป, พระพิมพ์ดินเผา เครื่องถ้วยสังคโลก, เครื่องถ้วยจีนลายครามและเขียนสี, เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง, เครื่องแก้วเจียระไน, ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นมงคลโบราณ ได้แก่ “นพรัตนราชวราภรณ์” ที่พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ได้ถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธชินราช เป็นต้น ในการนี้ กองพันเสนารักษ์ที่ 4 ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่วิทยากรเป็นอย่างดี…


นที มีเดช รายงาน