รองแม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีถวายราชสักการะและพิธีพระราชทานทุนการศึกษาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประจำปีการศึกษา 2569

รองแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ผู้บัญชาการมณ ฑลทหารบกที่ 310 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมพิธีถวายราชสักการะและพิธีพระราชทานทุนการศึกษาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประจำปีการศึกษา 2569 มุ่งส่งเสริมเด็กและเยาวชนคนดีคนเก่งให้ได้รับการศึกษาต่อยอดสู่การพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. พลตรี ไมตรี ชูปรีชา รองแม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีถวายราชสักการะ พิธีพระราชทานทุนการศึกษาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มูลนิธิสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุโลก ประจำปีการศึกษา 2569 โดยมี นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะประธานกรรมการบริหารมูลนิธิสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุ โลก เป็นประธาน ณ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อุทยานประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

พร้อมกันนี้ พลตรี ไมตรี ชูปรีชา รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบเกียรติบัตรในการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่มูลนิธิจำนวน 60,000 บาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่มูลนิธิสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุโลก ประจำปีการศึกษา 2569 ในครั้งนี้ด้วย

โอกาสนี้ นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 310 พลตรี วิษณุ วิจิตรพงษา ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 รวมถึงคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ คณะอนุกรรมการแสวงหากลั่นกรองคัดเลือกผู้รับพระราชทานทุน ผู้รับพระราช ทานทุนการศึกษา ผู้ให้การสนับสนุน ผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์ ผู้ปกครอง ข้าราชบริพาร และพสกนิกรเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ในการนี้ พลโท วิชิต วงศ์สังข์ รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุโลก กราบบังคมทูลรายงานและเบิกตัวผู้เข้ารับพระราชทานทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 รวมทั้งสิ้น 15 ราย แบ่งเป็นทุนการศึกษาแบบต่อเนื่อง จำนวน 3 ราย (ทุนละ 85,000 บาทต่อปี จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี) และทุนการศึกษาแบบเฉพาะปีการศึกษา จำนวน 12 ราย เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย ตลอดจนเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนในจังหวัดพิษณุโลกที่มีคุณสมบัติเป็น “คนเก่ง คนดี” ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา

สำหรับมูลนิธิสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุ โลก จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 โดยได้ดำเนินการมอบทุนให้แก่นักเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 – 2568 ไปแล้วจำนวน 29 ราย ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนทุนที่สำเร็จการศึกษาและมีงานทำแล้วจำนวน 20 ราย ประกอบสัมมาชีพที่เป็นกำลังสำคัญของชาติ อาทิ แพทย์ พยาบาล วิศวกร โปรแกรมเมอร์ และครูอาจารย์ และกำลังศึกษาอยู่จำนวน 9 ราย

ภายในพิธี ผู้รับพระราชทานทุนการศึกษาทั้ง 15 ราย ได้ร่วมกันกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนเบื้องหน้าพระพักตร์พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมตั้งปณิธานที่จะมุ่งมั่น อดทน พาก เพียรในการศึกษาเล่าเรียน ประพฤติตนเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต อุทิศตนเสียสละเพื่อส่วนรวม และนำความรู้ความสามารถมาพัฒนาบ้านเมือง เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณ ตอบแทนคุณแผ่นดินถิ่นเกิดให้มีความเจริญก้าวหน้าสถาพรสืบไป


นที มีเดช รายงาน

รองผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช นำจิตอาสาปรับพื้นที่หาดทรายแก้ว วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร หลังเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา เพื่อคืนความสวยงามของพื้นที่ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว เป็นวันที่ 2

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นำจิตอาสาปรับพื้นที่หาดทรายแก้ว วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร หลังเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา เพื่อคืนความสวย งามของพื้นที่ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว เป็นวันที่ 2

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ตั้งเเต่เวลา 08.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรี ธรรมราช นำจิตอาสาพระราชทาน จากที่ทำการปกครองจังหวัดและเทศบาลนครนครศรี ธรรมราชร่วมทำความสะอาด และปรับภูมิทัศน์บริเวณหาดทรายแก้วและลานโพธิ์ภายในวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เพื่อปรับภูมิทัศน์ให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และสวยงาม เพื่อต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมธาตุเจดีย์ ภายหลังจากยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569

โอกาสนี้ นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การได้มาซึ่งการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่การรักษานั้นยากยิ่งกว่า ดังนั้น จึงขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่แหล่งมรดกโลก เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยขอความร่วมมือจากประชา ชน โดยเฉพาะชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาความสะอาดของพื้นที่แหล่งมรดกโลก โดยขอความร่วมมือลดปริมาณขยะภายในวัด นำขยะกลับติดตัวไป หรือทิ้งขยะลงในถุงดำหรือภาชนะรองรับขยะที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ เพื่อรักษาคุณค่าความสวยงามของโบราณสถานไว้

ทั้งนี้ ขอความร่วมมืองดกระทำการอันทำให้แหล่งมรดกโลกเสื่อมคุณค่า หรือเสียหาย โดยเฉพาะพื้นที่หาดทรายเเก้ว โบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมถึงอาคารต่าง ๆ ภายในวัด เพื่อคงคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากลของแหล่งมรดกโลกไว้

สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่แหล่งมรดกโลกจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยจังหวัด วัดพระมหาธาตุ ฯ สำนักศิลปกรที่ 12 ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ได้ประชุมหารือไปแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการ เพื่อให้วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร คงคุณค่าความเป็นมรดกของชาวนครศรีธรรมราช เป็นมรดกของคนไทย และเป็นมรดกของโลกแบบยั่งยืนตลอดไป โดยในระหว่างการทำกิจกรรมจิตอาสา มีประชาชนนำอาหารและเครื่องดื่มมามอบให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย


ธีรศักดิ์ อักษรกุล รายงาน

ผมเห็นด้วยกับ “พับแลนด์บริดจ์” และนี่คือเหตุผล

เมื่อรัฐบาลประกาศผลการศึกษาว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่ำ ความเป็นไปได้ทางธุรกิจต่ำ และมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสูง หลายคนรีบสรุปทันทีว่า นี่คือความล้มเหลวของโครงการขนาดใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของประเทศ

แต่สำหรับผม ข่าวนี้มีความสำคัญมากกว่านั้น เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ “แลนด์บริดจ์” แต่คือ วิธีคิดในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมักเริ่มต้นจาก “โครงการ” เมื่อมีแนวคิดสร้างโครงการขนาดใหญ่ เราจึงค่อยหาข้อมูลมาสนับสนุนว่าคุ้มค่าเพียงใด

แต่ประเทศที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่กลับทำตรงกันข้าม พวกเขาเริ่มจาก “ยุทธศาสตร์” แล้วจึงออกแบบโครงการให้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์นั้น

1. รัฐบาลกล้ายอมรับว่า “แลนด์บริดจ์ไม่คุ้มทุน”

ปัญหาของแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องวิศวกรรม แต่คือเรื่อง “ธุรกิจ” รัฐบาลยอมรับว่า สายการเดินเรือระดับโลกมีพันธมิตรทางธุรกิจกับท่าเรืออยู่แล้ว โอกาสที่จะย้ายมาใช้แลนด์บริดจ์ของไทยจึงมีไม่มากอย่างที่เคยคาดหวังนี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด เพราะต่อให้เราสร้างท่าเรือที่ดีที่สุด หรือรถไฟที่ทันสมัยที่สุด หากไม่มีลูกค้า โครงการก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ

2. ประเทศไทยกำลังตั้งโจทย์ผิดหรือไม่?

ผมเคยตั้งข้อสังเกตไว้หลายครั้งว่า แนวคิดแลนด์บริดจ์ตั้งอยู่บนสมมติฐานสำคัญข้อหนึ่งคือ ประเทศไทยต้องแข่งขันกับช่องแคบมะละกา แต่ผมคิดว่า สมมติฐานนี้อาจผิดตั้งแต่ต้น ช่อง แคบมะละกาไม่ใช่คู่แข่งของประเทศไทย แต่เป็นเส้นทางเดินเรือธรรมชาติที่มีต้นทุนต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเรือผ่านปีละหลายหมื่นลำ มีท่าเรือระดับโลก มีศูนย์กระจายสินค้า และมีเครือข่ายธุรกิจที่สั่งสมมาหลายสิบปีการจะดึงสายเรือออกจากระบบที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจไม่ใช่โจทย์ที่ประเทศไทยควรใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลเข้าไปแข่งขัน

3. ประเทศไทยควรแข่งขันในสิ่งที่เราได้เปรียบ

ประเทศไทยมีจุดแข็งที่แตกต่าง เราอยู่กึ่งกลางของภูมิภาค เชื่อมโยงอาเซียนกับจีน พูดได้ว่า เรามีทำเลที่ตั้งที่สามารถเชื่อมโยงภาคการผลิตกับท่าเรือได้ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรสร้าง อาจไม่ใช่ “ทางลัด” แต่คือ “เครือข่าย” นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า แนวคิด Missing Link (โครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด เช่น สร้างทางรถไฟในช่วงที่ยังไม่มี เพื่อเชื่อมท่าเรือเข้ากับโครงข่ายรถไฟของประเทศ) ซึ่งรัฐบาลเสนอขึ้นมา น่าสนใจกว่าแลนด์บริดจ์ เพราะเป้าหมายของ Missing Link ไม่ใช่การแย่งเรือจากช่องแคบมะละกา แต่เป็นการเติมเต็ม “ส่วนที่ยังขาด” ของระบบคมนาคม เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมท่าเรือฝั่งอันดามันเข้ากับโครงข่ายรถไฟของประเทศ การเชื่อมต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบัง และการเชื่อมโยงกับแหล่งผลิต นิคมอุตสาห กรรม รวมทั้งการเชื่อมกับโครงข่ายรถไฟไปยังลาวและจีนเมื่อเครือข่ายสมบูรณ์ ประเทศไทยจะมีทางเลือกในการขนส่งมากขึ้น ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง และความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมก็จะเพิ่มขึ้น

4. แต่ Missing Link ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนจากแลนด์บริดจ์มาเป็น Missing Link ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลจะประสบความสำเร็จโดยอัตโนมัติ รัฐบาลยังต้องตอบคำถามสำคัญอีกหลายข้อ

  1. ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของประเทศไทยคืออะไร
  2. ท่าเรือฝั่งอันดามันควรอยู่ที่ระนองหรือที่อื่นที่เหมาะสมกว่า
  3. ท่าเรือฝั่งอันดามันจะเชื่อมกับท่าเรือแหลมฉบังและโครงข่ายรถไฟอย่างไร
  4. จะดึงผู้ประกอบการมาใช้ระบบได้อย่างไรหากยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ Missing Link ก็อาจเป็นเพียงชื่อใหม่ของโครงการเดิม

5. เหตุผลที่ผมเห็นด้วยกับการ “พับแลนด์บริดจ์”

ผมไม่ได้เห็นด้วย เพราะไม่อยากเห็นประเทศไทยลงทุน และไม่ได้เห็นด้วย เพราะไม่เชื่อในศักยภาพของภาคใต้ แต่ผมเห็นด้วย เพราะการลงทุนทุกบาทของประเทศรัฐบาลควรตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ว่า คุ้มค่าหรือไม่ มีผู้ใช้จริงหรือไม่ สร้างความสามารถในการแข่งขันได้จริงหรือไม่

การกล้าหยุด กล้าทบทวน และกล้าปรับทิศทาง ย่อมดีกว่าการเดินหน้าต่อด้วยความเสี่ยงของประเทศ และหากรัฐบาลสามารถเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนด้วย “โครงการ” มาเป็นการขับเคลื่อนด้วย “ยุทธศาสตร์” ได้จริง

ผมเชื่อว่า… การพับแลนด์บริดจ์ในวันนี้ อาจไม่ใช่จุดจบของความฝัน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทยที่ถูกต้อง!


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนม พรรษา 28 กรกฎาคม 2569

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.00 น.พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนม พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ หอประชุมศรีวชิรโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (ส่วนทะเลแก้ว) อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

โดยมี นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธาน มี ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลก (ฝ่ายทหาร) นางพรศรี ตรงศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก พันเอก ทรงสิทธิ์ รอดสการ นายทหารกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 3 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เทศบาลนครพิษณุโลก หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธีฯ

ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ประธานในพิธี ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และถวายธูปเทียนแพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติพิธีสงฆ์อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล

ก่อนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก จะถวายผ้าไตรแด่ประธานสงฆ์ และพร้อมด้วย แม่ทัพภาคที่ 3 นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ผู้บัญ ชาการมณฑลทหารบกที่ 39 รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลก (ฝ่ายทหาร) นายทหารกองกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 3 หัวหน้าส่วนราชการ และผู้เข้าร่วมพิธี ร่วมถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พร้อมกรวดน้ำรับพร จากนั้น ผู้นำศาสนาอิสลามประกอบพิธีดุอาอ์ขอพร และผู้นำศาสนาคริสต์ประกอบพิธีอธิษฐานภาวนาขอพรตามลำดับ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสสำคัญดังกล่าว

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมพิธีฯ ได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลแด่พระสงฆ์และสามเณร จำนวน 75 รูป ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความพร้อมเพรียงและความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวจังหวัดพิษณุโลก

โอกาสนี้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดพิษณุโลก นำจิตอาสาพระราชทาน ร่วมอำนวยความสะดวกดูแลพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และผู้เข้าร่วมพิธีฯ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ด้วย


นที มีเดช รายงาน

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตร และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตร และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันนี้ (28 กรกฎาคม 2569) เวลา 07.00 น. ณ ท้องสนามหลวง พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบกเข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานในพิธี ในส่วนของผู้เข้าร่วมพิธีประกอบด้วย ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระ คณะรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการ และปลัดกรุงเทพมหานคร

กิจกรรมในเช้าวันนี้เริ่มต้นด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีถวายเครื่องไทยธรรม พิธีถวายผ้าไตรแด่พระสงฆ์ และพิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 175 รูป จากนั้นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้นำผู้เข้าร่วมพิธีกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 อย่างพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดินถือเป็นพิธีที่กระทำในโอกาสอันสำคัญยิ่งที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหมู่เหล่าจะได้แสดงความจงรักภักดีและความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะเป็นข้าราชการที่ดี เป็นพลังของแผ่นดิน และมีความตั้งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามรอยพระยุคลบาทในฐานะข้าของแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความเจริญมั่นคงของประเทศชาติสืบไป


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ประธานสมาคมแม่บ้านฯ ร่วมพิธีต้อนรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้ง “พระรัตนโมลี” ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ จ.พิษณุโลก

แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีต้อนรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้ง “พระรัตนโมลี” ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.00 น. พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย คุณ อิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีต้อนรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก โดยมี พระเทพรัตนุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 5 และเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ มี นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานฝ่ายฆราวาส มี พลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธุ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 รองผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 3 รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พันเอก ทรงสิทธิ์ รอดสการ นายทหารกองกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 3 หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ พระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

สืบเนื่องจากมติมหาเถรสมาคม ในการประชุมครั้งที่ 14/2569 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 มีมติที่ 309/2569 เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้งเจ้าคณะภาค, เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารมหลวง ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ได้เป็นประธานในพิธีมอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งพระสังฆาธิการให้ดำรงตำแหน่งในเขตปกครองคณะสงฆ์หนเหนือ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งในคราวเดียวกันนี้ พระรัตนโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ได้เข้ารับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก”

นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้อ่านพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก จากนั้นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวน 10 รูป เจริญชัยมงคลคาถา พระรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ถวายสักการะประธานสงฆ์และถวายไทยธรรมแด่ประธานสงฆ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกพร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ประเคนไทยธรรมแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ พระเทพรัตนุนีกล่าวสัมโมทนียคาถา พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์อนุโมทนา (กรวดน้ำ-รับพร) และในลำดับสุดท้าย คณะสงฆ์และประชาชนได้เข้าถวายมุทิตาสักการะแด่ พระรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก เพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างพร้อมเพรียงกัน


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

มทบ.37 ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 69 เวลา 07.00 o. พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผบ.มทบ.37 นำข้าราชการ มทบ.37 และสมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37 เข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อแสดง ออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฯ ซึ่งภายในพิธีได้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน และพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ณ หอประชุมใหญ่ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

#น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #เพื่อชาติศาสน์กษัตริย์และประชาชน #พิทักษ์ราชันปกป้องประชารักษาแผ่นดิน


นที มีเดช รายงาน

มทบ.34 ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 ก.ค. 69

มทบ.34 ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 ก.ค. 69 ของ จังหวัดพะเยา

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 69 เวลา 07.00 น. พล.ต. วิศิษฐ์ บรรณากิจ ผบ.มทบ.34 พร้อมด้วย รอง ผบ.มทบ.34(1), หก.กกร.มทบ.34 และกำลังพล มทบ.34 ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 ก.ค. 69 ของ จังหวัดพะเยา ณ ศาลาประชาคม จังหวัดพะเยา

ประกอบด้วย พิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล, พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และตักบาตรพระสงฆ์ 74 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล, พิธีถวายราชสักการะ ถวายราชสดุดี ถวายพระพรชัยมงคล และ พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน โดยมี นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผวจ.พ.ย. เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วย หน.ส่วนราชการ, ผู้แทนหน่วยงาน และข้าราชการในพื้นที่ ร่วมกิจกรรมฯ ในครั้งนี้

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ทรงพระเจริญ #ทรงพระเจริญ #พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว #มณฑลทหารบกที่34 #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

กองทัพบก จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

กองทัพบก จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันนี้ (27 กรกฎาคม 2569) ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาและกำลังพลของกองทัพบก ร่วมประกอบพิธีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดจนน้อมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล ประกอบด้วย พิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 75 รูป พิธีถวายเครื่องราชสักการะ ถวายราชสดุดี ถวายพระพรชัยมงคล และการถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความจงรักภักดี จากนั้นประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พร้อมพิธีไถ่ชีวิตกระบือ จำนวน 6 ตัว และมอบบัตรประจำตัวสัตว์ นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดจนจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเผยแพร่พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ

เนื่องในโอกาสเดือนมหามงคล กองทัพบก พร้อมด้วยหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนกรกฎาคม อาทิ การอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ จำนวน 99 รูป ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ณ วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 รวมทั้งการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชน การบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล และการลงนามถวายพระพรชัยมงคล เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีของกำลังพลกองทัพบกที่พร้อมน้อมนำพระราชปณิธานและพระบรมราโชบายมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน

ทั้งนี้ กองทัพบกขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบออนไลน์ของหน่วยราชการในพระองค์ ที่ wellwishes.royaloffice.th จนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เพื่อร่วมน้อมถวายพระพรชัยมงคลและแสดงความจงรักภักดี พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ที่หน่วยงานต่าง ๆ จัดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศโดยพร้อมเพรียงกัน


นที มีเดช รายงาน

มหัศจรรย์พระอาทิตย์ทรงกลดเหนือสำนักสงฆ์พุปะหังฯ พุทธศาสนิกชนนับพัน ร่วมพิธีขอขมากรรมและแห่เทียนพรรษา ก่อนวันพระใหญ่

ราชบุรี – พุทธศาสนิกชนนับพันจากทั่วสารทิศ เดินทางมายังสำนักสงฆ์พุปะหัง วงษ์วนาราม ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เพื่อร่วมพิธีขอขมากรรม แห่เทียนพรรษา ถวายสังฆทาน เจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนา และทอดผ้าป่าสามัคคี เนื่องในโอกาสวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเลื่อมใสศรัทธา โดยระหว่างประกอบพิธีได้เกิดปรากฏการณ์ “พระอาทิตย์ทรงกลด” พร้อมลมพัดแรงเหนือบริเวณสำนักสงฆ์ สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานจำนวนมาก ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นนิมิตหมายอันเป็นสิริมงคล

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 พระอาจารย์เอกธนัช อริยธัมโม เจ้าสำนักสงฆ์พุปะหัง วงษ์วนาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการประกอบพิธีขอขมากรรม พร้อมนำพุทธศาสนิกชนร่วมประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา โดยมีประชาชนจากหลายจังหวัดเดินทางมาร่วมงานทั้งแบบหมู่คณะและครอบครัว ทั้งรถบัส รถตู้ และรถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อนำบายศรีมงคลเข้าร่วมพิธีตามความเชื่อ ด้วยความหวังให้ชีวิตพบแต่ความเป็นสิริมงคล ครอบครัวร่มเย็น หน้าที่การงานก้าวหน้า การเงินคล่องตัว และมีความเจริญรุ่งเรือง

บรรยากาศภายในพิธีเต็มไปด้วยความสงบและความศรัทธา ผู้เข้าร่วมพิธีต่างตั้งจิตอธิษฐานและร่วมประกอบพิธีอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ระหว่างประกอบพิธีได้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดเหนือท้องฟ้า ประกอบกับกระแสลมที่พัดแรง ทำให้ผู้ร่วมงานจำนวนมากต่างยกมือสาธุและบันทึกภาพไว้ด้วยความประทับใจ โดยเชื่อว่าเป็นปรากฏการณ์อันเป็นมงคลที่เกิดขึ้นในวันประกอบพิธีบุญใหญ่

พระอาจารย์เอกธนัช อริยธัมโม กล่าวว่า การขอขมากรรมไม่ใช่การแก้กรรม แต่เป็นการขออโหสิกรรมต่อสิ่งที่เคยล่วงเกินไว้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในอดีตหรือปัจจุบัน แม้บางเรื่องจะไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ แต่หากผู้ปฏิบัติมีความสำนึกผิดจากใจจริง ย่อมช่วยให้จิตใจเบาสบาย คลายความทุกข์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยในพิธีพระอาจารย์จะนำประกอบพิธีผ่านบายศรีที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาถวาย เพื่อร่วมอธิษฐานและขออโหสิกรรมตามความเชื่อ

พระอาจารย์กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของการจัดพิธีคือการช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญความทุกข์ ให้มีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ โดยไม่ได้เรียกร้องสิ่งตอบแทนใด ๆ พิธีขอขมากรรมจะจัดเป็นประจำเดือนละหนึ่งครั้ง รวมปีละเก้าครั้ง และจะเว้นการจัดพิธีในช่วงเข้าพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อมุ่งเน้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและนำพุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม

ภายในงานยังมีพิธีถวายเทียนพรรษาและทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อนำปัจจัยสมทบการก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรมและหอระฆัง ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อเป็นถาวรวัตถุสำหรับพระพุทธศาสนาและเป็นประโยชน์แก่ชุมชนในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในสำนักสงฆ์ อาทิ พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธเจ้าปางเปิดโลก และบ่วงนาคบาศ ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนจากทั่วประเทศ หลายคนนำไข่ไก่มาแก้บน หลังเชื่อว่าสมหวังในเรื่องหน้าที่การงาน การเงิน การค้าขาย การขายที่ดิน รวมถึงการหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ก่อนถือโอกาสร่วมพิธีขอขมากรรมและทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

ในโอกาสเดียวกัน พระอาจารย์เอกธนัชยังได้ฝากข้อคิดเนื่องในช่วงเข้าพรรษาว่า ขอให้พุทธศาสนิกชนทุกคนตั้งมั่นในการคิดดี พูดดี และทำดี อย่าท้อถอยต่อการสร้างความดี แม้ผลจะยังไม่เกิดขึ้นในทันที แต่หากทำอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลให้ชีวิตพบกับความสำเร็จและความสุขในที่สุด

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธายังสามารถเดินทางมากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในสำนักสงฆ์พุปะหัง วงษ์วนาราม ได้ทุกวัน ส่วนผู้ที่ประสงค์เข้าพบพระอาจารย์เอกธนัชเพื่อรับการลงอักขระที่มือ สามารถเดินทางมาได้ในช่วงเช้า โดยเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 061-897-9915


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน