อดีตรักษาการผกก.บางสะพาน เสียดายไม่ได้สานต่อโรงพักกำเนิด ส่วนชาวบ้านเสียดายคนทำงานเพื่อประชาชนไม่ได้ดี

ประจวบคีรีขันธ์ _ อดีตรักษาการผกก.บางสะพาน เสียดายไม่ได้สานต่อโรงพักกำเนิด ส่วนชาวบ้านเสียดายคนทำงานเพื่อประชาชนไม่ได้ดี

วันที่ 18 ธ.ค.68 จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ. พสิษฐ์ ก้อนสิน ว่าในระหว่างที่ตนเองได้มารักษาราชการแทนผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางสะพาน เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2568 ได้มีแนวคิดฟื้นฟูโรงพักกำเนิดนพคุณ ซึ่งเป็นที่ทำการเดิม เคยให้บริการประชาชน ต.แม่รำพึง ต.พงศ์ประศาสน์ ต.กำเนิดนพคุณ และใกล้เคียง เพื่อบริการให้ประชาชนได้รับความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหาย หลักฐาน ฯลฯ รวมทั้งเพื่อความรวดเร็วทันเหตุการณ์ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม บรรเทาความเดือดร้อนและแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างทันท่วงที ได้ดำเนินการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อม การปรับภูมิทัศน์ด้านหน้าสถานีรถไฟบางสะพานใหญ่ ให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจ เกิดความปลอดภัยในการนำรถไปจอดรอรับญาติ หรือแม้กระทั่งจอดรถไว้แล้วโดยสารรถไฟไปทำธุระ โดยไม่ต้องกลัวว่าทรัพย์สินจะสูญหาย การปรับปรุงโครงสร้างตัวอาคารที่ชำรุด ตกแต่ง เพื่อให้เกิดความพร้อมและสง่างาม ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพื่อรองรับการเปิดดำเนินการในอนาคต

โดยนอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการฟื้นฟูปรับปรุง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ อนุรักษ์ไว้เป็นโบราณสถาน ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้แหล่งกำเนิดของชาวบางสะพาน วัฒนธรรม ขนบประเพณีดั้งเดิม เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศึกษาและอนุรักษ์ เพื่อเป็นแลนด์มาร์คของอำเภอบางสะพาน โดยมีแนวคิดจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต และอื่นๆ ในทุกมิติไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ การดำเนินการได้รับความอนุเคราะห์จากผู้มีจิตศรัทธาหลายๆภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนายกณรงค์ พลายน้อย นายวสันต์ ปลอดโปร่ง และอีกหลายท่านที่ไม่ได้กล่าวถึง ในการบูรณาการร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรถแบ็คโฮ รถไถ ระบบไฟ และอื่นๆ โดยงบประมาณบางส่วนได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ท่าเรือบางสะพาน จำนวน 20,000 บาท โดยโครงการทั้งหมดดำเนินการไปได้ประมาณ 80 % ก่อนหมดวาระรักษาราชการแทน มีคำสั่งการแต่งตั้งท่านอื่นมาดำรงตำแหน่ง

พ.ต.อ.พสิษฐ์ กล่าวอีกว่า “ผมไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางสะพาน จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จ ไม่สามารถให้บริการประชาชน ตามที่ได้ตั้งใจและดำเนินการโครงการดังกล่าวไว้ ต้องกราบขอโทษต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวบางสะพาน ที่เคารพรักทุกท่าน มา ณ โอกาสนี้ ครับ หากมีสิ่งใดที่เป็นการล่วงเกินอะไร ก็กราบขออภัยครับ และหากมีอะไรให้ผมได้รับใช้ หรือให้คำปรึกษาอะไร ก็เรียกใช้ได้ตลอดเวลา” พ.ต.อ.พสิษฐ์ กล่าว

ด้าน นายสานิตย์ เมฆเจริญ อายุ 84 ปี ชาว ต.พงศ์ประศาสน์ อ.บางสะพาน กล่าวว่า เสียดายโครงการดีๆที่ผกก.ท่านนี้ทำไว้จากโรงพักที่รกร้าง อาคาร บ้านพัก ทรุดโทรมจนกลับมามีสภาพเกือบสมบูรณ์ จนชาวบ้าน 3 ตำบล เชื่อว่าโรงพักแห่งนี้ต้องกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมแต่แล้วเหมือนฟ้าผ่ากลางแดดเมื่อคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติล่าสุดไม่มีชื่อของ พ.ต.อ.พสิษฐ์ ก้อนสิน ที่ทำงานเพื่อประชาชนและองค์กรตำรวจ มาดำรงตำแหน่งที่ สภ.บางสะพาน


ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0649646443

สมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ภูมิภาค เข้าแสดงความยินดีกับผู้ว่าฯ ลพบุรีคนใหม่

สมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ภูมิภาค เข้าแสดงความยินดีกับผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีคนใหม่

ลพบุรี – สมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ภูมิภาค นำโดย ดร.ประยุทธ์ คงเฉลิมวัฒน์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกในพื้นที่จังหวัดลพบุรี เข้าพบเพื่อแสดงความยินดีกับ นายวีรพงศ์ ฤิทธิ์รอด ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี หลังได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายจากตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีอย่างเป็นทางการ

ในการเข้าพบครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสำคัญด้าน การสื่อสารข่าวสารของจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะบทบาทของสื่อมวลชนในพื้นที่ ในการถ่าย ทอดนโยบาย การดำเนินงาน และภารกิจของหน่วยงานภาครัฐไปสู่ประชาชนอย่างถูกต้อง ชัดเจน และรอบด้าน

นายวีรพงศ์ ฤิทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้กล่าวขอบคุณคณะผู้บริหารและสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวฯ พร้อมระบุว่า สื่อมวลชนถือเป็นกระบอกเสียงสำคัญของภาครัฐ และเป็นกลไกที่มีพลังในการช่วยให้การทำงานของราชการเกิดผลสัมฤทธิ์ เนื่องจากสามารถทำให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมกับการดำเนินนโยบายและภารกิจด้านต่าง ๆ ของจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กระบอกเสียงของสื่อมวลชนในจังหวัดลพบุรี ถือเป็นกระบอกเสียงที่ “ดังและทรงพลัง” ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐกับประชาชน อันจะนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ขณะเดียวกัน สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวฯ ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอในประเด็นปัญหาและแนวทางการพัฒนาจังหวัดลพบุรีในหลายด้าน อาทิ ความปลอดภัยบนท้องถนนและการลดอุบัติเหตุทางถนน, การจัดการปัญหาอุบัติเหตุในพื้นที่เสี่ยง, ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม, รวมถึงแนวคิดในการ ร่วมมือกันปลูกป่า ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และดูแลพื้นที่สีเขียวของจังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้ บรรยากาศการพบปะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาครัฐและสื่อมวลชนในพื้นที่ ซึ่งต่างเห็นพ้องกันว่า การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และมีเป้าหมายเดียวกัน จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดลพบุรีให้ก้าวหน้า และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง


องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และสมาคมแม่บ้านฯ ร่วมออกร้านงานกาชาด ประจำปี 2568

องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ได้ร่วมออกร้านในงานกาชาด ประจำปี 2568 ณ บริเวณสวนลุมพินี ประตู 3 ถนนพระรามที่ 4 กรุง เทพมหานคร โดยภายในร้านได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การเล่นเสี่ยงโชคโดยวิธีสอยกัลป พฤกษ์ (สอยดาว), การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าฝีมือทหารผ่านศึกและครอบ ครัว จากร้าน POPPY memorandum รวมทั้งการจัดนิทรรศการประมวลภาพพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ และทหารผ่านศึก

#wvothailand honortheheroes #องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก #สมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก #ทหารผ่านศึก #งานกาชาด #กาชาดประจำปี2568 � #RedCrossFair2025


ทางด่วนงามวงศ์วานจาก “ลอยฟ้า-ใต้ดิน-บนดิน” จะได้สร้างมั้ย?

เมื่อเร็วๆ นี้ทางด่วนงามวงศ์วานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางด่วนขั้นที่ 3 กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) มีมติอนุมัติให้ใช้สะพานพงษ์เพชร-ถนนงามวงศ์วาน-อุโมงค์เกษตร เป็นเส้นทางของทางด่วนสายนี้

ความจริงคือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ศึกษาโครงการก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 3 มาตั้งแต่ปี 2528 เพื่อแก้ปัญหาจราจรแนวตะวันตก-ตะวันออก บนถนนรัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-ประเสริฐมนูกิจ (หรือถนนเกษตร-นวมินทร์) เดิมตั้งใจจะสร้างเป็น “ทางด่วนยกระดับตลอดสาย” แต่รัฐบาลหลายรัฐบาลที่ผ่านมาจัดลำดับให้โครงการนี้อยู่ “ท้ายคิว” ทั้งๆ ที่ กทพ.ได้ก่อสร้างตอม่อรองรับทางด่วนไว้พร้อมกับการก่อสร้างถนนประเสริฐมนูกิจโดยกรมทางหลวงในช่วงปี 2539-2541 เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น หลังจากกรมทางหลวงสร้างถนนประเสริฐมนูกิจเสร็จ กทพ.ก็ต้องขุดเจาะถนนเพื่อทำตอม่อ จะก่อให้รถติด สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน

1. แผนลอยฟ้าไม่ผ่าน… แผนใต้ดินก็ต้องพับฃ

ในปี 2565-2567 กทพ.พยายามแก้เกมจากการถูกคัดค้านการก่อสร้างทางด่วนลอยฟ้าที่ผ่านด้านข้างของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเปลี่ยนรูปแบบเป็นทางด่วนใต้ดิน เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ซึ่งทำให้ค่าก่อสร้างและค่าซ่อมบำรุงรักษาแพงกว่าทางด่วนลอยฟ้ามากแต่อย่างไรก็ตาม ในปลายปี 2567 แผนการก่อสร้างทางด่วนใต้ดินสายแรกของไทย ซึ่งลึกถึง 48.5 เมตร หรือเท่ากับตึกสูง 16 ชั้น ถูก “เบรก” เมื่อประเมินแล้วว่าไม่คุ้มทุน ส่วนตัวผมเห็นว่าเป็นข่าวดี เพราะอุโมงค์ลึกขนาดนั้น… แถมเป็นอุโมงค์ 2 ชั้น ย่อมมีความเสี่ยงทั้งเรื่องอากาศเสีย ไฟไหม้ อุบัติเหตุจราจร และน้ำท่วม หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจะอพยพผู้ใช้ทางด่วนโดยเฉพาะเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนป่วยออกจากอุโมงค์ได้ยากมาก

2. ลอยฟ้าไม่ได้ ใต้ดินไม่ได้ หันมาสร้าง “บนดิน”?

เมื่อก่อสร้างทางด่วนลอยฟ้าก็ไม่ได้ ทางด่วนใต้ดินก็ไม่ได้ ล่าสุด กทพ.เสนอแนวคิดใหม่คือก่อสร้างทางด่วนช่วงแยกพงษ์เพชร-แยกเกษตร เป็นทางด่วนบนดิน (ระดับดิน) โดยจะใช้ผิวจราจรบนถนนงามวงศ์วาน 4 ช่องจราจร จากทั้งหมด 8 ช่องจราจร รวมทั้งสะพานพงษ์เพชร สะพานบางเขน และอุโมงค์เกษตร มาทำเป็นทางด่วนผมไม่ทราบว่าแนวคิดนี้มาจากใคร? แต่ผลลัพธ์ชัดเจนมาก… งามวงศ์วานจะเป็นอัมพาตทันที เพราะทุกคนรู้ว่าเมื่อผิวจราจรครึ่งหนึ่งถูกแย่งไปทำทางด่วน รถที่ติดอยู่แล้วจะติดหนักขึ้นอย่าง “สาหัสสากรรจ์” ทั้งรถส่วนตัว และรถเมล์ที่มีอยู่กว่า 10 สาย และที่สำคัญ การทำเช่นนี้เป็นการ “รังแก” ผู้ใช้รถใช้ถนนบนถนนงามวงศ์วานที่ต้องเผชิญรถติดอย่างหนักอยู่แล้ว ยังถูก “บังคับ” ให้จ่ายเงินเข้าใช้ทางด่วน ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกทำแบบนี้

3. อุโมงค์เกษตร… จุดเสี่ยงที่สุดถ้าถูกปรับเป็น “ทางด่วน”

อุโมงค์เกษตรถูกออกแบบเป็น “อุโมงค์ทางลอดความเร็วต่ำ-ปานกลาง” ไม่ได้ออกแบบสำหรับรถวิ่งกว่า 80-100 กม./ชม. แบบทางด่วนการนำอุโมงค์ที่มีรัศมีโค้งแคบมากมาใช้เป็นทางด่วน จะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งการชนท้ายและรถเสียหลักถูกเหวี่ยงออกนอกโค้ง เสียการทรงตัว เสี่ยงต่อการพลิกคว่ำ หรือออกนอกเลนอย่างเลี่ยงไม่ได้

4. ทางออกที่ดีคือ “รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล”

กรณี กทพ.ไม่สามารถสร้างทางด่วนลอยฟ้าได้ ถ้าต้องการแก้รถติดบนถนนงามวงศ์วาน และถนนประเสริฐมนูกิจอย่างยั่งยืน กระทรวงคมนาคมควรเร่งเดินหน้ารถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล เชื่อมแครายกับลำสาลี ระยะทาง 22 กม. ซึ่งผม (ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์) เป็นผู้เสนอไว้ตั้งแต่ปี 2556 ในขณะเป็น ส.ส. และได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลในขณะนั้น โดยได้บรรจุเส้นทางไว้ในแผนแม่บทรถไฟฟ้ารถไฟฟ้าคือคำตอบที่ถูกต้องกว่า ปลอดภัยกว่า และไม่เบียดเบียนผิวจราจรประชาชน

5. ฟันธงว่า “ไม่ได้สร้าง”

ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีนักการเมืองคนไหนจะกล้าสั่งให้ กทพ.สร้างทางด่วนบนดินช่วงสะพานพงษ์เพชร-อุโมงค์เกษตรแน่นอน เพราะผลกระทบหนักเกินกว่าประโยชน์ที่จะได้ และจะสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล

ใครจะกล้า?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ส่งมอบเงินจากรายได้จากการจัดกิจกรรม “PATTAYA DJ CHARITY” ร่วมปันน้ำใจช่วยผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้

ส่งมอบเงินจากรายได้จากการจัดกิจกรรม ” PATTAYA DJ CHARITY “ ร่วมปันน้ำใจช่วยผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ชาวพื้นที่ภาคใต้ ยอดรวมเงินทั้งหมด 152,471 บาท

วันที่ 01/12/68 ได้ส่งมอบเงินบริจาคและของต่างๆ ให้กับ ท่านนายกฯ เมืองพัทยา คุณเบียร์ ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ เพื่อส่งต่อให้กับ มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา เพื่อนำเงินและของไปช่วยผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมชาวพื้นที่ภาคใต้ต่อไป

ขอบคุณสถานที่

  • FRIENDLY CLUB PATTAYA
  • The Garden 168
  • มหานคร พัทยา
  • FC CLUB PATTAYA
  • ลาน ปิติ พัทยา
  • BANGKOK 159 MEN CLUB PATTAYA
  • 86 CLUB PATTAYA
  • MAO DEEP CLUB

ขอบคุณทีมงาน DJ MC ทุกท่าน

  • Pattaya Dj Charity
  • Sound 21 Share Dj Thailand
  • ชมรม DJ MC แห่งประเทศไทย
  • Dj Plus
  • YDE Studio Pattaya
  • ทีมงาน DJ MC สายบุญ พัทยา

อนุโมทนาสาธุบุญร่วมกันนะคะ ขอให้ทุกท่านโชคดีเฮงๆ รวยๆ กันทุกคน ที่ร่วมบุญกันในครั้งนี้ค่ะ


“นายกฯ” เป็นประธานสรุปผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2568 และแถลงแผนการปฏิบัติงาน ประจำปี 2569 ของ กอ.รมน. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานสรุปผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2568 และแถลงแผนการปฏิบัติงาน ประจำปี 2569 ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 3 ธันวาคม 2568

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.กอ.รมน.) ร่วมงานสรุปแผนการปฎิบัติงานประจำปี 2568 และแถลงแผนการปฎิบัติงานประจำปี 2569

นายกรัฐมนตรี กล่าวในการมอบนโยบายว่า ปัญหาด้านความมั่นคงเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชา ชน และปราบปรามภัยคุกคามทุกรูปแบบที่ส่งผลกระทบ ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ และความสงบเรียบร้อยของชาติ

ตนได้หารือกับผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอ.รมน. ซึ่งได้กำหนดทิศทางการทำงาน กอ.รมน.ในปี 2569 ให้มุ่งสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืน ทันสมัย และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปลี่ยนการทำงานเชิงรับ เป็นทำงานเป็นเชิงรุก แก้ปัญหาที่ต้นตอและมุ่งเน้นการบูรณาการงานเพื่อให้เห็นผลชัดเจน และตอบสนองของประชาชนได้ในทุกสถานการณ์ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีแนวทางการปฏิบัติงาน และความพร้อมต่อการป้องกัน และการแก้ไขปัญหาให้บรรลุผลในปี 2569 นี้ ตนจึงขอให้ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการดังนี้

1.การป้องกันภัยคุกคามเร่งด่วน มุ่งยับยั้งเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการกับข้ามชาติ และปัญหายาเสพติดตามแนวชาย แดนพร้อมทั้งสนับสนุนการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เน้นการทำงานเชิงลึกในพื้นที่ และใช้การมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสันติสุขลดเหตุรุนแรงลดจำนวนจุดเสี่ยงลงมห้ได้ อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนการปรามปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์และการก่อการร้ายข้ามชาติ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน และสร้างเครือข่ายการแจ้งเบาะแสให้ครอบคลุมในพื้น ที่รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบด้วยการประสานกับหน่วยงานอย่างรวดเร็วเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ชัดเจน การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารของ กอ.รมน.ต้องพัฒนาข้อมูลข่าวสารด้านข่าวให้รู้จริง รู้เร็ว และแม่นยำ สกัดกั้นข่าวปลอมหรือ fake news ที่บิดเบือนข้อเท็จจริงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้มีการแตกแยกของสังคม 

2.การสนับสนุนงานรัฐบาล มุ่งยกระดับการแก้ปัญหาชีวิต มุ่งให้ความสำคัญแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน การค้ามนุษย์ และสถานะบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงานแผนการความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนเป้าหมายได้รับการป้องกันภัยภายในพื้นที่ ยึดหลักการการจัดลำดับความเร่งด่วนของการแก้ไขปัญหาเสริมความพร้อมด้านพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับป้องปรามการลักลอบนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตร และสินค้าประมงที่ผิดกฎหมาย รวมถึงความพร้อมในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ในภาวะที่ไม่ปกติหรือภัยพิบัติที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงโดยรวม ในมิติของการบรรเทาสาธารณะภัย และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมขอให้ กอ.รมน.ดำเนินการเชิงรุกเพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบ หาความร่วมมือกับท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ไฟป่า ปัญหาอากาศ เคมีอุตสาหกรรม และปัญหาน้ำปนเปื้อนสารเคมี 

3.การปรับปรุงองค์กรและเสริมภาพลักษณ์ให้เกิดความโปร่งใส และเป็นที่พึ่งของประชาชน จะเริ่มจากการเสริมศักยภาพบุคลากรให้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีการใช้ข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลเพื่อให้กำลังพลพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ตามบริบทของความมั่นคงในปัจจุบันรวมทั้งการเสริมสร้างความโปร่งใสขององค์กรโดยทุกภารกิจต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ดังนั้นการใช้งบประมาณ การปฏิบัติงานของหน่วยงานในพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ

ท้ายที่สุดตนขอขอบคุณ ผู้บริหารของ กอ.รมน.ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และร่วมมือกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศไปอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนขอขอบคุณและเป็นกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจนี้ ด้วยความทุ่มเท และเสียสละของทุกคนเพื่อทำให้การทำนโยบายฝเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริงคือผลการปฏิบัติที่คาดหวังซึ่งทุกคนในที่นี้ จะได้ทำงานร่วมกันผ่านประเทศไทยก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน 


ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ ร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ ร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

วันนี้ 15 ธันวาคม 2568 ที่อาคาร 606 สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง เป็นประธานในการนำข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ ร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำความดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมายึดถือปฏิบัติ ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้ข้าราชบริพารในพระองค์ เป็นแบบอย่างของการเป็นข้าราชการที่ดี มีจิตอาสา จิตสาธารณะ มีความเสียสละอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีความกตัญญู ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ร่วมทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

โดยมีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ จากสำนักงานองคมนตรี สำนักพระราชวัง กองแพทย์หลวง กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการนายตำรวจราชองครักษ์ประจำพระองค์ พร้อมใจเข้าร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งวันนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นหน่วยรับบริจาคโลหิต มีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ผ่านการคัดกรอง จำนวน 279 คน ได้จำนวนโลหิต 111,600 ซีซี สำหรับโลหิตที่บริจาคในวันนี้ จะนำไปใช้เป็นโลหิตสำรอง สำหรับใช้ในการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

การพร้อมใจร่วมบริจาคโลหิตของข้าราชบริพารในพระองค์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ อุทิศตน มีจิตอาสา ช่วยเหลือและทำความดีเพื่อส่วนรวม ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างของข้าราชการที่ดี ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะให้ประเทศชาติมีความมั่นคงและประชาชนมีความสุข


ทำไม่พัก! ชป.เดินหน้าต่อเนื่อง ลุยกำจัดผักตบ–ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ

กรมชลประทาน เดินหน้ากำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง หวังเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง

  • ภารกิจกำจัดวัชพืช
    • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน บริเวณ คลองทราย บ้านทุ่งป่ากระถิน ตำบลพญาแมน อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์
    • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานเรศวร บริเวณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานเรศวร ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก
    • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา บริเวณ หน้าเขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
    • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลเทพ บริเวณ ทุ่นดักผักตบชวาหน้าประตูระบายน้ำพลเทพ ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท
    • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา บริเวณ ด้านหน้าประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ตำบลบางสาม อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
    • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังบน บริเวณ คลองสาย D1 ตำบลท่าเสม็ด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • ภารกิจติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วมขัง
    • สำนักงานชลประทานที่ 12
      • 1.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา จำนวน 42 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อาทิ บริเวณ ตำบลบ้านแหลม,ตำบลโครกคราม,ตำบลวัดดาว อำเภอบางปลาม้า จำนวน 31 เครื่อง บริเวณ ตำบลบางตะเคียน,ตำบลบางพลับ,ตำบลต้นตาล อำเภอสองพี่น้อง จำนวน 11 เครื่อง
      • 2.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก จำนวน 7 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี บริเวณ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง
      • 3.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายางมณี จำนวน 20 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง บริเวณ ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก
      • 4.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร จำนวน 1 เครื่อง บริเวณ ตำบลหลักแก้ว อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
      • 5.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผักไห่ จำนวน 3 เครื่อง บริเวณ ตำบลไผ่กองดิน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และ ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    • สำนักงานชลประทานที่ 15 บริเวณ เทศบาลนครศรีธรรมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
    • สำนักงานชลประทานที่ 17 บริเวณ บ้านชุมบก หมู่ที่ 9 ตำบลเกาะสะท้อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

ทั้งนี้ กรมชลประทานยังคงเดินหน้าบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งให้ทั่วถึงและสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ รวมไปถึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ยังคงประสบภัยน้ำท่วมในบางพื้นที่ จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ หากประชาชนหรือหน่วยงานต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มจธ.ราชบุรี เปิดบ้านจัดประชุมประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจร ครั้งที่ 3/2568 ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

มจธ.ราชบุรี เปิดบ้านจัดประชุมประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจร ครั้งที่ 3/2568 ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน 

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) “การพัฒนาที่ยั่งยืน” (SDGs) ถือเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการพัฒนาที่สำคัญระดับโลก ซึ่งปัจจุบันทุกภาคส่วนต่างให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้ โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อคนรุ่นต่อไปในอนาคต โดยสถาบันการศึกษานอกจากจะเป็นภาคส่วนสำคัญในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักในความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว ยังสามารถสร้างรูปธรรมของการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้ อันเป็นที่มาของ “เครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศ ไทย (Sustainable University Network of Thailand : SUN Thailand) ที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในระดับอุดมศึกษา ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานสู่ Net Zero Campus และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้กับบริบทพื้นที่

และในปีนี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม ประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจร ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 14-16 ธันวาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainable Future Society by Residential College : สร้างสรรค์สังคมสู่วิถีความยั่งยืน ด้วยอาศรมแห่งการเรียนรู้” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยมี รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน รศ.ดร.ณัฐพงศ์ มกระธัช ประธานเครือข่าย SUN Thailand ประจำปี 2568 กล่าวรายงาน และได้รับเกียรติจากคุณฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การพัฒนาเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บนผืนผ้าแห่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์” และการบรรยายพิเศษว่าด้วยการบริหารองค์กรภายใต้นโยบาย ESG ที่สอดรับกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่ กรณี บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด โดยคุณจตุพร โสภารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยในเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทยกว่า 35 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้าร่วม 

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่เป็นมหาวิทยาลัยหลักทั้งสี่กลุ่ม โดยเฉพาะที่อยู่ในเครือข่าย SUN Thailand จะต้องก้าวออกมาทำหน้าที่มากกว่าการสอนในห้องเรียน ทั้งการสร้างความตระหนัก และให้ความรู้เกี่ยวกับความยั่งยืนให้กับคนรุ่นใหม่ การลดความเหลื่อมล้ำ และการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตให้คนทุกช่วงวัย (Lifelong Learning) ตามพระราชบัญญัติอุดมศึกษาโดยเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษาและทักษะใหม่ๆ ได้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของสถาบันและสนับสนุนการพัฒนา Soft Power ด้านการศึกษาของประเทศอีกด้วย

“ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยยังต้องเป็นตัวอย่างด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนนโยบายของประเทศเรื่อง SDG โดย มจธ. ได้ประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน Carbon Neutrality ภายในปี 2040 และใช้ศักยภาพจากงานวิจัยกว่า 10 ปี ทั้งด้านการลดพลังงาน การออกแบบอาคาร การเรียนการสอนแบบไฮบริด ไปจนถึงการศึกษาการดูดซับคาร์บอนของป่าดิบแล้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่นำไปใช้อ้างอิงในเรื่องคาร์บอนเครดิตและการซื้อขายคาร์บอนได้จริงทั้งในระดับสถาบัน ภาคอุตสาหกรรม และภาคสังคม”

อธิการบดี มจธ. กล่าวอีกว่า “การที่องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยในเครือข่าย SUN Thailand ได้ถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือภาคสังคมในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) และการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) อาทิ การลดการปลดปล่อยคาร์บอนและการประหยัดพลังงาน การวิจัยเพื่อสนับสนุนเรื่องคาร์บอนเครดิต ทำให้เครือข่ายมหาวิทยาลัย SUN Thailand ที่มีจำนวนเริ่มต้น 16 แห่ง ในปี 2558 เพิ่มเป็นกว่า 60 แห่งในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อมหาวิทยาลัยร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังสามารถยกระดับองค์ความรู้ สร้าง Soft Power ทางการศึกษา และเป็นพลังสำคัญในการพาประเทศไทยเดินไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

สำหรับงานประชุมประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจรครั้งที่ 3 นี้ นอกจากจะเป็นการประชุมคณะกรรมการเครือข่าย SUN Thailand ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568 แล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การเสวนาในหัวข้อ “ทุกคนต้องได้เรียน (Zero dropout)” โดยอาจารย์และนักวิจัย มจธ. ที่ทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อควสามเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และหน่วยงานอื่นๆ ในจังหวัดราชบุรี รวมถึงกิจกรรมเยี่ยมชมนิทรรศการ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืนในหลายประเด็น ประกอบด้วย การเรียนรู้ที่ผสมผสานการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในชั้นเรียนและการใช้ชีวิตร่วมกัน เยี่ยมชมอุทยานการเรียนรู้เรื่องผึ้งและศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Bee Park) กิจกรรมปั่นจักรยานและเดินศึกษาธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของป่าเต็งรัง (biodiversity) รวมถึงเยี่ยมชมการดำเนินงานการขับเคลื่อนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ณ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีนวัตกรรมคาร์บอน และ เยี่ยมชมวิถีชุมชนและการขับเคลื่อนศิลปะและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ไทยกะเหรี่ยง ชุมชนเครื่องเงิน ‘ตลาดน่าเอ๊’ ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจวัฒนธรรม อ.บ้านคา จ.ราชบุรี และเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด ได้แก่ เขากระโจม บ้านหอมเทียน พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ (พระสี่มุมเมือง) และพิพิธภัณฑ์เรื่องของโอ่ง ซึ่งเป็นแหล่งสะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองราชบุรีอย่างโดดเด่น

การประชุมครั้งนี้ตอกย้ำพลังความร่วมมือของมหาวิทยาลัยไทยในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การบูรณาการองค์ความรู้ และการขยายผลสู่ชุมชนในระดับพื้นที่ ทั้งยังสะท้อนบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการร่วมสร้างอนาคตสังคมยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“แกนนำพรรคพลวัต” ดีเดย์ 17 ธ.ค.68 เปิดตัวพรรคพร้อมสโลแกน “Smart Support and Sincere”

“แกนนำพรรคพลวัต” ดีเดย์ 17 ธ.ค.68 เปิดตัวพรรคพร้อมสโลแกน “Smart Support and Sincere”

นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพรรคพลวัต พร้อมด้วย นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ รองหัวหน้าพรรค และนายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล เลขาธิการพรรค ร่วมกันแถลงข่าวถึงการเปิดตัวครั้งแรกว่า พรรคมีจุดยืน แนวคิด และทิศทางการทำงานทางการเมือง โดยให้ความสำคัญกับคำว่า “Smart Support and Sincere” เพราะเชื่อว่า “ฉลาด เปิดกว้าง และผลักดัน และการลง มือทำ สำคัญกว่าวาทกรรมสวยหรู” ทั้งนี้พรรคพลวัตมีทีมงานบริหารที่เก๋าเกมทางการเมืองและคนรุ่นใหม่ เราไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกหรือทางรอด” แต่คือ “ทางเดียว” (The Only Way) ที่จะพาไทยไปยืนบนเวทีโลก เพื่อดึงเม็ดเงินและเศรษฐกิจกลับมาแก้ปากท้องคนไทย

“กัณวีร์ มั่นใจ พร้อมเสนอสิ่งดีที่สุดแก่ประชาชน ย้ำ จุดยืน-อุดมการณ์พรรคทำได้จริง”
นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพรรคพลวัต กล่าวถึงเหตุผลในการตั้งพรรคพลวัตว่า จุดยืนและอุดมการณ์ของผม ต้องการสร้างบ้านหลังเล็กที่แข็งแรง ขณะเดียวกันโจทย์ประเทศขณะนี้ใหญ่และซับซ้อนมากขึ้น ผมจึงต้องการพื้นที่ที่อนุญาตให้ผมพุ่งชนปัญหาได้เร็วกว่าเดิมไม่ติดอยู่กับขั้นตอน ผมเชื่อมั่นว่าพรรคพลวัตจะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดแก่ประชาชน และเป็นทางเลือกที่พรรคปฏิบัติได้จริง ผมรอไม่ได้ที่จะแก้ปัญหาที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการสู้รบไทย-กัมพูชา หรือปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งการทำงานกับองค์การสหประชาชาติ (UN) สอนผมให้เน้น Action ไม่เน้น Process ที่ยืดเยื้อต้องเป็น Proactive Diplomacy ไม่ใช่แค่ตามแก้ข่าว ดังนั้นเลือกพรรคพลวัตจะไม่ได้แค่นักการทูต แต่จะได้อะไรที่มากกว่าการเมืองหรือการปกครอง

“นายกัณวีร์ รับ ตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย”
หัวหน้าพรรคพลวัต กล่าวว่า การที่จัดตั้งพรรคการเมือง ณ วันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะจัดตั้งพรรคการเมืองได้ผมเรียนรู้จากคนที่ทำงานในสภาผู้แทนราษฎร แล้วรู้สึกว่ากว่าเราจะมาตั้งพรรคการเมือง ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมามีทั้งการจัดตั้ง การทำโครงสร้างต่างๆ แต่ความมุ่งมั่นของคนทุกคนที่มาอยู่ในพรรคพลวัต เชื่อว่ามาด้วยความตั้งใจจริง มาทั้งน้ำตา มาทั้งรอยยิ้ม มาทั้งเสียงหัวเราะ เราทำงานร่วมกันจนวันนี้ เรามุ่งมั่นมากที่พยายามขยายฐานเสียงพรรค และเชื่อว่าประชาชนจะเห็นความตั้งใจจริง จึงอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะการเมืองของประเทศไทยหยุดนิ่งมาอย่างยาวนาน 2 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา จึงอยากทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้า ฉะนั้นหากเราไม่มั่นใจ เราทั้ง 3 คนจะไม่นั่งอยู่ที่นี่ในวันนี้

“ตั้งเป้าเป็นรบ. เหตุ อยากผลักดันนโยบายพรรคให้ทำได้จริง”
ส่วนโพลระบุว่า พรรคพลวัตมีโอกาสเป็น 1 ในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอนนั้น นายกัณวีร์ฯ กล่าวว่า ผมพูดชัดเจนว่าอยากเป็นรัฐบาล เพราะนโยบายของเราชัดเจนในเรื่องของอุดมการณ์ ที่มาจากพี่น้องประชาชนโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางในการจัดตั้งนโยบาย เราสามารถปฏิบัติจริงในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้นสิ่งที่ชัดเจนคือ เราพร้อมเป็นพรรคทางเดียวที่จะผลักดันให้ประเทศไทย เดินหน้าต่อไปได้จากสังคมการเมืองที่หยุดนิ่ง

“พรรคพลวัตยึดมั่นในสิ่งที่ให้คำมั่นกับประชาชน คอยดูว่านโยบายเราที่ออกมาเป็นทางเดียวที่จะผลักดันให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ กับปัญหาต่างๆ ที่ รุมเร้า เพราะ 2 ปีกว่าที่ผ่านมาผมเห็นว่าประเทศไปไหนไม่ได้จริงๆ หยุดนิ่งเพราะการแบ่งแยก เราจะมาแทรกตรงกลาง และเป็นแสงสะท้อนออกมาให้กับสังคม ว่าพรรคการเมืองใหม่ที่มีคนทำงานได้จริงๆ อยู่ตรงนี้”

“เน้นโยบายด้านตปท.”
นายกัณวีร์ฯ กล่าวว่า นโยบายของพรรคอย่างแรก คือ ด้านการต่างประเทศแม้ว่าอาจจะจับต้องยาก เพราะในอดีตจนถึงปัจจุบันผมยังไม่เห็นว่ามีพรรคการเมืองไหน ชูในเรื่องของการต่างประเทศ 2 ปีกว่าที่ผ่านมาทุกคนเห็นแล้วว่าเรื่องของสถานการณ์ชายแดน ก่อให้เกิดผลลัพธ์และผลกระทบอย่างไร ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน การส่งออก ประเทศมหาอำนาจยกเรื่องภาษีขึ้นมาต่อรอง และการผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศต้นทาง ขณะที่การทูตของไทยไม่เปลี่ยนแปลงนับ 100 ปี ฉะนั้นการพูดแบบเงียบๆประเทศไทยก็จะถูกเป็นลูกไล่ เพราะเราไม่มีจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ สุดท้ายประชาชนคนไทยจะได้รับผลกระทบตามมา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางการทูตของไทยเป็นสิ่งสำคัญ ผมเป็นหัวหน้าพรรคจำเป็นที่จะต้องชูธงว่าเราจะเน้นด้านไหนเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า เลือกพรรคเราแล้วประชาชนให้การสนับสนุนเราแล้ว ท่านสามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่าเราจะเข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในช่องทางไหน

“รองหัวหน้าพรรคพลวัต ลั่น มียุทธศาสตร์เฉพาะพื้นที่ เน้นคุณภาพคนมากว่าปริมาณ มั่นใจปักธงได้แน่ 150 เสียง”
ทางด้านนายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลวัต กล่าวว่า ผมต้องการพรรคที่เปิดโอกาสให้ผมลงมือทำ เพราะผมถนัดวิ่งเข้าหาปัญหาเชื่อว่าการมาอยู่พรรคนี้ จะทำให้ผมได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดบนจุดยืนของผม นอกจากนี้พรรคมียุทธศาสตร์เฉพาะแต่ละพื้นที่ เรามั่นใจว่าปักธงได้แน่ๆ เพราะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ตอนนี้เราปักหมุดจังหวัดที่พร้อมแน่ๆ แล้ว 35 จังหวัด จาก Data ที่เราวิเคราะห์มาอย่างละเอียด เรามองเห็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ประมาณ 230 เขต ที่เรามีลุ้นและกำลังเจาะลึกลงพื้นที่หนักๆตอนนี้มีอยู่ 122 เขต ในจำนวน 97 เขต นี้ที่ผมมั่นใจว่าเป็น ‘Winning Zone’ สามารถช่วงชิงเก้าอี้มาได้ สรุปตัวเลขกลมๆ ณ วันนี้พรรคพร้อมส่งผู้สมัครระดับตัวตึงที่ลงสนามเลือกตั้งได้แน่นอน 150 เขต เป็น 150 คนที่หวังผลได้จริง คาดว่าคะแนนที่เราจะได้อาจทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศ ณ ปัจจุบันที่ประชาชนยังลังเลหรือยังไม่ตัดสินใจ
“ลั่น มีจุดหมายเลือกตั้ง เน้นยุทธศาสตร์”

“จุดมุ่งหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้ ในฐานะที่ดูยุทธศาสตร์พรรคพลวัตด้วยระยะเวลาที่จำกัด ณ ปัจจุบัน 17 ธันวาคม ตอนนี้เราตั้งตัวแทนจังหวัดได้ 35 จังหวัดแล้วสามารถที่จะส่งผู้สมัครสส.เขตได้ 200-230 เขต ณ วันนี้เรามุ่งมั่นเป้าหมายของเราโดยถอดสมการ และยุทธศาสตร์ที่เราคาดหวังได้สส.อย่างน้อย 97 เขต และ 122 เขต ที่เราดูจากสมการ ที่เข้าไปในพื้นที่คิดว่ามีโอกาส ขณะที่เป้าหมายในการส่งสส.เขตไม่ต่ำกว่า 150 เขตอย่างแน่นอน ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ตอนนี้มีผู้ร่วมสนใจหลังจากที่เราเปิดตัว คิดว่าเข้ามาร่วมหลายคน และจะจัดลำดับผู้สมัครสส.ปาร์ตี้ลิสต์ให้เหมาะสม กับงานที่ทุกคนเข้ามาร่วม แต่ยืนยันวันนี้ว่าเรามี 150 เขตแล้วส่งแน่นอน”

“ลงมือทำพร้อมขับเคลื่อน”
นายสรยุทธ์ฯ กล่าวว่า ตอนนี้พรรคมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นนักบริหาร ที่มีพื้นหลังแต่ละคนเป็นนักบริหารมาก่อน ที่พรรคมั่นใจเพราะชื่อ “พลวัต”ก็บอกอยู่แล้วว่า คือ การขับเคลื่อนแล้วลงมือทำ ถ้าคิดแล้วไม่ได้ขับเคลื่อนก็ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นต้องลงมือทำด้วยและขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ผมจึงมั่นใจทีมยุทธศาสตร์และนโยบายของเรา ควบคู่กับความสามารถของทุกคน รวมถึงทีมงานหลังบ้านและทีมงานที่ Support ในด้านต่างๆรวมถึงตัวผู้สมัครในแต่ละเขต เราคัดกรองอย่างดีมีเวลาในการทุ่มเท 24 ชั่วโมงในการคัดเลือกและสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ในแต่ละจังหวัด ตำบลแต่ละจุดอย่างแน่นอน เป็นคนที่ชาวชุมชนเห็นแน่นอน ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าใหม่ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เป็นหน้าเดิมหรือเป็นคนในพื้นที่เห็นกันอยู่แล้ว ว่าคนเหล่านี้ทำงานในพื้นที่และช่วยเหลือรับรู้ปัญหาและสิ่งที่ต้องพัฒนาแต่ละชุมชนแต่ละจังหวัดอีกด้วย

“เลขาธิการพรรคพลวัต พร้อม เปิดโอกาสให้ตัวจริง ทำงานเปลี่ยนโครงสร้างการเมือง”
ขณะที่นายสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล เลขาธิการพรรค กล่าวว่าสาเหตุที่มาร่วมก่อตั้งพรรคพลวัต เพราะต้องการสร้างคนดีเข้ามาช่วยกันบริหารประเทศ การขับเคลื่อนของเรา คือ เปิดโอกาสให้ตัวจริง ได้ทำงานช่วยเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองไทย และพัฒนาประเทศในทุกมิติ ต้องการสร้างสังคมที่มีทั้งคนเก่ง มีความสามารถ ไม่ใช่ “อยู่เป็น” คือ ก้มหน้ายอมจำนนไหลตามน้ำเพื่อเอาตัวรอดแต่ต้อง “อยู่ได้” และ “อยู่ดี” ด้วยฝีมือของตัวเอง เราต้องการเปิดพื้นที่ให้ Professional หลายฝ่ายเข้ามาบริหารประเทศ ที่ผ่านมาคนดี คนเก่งไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะมีคนบอกว่าทำการเมืองต้องใช้ทุนและเป็นสังคมอุปถัมภ์ ผมจึงอยากมาแก้ Pain point ตรงนี้ ดังนั้นเมื่อทั้ง 2 ท่านชวนมาทำพรรคการเมืองผมจึงไม่ลังเล

เลขาธิการพรรคพลวัต กล่าวว่า การจะขับเคลื่อนพรรคได้ต้องหาคนดีๆ เข้ามาช่วยกันฉายแสง ความแตกต่างของพรรคพลวัต คือ ต้องเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี เพราะการตั้งพรรคขึ้นมาจากฐานความคิด ซึ่งการที่ผมมีโอกาสเข้าไปทำงานกับหลายรัฐมนตรี หลายกระทรวง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้เห็นบริบทการบริหารประเทศ เห็นพรรคข้าราชการ เห็นนักการเมือง และหลากหลายอย่าง

นายสรยุทธ์ฯ กล่าวว่า 30 ปีที่ผ่านมาผมถอดออกมา 4 เรื่องที่ทำให้ประเทศไทยติดกับดักแล้ววนอยู่ตรงนี้ ซึ่งทุกคนทราบและเริ่มมีความกังวล หลายคนพูดว่า “รัฐล้มเหลวมันเจ็บปวด” มันเกิดจากอะไรส่วนตัวมี 4 เรื่องที่เป็นห่วงและเชื่อว่าเป็นเทรนพอยประเทศ คือ
1.วงจรอุบาทว์ทางการเมือง เริ่มจากการที่เราพยายามให้ความสำคัญกับการเมืองที่เป็นทุน พอเข้ามาแล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการตอบแทนกลับไป เช่น แต่ละพรรคจะมีการตกเขียว มีกล้วยมาแจก เราเป็นประชาชนได้ยินคำพวกนี้เราก็เจ็บปวด เพราะท้ายที่สุดก็กลับมาสู่สังคมอุปถัมภ์หรือคอนเน็คชั่นล้วนๆ
2.ประเทศไทยไม่มีภูมิคุ้มกัน ถามว่าทำไมสแกมเมอร์และทุนเทาถึงไม่ไปประเทศอื่น ทำไมมาประเทศไทยเพราะประเทศไทยอ่อนแอ จ่าย-ซื้อได้ทุกระบบแบบวันสต็อปเซอร์วิส
3.เราให้ค่านิยมกับคนในประเทศแค่ 2 เรื่องคือ ขอให้มีเงินกับมีอำนาจ ไม่ว่าจะเข้ามาโดยวิธีไหนก็ได้ ความเก่ง คือ มือใครยาวสาวได้สาวเอา เข้าถึงอำนาจได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ถ้าเราสร้างค่านิยมแบบนี้ต่อไปและประเทศจะอยู่อย่างไรใครอยากจะทำอะไรให้สังคม
4.ถ้าคนไทยอยากอยู่อย่างมีความสุข ก็ต้อง “อยู่เป็น” เปรียบกับสโลแกนที่ว่า “รู้รักษาตัวเราเป็นยอดดี” ตรงนี้คือปัญหาใหญ่ที่ทำให้เราไม่มีคนดีๆ คนเก่งๆ ที่พร้อมจะทำงานให้ประเทศ เราถึงเจอคน 30 หรือ 40 คนที่เรียงหน้ากันเป็นรัฐมนตรีตลอดชีวิต หลับตาก็นึกภาพออกจำชื่อได้ วันนี้พรรคพลวัตจึงเกิดขึ้นโดยตั้งโจทย์ว่าทำอย่างไร เราจะเป็นผู้นำคนดีๆ เข้ามาสู่สังคมและประเทศ

“พรรคพลวัตเปิดตัวอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล สวมเสื้อพรรค”
ภายหลังการแถลงข่าว พรรคพลวัตได้เปิดตัว นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพร้อมสวมเสื้อสมาชิก

นายอภิสิทธิ์ฯ กล่าวว่า อยากร่วมงานกับคนดีๆ กว่า 20 ปีที่ผ่านมาผมสอนหนังสือ ด้านสายศิลปะการออกแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น อดีตผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เจตนาของผมอยากทำนโยบายที่รู้สึกว่าเข้าไปแล้วทำได้ อย่างน้อยผมสามารถทำให้คนที่อยู่ในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 500-800 หรือ 1,000 บาท ผมคิดว่าจับต้องได้ ฉะนั้นผมอยากเห็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เน้นสิ่งที่คิดว่าเป็นไปได้จริง และเห็นว่าทั้ง 3 ท่านพูดในเรื่องของความจริง ฉะนั้นโอกาสนี้ผมขอฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า เราอยากทำสิ่งที่คุยกันไว้ให้จริงเสียทีตามที่พรรคทำได้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน