มึน !! ลอบขนทรายของกลางไปขายเฉย

จากกรณีชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการลอบขุดทรายในแม่น้ำปาย บ.สบแพม อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และได้มีการสั่งให้ดำเนินคดี วัดปริมาณทรายที่กองในพื้นที่ของผู้ถูกกล่าวหา 2 หมื่นคิว เป็นเงิน 6 ล้านบาท ล่าสุด พบว่ายังมีการลอบขนทรายของกลาง ไปจำหน่ายโดยไม่มีหน่วยงานใดไปตรวจสอบหรือสั่งห้ามแต่อย่างใด เส้นใหญ่สุด ๆ ในเมืองปาย

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายสุวิทย์ บุญหล้า ราษฎรบ้านสบแพม หมู่ 4 ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ตนได้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เรื่องการลักลอบขุดทรายในแม่น้ำปาย ที่บ้านสบแพม ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จนมีหน่วยงานรัฐเข้าไปตรวจสอบและสั่งระงับการดำเนินการพร้อมดำเนินคดีต่อผู้ประกอบการ แต่ปรากฏว่า ในห้วงที่ผ่านมา หลังจากมีการประชุมของนายอำเภอปาย เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ แต่ปรากฏว่า จนถึงวันนี้ กองทรายที่มีปริมาตร ประมาณ 20,000 คิวบิกเมตร คิวฯละ 300 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 6 ล้านบาท ได้ถูกลัก ลอบขนลำเลียงออกจากท่าทรายที่ถูกดำเนินคดี อย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้ปริมาณทรายที่ถูกอายัด หายไปเกือบครึ่ง

แหล่งข่าวระบุต่อไปอีกว่า การลักลอบขนทรายออกจากท่าทรายที่ถูกจับกุมไปแล้ว มีการนำไปขายให้กับลูกค้าที่ บ้านวัดจันทร์ อ.กัลญานิวัฒนา จ.เชียงใหม่ และ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ ฮ่องสอน นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการนำรถแบคโฮ มาลอบขุดทรายเหมือนเดิม รวมไปถึงใช้แรง งานคนลงไปขุดทรายในแม่น้ำปาย มาทดแทนทรายที่ถูกส่งออกไปจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในกรณีใช้แรงงานคนขุดทรายไปจำหน่ายถือว่าผิดข้อกฎหมายของ กระทรวงอุตสาหกรรม กรณีขุดทรายหรือหินในแม่น้ำสามารถทำได้เพื่อนำไปก่อสร้างบ้านเรือนของราษฎรทั่วไป แต่นี่เป็นการขุดเพื่อไปจำหน่าย ทางอุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ต้องรับผิดชอบ รวมไปถึงกรมเจ้าท่า ที่อ้างว่าการขุดหินทรายในลำน้ำเพื่อเป็นการขุดสันดอนและสร้างร่องน้ำลึกเพื่อการเดินเรือ

ซึ่งประเด็นนี้ในพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีการลอบขุดทราย ไม่ได้มีกิจการเดินเรือในพื้นที่แต่อย่างใด ทำไมกรมเจ้าท่าจึงเลี่ยงระเบียบและอนุญาตให้มีการขุดหินและทรายในลำน้ำได้ การกระทำผิดในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะไม่รู้ไม่เห็น แต่ทำไมจึงปล่อยให้มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่องและกระทบต่อที่ดิน ไร่นา และเรือกสวนของราษฎรที่อยู่ติดแม่น้ำ ที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ ทำให้ที่ดินถูกน้ำกัดเซาะจนเสียหายและไม่สามารถเรียกคืนที่ดินมาได้เหมือนเดิม จึงขอวิงวอนให้หน่วยงานรัฐจากส่วนกลางลงมาตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและหาคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

ด่านศุลกากรแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน จับลอบส่งออกน้ำมันไปพม่า

ด่านศุลกากรแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ตรวจยึดน้ำมันเชื้อเพลิง ชนิดเบนซิน บรรจุแกลลอนขนาด 30 ลิตร จำนวน 72 ถัง มูลค่ากว่า 75,000 บาท ขณะเตรียมลักลอบส่งออกริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ด่านศุลกากรแม่สะเรียง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “ด่านศุลกากรแม่ สะเรียง” ว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 07.00 น. เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สะเรียง สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน ที่ 36 (ร้อย ทพ.3608 ฉก.ทพ.36) ปก ครอง อ.สบเมย ออกลาดตระเวนตรวจสอบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ใกล้กับท่าเทียบเรือจุดผ่อนปรนการค้าบ้านแม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

พบแกลลอนน้ำมันจำนวน 72 ถัง บรรจุ “น้ำมันเชื้อเพลิง ชนิดเบนซิน” ถังล่ะ 25 ลิตร ปริมาณรวม 1,800 ลิตร วางกองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน โดยไม่พบผู้แสดงตนเป็นเจ้าของ ลักษณะพยายามเตรียมขึ้นเรือลักลอบส่งออกไปนอกราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้ยึดของกลางไว้เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีศูนย์สั่งการชายแดนฯดูแลกำกับ เพื่อพิจารณาอนุญาตการส่งออกน้ำมันไปนอกราชอาณาจักรเท่านั้น


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

นายอำเภอท่าศาลา สั่งการตรวจสอบ หลังมีการร้องเรียน ลักลอบเผาสายไฟ ก่อนรวบหนุ่ม 22 ปี นำตัวดำเนินคดี

นายอำเภอท่าศาลา สั่งการชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง ออกตรวจสอบหลังมีการร้องเรียน มีการลักลอบเผาสายไฟ ขยะพิษ ส่งกลิ่นรบกวนชาวบ้าน ก่อนรวบหนุ่ม 22 ปี เผาสายไฟ นำตัวดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.69 คืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ 20.10 น. ภายใต้อำนวยการของนายประสงค์ จันทร์หยู นายอำเภอท่าศาลา นายพศิน กาญจนะ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง สั่งการให้นายกิตติศักดิ์ คงชู ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง/หน.ชุดฯ พร้อม อส.ประจำชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองฯ ออกปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยจากกรณีที่มีข่าวมีชาวบ้านร้องเรียนผ่านสื่อออนไลน์ (เพจที่นี่ นครศรีธรรมราช) ว่า “ชาวบ้านวอนนายอำเภอท่าศาลาช่วยตรวจสอบการเผาขยะพิษกลิ่นเหม็นมากเป็นห่วง เด็ก คนแก่ ผู้ป่วยติดเตียง

โดยชุดจับกุมได้ออกตรวจสอบมาถึงทุ่งนาพื้นที่ ม.2 ต.โมคลาน อ.ท่าศาลา ได้มองเห็นมีกองไฟติดอยู่ในสวนยางพารา จึงเดินเข้าไปตรวจสอบ พบนายสรันฯ อายุ 22 ปี กำลังใช้เหล็กงามเกลี่ยกองไฟเพื่อนำขดลวดทองแดงที่ผ่านการเผาไฟออกมาจากกองไฟ ซึ่งฟันไฟคละคลุ้งส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่จึงทำการจับกุมตัว พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวส่งพนักงานสิบสวน สภ.ท่าศาลา เพื่อดำการตามกฏหมายต่อไป

#ที่นี่_นครศรีธรรมราช #หรอยแรงนครศรีฯ


ธีรศักดิ์ อักษกูล รายงาน

กองทัพภาคที่ 2 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงความจงรักภักดีเนื่องในวันฉัตรมงคล

กองทัพภาคที่ 2 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงความจงรักภักดีเนื่องในวันฉัตรมงคล

เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล ประจำปี 2569 กองทัพภาคที่ 2 จัดกิจกรรมอย่างสมเกียรติ เพื่อถวายความจงรักภักดีและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะข้าราชการหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระประมุข เนื่องในวโรกาสวันครบรอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี ณ สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

วันฉัตรมงคลคือวันสำคัญที่ระลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองการที่พระบาทสมเด็จพระวชิราเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. 2562 โดยคำว่าฉัตรมงคลมีความหมายถึงพิธีมงคลในการเฉลิมฉลองพระมหาเศวตฉัตรซึ่งเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์สำคัญ แสดงถึงพระราชอำนาจและพระบารมีตามโบราณราชประเพณีที่เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และถือเป็นวันหยุดราชการที่พสกนิกรชาวไทยจะได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีผ่านการประดับธงชาติและธงตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ตามอาคารบ้านเรือน

#กองทัพบก #RTA #กองทัพภาคที่2 #ฉัตรมงคล #ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

สองผัวเมีย บุกยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ ร้องถูกกำนันขู่จะจับ เหตุไม่ยอมยกที่ดินให้ตั้งโซล่าเซลล์ อำเภอ+อบต. ยันไม่มีโครงการ

นครพนม – สองผัวเมียบุกยื่นหนังสือถึงผู้ว่า ร้องถูกกำนันขู่จะจับ เหตุไม่ยอมยกที่ดินให้ตั้งโซล่าเซลล์ อำเภอ+อบต.ยันไม่มีโครงการ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเกรียงศักดิ์ โคตะบิน อายุ 52 ปี และ นางนงนุช สีหาทอง อายุ 45 ปี สองสามีภรรยาอยู่บ้านเลขที่ 24 หมู่ 8 บ้านท่าพัฒนา ต.โพนสว่าง อ.ศรีสงคราม จ.นคร พนม ร้องทุกข์ว่าถูกกำนันข่มขู่จะนำตำรวจมาจับกุม เรื่องตนไม่ยอมยกที่ดินให้เพื่อใช้เป็นสถานที่ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ต.โพนสว่าง นอกจากนี้กำนันยังให้ผู้ใหญ่บ้านมาสำทับถึงบ้านอีกรอบ เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ตนยินยอมยกที่ดินผืนดังกล่าว โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ตนเห็นว่าอาจมีการพยายามกลั่นแกล้งรังแก จึงพาไปเขียนเรื่องร้องทุกข์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ผ่านศูนย์ดำรงธรรมให้การช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัว เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา แต่เกรงเรื่องจะไม่ได้รับการพิจารณา จึงร้องทุกข์กับผู้สื่อข่าวอีกช่องทางหนึ่ง

โดยผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าสถานีสูบน้ำอยู่ห่างจากชุมชนประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นโครงการชลประทานนครพนม เพื่อช่วยสนับสนุนการทำเกษตรในพื้นที่ บริหารจัดการโดยองค์การบริหารส่วนตำบลโพนสว่าง (อบต.โพนสว่าง) ซึ่งนายเกรียงศักดิ์เป็นลูก จ้างประจำ อบต.โพนสว่าง มีหน้าที่ดูแลสถานีสูบน้ำแห่งนี้ ได้เปิดเผยว่าที่ดินแปลงนี้มีจำนวน 1 ไร่ 47 ตารางวา อยู่ติดกับสถานีสูบน้ำที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ เดิมเป็นหัวไร่ปลายนา พ่อตนเป็นผู้บุกเบิก และใช้ประโยชน์ทำกินปลูกข้าวนาปีและนาปรังมาไม่น้อยกว่า 30 ปี ซึ่งพ่อได้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 18-19 ปี

ต่อมาปี 2568 มีเจ้าหน้าที่ที่ดินได้ออกมาสำรวจ เพื่อรังวัดออกโฉนดแก่ผู้ยังไม่มีเอกสารสิทธิ ตนก็ยื่นเอกสารบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่เดินสำรวจ ปรากฏว่ามีปลัด อบต.โพนสว่าง(ในขณะนั้น) คัดค้านว่า ขอสงวนที่ดินแปลงนี้ไว้เพื่อเป็นจุดติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ แทนการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ซึ่งตนไม่ยินยอมที่จะยกให้ กระทั่งปลายเดือนเมษายน 69 กำนัน ต.โพนสว่าง อ้างว่าทางอำเภอต้องการที่ดินแปลงนี้ เพื่อจัดทำเป็นโครงการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ โดยอ้างว่าที่ดินแปลงนี้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ถือว่าเป็นที่ดินสาธารณะ ตนและภรรยาก็ยืนยันไม่ยกให้ใครเก็บไว้ทำการเกษตร กำนันจึงข่มขู่จะเอาตำรวจมาจับกุม และยังให้ผู้ ใหญ่บ้านมาคุยที่บ้านอีกรอบ ตนกับภรรยาเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงพาไปร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ผ่านศูนย์ดำรงธรรมและผู้สื่อข่าวดังกล่าว โดยยืนยันว่าที่ดินจำนวน 1 ไร่ 47 ตารางวา ไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินหลวง (น.ส.ล.) ส่วนที่ดิน น.ส.ล.นั้น อยู่ถัดจากที่นาของตนไป ทำไมไม่เอาตรงนั้นเป็นจุดติดตั้งแผงโซล่าเซลล์

ด้าน นางสุพัตรา แสงสุวรรณ รองปลัด อบต.โพนสว่าง ชี้แจงว่าสถานีสูบน้ำโดยชลประทานนครพนม ได้ส่งมอบให้อยู่ในความดูแลของ อบต.ฯ โดยทำบันทึกข้อตกลง ( MOU) รวม 3 ฝ่ายคือ 1.ชลประทานฯ, 2.อบต.ฯ, 3.เกษตรกรผู้ใช้น้ำ หากจะมีโครงการติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเป็นโซล่าเซลล์ ชลประทานต้องมีหนังสือถึง อบต.โพนสว่าง เพื่อบรรจุเข้าไปในแผน และต้องประชาคมกับเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ตั้งแต่ตนมารับตำแหน่งรองปลัดฯ ไม่เคยเห็นหนังสือฉบับใดทั้งสิ้น ส่วนอดีตปลัดฯไปพูดเกี่ยวกับแผงโซล่าเซลล์ ทาง อบต.โพนสว่างไม่มีส่วนรู้เห็น

ต่อมา นายกิตติภูมิ บุพศิริ ปลัดอาวุโสอำเภอศรีสงคราม ได้รับมอบหมายจากนางสาวกรณ์กาญจน์ แก้วดี นายอำเภอศรีสงคราม เป็นผู้ชี้แจงประเด็นดังกล่าว ว่า ทางอำเภอยังไม่มีโครงการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ขอดูรายละเอียดของหนังสือจากศูนย์ดำรงธรรมก่อน และจะเชิญผู้ร้องเรียน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งอดีตปลัด อบต.โพนสว่าง สอบสวนข้อเท็จจริง ยืน ยันจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวหาว่ากำนันข่มขู่จะเอาตำรวจมาจับหากไม่ยอมยกที่ดินให้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร โดยทางการปกครองมีกฎ ระเบียบ ชัดเจน ที่สำคัญต้องให้เจ้าหน้าที่ที่ดินตรวจสอบว่า ที่ดินแปลงนี้อยู่ในเขต น.ส.ล.หรือไม่

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์เพื่อจะสอบถามข้อเท็จจริงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทราบว่าได้ไปประชุมประจำเดือนในอำเภอ ส่วนนายก อบต.โพนสว่าง ได้ออกพื้นที่พบประชาชน


เทพข่าวร้อน & เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

รมว.อก. เปิดบ้านสุพรรณปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน

ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานพิธีเปิด “DIPROM PLUS @ DCB เปิดบ้านสุพรรณ ปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน” ภายใต้ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม พัฒนาศักยภาพ ยกระดับมาตรฐาน อุตสาหกรรมอาหารไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมี ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, นายกลวัช ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี, นายแพทย์รัฐพล เวทสรณสุธี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี, นายวีระ ตั้งวุทฒิไกรวิทย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี, นายนพคุณ สุนทรหงส์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุพรรณบุรี, หัวหน้าส่วนราชการ, หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนชาวจังหวัดสุพรรมบุรี ทุกภาคส่วน ร่วมงานจำนวนมาก

ภายในงานได้จัดนิทรรศการแสดงผลงาน แนะนำการให้บริการของ ศภ.8 กสอ. คลินิกให้ทำปรึกษาแนะนำธุรกิจเบื้องต้น ศูนย์บอับริการธุรกิจอุตสาหกรรม (BSC) อาทิพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ พัฒนาตลาด การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม บริการเงินทุนหมุนเวียนฯ บริการเครื่องจักร ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต 4.0 (ITC) นิทรรศการ “Showcase ผู้ประกอบการที่ประสบผลสำเร็จ” ผลงานผู้ประกอบการที่ได้รับการสเสริมพัฒนา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568 การจัดบูทเครือข่ายพันธมิตรจากหน่วยงานรัฐและเอกชน สถาบันอาหาร SME bank โซนตลาดนัดอุตสาหกรรม จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการดีพร้อม โซนศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ITC) สาธิตทดลองเครื่องจักร เครื่องสกัดด่วน เครื่องระเหยข้น สเปรดราย์ (มะพร้าวน้ำหอม) เครื่องอบลมร้อน (ผำ) เครื่องปั่นบดละเอียด (ข้าว) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “8-พร้อม-พัฒน์” (8 PROM PLUS)

ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ ถือเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ที่สำคัญของประเทศ มีประชากร 826,391 คน มีเนื้อที่ประมาณ 3,348,755 ไร่ พื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีการชลประทาน อย่างทั่วถึงประกอบกับสภาพดินเหมาะสมแก่การเพาะปลูกโดยเฉพาะการปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ มีพื้นที่เพราะปลูกข้าวและพืชผลทางการเกษตรขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2,341,382 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 69.92 ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นอันดับต้น ๆ ของภาคกลาง พืชเศรษฐกิจที่สำคัญข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ด้านปศุสัตว์จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแหล่งเลี้ยงโค สุกร เป็ดไก่ ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญโดยการเลี้ยงจะกระจายอยู่ทั่วไปทุกพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากนี้ จังหวัดสุพรรณบุรีมีศักยภาพและตำแหน่งการพัฒนาในการเป็นเมืองอาหารปลอดภัย (Food Safety) ศักยภาพโดดเด่นทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน เป็นเมืองประวัติศาสตร์และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ (Histonc City) เมืองสมุนไพร (Herbal City) อีกทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านเมืองดนตรี (Music City) และเมืองกีฬา (Sport City) โดยได้กำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัด ไว้ว่า “เกษตรกรรมยั่งยืน เศรษฐกิจเข้มแข็ง คุณภาพชีวิตดี สังคมมีสุข”

ในส่วนของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมุ่งเน้นการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และเศรษฐกิจฐานราก ให้สามารถนำผลผลิตทางการเกษตรและภูมิ ปัญญาท้องถิ่น มาพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับ DIPROM ITC 8 เพื่อพัฒนาศักยภาพอุตสาห กรรมอาหาร ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารไทย และ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้ จริง


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ส่องเลขหางประทัดเลขธูป พิธีปลุกเสกวัตถุมงคล มีดตัดหวายลูกนิมิต

สุพรรณบุรี – ส่องเลขเด็ดหางประทัดและเลขก้านธูปพิธีบวงสรวง สวดภาณยักษ์และพิธีปลุกเสก วัตถุมงคล-มีดตัดหวายลูกนิมิต ขณะที่กำลังสวดภาณยักษ์ ผู้ที่มาร่วมพิธีสวดภาณยักษ์ 2 ราย ชาย หญิง มีอาการลักษณะของขึ้นร้องเสียงดัง

พระครูปลัดนิยม ฐิตคุโณ เจ้าอาวาส วัดหนองกระทิงทอง อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี จัดพิธีบวงสรวงสวดภาณยักษ์และพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคล-มีดตัดหวายลูกนิมิต วัดหนองกระทิงทอง โดยมีหลวงปู่สมบุญ ปิยธมโม อายุ 104 ปี วัดลำพันบอง พระเกจิที่มี อายุมากที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี พระอาจารย์อดิเรก วัดหนองทราย พระครูศาสนกิจจายุต เจ้าคณะอำเภอหนองหญ้าไซ และพระครูสถิตสุวรรณวงศ์ เจ้าคณะตำบล หนองขาม นั่งปกอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล และมีดตัดหวายลูกนิมิต เพื่อเตรียมไว้แจกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะมาร่วมทำบุญงานปิดทองฝังลูกนิมิต จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.2569-วันที่ 4 ม.ค.2570

ในพิธีพิธีบวงสรวงสวดภาณยักษ์และพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคล-มีดตัดหวายลูกนิมิต ได้จุดธูปตัวเลข ได้เลขเด็ดเสี่ยงโชค เลข 240 และจุดประทัดเบิกฤกษ์เบิกชัย ได้เลข 446 และ 82 ผู้ร่วมพิธีต่างนำเอาเลขธูปและเลขหางประทัดในพิธี นำไปเสี่ยงโชคกันในงวดนี้ โดยมีนายประวัติ ถิระสังวร นายก อบต.หนองขาม อำเภอหนองหญ้าไซ เป็นประธานจุดธูปเทียน

สำหรับพิธีมหามงคล สวดภาณยักษ์ใหญ่ เพื่อสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาเสริมดวงแก้คุณไสยขับไล่สิ่งอัปมงคล ส่วนผู้ที่มาร่วมพิธีสวดภาณยักษ์ 2 ราย ได้มีอาการลักษณะของขึ้น ผู้ชายกระโดดลุกจากเก้าอี้ร้องเสียงดัง พระสงฆ์ต้องมาพรมน้ำมนต์สะกดที่ศีรษะ จึงยอมสงบนั่งลง ส่วนผู้หญิงได้ส่งเสียงร้องมือทำท่ารำไปด้วย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

พิธีมอบกระเป๋าคัดกรองโครงการสนับสนุน สถานีสุขภาพชุมชน (Health Station)

พิธีมอบกระเป๋าคัดกรองโครงการสนับสนุน สถานีสุขภาพชุมชน (Health Station)

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนคร ปฐม เป็นประธานในพิธีมอบกระเป๋าอุปกรณ์ คัดกรอง โครงการสนับสนุนสถานีสุขภาพชุมชน (Health Station) พร้อมด้วย นายสุภัทร กตัญญูทิตา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนคร ปฐม แพทย์หญิงบุษยมาศ บุศยารัศมี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มอบกระเป๋าอุปกรณ์คัดกรอง (Health Station) ให้แก่เจ้าหน้าที่ รพ.สต.อำเภอเมือง จำนวน 34 แห่ง เพื่อเพิ่มการเข้าถึง บริการคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นให้กับประชาชน โดยมีอุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัล เครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว สายวัดรอบเอว และชุดอุปกรณ์มาตรฐาน ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตาม เข้มชายแดนมั่นคงฝั่งตะวันตก

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตาม เข้มชายแดนมั่นคงฝั่งตะวันตก

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 ภาคเช้า คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและติดตามสถานการณ์ความมั่นคงชายแดน เพื่อลดผลกระทบต่อการจัดการของฝ่ายความมั่นคงในการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการให้กับชุมชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชุมพร ซึ่งนำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการทางทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ร่วมคณะลงพื้นที่

ในการนี้ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิ สภา และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อแสวงหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความมั่นคงแบบองค์รวม ณ พื้นที่จังหวัดชุมพรคาบเกี่ยวกับพื้นที่จังหวัดระนอง ซึ่งจากการลงพื้นที่ได้พบข้อมูลสำคัญและน่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์ที่มาหลักเขตแดน โดยเฉพาะหลักเขตแดนธรรมชาติที่ถูกกำหนดขึ้นในกระบวนการปักปันเขตแดนในอดีตที่ผ่านมาทั้งการสร้างหลักเขตแดนที่เป็นคอนกรีตหรือเสาหินที่มนุษย์สร้างขึ้นทำได้ยาก โดยที่ส่วนใหญ่คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission) มักจะตกลงกันใช้หมายธรรมชาติ (Natural Features) ที่มีความคงทนและเคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่น ยอดเขา, สันปันน้ำ หรือ “โขดหินขนาดใหญ่” (Prominent Boulders) ที่อยู่ในล้าน้ำหรือริมฝั่งเป็นจุดอ้างอิงหรือเป็นหลักเขตแดน

นอกจาการนี้การพบปะชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่จริงจะทำให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบมุมมองและข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์และเป็นความแตกต่างจากหน่วยงานเพื่อที่จะนำมาวิเคราะห์ รวบรวม และศึกษาในรายละเอียดนำมาสู่ความมั่นคงและอธิปไตยอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบไปประกอบการพิจารณาเรื่องการรักษาความมั่นคงชายแดนภายในตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


แปลกไหม? รัฐเดินหน้า “โครงการเสี่ยงขาดทุน”แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร

เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคน “งง” ไม่น้อย เมื่อรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ทั้งๆ ที่ ผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ชัดว่า “ไม่คุ้มทุน”

1. แลนด์บริดจ์จะ “ร่นเวลา” และ “ลดต้นทุน” ได้จริงหรือ?

หลายคนตั้งคำถามตรงกันว่า โครงการนี้จะช่วยให้การขนส่ง “เร็วขึ้น-ถูกลง” เมื่อเทียบกับช่องแคบมะละกาได้จริงหรือไม่? เพราะถ้าทำได้จริง… เรือก็ต้องมาใช้บริการเองโดยไม่ต้องเชิญ แต่ถ้าทำไม่ได้… แล้วจะมีเรือที่ไหนมาใช้?

ผมได้สอบถามผู้ประกอบการเดินเรือหลายราย คำตอบที่ได้ตรงกันคือ “ไม่ใช้” เหตุผลเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือต้องขนถ่ายสินค้าจากเรือฝั่งหนึ่งขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟไปอีกฝั่งหนึ่ง พอไปถึงจะต้องขนจากรถบรรทุกหรือรถไฟลงเรืออีก จะทำให้เสียเวลานานมาก

ยิ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ ยิ่งใช้เวลามากขึ้น เพราะการจัดเรียงต้องวางแผนทั้งลำ… ตู้หนักอยู่ข้างล่าง ตู้ที่จะถึงจุดหมายปลายทางก่อนต้องอยู่ข้างบน ด้วยเหตุนี้ การขนถ่ายตู้คอนเทอนเนอร์จะต้องใช้เวลานาน เรือที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์นับหมื่นตู้ยิ่งต้องใช้เวลานานมากขึ้น

โดยสรุป เวลาที่เสียไปกับการขนถ่าย อาจ “มากกว่า” เวลาที่ประหยัดได้จากการไม่อ้อมช่องแคบมะละกา และนั่นแปลว่า… ต้นทุนก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่ใช่ลดลงเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงน่าแปลกใจว่าเหตุใดผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ทำการศึกษา จึงสรุปว่าโครงการนี้ “คุ้มทุน” ทั้งที่ขัดแย้งกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ และความเห็นของผู้ประกอบการจำนวนมาก

2. คุยว่าจะให้เอกชนลงทุน!

มีข่าวว่ารัฐจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการนี้ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ก็ต้องรอดูว่า จะมีใครกล้าเสี่ยงบ้าง

ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการนำโครงการนี้ไปโรดโชว์ต่อนักลงทุนในหลายประเทศ และมีข่าวว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนจีน ญี่ปุ่น อเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และเอมิเรตส์ ฟังดูเหมือน “เนื้อหอม” แต่คำถามสำคัญคือ… ความสนใจเหล่านั้น เคยถึงขั้นที่จะแปลงเป็นการลงทุนจริงบ้างหรือไม่?

ในอดีต เราเคยเห็นภาพแบบนี้มาแล้ว ในปี 2551 บริษัท ดูไบเวิลด์จากเอมิเรตส์ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในโครงการนี้ โดยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ สนข. เป็นผู้สนับสนุนเงินว่าจ้างบริษัทจากเนเธอร์แลนด์ให้ทำการศึกษาความเป็นได้โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งในขณะนั้นโครงการนี้มีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีบริษัทจากจีน คูเวต ซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่เฝ้าจับตามองโครงการนี้เช่นเดียวกัน

แต่สุดท้าย… โครงการก็ไม่เกิดขึ้น คำถามจึงยังค้างอยู่ “ที่เงียบไป เพราะไม่คุ้มทุน ใช่หรือไม่?”

3. ข้อเสนอแนะ

ผมไม่ได้คัดค้านโครงการนี้ แต่ไม่อยากให้โครงการนี้กลายเป็น “โครงการร้าง” ที่ไม่มีการจ้างงานจริง แต่ทิ้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไว้ล่วงหน้า

สิ่งที่อยากเห็นคือ รัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ ซึ่งยากที่นักการเมืองจะแทรกแซง

ถ้าแลนด์บริดจ์ “ไม่ไปต่อ” ผมขอเสนอท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน เพื่อ…

  1. รองรับสินค้าจากทุกภาคของไทยที่ต้องการออกสู่มหาสมุทรอินเดีย
  2. เป็นประตูการค้าสำหรับจีนตะวันตกที่กำลังมองหาทางออกทะเลที่สั้นกว่า
  3. เชื่อมโยงการค้ากับอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ได้โดยตรง
  4. ลดความแออัดและความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องแคบมะละกาเพียงเส้นทางเดียว

นี่คือยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ที่หลายประเทศทำอยู่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะทำแลนด์บริดจ์หรือไม่?” แต่คือ “ท่าเรือน้ำลึกอันดามันควรอยู่ที่ไหน?”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง