ผู้การโคราช นำตำรวจ–แม่บ้านตำรวจ ปฏิบัติธรรมและทำกิจกรรมจิตอาสา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

ผู้การโคราช นำตำรวจ–แม่บ้านตำรวจ ปฏิบัติธรรมและทำกิจกรรมจิตอาสา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเวลา 09.30 น. พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับ การตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยประธานแม่บ้านตำรวจจังหวัดนครราชสีมา นำข้าราชการตำรวจและแม่บ้านตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วัดป่าสมบูรณ์ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา

ในการนี้ มี พ.ต.อ.ธัชพล ส่องแสง ผู้กำกับการ สภ.ครบุรี, พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ คงศักดิ์ตระกูล ผู้กำกับการ สภ.เสิงสาง, พ.ต.อ.ชวาลย์ วงษ์รอด ผู้กำกับการ สภ.โชคชัย, พ.ต.อ.พิเชษฐ์ จันทรัตน์ ผู้กำกับการ สภ.พลกรัง และ พ.ต.อ.ชวภณ จันทเมนชัย ผู้กำกับการ สภ.หนองบุญมาก เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

โดยมีพระครูสุภาจารคุต (อภัย สุภาจาโร) เจ้าคณะตำบลวังน้ำเขียว และเจ้าอาวาสวัดป่าสมบูรณ์ เป็นผู้นำปฏิบัติธรรม พร้อมกันนี้คณะตำรวจและแม่บ้านตำรวจยังได้ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา ปรับปรุงพัฒนา ทำความสะอาดพื้นที่ภายในวัด รวมถึงปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มความร่มรื่นและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน

ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ได้มีการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ข้าราชการตำรวจและผู้เข้าร่วมพิธี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสามัคคีและจิตสาธารณะ เพื่อร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลอย่างพร้อมเพรียงกัน.


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

ผู้ว่าฯ อยุธยา เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 ลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้า” และ “บุปผาบรมราชินีนาถ”

ผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยา เป็นประธานพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 ลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้า”และ”บุปผาบรมราชินีนาถ”

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 3 ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรี อยุธยา เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 “ลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้า”และ”บุปผาบรมราชินีนาถ” โดยมี นางศุทธิกานต์ วงศ์สถิตจิรกาล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พัฒนาการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ เข้าร่วมในพิธี

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ประเภทผ้า ช่างทอผ้า ทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค ช่างหัตถกรรม

ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประธานในพิธี ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และกล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ก่อนมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569

สำหรับแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้า และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” เป็นลายผ้าที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพัฒนาลวดลายจากลายประวัติศาสตร์ “ลายขอสมเด็จฯ” ผสมผสานกับ “ลายขอเจ้าฟ้าฯ” เพื่อให้คนไทยได้รำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงออกแบบ “ลายขอสร้อยทอง” เพื่อรำลึกถึงการประกวดผ้าที่พระตำหนัก ภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้พระราชทานสร้อยคอทองคำแก่ผู้ที่ชนะการประกวดผ้า และทรงต่อยอด “ดอกไม้พระนามาภิ ไธยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” สู่ “ลายพวงดอนญ่าควีนสิริกิติ์” ซึ่งพระราชทาน “ลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้า” เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และพระราชทาน “ลายบุปผาบรมราชินีนาถ” เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี แก่ช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรมไทย เพื่อนำไปถักทอผืนผ้าและสร้างสรรค์ งานหัตถกรรมที่ทรงคุณค่า อันจะช่วยยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไทยเพิ่มพูนมูลค่า และพัฒนาศักยภาพด้านเทคนิคและการทอผ้ามากยิ่งขึ้น


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

รำลึก 28 ปี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ต้นแบบผู้นำวิสัยทัศน์กว้างไกล เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

รำลึก 28 ปี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ต้นแบบผู้นำวิสัยทัศน์กว้างไกล เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

เมื่อวันที่ (6 พฤษภาคม 2569) ที่สำนักงานใหญ่พรรคชาติพัฒนา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา เป็นประธานงานวันรำลึกผู้นำแห่งศรัทธา พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ครบรอบวันถึงแก่อสัญกรรม 28 ปี วันที่ 6 พฤษภาคม 2541 เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของพลเอกชาติชายที่ได้สร้างไว้ให้กับประเทศชาติ และชาวจังหวัดนครราชสีมา

บรรยากาศภายในงานมีคณะผู้บริหารพรรคชาติพัฒนา สมาชิกพรรค พ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ร่วมงานกว่า 1,000 คน มีการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน พิธีกล่าวสดุดีเกียรติคุณ และสักการะรูปหล่อเหมือนพลเอกชาติชาย

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ยุคทองของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ในช่วงปี พ.ศ. 2531–2533 ถูกขนานนามว่าเป็นยุคทองของเศรษฐกิจไทย โดยมีตัวเลข GDP เติบโตติดต่อกัน 3 ปี ปี 2531 เติบโต 13% ปี2532 เติบโต 12% และปี 2533 เติบโต 11% ส่งผลให้ไทยถูกยกเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย ซึ่งคุณสมบัติเด่นที่ทำให้รัฐบาลยุค พล.อ.ชาติชาย ประสบความสำเร็จ คือ 1.ประสบการณ์รอบด้าน เป็นทั้งนักการทูต นักการเมือง และนักการทหาร, 2.มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จากนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าในภูมิภาคอินโดจีน, 3.ทักษะการประนีประนอม สามารถประสานประโยชน์ได้กับทุกฝ่าย และ 4.มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ที่สร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้อย่างดีเยี่ยม

นอกจากนี้รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ยังได้ริเริ่มโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรากฐานสำคัญจนถึงปัจจุบัน เช่น การสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกที่จังหวัดหนองคาย โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และโครงการขยายถนน 4 เลนทั่วประเทศ


กันตินันท์ รายงาน

อดีตลูกเขยพ่อค้าเนื้อ ปืนโหด ระเบิดความแค้น บุกยิงดับ ยกครัว

อดีตลูกเขยพ่อค้าเนื้อปืนโหด ระเบิดความแค้น บุกยิงดับ ยกครัว 2 ศพ บาดเจ็บอีก 1 ราย อดีตเมียรอดหวุดหวิด

เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ร.ต.อ.กฤษฏิ์ สิทธิสร รองสารวัตร (สอบ สวน) สภ.ลาดหญ้า อ.เมืองกาญจนบุรี ได้รับแจ้งเหตุ มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงชาวบ้าน เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย ที่หมู่ 7 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จึงได้รายงาน ให้ พล.ต.ต. พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีทราบ พร้อมเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ และยังได้ประสานงานไปยังมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวร รพ.พหลพลพยุหเสนา ไปยังที่เกิดเหตุ พบศพนายสงวน (ขอสงวนนามสกุล) อดีตพ่อตา อายุ 64 ปี เจ้าของบ้าน ถูกยิงเข้าที่ลำตัวนอนเสียชีวิตภายในบ้าน โดยยิงที่หน้าอก 2 นัด ข้อมือซ้าย 1 นัด นอนหงายเสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย คือ นายสัตยา ฯ (อดีตน้องเมีย) อายุ 32 ปี ถูกยิงเจ้าที่หน้าอก 1 นัด เสียชีวิตที่ รพ.พหล ส่วน นางสาริณี ฯ 54 ปี (อดีตแม่ยาย) ถูกกระสุนยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส กระสุนเฉี่ยวเข้าที่ใบหน้า ท้ายทอย เอว บาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ชีพ มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ได้ช่วยเหลือลำเลียงนำส่ง รพ.พหลพลพยุหเสนา เพื่อช่วยชีวิต ต่อมานายสัตยาทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตที่ รพ. เป็นศพที่สอง ส่วนนางสาริณี (อดีตแม่ยาย) แพทย์ กำลังให้การช่วยเหลือ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายสงวนผู้ตายทั้งสามคนนั่งคุยอยู่ที่ม้านั่งหน้าบ้าน ต่อมา มีนายชยันต์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี อดีตลูกเขยที่เคยเป็นสามีของ นางสาวรสรินทร์ ได้ขับขี่จักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ สีขาวดำ หมายเลขทะเบียน ฯ กาญจนบุรี มาจอดที่หน้าบ้าน และเดินเข้าหา กลุ่มของนายสงวนที่นั่งอยู่หน้าบ้าน นายสัตยา ฯ อายุ 32 ปี บุตรชายนายสงวน และนางสาริณี ฯ ภรรยานายสงวน และนางสาวรสรินทร์ ฯ บุตรสาว ที่เป็นอดีตภรรยาของนายชยันต์ และนายชยันต์ได้ชักปืนพกสั้น ขนาด 9 มม.ยิงใส่ ทั้งสามคน แต่นายสงวนถูกยิงหลบเข้าบ้าน นายชยันต์วิ่งตามไปยิงกระสุนเข้าหน้าอก 2 นัด นายสงวนนอนเสียชีวิตในห้องโถง ส่วนนางสาวรสรินทร์ เห็นชยันต์จอดรถก็วิ่งเข้าบ้าน ไปหลบในห้องนอน นายชยันต์ ตามหาไม่เจอจึงรอดชีวิตหวุดหวิด ต่อจากนั้นนายชยันต์ได้วิ่งออกจากบ้าน และวิ่งข้ามถนนวิ่งหลบหนีเข้าป่าข้างทางหลบหนีไป

สาเหตุชนวนแรงแค้นครั้งนี้ ที่ทำให้นายชัยยันต์ ก่อเหตุ อาจยังคงหึงหวงนางรสรินทร์ ที่เลิกลากันไป และปุ่มการแบ่งทรัพย์สิน เพราะมีการฟ้องหย่า ประกอบกับอดีตญาติทางเมียคอยกีดกัน เลยทำให้สะสมความแค้น กล้องวงจรปิดจับภาพนาที บุกกระหน่ำยิงโหดในครั้งนี้ไว้ได้

ทางด้าน พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี หลังจากทราบเรื่อง ก็ได้ลงพื้นที่ ด้วยตัวเอง ไปยังที่เกิดเหตุ และเปิดเผยว่า จากการสอบสวน เบื้องต้นทราบว่า นายชยันต์ และนางสาวรสรินทร์เคยเป็นสามีภรรยากัน ต่อมา นางสาวรสรินทร์ได้ฟ้องหย่า ซึ่งศาลมีคำพิพากษาแล้ว ให้หย่าและมีการแบ่งทรัพย์สินกัน คาดว่า นายชยันต์ไม่พอใจการแบ่งทรัพย์ สิน โดยเฉพาะเรื่องเงินจากการตัดอ้อยที่นายชยันต์บอกว่าได้เป็นคนปลูกอ้อยด้วย แต่ไร่อ้อยเป็นของนายสงวนอดีตพ่อตา จึงไม่ใช่สินสมรส นายชยันต์ไม่พอใจ มีการทวงถาม แต่น่าจะตกลงกันไม่ได้ จึงมาก่อเหตุยิงอดีตพ่อตาและน้องเมียเสียชีวิต ส่วนแม่ยายบาดเจ็บกำลังรักษาตัว ที่รพ.พหลฯในขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งสืบ จังหวัด สืบเมืองกาญจน์ สืบลาดหญ้า ร่วมกันกระจายลงพื้นที่ เพื่อเร่งติดตามตัว นายชยันต์ ผู้ก่อเหตุ นำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

จนท.สกัดจับ ขบวนการค้าสัตว์ป่ารายใหญ่ ยึดของกลางกว่า 100 ชีวิต

จนท.สกัดจับ! ขบวนการค้าสัตว์ป่ารายใหญ่ ยึดของกลางกว่า 100 ชีวิต

วันที่ 6 พ.ค. นายนิทัศน์ นุ่นสง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ได้รับแจ้งจาก นายสุรศักดิ์ อนุเมธางกูร ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าเพชรบุรี พร้อมด้วย นายอิทธิพล แจ้งเรือง หัวหน้าชุดสายตรวจปราบปรามส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า และนายอนุรักษ์ สกุลพงษ์ สัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ บูรณาการร่วมกับสำนักงานกิจการปลาและสัตว์ป่าของสหรัฐฯ (FWS), เจ้าหน้าฝ่ายส่งเสริการอนุรักษ์สัตว์ป่า, เจ้าหน้าที่สายตรวจป้องกันและปราบปราม สอป.สบอ.3 สายที่1, กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.5 บก.ปทส.), ตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 2 เพชรบุรี, เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าวปราบปรามยาเสพติด (ชปส) และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 144 เข้าตรวจสอบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นรถบรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อ TOYOTA สีเทา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ ได้รับเบาะแสว่าน่าจะมีการขนสัตว์มาจากทางภาคใต้ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น ในพื้นที่ตำบลดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

จากการตรวจสอบภายในกระบะหลังรถ พบของกลางเป็นสัตว์ป่า บรรจุอยู่ในกล่องท้ายรถจำนวนมาก ประกอบด้วย นกกระตั้วโมลัคคัน จำนวน 13 ตัว, คัสคัส จำนวน 8 ตัว, จิงโจ้ต้นไม้ จำนวน 6 ตัว, อีคิดน่า จำนวน 13 ตัว, ตัวเงินตัวทอง จำนวน 1 ตัว, งู ไม่ทราบชนิด จำนวน 100 ตัว โดยมีนายสงบ (สงวนนามสกุล)อายุ 49 ปี เป็นชาว หมู่ที่ 12 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูลเป็นคนขับเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไว้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบชนิดสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่า ตามบัญชีไซเตส (CITES) เพิ่มเติมอย่างละเอียด

จากการสอบสวน นายสงบ ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ได้ลักลอบขนส่งสัตว์ป่าดังกล่าว เพื่อเตรียมนำไปจำหน่าย โดยรับมาจากเครือข่ายค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาในความผิดฐาน “มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าควบคุม(นกกระตั๊วโมลัคคัน) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562. ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


////////////บรรณรต จ.เพชรบุรี

ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานพร้อมให้คำแนะนำการแก่เจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงาน

ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงาน และมอบอุปกรณ์เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน และเครื่องดื่มคาราบาว พร้อมทั้งติดตามภารกิจการเฝ้าระวังผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่ท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงาน รับฟังปัญหาอุปสรรค พร้อมให้คำแนะนำการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ โดยมีเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าไทรโยคให้การต้อนรับ ณ สถานีควบคุมไฟป่าไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

หลังจากนั้น ได้ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เพื่อมอบอุปกรณ์เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน และเครื่องดื่มคาราบาว พร้อมทั้งติดตามภารกิจการเฝ้าระวังผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อผลักดันช้างป่าที่ออกหากินนอกเขตพื้นที่อนุรักษ์กลับคืนป่า โดยเน้นย้ำให้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ โดยมีนายอรรคนิตย์ กลางประพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานมาตรการผลักดันช้างป่า ณ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี


ทีมข่าวภาคตะวันตก

ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้านใครได้? ใครเสีย?

มีข่าวว่า รัฐจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และให้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

คำถามสำคัญคือ… การตัดสินใจครั้งนี้ “ใครได้” และ “ใครเสีย” กันแน่?

1. จะซื้อคืนสัมปทานสายไหนบ้าง?

ตามข่าวที่ออกมา รัฐมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุน และเป็นผู้เก็บรายได้เอง พร้อมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด มีทั้งหมด 4 สาย ประกอบด้วยสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-เอกมัย และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ด้วยราคาสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะจ้างให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมเดินรถพร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) หลังจากซื้อคืนสัมปทานแล้ว รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่รัฐลงทุนเป็นบางส่วนเป็นรัฐลงทุนเองทั้งหมด แล้วจ้างให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐเก็บรายได้ทั้งหมด พร้อมกับรับความเสี่ยงเองทั้งหมด เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดงในปัจจุบัน

2. วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท คิดมาได้อย่างไร?

จนถึงตอนนี้ รัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ แต่โดยทั่วไปการซื้อคืนสัมปทานมักประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ (เช่น ราง รถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว) รายได้อื่น (เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่) และกำไรที่คาดว่าเอกชนจะได้รับตลอดอายุสัญญาที่ยังเหลืออยู่ หากรัฐไม่ซื้อคืนสัมปทาน

3. ใครได้? ใครเสีย?

3.1 ใครได้?ฝ่ายที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดคือ เอกชนผู้รับสัมปทาน เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนทุกปี

3.2 ใครเสีย?คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า… หลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมากพอหรือไม่? หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มไม่มาก รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่พอสำหรับค่าซื้อคืนสัมปทาน และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้าย รัฐอาจต้องนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างต่อเนื่องในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการบริหาร รฟม.จะสามารถดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้จริงหรือไม่? ที่ผ่านมา รฟม.เคยบริหารเองจริงๆ เพียงสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายม่วงเหนือ (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) แม้ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญก็มาจากการลดค่าโดยสาร ไม่ได้เกิดจากมาตรการเชิงรุกอื่นๆ ในการดึงผู้โดยสาร

ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นในสังกัดของ รฟม. ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ล้วนเป็นการบริหารโดยเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

4. “ซื้อคืน” หรือ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่า?

รัฐควรพิจารณาเปรียบเทียบกรณีซื้อคืน และไม่ซื้อคืน ว่าทางเลือกใดจะใช้เงินน้อยกว่า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง กล่าวคือกรณีซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นรายปีคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ 1.4 แสนล้านบาท (เมื่อรวมดอกเบี้ยจะต้องจ่ายเงินสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาท) เปรียบเทียบกับกรณีไม่ซื้อคืน ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนหลังจากลดค่าโดยสาร

โดยสรุป ถ้าซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืนเป็นรายปี จ่ายค่าจ้างเดินรถ และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลาที่ลดค่าโดยสาร ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงคุณคิดว่า ระหว่าง “ซื้อคืน” กับ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่ากัน?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

สืบสานประเพณีสงกรานต์

วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พลเอก อุทิศ สุนทร อดีต มทน.1, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 (ผบ.พล.ร.9) ผบ.มทบ.11, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเปิดบ้านให้บรรดาญาติมิตรเข้ารดน้ำดำหัว โอกาสวันสงกรานต์-ปีใหม่ไทย 2569 เพื่ออวยพรขอพรเป็นสิริมงคล นำโดย กฤตพัฒน์ จุลไสย (ไมค์ ณ ชุมพร) ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ-วุฒิสภา, คุณกริชสุวรรณ ดีสุข ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิ การการทหารและความมั่นคงของรัฐ-วุฒิสภา, พ.ท.สุธีร์ดลย์ ณ โมรา ผบ.นฝ.นศท.มทบ 17 , พ.ต.ต.พีระพัฒน์ สัมฤทธิ์ดีงาม สว.ส.สน.ประชาชื่น, ร.ท.หญิง ฐิติพร จุลไสย, คุณปวริศร์ อมรพีชญ์ปรัชญา กรรมการผู้จัดการ บริษัทบางกอกมาลีน ชาเตอร์ เอเจนซี่ฯ เข้าอวยพร โดยมี คุณณพวุฒิ จุลไสย กรรมการบริหาร ”พรรคโอกาสใหม่” และผู้สมัคร สส.เขตดุสิต พรรคโอกาสใหม่ ร่วมพิธี

ซึ่งท่าน พลเอก อุทิศ สุนทร ได้กล่าวอวยพร ในโอกาสเทศกาลวันสงกรานต์-ปีใหม่ไทย 2569 “อัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย”และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลให้ท่านมีแต่ความสุข ความเจริญ คิดหวังสิ่งใดขอให้สมปรารถนาทุกประการ และสุขภาพแข็งแรงมีความสุขเจริญตลอดไปปี 2569 และตลอดไป ณ บ้านพัก หมู่บ้านแกรนด์คาแนล ดอนเมือง กรุงเทพฯ


“กองทัพภาคที่ 2” จัดประชุมเพื่อดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก

“กองทัพภาคที่ 2” จัดประชุมเพื่อดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานการประชุมเพื่อการดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่มีความต้องการมีส่วนร่วมในการรับมือภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สังคม เศรษฐกิจ และสุขอนามัยของประชาชนในวงกว้าง

ในการนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 2 ขึ้น โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ โดยมีหน้าที่ป้องกัน, แก้ไขปัญหา, เฝ้าระวัง ติดตาม ประเมินสถานการณ์ รวมทั้งบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับศูนย์อำนวยการฯ ระดับจังหวัดอีกด้วย

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก #ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาค2


พรพิพัฒน์ รายงาน

สศก. ผสานข้อมูลภาคสนาม–โดรน–ดาวเทียม ติดตามข้าว 5 ช่วงอายุ เพิ่มความแม่นยำพยากรณ์ผลผลิตข้าวนาปี 2569/70

สศก. ผสานข้อมูลภาคสนาม–โดรน–ดาวเทียม ติดตามข้าว 5 ช่วงอายุ เพิ่มความแม่นยำพยากรณ์ผลผลิตข้าวนาปี 2569/70

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า (สศก.) ให้ความสำคัญกับการยกระดับการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายให้มีความแม่นยำ ทันต่อสถาน การณ์ และสอดคล้องกับบริบทการผลิตในพื้นที่ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 (สศก.) ได้ดำเนิน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ หนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ผลผลิตสินค้าเกษตร

ล่าสุด (สศก.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดพิจิตร ระหว่างวันที่ 20–30 เมษายน 2569 เพื่อสำรวจและจัดเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตของข้าวนาปี ปี 2569/70 ในพื้นที่แปลงตัวอย่างจำนวน 40 แปลง สำหรับนำไปพัฒนาแบบจำลองพยากรณ์ผลผลิตข้าวด้วยวิธี Regression Model โดยต่อยอดจากพื้นที่จังหวัดตัวแทนภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ สุพรรณบุรี, อ่างทอง, ชัยนาท และสิงห์บุรี เพื่อให้ข้อมูลครอบคลุมสภาพแวดล้อมการผลิต พันธุ์ข้าว และช่วงการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน

จุดเด่นของการดำเนินงาน คือ การใช้ข้อมูลหลายแหล่งประกอบกัน ทั้งข้อมูลภาคสนาม ภาพ ถ่ายโดรนความละเอียดสูง และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของพืชพรรณ และหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าการเจริญเติบโตของข้าวกับข้อมูลดาวเทียม โดยใช้ข้อมูลดาวเทียม 2 ระบบ ได้แก่ ระบบ Optical Sensor จากภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 และระบบเรดาร์ช่องเปิดสังเคราะห์ หรือ Synthetic Aperture Radar (SAR) จากภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-1 ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดจากการใช้ข้อมูลเพียงแหล่งเดียว โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเมฆจากการใช้ภาพถ่าดาวเทียม Sentinel-2 เพียงระบบเดียว พร้อมทั้ง เสริมศักยภาพการติดตามพื้นที่เพาะปลูกและการประเมินผลผลิตพืชเศรษฐกิจให้มีความละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น

การสำรวจครอบคลุมช่วงการเจริญเติบโตของข้าว จำนวน 5 ช่วงอายุ ได้แก่ ช่วงต้นกล้า (Seeding) ช่วงแตกกอ (Tillering) ช่วงตั้งท้อง (Panicle) ช่วงออกรวง (Flowering) และช่วงเก็บเกี่ยว (Harvesting) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเก็บข้อมูลช่วงต้นกล้า ซึ่งมีการวัดค่าข้อมูลสำคัญ อาทิ ความหนาแน่นของต้นข้าว ความลึกของน้ำ ความสูงของต้นข้าว ค่าพื้นที่ผิวใบ หรือ LAI ปริมาณคลอโรฟิลล์ และค่าการสะท้อนแสงด้วยเครื่อง Spectroradiometer สำหรับงานสำรวจระยะไกล ข้อมูลที่จัดเก็บได้จะถูกนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับค่าการสะท้อนแสงในช่วง Blue,Green,Red และ Near Infrared ของภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 และวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-1 เพื่อจำแนกข้อมูลตามรายพันธุ์ ประเมินค่าผลผลิตต่อไร่ และพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์ผลผลิตข้าวในพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลพยากรณ์ผลผลิต และลดความคลาดเคลื่อนในการประเมินสถานการณ์การผลิต เมื่อเทียบกับการใช้ข้อมูลจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากผลการวิเคราะห์เบื้องต้นแล้วเสร็จ จะสามารถระบุค่าความแม่นยำของแบบจำลองได้ประมาณร้อยละ 70 และค่าความคลาดเคลื่อนประมาณร้อยละ 30 โดยอาจต้องพิจารณาเงื่อนไขเพิ่มเติมเรื่องการเพาะปลูกในหรือนอกเขตชลประทาน และต้องผ่านการประมวลผลและตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการก่อนนำไปใช้ประกอบการจัดทำสารสนเทศการเกษตรต่อไป

ขณะเดียวกัน (สศก.) อยู่ระหว่างบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการกับร่วมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และสถาบันวิจัยข้อมูลการบินและอวกาศแห่งสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (AIR CAS) เพื่อร่วมพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์ผลผลิตข้าวบนพื้นฐานเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยยกระดับความแม่นยำของแบบจำลองจากผลการวิเคราะห์เบื้องต้นได้ถึงมากกว่าร้อยละ 80

ทั้งนี้ จะต้องผ่านการประมวลผล ทดสอบแบบจำลอง และตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการก่อนนำไปใช้ประกอบการจัดทำสารสนเทศการเกษตรต่อไป นอกจากนี้ (สศก.) ยังมีแนวทางนำองค์ความรู้และแบบจำลองจากสินค้าข้าวนาปี ไปพิจารณา ต่อยอดสู่การติดตามและพยากรณ์ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลังโรงงาน ตามความเหมาะสมของข้อมูลและลักษณะการผลิตของแต่ละสินค้า เพื่อยกระดับการจัดทำสารสนเทศการเกษตรให้ครอบคลุมและ ตอบโจทย์การตัดสินใจ เชิงนโยบายมากยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญของการพยากรณ์ผลผลิตในยุคใหม่ คือ การใช้ข้อมูลหลายมิติให้เห็นภาพการผลิตจริงในพื้นที่มากที่สุด ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้ภาครัฐมองเห็นแนวโน้มผลผลิตข้าวในพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น ทั้งด้านระยะการเจริญเติบโต ความสมบูรณ์ของต้นข้าว และแนวโน้มผลผลิตต่อไร่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนบริหารจัดการผลผลิต การตลาด และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรได้อย่างตรงจุดมากขึ้น การนำเทคโนโลยีโดรนและข้อมูลดาวเทียมมาใช้ร่วมกับการสำรวจภาคสนาม เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบข้อมูลเกษตรของประเทศให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์การตัดสินใจเชิงนโยบาย ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์ จะช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตามสถานการณ์การผลิต ประเมินผลผลิต และวางแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป เลขาธิการ (สศก.) กล่าว


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์สารสนเทศการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน