โครงการ ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน ” พิทักษ์ รักษ์ ประชา” และสร้างขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวข้าราชการตำรวจ

โครงการ ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน ” พิทักษ์ รักษ์ ประชา” และสร้างขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวข้าราชการตำรวจ

วันที่ 22 ม.ค.2569 เวลา 16.00 น. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม, คุณปุญภา อุปพงษ์ ประธานแม่บ้าน ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ยงลิต ศุภผล ผกก. สภ.ดอนตูม, พ.ต.ท.อุทัย สุมาลัย รอง ผกก.ป.สภ.บางเลน, ว่าที่ พ.ต.ต.สมองค์ ใจสำรวม สวป.สภ.ดอนตูม, คุณสุธาสินี ตุมรสุนทร, คุณกิ่งแก้ว ศุภผล, สมาชิกแม่บ้าน ภ.จว.นครปฐม
และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.นครปฐม เดินทางมาตรวจเยี่ยมและให้การช่วยเหลือข้าราชการตำรวจ ด.ต.วรรณลภย์ บุญพันธ์ ผบ.หมู่.(ป.) สภ.ดอนตูม เป็นผู้ป่วยทุพพลภาพ (พิการช่วงขาและเท้า)

ตามโครงการ ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน ” พิทักษ์ รักษ์ ประชา” โดยได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 5,000 บาท พร้อมสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน และสร้างขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวข้าราชการตำรวจ

โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบุตรเป็นเด็กพิเศษ หรือตำรวจที่ บาดเจ็บทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ ของข้าราชการตำรวจ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน อุปกรณ์ที่จำเป็น และการส่งเสริมอาชีพ

ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามนโยบายของ ผบ.ตร. และผบช.ภ.7 ในการดูแลสวัสดิการและความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจและครอบครัวอย่างทั่วถึง


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ผู้การฯ นครปฐม สมาคมแม่บ้าน เปิดฝึกอบรมปฐมพยาบาล กู้ชีพพื้นฐานให้ตำรวจในสังกัด

นครปฐม – ผู้การฯนครปฐม สมาคมแม่บ้าน เปิดฝึกอบรมปฐมพยาบาล กู้ชีพพื้นฐานให้ตำรวจในสังกัด

วันที่ 22 ม.ค.2569 ที่ห้องประชุม ชั้น 3 ภ.จว.นครปฐม ต.ถนนขาด อ.เมือง จ.นครปฐมพล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) ประจำปี 2569 โดยมี คุณปุญภา อุปพงษ์ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม, คุณภาวิณี ทองน้ำวนประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.โสภณ พุ่มกุมาร รอง ผกก.ป.สภ.พุทธมณฑลสมาชิกแม่บ้าน ภ.จว.นครปฐม สมาชิกแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี ร่วมพิธีเปิดงาน โดยมีอาจารย์จุฑารัตน์ ผู้พิทักษ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านบริหาร 9 คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะฯ เป็นวิทยากรบรรยาย มีผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 50 นาย ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัด ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม

พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม เผยว่า สำหรับโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) ประจำปี 2569 จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้แก่ข้าราชการตำรวจให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลความปลอดภัยและช่วยเหลือประชาชนและช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ด้วยกัน ได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้มีความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุฉุกเฉินและผู้ได้รับบาดเจ็บ ในการประเมินผู้ป่วย การห้ามเลือด การจัดการบาดแผล การทำ CPR, และการใช้เครื่อง AED. สามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ


จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

แพทย์ทหารเตือน “เด็ก วัยรุ่น ป่วยคางทูมเพิ่ม แนะฉีดวัคซีน MMR ให้ครบ ลดการระบาดในชุมชน”

จากข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สถานการณ์โรคคางทูมในประเทศ ไทยปี 2568 พบผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น และสถานศึกษาที่มีคนจำนวนมาก มักพบการระบาดมากในช่วงเปิดภาคเรียน หรือช่วงที่มีการรวมกลุ่มของเด็กและวัยรุ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงต้นปีถึงกลางปี แม้จะไม่พบผู้เสียชีวิต แต่มีแนวโน้มเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน แนะนำประชาชนเฝ้าระวังอาการ ป้องกันตนเอง และเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน

โดยข้อมูลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2568 พบผู้ป่วยโรคคางทูมในประเทศไทย จำนวนกว่า 1,646 ราย อัตราป่วยประมาณ 2.5 ต่อประชากรแสนคน แม้ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีแนวโน้มเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา และพื้นที่ที่มีการสัมผัสใกล้ชิด ซึ่งโรคคางทูมเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านน้ำลายและละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ อ่อนเพลีย และมีลักษณะเด่นคือ ต่อมน้ำลายบริเวณข้างแก้มหรือใต้หูบวม และมีอาการเจ็บ โดยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น อัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และสมอง/เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือรับวัคซีนไม่ครบ

การป้องกันที่ได้ผลดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน MMR (หัด–คางทูม–หัดเยอรมัน) ให้ครบตามเกณฑ์ เด็กควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม โดย เข็มที่ 1 อายุ 9 เดือน / เข็มที่ 2 อายุ 1 ปี 6 เดือน ตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ส่วนวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยฉีดหรือไม่ทราบประวัติ การฉีด แนะนำให้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ แนะนำกลุ่มที่ควรรับวัคซีนคือ นักเรียน นักศึกษา บุคลากรสาธารณสุข ผู้ทำงานหรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สามารถเข้ารับวัคซีนที่ โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเวชกรรม สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน (บางแห่งมีบริการฟรีตามสิทธิ) หลังฉีดอาจมีไข้ต่ำๆ ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด (หายได้เอง) ข้อควรระวัง สำหรับหญิงตั้งครรภ์ห้ามฉีด (ควรเว้นอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์) ผู้ที่มีไข้หรือป่วยรุนแรง ควรเลื่อนการฉีดออกไป ประโยชน์ของวัคซีน ป้องกันโรคคางทูมและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ลดการแพร่เชื้อในโรงเรียน ชุมชน และครอบครัว นอกจากนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหากพบว่ามีอาการเข้าข่ายโรคคางทูม ควรรีบพบแพทย์ และแยกตนเองจากผู้อื่นอย่างน้อย 5 วันหลังเริ่มมีอาการบวม เพื่อลดการแพร่เชื้อในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จัดหวัดภาคเหนือ ต่อโรคภัยดังกล่าว ซึ่งโรคคางทูมยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แม้ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต แต่จากการประเมินความเสี่ยงในการระบาดเป็นกลุ่มก้อนโรคคางทูมในประเทศไทย พบความเสี่ยงอยู่ระดับปานกลาง (Moderate) ซึ่งจะต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเฝ้าระวังเชิงรุกติด ตามกลุ่มเป้าหมาย และทบทวนประวัติการได้รับวัคซีน MMR ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะวัยรุ่น/วัยผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุประมาณ 15 – 24 ปี) ที่มีประวัติการรับวัคซีน MMR ไม่ครบถ้วน 2 เข็ม ควรเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เนื่องจากโรคนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน การฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์จึงเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันโรค และสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง ครอบครัว และชุมชน ทั้งนี้สามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส


ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤต เพื่อประชาชน (ตุลาคม 2568 – 5 มกราคม 2569)

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤต เพื่อประชาชน (ตุลาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569)

ตามที่ กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดเฮลิคอปเตอร์จากชุดปฏิบัติการบินกองกำลังนเรศวร และกองกำลังผาเมือง ร่วมกับคณะแพทย์โรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ทำการบินเคลื่อนย้าย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้เจ็บป่วยกรณีฉุกเฉิน โดยในห้วงวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 ได้ทำการบินเคลื่อนย้ายไปแล้ว จำนวน 31 เหตุการณ์ นั้น

สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ชุดปฏิบัติการบินกองกำลังผาเมือง จัดเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป แบบ ฮ.ท.145 ร่วมกับคณะแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ทำการบินเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินเพศหญิง อายุ 73 ปี ภาวะหายใจเหนื่อย ซึม ใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งเกินศักยภาพในการรักษาของโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำการบินเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศยาน มายังโรงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีคณะแพทย์พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งรถพยาบาลฉุกเฉินมารับเพื่อทำการรักษาต่อไป

การปฏิบัติภารกิจดังกล่าว กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 ได้ปฏิบัติตามคำสั่งการของกองทัพบก/ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ป่วยเจ็บกรณีฉุกเฉิน โดยการร้องขอของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยยึดถือบันทึกความตกลง (MOU) เรื่อง การปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินด้วยอากาศยานของกระทรวงกลาโหม ระหว่างกระทรวงกลาโหม, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เมื่อ 29 มิถุนายน 2552

ทั้งนี้จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางทหารในการช่วยเหลือประชาชนยามวิกฤตทุกโอกาส


การตรวจโรค ก่อนการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2569

การตรวจโรค ก่อนการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2569

กองทัพภาคที่ 3 จะทำการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประ จำปี 2569 ในห้วงต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 ซึ่งการรับราชการทหารถือเป็นหน้าที่ของชายไทย กองทัพมีความชื่นชมยินดีที่ ทุกคนมีส่วนร่วมในการรับใช้ประเทศชาติเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ ที่ได้แสดงออกถึงความเป็นลูกผู้ชายไทยอย่างแท้จริง มีจิต สำนึกที่ดีต่อประเทศชาติ นั้น

สำหรับทหารกองเกินผู้ใดที่เห็นว่าตนเองมีความไม่พร้อม มีโรคประจำตัว, สภาพร่างกาย หรือสภาพจิตใจที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้ตามที่กฎหมายกำหนด ต้องเข้ารับการตรวจโรคอย่างละเอียด โดยคณะแพทย์ และเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคเฉพาะทาง สามารถขอรับการตรวจโรคก่อนการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 15 มีนาคม 2569 (ในวันและเวลาราชการ) ณ โรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบกในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้ง 10 แห่ง ใกล้บ้านท่าน ได้แก่

  1. โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
  2. โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
  3. โรงพยาบาลค่ายกาวิละ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
  4. โรงพยาบาลค่ายขุนเจืองธรรมิกราช อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
  5. โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
  6. โรงพยาบาลค่ายพ่อขุนผาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์
  7. โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
  8. โรงพยาบาลค่ายค่ายสุริยพงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
  9. โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
  10. โรงพยาบาลค่ายวชิรปราการ อำเภอเมือง จังหวัดตาก

สำหรับทหารกองเกิน ที่มีสภาพร่ายกายและจิตใจเป็นหญิงที่ยังไม่ได้แปลงเพศ หรือไม่ได้ปรับเปลี่ยนร่างกาย สามารถขอรับการตรวจร่างกาย ได้ที่หน่วยงานทางการแพทย์ที่ให้บริการตรวจทางแผนกจิตเวช ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีแพทย์ทางจิตเวชเป็นผู้วินิจฉัย ได้แก่

  1. โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
  2. โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
  3. โรงพยาบาลสวนปรุง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ เพื่อนำเอกสารหลักฐานทางการแพทย์ซึ่งโรงพยาบาลรับรอง นำไปแสดงต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือกต่อไป สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยสัสดีอำเภอทุกอำเภอ, สำนักงานสัสดีจังหวัดทุกจังหวัด, ฝ่ายสรรพกำลังมณพลทหารบกทุกหน่วย, แผนกสรรพกำลังกองทัพภาค และกองการสัสดี หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน โทร. 0-2223-3259 หรือ 0-2223-3421


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบกว่า 6.5 แสนบาท เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รอบที่ 2 รวม 5 จังหวัด

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบกว่า 6.5 แสนบาท เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รอบที่ 2 รวม 5 จังหวัด มอบเงินช่วยเหลือทั้งกรณีทหารบาดเจ็บ สงเคราะห์กรณีบ้านพังเสียหาย และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ 7-27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้ฝ่ายสาธารณภัย นำโดย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย และนายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกบรรเทาสาธารณภัย แผนกบัญชี-การเงิน/การธนาคาร และแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา และสระแก้ว รวม 5 จังหวัด ในระหว่างวันที่ 21-23 มกราคม 2569

โดยมูลนิธิฯ เข้าให้กำลังใจพร้อมมอบเงินปลอบขวัญแก่ผู้บาดเจ็บรายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ รวม 30 ราย มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังๆ ละ 12,000 บาท รวมจำนวน 25 หลัง และมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท จำนวน 1 ราย รวมงบประมาณทั้งสิ้น 656,000 บาท (หกแสนห้าหมื่นหกพันบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ/หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ประสานงานและร่วมมอบ

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2568 เป็นต้นมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ลงพื้นที่ชายแดนเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมงบประมาณการช่วยเหลือกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาจนถึงปัจจุบันกว่า 9 ล้านบาท โดยมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของฝ่ายสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป

ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต


กรุงเทพฯ-โคราช คุณเลือกอะไร?M6 หรือ รถไฟความเร็วสูง

อีกไม่นาน การเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช จะมีทางเลือกที่น่าสนใจ ระหว่างมอเตอร์เวย์ M6 กับรถไฟความเร็วสูงสายแรกของประเทศไทย

คำถามคือ… ถ้าวันนั้นมาถึง คุณจะเลือกอะไร?

1. มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน-โคราช

มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน-โคราช ระยะทาง 196 กิโลเมตร การก่อสร้างเกือบแล้วเสร็จ กรมทางหลวงตั้งเป้าจะเปิดให้บริการในปลายปีนี้ ใช้เวลาเดินทาง 120 นาที ค่าผ่านทางสำหรับรถ 4 ล้อ 240 บาทสมมติว่าเริ่มต้นเดินทางจากบริเวณสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ระยะทางจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ถึงบางปะอินประมาณ 49 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ไม่ต้องเสียค่าผ่านทาง รวมทั้งเส้นทาง ระยะทางรวมจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ถึงโคราช 245 กิโลเมตร ใช้เวลา 165 นาที หรือ 2 ชั่วโมง 45 นาที เสียค่าผ่านทาง 240 บาท (ค่าแรกเข้า 10 บาท + 1.25 บาท/กม. สูงสุดไม่เกิน 240 บาท) ข้อได้เปรียบในการเดินทางด้วยรถยนต์คือ อิสระ แวะริมทางได้ เหมาะกับครอบครัว หรือเดินทางหลายคน

2. รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-โคราช

โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-โคราช ขณะนี้มีความคืบหน้าประมาณ 50% การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตั้งเป้าจะเปิดให้บริการในปี 2572การเดินทางเริ่มจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ถึงโคราช ระยะทาง 250.77 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 90 นาที หรือ 1 ชั่วโมง 30 นาที ค่าโดยสาร 695 บาท (ค่าแรกเข้า 120 บาท + 2.29 บาท/กม.)ข้อได้เปรียบในการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงคือ เร็วกว่า ไม่ต้องขับรถ ไม่ต้องเหนื่อย เวลาแน่นอน ไม่เจอรถติด

3. คุณจะเลือกอะไร?

ถ้าวันหนึ่ง การเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช มีให้เลือก 2 ทาง

(1) มอเตอร์เวย์ M6 ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 45 นาที ค่าผ่านทาง 240 บาท (ยังไม่รวมค่าน้ำมัน) ถ้ามีคนร่วมเดินทางมาก จะทำให้ค่าใช้จ่ายต่อคนถูกลง

(2) รถไฟความเร็วสูง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ค่าโดยสาร 695 บาท

ปกติคุณเดินทางกี่คน? แล้วคุณจะเลือกอะไร? M6 หรือ รถไฟความเร็วสูง เหตุผลของคุณคืออะไร?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

รถไฟฟ้า ถึงเวลาหรือยัง… ที่ “ต่างจังหวัด” จะมีบ้าง?

วันนี้รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี) เปิดให้บริการแล้วประมาณ 280 กิโลเมตร คิดเป็น 50% ของแผนแม่บท ยังไม่รวมรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกที่สร้างเสร็จแล้วแต่ยังไม่เปิดใช้ 22.5 กิโลเมตร และรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก และสายสีม่วงใต้ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 37 กิโลเมตร

ในขณะที่พี่น้องของเราในต่างจังหวัดจำนวนมากต้องเผชิญกับรถติด ระบบขนส่งมวลชนไม่ทั่วถึง ค่าเดินทางแพง ทางเลือกการเดินทางมีจำกัด แต่กลับถูกมองข้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่คนต่างจังหวัดก็เสียภาษี ทำงานสร้างเศรษฐกิจ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศไม่แพ้คนเมืองหลวง

ยิ่งในช่วงใกล้เลือกตั้ง ส.ส. เรามักเห็นนโยบาย ลด แลก แจก แถม ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ออกมาแข่งขันกันอย่างคึกคัก

แต่คำถามที่ยังไร้คำตอบคือ แล้วค่าเดินทางของคนต่างจังหวัดล่ะ ใครจะดูแล?

ลดค่าโดยสารในเมืองหลวง แต่ไม่ได้ลดค่าโดยสารในภูมิภาค ทั้งที่ต้นทุนชีวิตและค่าเดินทางของเขาสูงขึ้นทุกปีไม่ต่างกัน เป็น “ความเหลื่อมล้ำ” หรือไม่?

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้ตรวจสอบโครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัดที่อยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พบว่ามี 5 จังหวัด ที่ “พร้อมอยู่บนแผน”

(1) เชียงใหม่

รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 15.8 กิโลเมตร มี 16 สถานี ใช้รถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร

(2) พิษณุโลก

สายสีแดง ช่วงมหาวิทยาลัยพิษณุโลก-ห้างเซ็นทรัล ระยะทาง 12.6 กิโลเมตร มี 15 สถานี ใช้รถรางล้อยาง (Auto Tram) วิ่งบนระดับพื้นดินตลอดสาย

(3) นครราชสีมา

สายสีเขียว ช่วงตลาดเซฟวัน-สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์ ระยะทาง 11.15 กิโลเมตร มี 21 สถานี ใช้รถไฟฟ้ารางเบาวิ่งบนระดับพื้นดินตลอดสาย

(4) ภูเก็ต

รถไฟฟ้า ระยะที่ 1 ช่วงสนามบินภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง ระยะทาง 42 กิโลเมตร มี 21 สถานี ใช้รถไฟฟ้ารางเบาวิ่งทั้งลอยฟ้า ใต้ดิน และระดับดิน ภูเก็ตเป็นจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลก แต่ยังไม่มีรถไฟฟ้าให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวใช้บริการแม้แต่สายเดียว

(5) หาดใหญ่ (จ.สงขลา)

รถไฟฟ้าระยะที่ 1 ช่วงแยกคลองหวะ-สถานีรถตู้ หาดใหญ่ใน ระยะทาง 12.54 กิโลเมตร มี 12 สถานี ใช้รถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) วิ่งลอยฟ้าตลอดสาย โครงการนี้ รฟม.เพิ่งรับโอนมาจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา

หลายโครงการผ่านการศึกษามาแล้วหลายรอบ แต่ยังติดที่งบประมาณ การจัดลำดับความสำคัญ และการตัดสินใจจากส่วนกลางเมืองในภูมิภาคมักถูกมองว่า “ยังไม่เร่งด่วน” ทั้งที่รถติดหนักขึ้น และต้นทุนชีวิตของประชาชนก็สูงขึ้นทุกปี

คำถามจึงไม่ใช่ ทำได้หรือไม่? แต่คือ รัฐเลือกจะทำหรือยัง? แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร? อยากเห็นจังหวัดไหนมีรถไฟฟ้าเปิดใช้เป็นที่แรก? เพราะอะไร? และคิดว่าโอกาสเกิดขึ้นจริงมีมากแค่ไหน?

คอมเมนต์ได้เต็มที่ แชร์ให้ถึงรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมาในเร็วๆ นี้ เพราะรถไฟฟ้าไม่ควรเป็นสิทธิ์ของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


ทำไม? เครนไม่ถล่มในญี่ปุ่นแต่ถล่มในไทย

ญี่ปุ่นก็สร้างรถไฟความเร็วสูง ทางด่วน รถไฟฟ้า หลายโครงการพร้อมกัน ใช้เครนจำนวนมาก ทำงานแข่งกับเวลาไม่ต่างจากเรา แต่แปลกไหม… ข่าวเครนถล่มในญี่ปุ่นแทบไม่เคยปรากฏ ขณะที่ในไทย เราเห็นภาพเดิมซ้ำๆ เครนล้ม คนเจ็บ คนตาย แล้วก็เงียบ

ผมเขียนบทความนี้จากประสบการณ์ตรง เคยไปเรียนที่ญี่ปุ่น เคยพักในอพาร์ตเมนต์ของบริษัทผู้รับเหมาญี่ปุ่น เคยทำงานกับวิศวกรญี่ปุ่นจริงๆ

สิ่งที่เห็นชัดที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำกว่า แต่คือ “วิธีคิดต่อความเสี่ยง” ต่างกัน ญี่ปุ่นป้องกันก่อนสูญเสีย ไทยเยียวยาหลังสูญเสีย เมื่อฐานคิดต่างกัน ผลลัพธ์จึงต่างกัน

1. ญี่ปุ่นมองอุบัติเหตุอย่างไร?ญี่ปุ่นไม่มองอุบัติเหตุว่าเป็นเรื่องซวย เป็นความสะเพร่าของคนงาน หรือเป็นเรื่องดวง และไม่ใช่เรื่องที่ “ขอแสดงเสียใจแล้วก็จบ” แต่เขามองว่าอุบัติเหตุเป็นความล้มเหลวของระบบ ถ้าเกิดขึ้น แปลว่าระบบออกแบบมาพลาด ไม่ใช่แค่ “ใครคนใดคนหนึ่งผิด” ถ้าไม่แก้ระบบ ความผิดพลาดเดิมจะเกิดซ้ำกับคนใหม่เสมอ

2. แล้วไทยล่ะ?ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุในไซต์ก่อสร้าง ภาพที่เราเห็นคือ คนงานบาดเจ็บหรือเสียชีวิต การแสดงความเสียใจ และการเยียวยาตามระเบียบ ที่เห็นชัดก็คือ ความปลอดภัยในไทยมักถูกพูดถึงหลังมีคนตายแล้ว จากนั้น… เข้มงวดชั่วคราว ตรวจชั่วคราว ออกข่าว แล้วทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิม

3. ทำไมญี่ปุ่น “ป้องกันก่อนสูญเสีย” ได้จริง?เพราะเขาทำสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น

(1) ทำงานเป็นระบบ เป็นทีม ไม่มี “ศิลปินเดี่ยว” ที่ใครพลาดจะต้องรับกรรม

(2) ก่อนเริ่มงานทุกเช้าต้องมี Morning Briefing คุยความเสี่ยงก่อนทำงานเสมอ

(3) ก่อสร้างตามแบบอย่างเข้มงวด ไม่ลดสเปก ไม่ดัดแปลงหน้างาน

(4) ใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน เพราะต้นทุนความปลอดภัยถูกกว่าต้นทุนอุบัติเหตุเสมอ

(5) ไม่โทษดวง ไม่โทษคนงาน แต่ย้อนถามว่า ระบบเปิดช่องให้พลาดตรงไหน

(6) ไม่มีแนวคิด “ค่อยไปเสี่ยงเอาหน้างาน”

(7) ถ้าเกิดเหตุ เพียงแค่ “เฉียดอุบัติเหตุ” จะต้องหยุดงานทันที วิเคราะห์หาสาเหตุ และแก้ไขก่อนทำงานต่อ

(8)ซ้อมรับมืออุบัติเหตุเป็นกิจวัตร ไม่รอให้เกิดจริงแล้วค่อยเรียนรู้จากศพ

(9) อุปกรณ์เซฟตี้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ถ้างานเสี่ยงต้องใช้เครื่องจักรแทนคน โดยไม่มีคำถามว่า “คุ้มไหม?”

(10) ระบบประมูลไม่มี “เงินทอน” ทำให้มีงบสำหรับความปลอดภัยอย่างเพียงพอทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ในทางปฏิบัติ รายละเอียดยังมีมากกว่านี้อีกมาก

4. บทสรุปที่หลายคนอาจไม่ยอมรับญี่ปุ่นไม่ได้เก่งกว่าเรา แต่เขาจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้คนตัวเล็กต้องเสี่ยงแทนระบบ เขาออกแบบทุกอย่างให้เกิดความผิดพลาดยากตั้งแต่ต้น ถ้าพลาด ระบบต้องรับ ไม่ใช่คนงานรับ ระบบครอบคลุมตั้งแต่กฎหมาย ความรับผิดชอบ วัฒนธรรมการทำงาน ไปจนถึงวิธีคิดของผู้บริหารโครงการเมื่อบอกว่า “ระบบต้องรับผิด” ไม่ได้หมายความว่า “คนไม่ต้องรับผิด” คนทำผิดยังต้องถูกลงโทษ หากฝ่าฝืนกฎ เจตนาละเมิด หรือสั่งให้ผู้อื่นเสี่ยงทั้งที่รู้ว่าอันตราย แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นทำต่างจากเราคือ เขาไม่หยุดแค่การลงโทษคน เขาย้อนกลับไปแก้ที่ “ระบบ” เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดแบบเดิมเกิดซ้ำกับคนรุ่นถัดไป

5. คำถามทิ้งท้ายถ้าเราไม่อยากเห็นข่าว “เครนถล่มครั้งต่อไป” คุณคิดว่า ประเทศไทยควรเริ่มเปลี่ยนจากจุดไหนก่อน?

  • กฎหมาย?
  • ระบบประมูล?
  • ผู้รับเหมา?
  • วัฒนธรรม “เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยแก้”? หรือ
  • การเลิกโทษคนตัวเล็ก แล้วหันมาแก้ระบบจริงๆ?

คอมเมนต์ได้เต็มที่ โพสต์นี้ตั้งใจให้ถกอย่างสร้างสรรค์ ไม่ได้ตั้งใจให้เงียบครับ


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นอภ.ชะอำ สนธิกำลัง จนท.หลายฝ่าย บุกจับคนเร่ร่อนกลางเมืองท่องเที่ยว ป้องกันเหตุซ้ำรอย ฆ่าสาวพนง.โรงแรมกลางเมืองหัวหิน

นอภ.ชะอำสนธิกำลัง จนท.หลายฝ่ายบุกจับคนเร่ร่อนกลางเมืองท่องเที่ยว ป้องกันเหตุซ้ำรอย ฆ่าสาวพนง.โรงแรมกลางเมืองหัวหิน

วันที่ 21 มค.69 ที่จุดชมวิวชายหาดชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่พาครอบครัวมาพักผ่อนเล่นน้ำคล้ายร้อนเป้นจำนวนมากในแต่ละปี นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ พร้อมด้วย นายธเนศ นาเมือง ปลัดป้องกันอำเภอชะอำ พ.ต.ท. บรรจบ สิงห์สรศรี รองผู้กำกับ สภ.ชะอำ, พ.ต.ท.พศิน หลาวทอง สารวัต ตม.จ.เพชรบุรี ได้สนธิกำลัง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สภ.ชะอำ ตม.เพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ ชรบ. ร่วมลงพื้นที่ตรวจค้นและควบคุมบุคคลเร่ร่อนใน เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย กรณีไอ้แซมก่อเหตุลงมือใช้ท่อนเหล็กฆ่าสาวพนักงานโรงแรมดังกลางเมืองหัวหินจนเสียชีวิต จนเป็นเหตุสะเทือนขวัญไปทั่วประเทศโดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว

โดยนายอำเภอชะอำได้นำกำลังเข้าบุกค้นอาคารร้าง 3 ชั้น ก่อนพบบุคลเร่ร่อนชาย จำนวน 1ราย ลักลอบเข้ามาพักอาศัยในอาคารร้าน ก่อนจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้น ไม่พบสิ่งผิดกฎ หมาย จึงตรวจสอบประวัติพบเป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา พร้อมทำการถ่ายภาพ จดบันทึกประวัติไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำตัวไปควบคุมไว้ที่กองร้อย อส.ที่ 3 อำเภอชะอำ ในวันพรุ่งนี้จะประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบุรี เจ้าหน้า ที่กรมแรงงานจังหวัดเพชรบุรี เข้ามารับตัวไปดำเนินการ ตามระเบียบและกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อให้มีที่พักอาศัย มีการฝึกอาชีพ มีงานทำมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องมาเร่ร่อนนอนอยู่ข้างทาง หรืออาคารร้างอย่างเช่นทุกวันนี้

นอกจากนั้นนายอำเภอชะอำจะดำเนินการแจ้งให้เจ้าของอาคารหลังดังกล่าว ให้ทำการปิดล้อมอาคารห้ามบุกคนเร่ร่อนลักลอบเข้าไปอาศัยได้อีก หากไม่ดำเนินการจะมีความผิดฐานปล่อยปะละเลยให้มีบุคคลเร่ร่อนเข้ามาพักอาศัยอยู่ หรือซ่องสุ่มมั่วสุ่ม หลังจากนี้จะสั่งให้ให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสอยส่องดูแลกวดขันจับกุมบุคลเร่ร่อนให้หมดไปจากเมืองท่องเที่ยวชาย หาดชะอำ เพื่อป้องกันเหตุอาชญากรรมซ้ำรอยเหมือนที่เมืองหัวหิน และสร้างความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวผักพ่อนที่หาดชะอำได้ปลอดภัย

/ บรรณรต เพชรบุรี