โรงรับจำนำลดดอกเบี้ย ช่วยประชาชนชุดนักเรียนขึ้นราคาซื้อหาเท่าที่จำเป็น

จังหวัดลพบุรี – สถานธนานุบาลเทศบาลเมืองลพบุรีช่วยเหลือประชาชนก่อนเปิดภาคเรียน ลดดอกเบี้ยเงินต้นไม่เกิน 5 พันบาทร้อยละ 25 สตางค์ เกินสามหมื่นร้อยละ 1 บาท เป็นการแบ่งเบาภาระให้กับพี่น้องประชาชน ขณะที่บรรยากาศการซื้อเสื้อผ้านักเรียนไม่คึกคัก ผู้ปกครองเลือกซื้อหาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

บรรยากาศที่สถานธนานุบาลเทศบาลเมืองลพบุรี ในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนพบว่ามีประชาชนมาใช้บริการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองลพบุรีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงนี้ใกล้เปิดภาคเรียนประจำปี 2569 พบว่ามีผู้ปกครองที่จะต้องใช้เงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยด้านการศึกษาของบุตร หลานเป็นส่วนใหญ่เข้ามาจำนำสิ่งของแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อนำไปใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตรหลานในการเปิดภาคเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอนุบาลขึ้นเป็นประถม ส่วนเด็กประถม 1-4 ส่วนใหญ่จะหาซื้อสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น

ด้านเทศบาลเมืองลพบุรี ได้มีมาตรการให้ทางสถานธนานุบาลเทศบาล วางมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มาใช้บริการ โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการรับจำนำ ซึ่งกำหนดเงินต้นไม่เกิน 5 พันบาทคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 บาทต่อเดือน เงินต้นเกินกว่า 5 พันบาทแต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาทคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 บาทต่อเดือน และเงินต้นเกินกว่า 3 หมื่นบาทคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน ทั้งนี้พบว่าในช่วงนี้มีประชาชนมาใช้บริการกับทางสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองลพบุรีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองลพบุรี ได้เตรียมวงเงินรองรับไว้เพียงพอสำหรับการรับจำนำสิ่งของต่างๆ เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในช่วงที่จะเปิดภาคเรียนใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนและยังจะเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบให้ประชาชน ซึ่งให้บริการในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมไม่ถูกเอาเปรียบที่จะเป็นการลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

ขณะที่บรรยากาศในตลาดเมืองลพบุรีตามร้านจำหน่ายเสื้อผ้าชุดนักเรียน พบว่ามีผู้ปกครองพาบุตร หลาน มาหาซื้อชุดนักเรียน กระเป๋า รองเท้า กันอย่างต่อเนื่อง แต่ทางร้านเปิดเผยว่าผู้ปกครองมาหาซื้อชุดนักเรียนไม่ค่อยคึกคักเท่ากับในปีที่ผ่านมา เนื่องจากคงจะเป็นเพราะในช่วงนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องรัดเข็มขัด เป็นช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว รวมทั้งราคาชุดนักเรียนที่มาวางจำหน่ายก็มีการปรับขึ้นราคาจากในปีที่ผ่านมาบ้างเล็กน้อย โดยพบว่าผู้ปกครองมาหาซื้อชุดนักเรียนเท่าที่จำเป็นที่ส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนที่มีการปรับขึ้นจากชั้นอนุบาลขึ้นชั้นประถมศึกษา รวมทั้งนักเรียนที่ย้ายสถานศึกษาใหม่ที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนชุดนักเรียน นักศึกษา จากการสอบถามพบว่าบางรายถ้าใช้ชุดเดิมก็จะไม่มีการซื้อชุดใหม่เพื่อเป็นการประหยัด และใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

มทภ.2 ตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนามและการยิงกระสุนจริง (LFX) ประจำปี 2569

มทภ.2 ตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนามและการยิงกระสุนจริง (LFX) ประจำปี 2569

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ. 2 และ พลโท ธิติพันธ์ ฐานะจาโร จก.ยศ.ทบ. เดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกฯ ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีกองทัพภาคที่ 2 อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา สำหรับจุดมุ่งหมายของการฝึกกระสุนจริง (LFX) ของ ร.6 พัน.3 ในครั้งนี้ คือการที่หน่วยสามารถดึงเอา “จุดแข็ง” ของแต่ละเหล่ามาบูรณาการร่วมกันได้อย่างลงตัว ตามสไตล์กองพันพร้อมรบเคลื่อนที่เร็ว (RDF)

ภาพที่เราเห็นคือการเคลื่อนที่ของหน่วยดำเนินกลยุทธ์ในการรุกเข้าตีที่หมายได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การยิงคุ้มครองจากปืนใหญ่และเฮลิคอปเตอร์โจมตี และในการฝึกรอบนี้มีการนำโดรน (UAV) มาใช้เพิ่มขีดความสามารถให้กับหน่วยดำเนินกลยุทธ์แบบเต็มตัว ทั้งการบินตรวจการณ์ ปรับแก้การยิง และประเมินความเสียหายแบบ Real-time ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจในสนามรบเฉียบคมขึ้น

นอกจากนี้ยังเสริมด้วย ปรส.106 ในการยิงทำลายเป้าหมาย เรื่องการสนับสนุนก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อทุกย่างก้าวมีความเสี่ยง ทหารช่างจึงเข้าปฏิบัติการเจาะสนามทุ่นระเบิดเพื่อเปิดทางให้หน่วยรบเคลื่อนที่ต่อได้อย่างไร้รอยต่อ และเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน กำลังพลได้รับบาดเจ็บ การส่งกลับสายแพทย์ทางอากาศ (MEDEVAC) ก็ถูกเรียกใช้ในทันที เพื่อย้ำว่า “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ตลอดระยะเวลาของการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (LFX) ครั้งนี้ อยู่ภายใต้การสังเกตุการณ์ของคณะกรรมการจากกรมยุทธศึกษาทหารบก เพื่อยืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐาน สิ่งที่เราได้เห็นจึงไม่ใช่แค่การซ้อมรบ แต่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมรบสูงสุด (Combat Readiness) ที่บูรณาการทั้ง “คน” “อาวุธ” และ “เทคโนโลยี” เข้าด้วยกัน

เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาปฏิบัติหน้าที่จริง กำลังพลทุกนายจะมีความพร้อมสูงสุด เพราะการฝึกในวันนี้ คือหัวใจสำคัญในการรบ เพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ ให้คงอยู่สืบไป


Cr. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6

พรพิพัฒน์ รายงาน

อดีตผู้ใหญ่บ้านหื่นกาม ชิงเข้ามอบตัวก่อนออกหมายจับ ญาติเตรียมหลักทรัพย์ยื่นประกันตัวชั้นศาล

นครพนม – อดีตผู้ใหญ่บ้านหื่นกาม ชิงเข้ามอบตัวก่อนออกหมายจับ ญาติเตรียมหลักทรัพย์ยื่นประกันตัวชั้นศาล

มีความคืบหน้า คดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงวัย 13 ปี นักเรียนชั้น ป.6 เตรียมขึ้น ม.1 โรงเรียนแห่งหนึ่งในเขต อ.นาแก จ.นครพนม ถูกผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 (ตำแหน่งในขณะนั้น) พื้นที่ ต.วังยาง อ.วังยาง จ.นครพนม ล่อลวงไปย่ำยีในบ้านช่วงภรรยาไปทำบุญที่ สปป.ลาว คืนวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา โดยผู้ปกครองแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 28 เมษายน ภายหลังทราบผลทางการแพทย์ จึงได้แจ้งความเพิ่มเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 69

เบื้องต้น ร.ต.ท.นรากรณ์ ภูสีฤทธิ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.วังยาง ได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีกับนายกิตติพงษ์ วงศ์แสนไชย หรือโชค อายุ 53 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านใหม่ไทยเจริญหมู่ 9 ต.วังยาง เป็นคดีอาญาที่ 93/2569 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ในฐานความผิด กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่สามีหรือภรรยาตน โดยเด็กนั้นจะยิน ยอมหรือไม่ก็ตาม, พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา เพื่อกระทำอนาจาร เหตุเกิดในบ้านเลขที่ 67 หมู่ 9 ซึ่งเป็นบ้านของผู้ก่อเหตุเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

ล่าสุด วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 07.30 น. นายกิตติพงษ์ วงศ์แสนไชย หรือโชค อดีตผู้ใหญ่บ้านหื่นกาม ได้ขอเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.วังยาง และได้สอบปากคำผู้ต้องหาอย่างละเอียด โดย พ.ต.ท.ยงยุทธ ผิวพรรณ์ รอง ผกก.สอบสวน สภ.วังยาง เปิดเผยว่าคดีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม (ผบก.ภ.จว.นครพนม), พ.ต.อ.คุรุพงษ์ แก้วสะอาด ผกก.สภ.วังยาง ได้กำชับพนักงานสอบสวนทำคดีอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
“หลังจากนั้นฝ่ายสืบสวน และฝ่ายป้องกันปราบปราม เข้าคุมพื้นที่ จำกัดบริเวณที่คาดว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี โดยเตรียมขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดนครพนม ในเช้าวันนี้ (7 พค.) แต่ผู้ต้องหาได้เข้ามาพบพนักงานสอบสวน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบสวน และจะนำตัวผู้ต้องหายื่นคำร้องฝากขังต่อศาล พร้อมคัดค้านการประกันตัว”

โดยที่หน้าห้องสอบสวน คาดว่าเป็นญาติของผู้ต้องหาปิดบังใบหน้ามิดชิด ยืนรอด้วยความกระวนกระวายใจ ซึ่งพนักงานสอบสอนจะส่งตัวไปฝากขังในช่วงบ่าย คาดเตรียมหลักทรัพย์เพื่อยื่นขอประกันตัวในชั้นศาล.


เทพข่าวร้อน & เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

ผู้การโคราช นำตำรวจ–แม่บ้านตำรวจ ปฏิบัติธรรมและทำกิจกรรมจิตอาสา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

ผู้การโคราช นำตำรวจ–แม่บ้านตำรวจ ปฏิบัติธรรมและทำกิจกรรมจิตอาสา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเวลา 09.30 น. พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับ การตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยประธานแม่บ้านตำรวจจังหวัดนครราชสีมา นำข้าราชการตำรวจและแม่บ้านตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วัดป่าสมบูรณ์ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา

ในการนี้ มี พ.ต.อ.ธัชพล ส่องแสง ผู้กำกับการ สภ.ครบุรี, พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ คงศักดิ์ตระกูล ผู้กำกับการ สภ.เสิงสาง, พ.ต.อ.ชวาลย์ วงษ์รอด ผู้กำกับการ สภ.โชคชัย, พ.ต.อ.พิเชษฐ์ จันทรัตน์ ผู้กำกับการ สภ.พลกรัง และ พ.ต.อ.ชวภณ จันทเมนชัย ผู้กำกับการ สภ.หนองบุญมาก เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

โดยมีพระครูสุภาจารคุต (อภัย สุภาจาโร) เจ้าคณะตำบลวังน้ำเขียว และเจ้าอาวาสวัดป่าสมบูรณ์ เป็นผู้นำปฏิบัติธรรม พร้อมกันนี้คณะตำรวจและแม่บ้านตำรวจยังได้ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา ปรับปรุงพัฒนา ทำความสะอาดพื้นที่ภายในวัด รวมถึงปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มความร่มรื่นและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน

ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ได้มีการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ข้าราชการตำรวจและผู้เข้าร่วมพิธี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสามัคคีและจิตสาธารณะ เพื่อร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลอย่างพร้อมเพรียงกัน.


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

ผู้ว่าฯ อยุธยา เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 ลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้า” และ “บุปผาบรมราชินีนาถ”

ผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยา เป็นประธานพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 ลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้า”และ”บุปผาบรมราชินีนาถ”

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 3 ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรี อยุธยา เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 “ลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้า”และ”บุปผาบรมราชินีนาถ” โดยมี นางศุทธิกานต์ วงศ์สถิตจิรกาล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พัฒนาการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ เข้าร่วมในพิธี

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ประเภทผ้า ช่างทอผ้า ทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค ช่างหัตถกรรม

ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประธานในพิธี ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และกล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ก่อนมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569

สำหรับแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้า และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” เป็นลายผ้าที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพัฒนาลวดลายจากลายประวัติศาสตร์ “ลายขอสมเด็จฯ” ผสมผสานกับ “ลายขอเจ้าฟ้าฯ” เพื่อให้คนไทยได้รำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงออกแบบ “ลายขอสร้อยทอง” เพื่อรำลึกถึงการประกวดผ้าที่พระตำหนัก ภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้พระราชทานสร้อยคอทองคำแก่ผู้ที่ชนะการประกวดผ้า และทรงต่อยอด “ดอกไม้พระนามาภิ ไธยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” สู่ “ลายพวงดอนญ่าควีนสิริกิติ์” ซึ่งพระราชทาน “ลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้า” เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และพระราชทาน “ลายบุปผาบรมราชินีนาถ” เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี แก่ช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรมไทย เพื่อนำไปถักทอผืนผ้าและสร้างสรรค์ งานหัตถกรรมที่ทรงคุณค่า อันจะช่วยยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไทยเพิ่มพูนมูลค่า และพัฒนาศักยภาพด้านเทคนิคและการทอผ้ามากยิ่งขึ้น


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

รำลึก 28 ปี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ต้นแบบผู้นำวิสัยทัศน์กว้างไกล เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

รำลึก 28 ปี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ต้นแบบผู้นำวิสัยทัศน์กว้างไกล เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

เมื่อวันที่ (6 พฤษภาคม 2569) ที่สำนักงานใหญ่พรรคชาติพัฒนา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา เป็นประธานงานวันรำลึกผู้นำแห่งศรัทธา พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ครบรอบวันถึงแก่อสัญกรรม 28 ปี วันที่ 6 พฤษภาคม 2541 เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของพลเอกชาติชายที่ได้สร้างไว้ให้กับประเทศชาติ และชาวจังหวัดนครราชสีมา

บรรยากาศภายในงานมีคณะผู้บริหารพรรคชาติพัฒนา สมาชิกพรรค พ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ร่วมงานกว่า 1,000 คน มีการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน พิธีกล่าวสดุดีเกียรติคุณ และสักการะรูปหล่อเหมือนพลเอกชาติชาย

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ยุคทองของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ในช่วงปี พ.ศ. 2531–2533 ถูกขนานนามว่าเป็นยุคทองของเศรษฐกิจไทย โดยมีตัวเลข GDP เติบโตติดต่อกัน 3 ปี ปี 2531 เติบโต 13% ปี2532 เติบโต 12% และปี 2533 เติบโต 11% ส่งผลให้ไทยถูกยกเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย ซึ่งคุณสมบัติเด่นที่ทำให้รัฐบาลยุค พล.อ.ชาติชาย ประสบความสำเร็จ คือ 1.ประสบการณ์รอบด้าน เป็นทั้งนักการทูต นักการเมือง และนักการทหาร, 2.มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จากนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าในภูมิภาคอินโดจีน, 3.ทักษะการประนีประนอม สามารถประสานประโยชน์ได้กับทุกฝ่าย และ 4.มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ที่สร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้อย่างดีเยี่ยม

นอกจากนี้รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ยังได้ริเริ่มโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรากฐานสำคัญจนถึงปัจจุบัน เช่น การสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกที่จังหวัดหนองคาย โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และโครงการขยายถนน 4 เลนทั่วประเทศ


กันตินันท์ รายงาน

อดีตลูกเขยพ่อค้าเนื้อ ปืนโหด ระเบิดความแค้น บุกยิงดับ ยกครัว

อดีตลูกเขยพ่อค้าเนื้อปืนโหด ระเบิดความแค้น บุกยิงดับ ยกครัว 2 ศพ บาดเจ็บอีก 1 ราย อดีตเมียรอดหวุดหวิด

เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ร.ต.อ.กฤษฏิ์ สิทธิสร รองสารวัตร (สอบ สวน) สภ.ลาดหญ้า อ.เมืองกาญจนบุรี ได้รับแจ้งเหตุ มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงชาวบ้าน เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย ที่หมู่ 7 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จึงได้รายงาน ให้ พล.ต.ต. พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีทราบ พร้อมเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ และยังได้ประสานงานไปยังมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวร รพ.พหลพลพยุหเสนา ไปยังที่เกิดเหตุ พบศพนายสงวน (ขอสงวนนามสกุล) อดีตพ่อตา อายุ 64 ปี เจ้าของบ้าน ถูกยิงเข้าที่ลำตัวนอนเสียชีวิตภายในบ้าน โดยยิงที่หน้าอก 2 นัด ข้อมือซ้าย 1 นัด นอนหงายเสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย คือ นายสัตยา ฯ (อดีตน้องเมีย) อายุ 32 ปี ถูกยิงเจ้าที่หน้าอก 1 นัด เสียชีวิตที่ รพ.พหล ส่วน นางสาริณี ฯ 54 ปี (อดีตแม่ยาย) ถูกกระสุนยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส กระสุนเฉี่ยวเข้าที่ใบหน้า ท้ายทอย เอว บาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ชีพ มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ได้ช่วยเหลือลำเลียงนำส่ง รพ.พหลพลพยุหเสนา เพื่อช่วยชีวิต ต่อมานายสัตยาทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตที่ รพ. เป็นศพที่สอง ส่วนนางสาริณี (อดีตแม่ยาย) แพทย์ กำลังให้การช่วยเหลือ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายสงวนผู้ตายทั้งสามคนนั่งคุยอยู่ที่ม้านั่งหน้าบ้าน ต่อมา มีนายชยันต์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี อดีตลูกเขยที่เคยเป็นสามีของ นางสาวรสรินทร์ ได้ขับขี่จักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ สีขาวดำ หมายเลขทะเบียน ฯ กาญจนบุรี มาจอดที่หน้าบ้าน และเดินเข้าหา กลุ่มของนายสงวนที่นั่งอยู่หน้าบ้าน นายสัตยา ฯ อายุ 32 ปี บุตรชายนายสงวน และนางสาริณี ฯ ภรรยานายสงวน และนางสาวรสรินทร์ ฯ บุตรสาว ที่เป็นอดีตภรรยาของนายชยันต์ และนายชยันต์ได้ชักปืนพกสั้น ขนาด 9 มม.ยิงใส่ ทั้งสามคน แต่นายสงวนถูกยิงหลบเข้าบ้าน นายชยันต์วิ่งตามไปยิงกระสุนเข้าหน้าอก 2 นัด นายสงวนนอนเสียชีวิตในห้องโถง ส่วนนางสาวรสรินทร์ เห็นชยันต์จอดรถก็วิ่งเข้าบ้าน ไปหลบในห้องนอน นายชยันต์ ตามหาไม่เจอจึงรอดชีวิตหวุดหวิด ต่อจากนั้นนายชยันต์ได้วิ่งออกจากบ้าน และวิ่งข้ามถนนวิ่งหลบหนีเข้าป่าข้างทางหลบหนีไป

สาเหตุชนวนแรงแค้นครั้งนี้ ที่ทำให้นายชัยยันต์ ก่อเหตุ อาจยังคงหึงหวงนางรสรินทร์ ที่เลิกลากันไป และปุ่มการแบ่งทรัพย์สิน เพราะมีการฟ้องหย่า ประกอบกับอดีตญาติทางเมียคอยกีดกัน เลยทำให้สะสมความแค้น กล้องวงจรปิดจับภาพนาที บุกกระหน่ำยิงโหดในครั้งนี้ไว้ได้

ทางด้าน พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี หลังจากทราบเรื่อง ก็ได้ลงพื้นที่ ด้วยตัวเอง ไปยังที่เกิดเหตุ และเปิดเผยว่า จากการสอบสวน เบื้องต้นทราบว่า นายชยันต์ และนางสาวรสรินทร์เคยเป็นสามีภรรยากัน ต่อมา นางสาวรสรินทร์ได้ฟ้องหย่า ซึ่งศาลมีคำพิพากษาแล้ว ให้หย่าและมีการแบ่งทรัพย์สินกัน คาดว่า นายชยันต์ไม่พอใจการแบ่งทรัพย์ สิน โดยเฉพาะเรื่องเงินจากการตัดอ้อยที่นายชยันต์บอกว่าได้เป็นคนปลูกอ้อยด้วย แต่ไร่อ้อยเป็นของนายสงวนอดีตพ่อตา จึงไม่ใช่สินสมรส นายชยันต์ไม่พอใจ มีการทวงถาม แต่น่าจะตกลงกันไม่ได้ จึงมาก่อเหตุยิงอดีตพ่อตาและน้องเมียเสียชีวิต ส่วนแม่ยายบาดเจ็บกำลังรักษาตัว ที่รพ.พหลฯในขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งสืบ จังหวัด สืบเมืองกาญจน์ สืบลาดหญ้า ร่วมกันกระจายลงพื้นที่ เพื่อเร่งติดตามตัว นายชยันต์ ผู้ก่อเหตุ นำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

จนท.สกัดจับ ขบวนการค้าสัตว์ป่ารายใหญ่ ยึดของกลางกว่า 100 ชีวิต

จนท.สกัดจับ! ขบวนการค้าสัตว์ป่ารายใหญ่ ยึดของกลางกว่า 100 ชีวิต

วันที่ 6 พ.ค. นายนิทัศน์ นุ่นสง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ได้รับแจ้งจาก นายสุรศักดิ์ อนุเมธางกูร ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าเพชรบุรี พร้อมด้วย นายอิทธิพล แจ้งเรือง หัวหน้าชุดสายตรวจปราบปรามส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า และนายอนุรักษ์ สกุลพงษ์ สัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ บูรณาการร่วมกับสำนักงานกิจการปลาและสัตว์ป่าของสหรัฐฯ (FWS), เจ้าหน้าฝ่ายส่งเสริการอนุรักษ์สัตว์ป่า, เจ้าหน้าที่สายตรวจป้องกันและปราบปราม สอป.สบอ.3 สายที่1, กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.5 บก.ปทส.), ตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 2 เพชรบุรี, เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าวปราบปรามยาเสพติด (ชปส) และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 144 เข้าตรวจสอบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นรถบรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อ TOYOTA สีเทา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ ได้รับเบาะแสว่าน่าจะมีการขนสัตว์มาจากทางภาคใต้ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น ในพื้นที่ตำบลดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

จากการตรวจสอบภายในกระบะหลังรถ พบของกลางเป็นสัตว์ป่า บรรจุอยู่ในกล่องท้ายรถจำนวนมาก ประกอบด้วย นกกระตั้วโมลัคคัน จำนวน 13 ตัว, คัสคัส จำนวน 8 ตัว, จิงโจ้ต้นไม้ จำนวน 6 ตัว, อีคิดน่า จำนวน 13 ตัว, ตัวเงินตัวทอง จำนวน 1 ตัว, งู ไม่ทราบชนิด จำนวน 100 ตัว โดยมีนายสงบ (สงวนนามสกุล)อายุ 49 ปี เป็นชาว หมู่ที่ 12 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูลเป็นคนขับเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไว้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบชนิดสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่า ตามบัญชีไซเตส (CITES) เพิ่มเติมอย่างละเอียด

จากการสอบสวน นายสงบ ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ได้ลักลอบขนส่งสัตว์ป่าดังกล่าว เพื่อเตรียมนำไปจำหน่าย โดยรับมาจากเครือข่ายค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาในความผิดฐาน “มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าควบคุม(นกกระตั๊วโมลัคคัน) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562. ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


////////////บรรณรต จ.เพชรบุรี

ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานพร้อมให้คำแนะนำการแก่เจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงาน

ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงาน และมอบอุปกรณ์เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน และเครื่องดื่มคาราบาว พร้อมทั้งติดตามภารกิจการเฝ้าระวังผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่ท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงาน รับฟังปัญหาอุปสรรค พร้อมให้คำแนะนำการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ โดยมีเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าไทรโยคให้การต้อนรับ ณ สถานีควบคุมไฟป่าไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

หลังจากนั้น ได้ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เพื่อมอบอุปกรณ์เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน และเครื่องดื่มคาราบาว พร้อมทั้งติดตามภารกิจการเฝ้าระวังผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อผลักดันช้างป่าที่ออกหากินนอกเขตพื้นที่อนุรักษ์กลับคืนป่า โดยเน้นย้ำให้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ โดยมีนายอรรคนิตย์ กลางประพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานมาตรการผลักดันช้างป่า ณ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี


ทีมข่าวภาคตะวันตก

ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้านใครได้? ใครเสีย?

มีข่าวว่า รัฐจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และให้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

คำถามสำคัญคือ… การตัดสินใจครั้งนี้ “ใครได้” และ “ใครเสีย” กันแน่?

1. จะซื้อคืนสัมปทานสายไหนบ้าง?

ตามข่าวที่ออกมา รัฐมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุน และเป็นผู้เก็บรายได้เอง พร้อมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด มีทั้งหมด 4 สาย ประกอบด้วยสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-เอกมัย และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ด้วยราคาสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะจ้างให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมเดินรถพร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) หลังจากซื้อคืนสัมปทานแล้ว รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่รัฐลงทุนเป็นบางส่วนเป็นรัฐลงทุนเองทั้งหมด แล้วจ้างให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐเก็บรายได้ทั้งหมด พร้อมกับรับความเสี่ยงเองทั้งหมด เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดงในปัจจุบัน

2. วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท คิดมาได้อย่างไร?

จนถึงตอนนี้ รัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ แต่โดยทั่วไปการซื้อคืนสัมปทานมักประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ (เช่น ราง รถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว) รายได้อื่น (เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่) และกำไรที่คาดว่าเอกชนจะได้รับตลอดอายุสัญญาที่ยังเหลืออยู่ หากรัฐไม่ซื้อคืนสัมปทาน

3. ใครได้? ใครเสีย?

3.1 ใครได้?ฝ่ายที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดคือ เอกชนผู้รับสัมปทาน เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนทุกปี

3.2 ใครเสีย?คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า… หลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมากพอหรือไม่? หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มไม่มาก รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่พอสำหรับค่าซื้อคืนสัมปทาน และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้าย รัฐอาจต้องนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างต่อเนื่องในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการบริหาร รฟม.จะสามารถดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้จริงหรือไม่? ที่ผ่านมา รฟม.เคยบริหารเองจริงๆ เพียงสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายม่วงเหนือ (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) แม้ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญก็มาจากการลดค่าโดยสาร ไม่ได้เกิดจากมาตรการเชิงรุกอื่นๆ ในการดึงผู้โดยสาร

ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นในสังกัดของ รฟม. ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ล้วนเป็นการบริหารโดยเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

4. “ซื้อคืน” หรือ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่า?

รัฐควรพิจารณาเปรียบเทียบกรณีซื้อคืน และไม่ซื้อคืน ว่าทางเลือกใดจะใช้เงินน้อยกว่า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง กล่าวคือกรณีซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นรายปีคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ 1.4 แสนล้านบาท (เมื่อรวมดอกเบี้ยจะต้องจ่ายเงินสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาท) เปรียบเทียบกับกรณีไม่ซื้อคืน ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนหลังจากลดค่าโดยสาร

โดยสรุป ถ้าซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืนเป็นรายปี จ่ายค่าจ้างเดินรถ และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลาที่ลดค่าโดยสาร ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงคุณคิดว่า ระหว่าง “ซื้อคืน” กับ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่ากัน?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง