สนามบินเบตงสร้างแล้ว… อย่าปล่อยให้ “โหรงเหรง”

สนามบินเบตงเป็นสนามบินที่สวยงามแห่งหนึ่งของไทย อาคารผู้โดยสารโดดเด่น ใช้ “ไม้ไผ่ตง” ตกแต่งทั้งภายใน-ภายนอก สื่อถึงรากเหง้าและอัตลักษณ์ของพื้นที่ได้อย่างลงตัว

แต่รู้หรือไม่ว่า… ตลอดทั้งปี 2568 สนามบินแห่งนี้มีผู้โดยสารเพียง 728 คน เฉลี่ยแล้วคือ ผู้โดยสารวันละ 2 คน เที่ยวบินวันละไม่ถึงครึ่งเที่ยว (0.41 เที่ยว/วัน)

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับโครงการที่ใช้งบลงทุนไปประมาณ 1,900 ล้านบาท

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับสนามบินเบตง? และเราจะปล่อยให้สนามบินแห่งนี้ “โหรงเหรง” ต่อไปอีกอย่างนั้นหรือ?

1. สนามบินสวย… แต่เงื่อนไขไม่เอื้อให้มีผู้โดยสารสนามบินเบตงถูกออกแบบอย่างมีเอก ลักษณ์ สอดคล้องกับความหมายของคำว่า “เบตง” ในภาษามลายูที่แปลว่า “ไม้ไผ่” แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ความสวยไม่ใช่คำตอบของการเดินทางปัญหาหลักอยู่ที่รันเวย์ สนามบินเบตงมีรันเวย์ยาวเพียง 1,800 เมตร รองรับได้แค่เครื่องบินลำเล็กหรือเครื่องบินใบพัด เช่น ATR 72 หรือ Q400 ที่จุผู้โดยสารได้ราว 70–80 ที่นั่งผลที่ตามมาเป็นลูกโซ่ จำนวนที่นั่งน้อยทำให้ค่าโดยสารสูง เครื่องบินใบพัดต้องใช้เวลาบินนานกว่า สุดท้ายมีผู้โดยสารน้อย ทำให้สายการบินอยู่ไม่ได้ยังไม่รวมข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ สนามบินตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา พื้นที่ให้บริการจึงแทบจำกัดอยู่แค่ “อำเภอเบตง” ผู้โดยสารจากอำเภออื่น หรือจังหวัดใกล้เคียงเลือกไปใช้สนามบินที่เดินทางสะดวกกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า

2. สายการบินมาแล้ว… ก็ต้องจากไปตอนเปิดใช้งานใหม่ๆ นกแอร์เคยให้บริการเส้นทาง ดอนเมือง-เบตง เที่ยวบินปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2565 แต่บินได้เพี่ยงไม่กี่เดือน ก็ต้องหยุดให้บริการในวันที่ 28 ตุลาคม 2565 เหตุผลตรงไปตรงมาคือ ผู้โดยสารต่ำกว่าคาด ทำให้ขาดทุนปัจจุบัน สนามบินเบตงเหลือสายการบินเดียวคือ Ezy Airlines ให้บริการเส้นทาง หาดใหญ่-เบตง ระยะทาง 152 กิโลเมตร ใช้เครื่องบิน Cessna Grand Caravan EX ที่มีเพียง 10-12 ที่นั่งพูดง่ายๆ คือ สนามบินระดับเกือบ 2,000 ล้านบาท กำลังพึ่งพาเครื่องบินขนาดเล็ก 10-12 ที่นั่ง ไม่ใช่เพราะสายการบินไม่ดี แต่เพราะสนามบินถูกออกแบบให้มีทางเลือกจำกัดตั้งแต่ต้น

3. จะทำให้สนามบินเบตง “คึกคัก” ได้อย่างไร? การจะทำให้สนามบินเบตงคึกคัก ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคนเบตงหรือสายการบิน หากแต่เป็นโจทย์ของรัฐที่ต้องแก้ไขข้อจำกัด ซึ่งถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ

ผมขอเสนอ 2 ทางเลือก

ทางเลือกที่ 1 : ขยายรันเวย์รองรับเครื่องบิน Jetหากสนามบินเบตงสามารถรองรับเครื่องบิน Jet หรือเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้น ต้นทุนต่อที่นั่งจะลดลง ส่งผลให้ค่าโดยสารถูกลง และจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นแต่ปัญหาไม่ได้จบแค่ค่าโดยสาร สนามบินเบตงอยู่ใกล้ชายแดนมาเลเซีย แนวร่อนลงของเครื่องบิน Jet มีโอกาสล้ำเข้าเขตน่านฟ้ามาเลเซีย ซึ่งแตกต่างจากเครื่องบินใบพัดที่ไม่มีปัญหานี้ หากไม่สามารถเจรจากับมาเลเซียได้ การขยายรันเวย์ก็อาจกลายเป็น การลงทุนที่แพง… แต่ใช้ไม่ได้จริง

ทางเลือกที่ 2 : รัฐอุดหนุนค่าโดยสารอีกทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่าในระยะสั้นคือ การอุดหนุนค่าโดยสารในช่วงเริ่มต้น แน่นอนว่าอาจมีคำถามตามมา ทำไมต้องอุดหนุนสนามบินเบตง? แล้วสนามบินอื่นล่ะ?แต่ในความเป็นจริง รัฐก็อุดหนุนการเดินทางอยู่แล้วในหลายรูปแบบ เช่น ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และโครงการทางด่วนที่จะให้ประชาชนใช้ฟรี เช่น ทางด่วนภูเก็ต ระยะที่ 1 กะทู้-ป่าตองคำถามจึงไม่ใช่ “อุดหนุนหรือไม่” แต่คือเราจะอุดหนุนการเดินทางที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเชื่อมพื้นที่ปลายด้ามขวานนี้กับสนามบินอื่นๆ ได้หรือไม่?

4. บทสรุป : สนามบินมีแล้ว… ต้องใช้ให้คุ้มสนามบินเบตงไม่ใช่แค่เรื่องการบิน แต่คือคำถามใหญ่ของนโยบายรัฐว่า เราจะปล่อยให้โครงสร้างพื้นฐานมูลค่าพันล้าน ยืนสวย… แต่เงียบ เหงา ต่อไปอีกหรือไม่?เพราะสนามบินไม่ใช่เพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือโอกาสของประชา ชนในพื้นที่ และเมื่อโอกาสถูกปล่อยให้ “โหรงเหรง” นั่นคือความสูญเสียที่ทั้งประเทศต้องร่วมจ่าย


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ไมค์ ณ ชุมพร ร่วมอวยพรปีใหม่ พลเอกวันชัย เรืองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ณ cafe-Amazon จตุจักร กรุงเทพฯ

อวยพรปีใหม่ พลเอกวันชัย เรืองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และคุณหญิง สรัสนันท์ เรืองตระกูล

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา พลเอก วิทวัส รชตะนันท์ อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดินผู้ตรวจการแผ่นดินของประเทศไทย, รักษาราชการแทนปลัดกลาโหม(รรท.), ภริยาคุณกนกทิพย์ รชตะนันท์ อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(รองเลขาฯสมช.) ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงประจำสำนักนายกฯ พร้อมด้วย พลเอก นเรศรักษ์ ฐิตะฐาน อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม-เจ้ากรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม(จก.ทสอ.กห)-คุณวิภาวี ฐิตะฐาน ร่วมอวยพร-ขอพร ปีใหม่ 2569 พลเอกวันชัย เรืองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม-คุณหญิง สรัสนันท์ เรืองตระกูล โดยมี กฤตพัฒน์ จุลไสย (ไมค์ ณ ชุมพร) ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการทหารและความั่นคงของรัฐ-วุฒิสภา, ผอ.สำนักข่าว นสพ.ชัยสมรภูมิ

ซึ่งท่าน พลเอก วันชัย เรืองตระกูล ได้กล่าวอวยพร “อัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกๆ ท่านนับถือ และขอเดชะบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเดชะบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จงประทานพรปกป้องคุ้มครองให้ทุกคนปราศจากทุกข์โรคภัย ประสพความสำเร็จก้าวหน้าในหน้าที่การงานดั่งหวังทุกประการ และให้สุขภาพแข็งๆตลอดปี 2569 และตลอดไป

โอกาสเดียวกัน ท่านพลเอกวันชัย เรืองตระกูล ได้มอบ “หนังสือทรงคุณค่า” ให้ ไมค์ ณ ชุมพร สร้างความภูมิใจให้ผู้รับเป็นอย่างยิ่ง ณ ร้าน cafe-Amazon ปากซอย 10 ถนนเทศบาลรังสรรค์เหนือ จตุจักร กรุงเทพฯ


ผบช.ภ.1 เป็นประธาน การประชุมบริหาร ภ.1 ประจำเดือน ม.ค. 69

ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 รายงานว่า วันที่ 27 ม.ค. 69 เวลา 09.00 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ประธานฯ พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์ รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1, พล.ต.ต.ภาณุเดช สุขวงศ์ รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1, พล.ต.ต.สุวรรณ์ เชี่ยวนาวินธวัช รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1, พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1 ร่วมประชุมบริหาร ภ.1 ประจำเดือน ม.ค. 69

โดยก่อนวาระการประชุมได้มี การบรรยายกฎหมายเลือกตั้ง และพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ภ.1 โดยมี ผบก., รอง ผบก., ผกก/หัวหน้า สภ. ในสังกัด ภ.1, ข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.1 เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1


ตามคำเรียกร้อง PASAK MINI HALF MARATHON 2026

พล.ต.ต.ธีร์ธวัต ธุระกิจ ผบก.ศฝร.ภ.1 “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านมาร่วมกันออกกำลังกาย วิ่ง เดิน เพื่อสุขภาพที่ดี ท่าม กลางธรรมชาติอันร่มรื่นของต้นป่าสักโดยรอบสถานที่ที่เหมาะสำหรับการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจไม่ว่าจะเป็นการเดินสบาย ๆ วิ่งเบา ๆ หรือวิ่งจริงจังทุกก้าวคือการดูแลสุขภาพของตัวเราเองมาร่วมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง สร้างพลังบวกและใช้เวลาคุณภาพร่วมกันกับครอบ ครัวและเพื่อน ๆ

แล้วพบกันที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1 นะครับ “เพราะสุขภาพที่ดี…เริ่มต้นได้ที่การออกกำลังกายวันนี้ครับ”

วิ่งสุข สนุก ไปตามธรรมชาติ วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 จุดเช็คอิน ผาไทร๊อค ณ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค1 จังหวัดสระบุรี

ลิงก์สมัคร https://race.thai.run/pasakmini-halfmarathon

VTR กิจกรรม https://youtu.be/RUlThdRPW5A?si=s5vIU79t8pm2Itq5

ระยะทาง และค่าสมัคร

  • VIP – 1,050 บาท
  • 21.1K – 750 บาท
  • 10K – 650 บาท
  • 5K – 550 บาท

ติดต่อสอบถามได้ที่ : Line Official @926yiurx (Pasak Running)
เบอร์ติดต่อ : 080-838-9242

หมายเหตุ : ระยะ 21 km CutOff 4 ชั่วโมง


วชส.2 ร่วมกับ บช.ตชด.รร.นรต. จัดกิจกรรม CSR

คณะนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม รุ่นที่2 (วชส.2) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม CSR มอบอุปกรณ์การศึกษาการกีฬาและทุนการศึกษาแก่น้องๆโรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย

เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 คณะนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม รุ่นที่2 (วชส.2) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมีพล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ประธานหลักสูตร, คุณคงธัช เตชะวิเชียร, นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์, พล.ต.ต.สุรศักดิ์ เลาหพิบูรณ์กุล และคณะนักศึกษา วชส.2 นำโดยคุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช, คุณสุพาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม, พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด., นายอภิชัย อร่ามศรี รอง ผวจ.นนทบุรี ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมตอบแทนสังคม (CSR) มอบอุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์การกีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้าประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน

พร้อมมอบทุนการศึกษา เลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆนักเรียน และยังได้ส่งมอบการต่อเติมพื้นที่ลานอเนกประสงค์พร้อมหลังคาโครงเหล็กโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับเด็กนักเรียน พร้อมมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ขาดโอกาส ร่วมกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวลดโลกร้อน ที่ ค่ายพระรามหก กองบังคังการฝึกพิเศษ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี


พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล คณะทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ข่าวและแถลงข่าว หลักสูตร วชส.

เร่งทางด่วน ตจว. สายแรกของไทยก่อนภูเก็ต “สะดุดทั้งเกาะ”

รถติดในจังหวัดภูเก็ตไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “ปัญหาประจำวัน” ที่คนภูเก็ต คนต่างชาติที่มาพำนักระยะยาว และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องเผชิญเหมือนกันทุกวัน

เช้า-เย็น-ค่ำ รถติดซ้ำซากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเส้นทางสู่แหล่งท่องเที่ยวหลัก กะทู้-ป่าตอง-ตัวเมือง รวมทั้งเส้นทางไป-กลับสนามบิน

ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ความสะดวกในการเดินทาง แต่กระทบถึงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของคนทั้งเกาะ

หน่วยงานรัฐพยายามแก้ไข ตั้งแต่ปรับสัญญาณไฟ เพิ่มช่องจราจร จัดการจุดตัด แต่ทั้งหมดคือการ “แก้เฉพาะหน้า”

ขณะที่โครงการรถไฟฟ้ารางเบา ซึ่งถูกพูดถึงมานานหลายปี ก็ยังคงอยู่เพียงในเอกสาร ไม่รู้ว่าคนภูเก็ตต้องรออีกกี่ปีจึงจะได้ใช้

1. กรุงเทพฯ มีครบ… แต่ต่างจังหวัดยังว่างเปล่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีทางด่วนเปิดใช้งานแล้วกว่า 224 กิโลเมตร และมีรถไฟฟ้าให้บริการรวมแล้วประมาณ 280 กิโลเมตรแต่เมื่อหันกลับมามองต่างจังหวัด กลับไม่พบจังหวัดใดเลยที่มีทางด่วน หรือรถไฟฟ้าใช้งาน ทั้งที่หลายจังหวัดรวมทั้งภูเก็ตมีปัญหารถติดไล่ตามกรุงเทพฯ มาติดๆภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก สร้างรายได้เข้าประเทศไม่น้อย แต่กลับยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่เหมาะสมกับสถานะของเมือง

2. ทางด่วนภูเก็ต “โอกาสแรกของต่างจังหวัด”การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้วางแผนก่อสร้างทางด่วนภูเก็ต ซึ่งจะเป็นทางด่วนในต่างจังหวัดสายแรกของประเทศไทย

โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหารถติดและอุบัติเหตุบนเส้นทางที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดเส้นหนึ่งของภูเก็ต

ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง มีจุดเริ่มต้นบริเวณจุดตัดถนนพระเมตตา เป็นทางยกระดับ 4 ช่องจราจรต่อทิศทาง (รถยนต์ 2 ช่อง และมอเตอร์ไซค์ 2 ช่อง) ข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์จนถึงเขานาคเกิด แล้วจึงเป็นอุโมงค์คู่ลอดเขานาคเกิด หลังจากนั้นเป็นทางยกระดับจนถึงจุดตัดกับทางหลวง 4029 ระยะทาง 3.98 กิโลเมตร วงเงิน 16,757 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างได้ในปีนี้ และจะเปิดใช้งานในปี 2574

จากนั้น จะต่อยอดสู่ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ ระยะทาง 30.62 กิโลเมตร ซึ่งจะเปลี่ยนโครงข่ายคมนาคมของภูเก็ตทั้งระบบ

3. ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง “อย่าให้รถติดเหมือนถนนเดิม”

แนวคิดของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ต้องการให้ประชาชนใช้ทางด่วนช่วงนี้ “ฟรี” มีเจตนาดีอย่างชัดเจน ทั้งเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และลดอุบัติเหตุบนถนนเดิมที่ลาดชันและคดเคี้ยว

ผมไม่ได้คัดค้านแนวคิดนี้ และเห็นด้วยในหลักการ หากรัฐมีงบประมาณอุดหนุนชดเชยให้ กทพ. อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ผมอยากชวนคิดให้รอบคอบคือ ถ้าขึ้นฟรีตลอด ทางด่วนจะยัง “ด่วน” อยู่หรือไม่? เพราะประสบการณ์ในกรุงเทพฯ สอนเราว่า แม้ทางด่วนจะเก็บค่าผ่านทาง หลายช่วงก็ยังรถติดหนักโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน

หากทางด่วนกะทู้-ป่าตองเปิดใช้ฟรี มีโอกาสสูงมากที่รถจะหลั่งไหลขึ้นมาใช้พร้อมกัน จนกลายเป็น “ถนนอีกเส้นหนึ่ง” ไม่สามารถแก้ปัญหาการเดินทางได้จริงและในอนาคต ถ้าจะสร้างทางด่วนในจังหวัดอื่น รัฐจะให้ใช้ฟรีทุกจังหวัดหรือไม่? ถ้าให้ไม่เท่ากัน ก็จะเกิดคำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำและความเป็นธรรมสิ่งที่ผมต้องการสื่อสารคือ อย่าปล่อยให้โครงการดีๆ ต้องสะดุด เพราะการตัดสินใจที่ไม่ได้มองทั้งระบบอย่างรอบด้าน

4. ถ้า “มีหรือไม่มีทางด่วน”… ชีวิตคนภูเก็ตจะเป็นอย่างไร?

ถ้า “ทางด่วนเกิดจริง และบริหารดี”

  1. ลดเวลาการเดินทาง กะทู้-ป่าตอง อย่างมีนัยสำคัญ
  2. ลดอุบัติเหตุจราจร เพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว
  3. ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของธุรกิจท่องเที่ยว
  4. ยกระดับภาพลักษณ์ภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก
  5. เป็นโมเดลให้จังหวัดท่องเที่ยวอื่นทั่วประเทศ

แต่ถ้า “โครงการสะดุด หรือบริหารพลาด”

  1. รถติดยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง
  2. อุบัติเหตุจราจรอาจทวีความรุนแรงขึ้นจากปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น
  3. เศรษฐกิจท้องถิ่นเสียโอกาส
  4. ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนลดลง
  5. ภูเก็ตอาจเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

5. เร่งวันนี้ หรือยอมติดทั้งเกาะต่อไป?

ทางด่วนภูเก็ตไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องการเมือง และไม่ใช่เรื่องจะเก็บหรือไม่เก็บค่าผ่านทางเท่านั้นแต่คือ โอกาสครั้งสำคัญของภูเก็ตที่จะมีโครงสร้างพื้นฐานให้สมกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกสิ่งที่ชาวภูเก็ตต้องการ ไม่ใช่แค่ “ทางด่วนฟรี” แต่คือ ทางด่วนที่ใช้ได้ตามมาตรฐานสากล ปลอดภัย และยั่งยืนเร่งวันนี้ เพื่อไม่ให้วันหนึ่งภูเก็ตต้อง “สะดุดทั้งเกาะ” เพราะเราตัดสินใจช้าเกินไป


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ทางด่วนงามวงศ์วานถูกค้านแล้วรถติดโซนเหนือ กทม. จะแก้อย่างไร?

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่มันคือ “ชีวิตประจำวัน” ของคนจำนวนมากในตอนเหนือของกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ถนนรัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-ประเสริฐมนูกิจ (หรือถนนเกษตร-นวมินทร์) คือแนวตะวันตก-ตะวันออกที่มีรถติดหนักทุกวัน ติดจนไม่ต้องดูสภาพจราจรผ่านแอป เพราะรู้อยู่แล้วว่า “ยังไงก็ติด”

แนวคิดแก้รถติดมีมานาน แต่ทางด่วน… ไม่เคยไปถึงเส้นชัย

ความจริงคือ แนวคิดสร้างทางด่วนงามวงศ์วาน ถูกพูดถึงมานานหลายสิบปี ทั้งแบบยกระดับ ใต้ดิน และบนดิน แต่สุดท้าย… ก็ไม่เกิดสักแบบ

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงคือ รถติดหนักขึ้นทุกปี และเวลาในชีวิตของผู้คนหายไปกับการเดินทางวันละหลายชั่วโมง

1. ทางด่วนมี 224 กิโลเมตร แต่ “ขาดเส้นสำคัญ” โซนเหนือวันนี้ กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีทางด่วนเปิดใช้แล้ว 224.6 กิโลเมตร แต่กลับไม่มีทางด่วนแนวตะวันตก-ตะวันออก ในโซนเหนือ คนที่ต้องการเลี่ยงรถติดต้องขับอ้อมเข้าเมือง แล้ววนออกนอกเมือง เสียทั้งเวลา และค่าทางด่วนเพิ่ม ทั้งที่เส้นทางจริงอยู่ตรงหน้า

2. ทางด่วนขั้นที่ 3 : วางแผนไว้ แต่ไปไม่ถึงการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้วางแผนก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 3 แนวถนนรัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-ประเสริฐมนูกิจ เป็นทางด่วนยกระดับตลอดสาย ถึงขั้นสร้างตอม่อรองรับทางด่วนไว้ล่างหน้าจำนวน 281 ต้น พร้อมกับการก่อสร้างถนนประเสริฐมนูกิจ ตั้งแต่ปี 2539-2541แต่แล้ว… ช่วงที่ผ่านข้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถูกคัดค้าน โครงการจึงหยุดยาว

3. ใต้ดินก็ลองแล้ว แต่ไม่รอดปี 2565-2567 กทพ.พยายาม “แก้เกม” ด้วยการเปลี่ยนเป็นทางด่วนใต้ดิน ลึกถึง 48.5 เมตร เท่าตึกสูง 16 ชั้น หวังลดผลกระทบด้านบน แต่ผลการประเมินออกมาชัด… ค่าก่อสร้างสูงมาก ค่าซ่อมบำรุงรักษาก็แพง ทำให้ไม่คุ้มทุนปลายปี 2567 โครงการทางด่วนใต้ดินสายแรกของไทยจึงถูก “เบรก”

4. ระดับดิน? แนวคิดล่าสุดที่แทบเป็นไปไม่ได้แนวคิดล่าสุดคือ ก่อสร้างทางด่วนระดับดิน ช่วงแยกพงษ์เพชร-แยกเกษตร โดยใช้ถนนงามวงศ์วาน 4 ช่องจราจร จาก 8 ช่อง รวมทั้งสะพานพงษ์เพชร สะพานบางเขน และอุโมงค์เกษตรแต่ในความเป็นจริง ถ้าทำแบบนี้ ถนนงามวงศ์วานจะเป็น “อัมพาต” ทันที

5. ลอยฟ้า… ถูกค้าน, ใต้ดิน… ไม่คุ้ม, บนดิน… แท้ง แล้วเราจะทำอย่างไร?คนที่ใช้ถนนเส้นนี้ทุกวันไม่ต้องการคำอธิบายเชิงทฤษฎี เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่ารถติดหนักแค่ไหน คำถามคือ ถ้า “ทางด่วน” เดินต่อไม่ได้ เมืองควรมี “ทางเลือกอื่น” อย่างไร? เพื่อให้คนใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

ผมเชื่อว่ายังมีผู้คนอีกมากที่มีไอเดียและประสบการณ์ แต่ไม่เคยมีเวทีให้พูด โพสต์นี้จึงอยากเชิญชวนทุกคนร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนออย่างสร้างสรรค์ไปถึง กทพ. และหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษใคร แต่เพื่อกันช่วยหาทางออก และที่สำคัญ ไม่ปล่อยให้รถติดเป็น “คำตอบสุดท้าย” ของเมืองนี้


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลนครปฐม จัดพิธีไหว้ครูประจำปี 2569

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลนครปฐม จัดพิธีไหว้ครูประจำปี 2569

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานในพิธีไหว้ครู ประจำปี 2569 โดยได้รับเกียรติ จาก แพทย์หญิงอัจฉรา นิธิอภิญญาสกุล ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย ดร.แพทย์หญิงณัทญา ตรีภูริเดช ดร.นายแพทย์วงศกร เหลืองพิพัฒน์ อาจารย์แพทย์ และคณะผู้บริหารศูนย์แพทยศึกษาชันคลินิก เข้าร่วมพิธี นายแพทย์ณัฐพงศ์ กาญจนะโกมล ผู้อำนวยการศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก กล่าวรายงาน วัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ ได้แสดงมุทิตาจิต และน้อมรำลึกถึงพระคุณครูแพทย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคารศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

วช. เดินหน้ามอบ “ของขวัญปีใหม่ อว.2569” นำเตาไบโอชาร์ BioCycle Kiln เสริมศักยภาพกลุ่มชุมชนบ้านม่วง และกลุ่มชุมชนม่วงใหม่พัฒนา อ.ภูเพียง จ.น่าน

วช. เดินหน้ามอบ “ของขวัญปีใหม่ อว.2569” นำเตาไบโอชาร์ BioCycle Kiln เสริมศักยภาพกลุ่มชุมชนบ้านม่วง และกลุ่มชุมชนม่วงใหม่พัฒนา อ.ภูเพียง จ.น่าน

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 “โครงการของขวัญปีใหม่ อว. 2569” สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัด “พิธีส่งมอบนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln” ให้แก่ กลุ่มชุมชนบ้านม่วง และชุมชนม่วงใหม่พัฒนา ตำบลนาปัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ในการนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในการส่งมอบนวัตกรรม โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวรายงาน,นายชาตรี หมอสุริยะ ผู้ใหญ่บ้านม่วงใหม่ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ,คณะผู้ทรงคุณวุฒิ (วช.),นายวร ปันคำ ผู้ใหญ่บ้านม่วงใหม่พัฒนา หน่วยงานภาครัฐในตำบลนาปัง และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี ณ กลุ่มชุมชนบ้านม่วง ตำบลนาปัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (อว.) ได้ดำเนินโครงการของขวัญปีใหม่ พ.ศ.2569 โดย (วช.) ร่วมขับเคลื่อนการนำนวัตกรรมไปใช้ประ โยชน์ในระดับพื้นที่ ผ่านนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln ซึ่งพัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้งานให้แก่ชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีของชุมชน ตลอดจนต่อยอดการใช้ประโยชน์ในมิติทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวถึงนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln ว่า เป็นการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ฟางข้าวและชีวมวลประเภทต่างๆ ผ่านกระบวนการผลิตไบโอชาร์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงและฟื้นฟูคุณภาพดิน ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และลดการเผาเศษวัสดุในที่โล่ง อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดจุดความร้อนและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ส่งผลให้ปัญหามลพิษทางอากาศลดลง พร้อมทั้งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

นายชาตรี หมอสุริยะ ผู้ใหญ่บ้านม่วงใหม่ กล่าวถึงนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชนเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนมีความมุ่งมั่นในการนำองค์ความรู้และนวัต กรรมไปใช้เพื่อส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืน และขอขอบคุณ (วช.) และภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมดังกล่าวถือเป็นของขวัญอันทรงคุณค่าแก่ประชาชนในชุมชนเพื่อใช้ในการลดฝุ่น PM2.5

ทั้งนี้ การส่งมอบนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln ครั้งนี้ วช. มุ่งผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการของขวัญปีใหม่ อว. 2569 เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผบ.ตร.เซ็นตั้ง “อัคราเดช” อดีตตำรวจมือปราบ นั่งที่ปรึกษา เสริมทัพป้องกันอาชญากรรม เร่งขับเคลื่อนนโยบายปี 69

ผบ.ตร.เซ็นตั้ง “อัคราเดช” อดีตตำรวจมือปราบ นั่งที่ปรึกษา เสริมทัพป้องกันอาชญากรรม เร่งขับเคลื่อนนโยบายปี 69

วันที่ 2 ก.พ.2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 585/2568 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีภารกิจสำคัญที่จะต้อะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2569 ในด้านยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมซึ่งจะต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรทางการบริหารในทุกด้านเพื่อรองรับนโยบายดังกล่าว ให้สามารถขับเคลื่อนงานตามนโยบายที่สำคัญให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจตามนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 จึงแต่งตั้ง พลตำรวจเอก อัคราเดช พิมลศรี เป็นที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดยมีหน้าที่ ดังนี้

  1. ให้ข้อมูลและให้คำปรึกษาแก่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,จเรตำรวจแห่งชาติ หรือตำแหน่งเทียบเท่า,ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,รองจเรตำรวจแห่งชาติ หรือตำแหน่งแหน่งเทียบเท่า รวมทั้งผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานระดับรองลงมาที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมรวมถึงงานบริหารในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เป็นไปตานโยบายการบริหารราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
  2. ประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม พร้อมทั้งนำเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
  3. ถ่ายทอดงานให้แก่ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,จเรตำรวจแห่งชาติหรือตำแหน่งเทียบเท่า,ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,รองจเรตำรวจแห่งชาติหรือตำแหน่งเทียบเท่า และผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานที่รับผิดชอบงานเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
  4. ให้คำปรึกษาในด้านอื่นๆ ตามที่ผู้บัญชาการดำรวจแห่งชาติจะได้มอบหมายตามที่เห็นสมควร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 สั่ง ณ วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2568 “คำสั่งดังกล่าว ระบุ”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน