พลเอกศราวุธ จันทร์พุ่ม “ผบ.นทพ.” เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมโครงการ “จัดชุมนุมเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2569

พลเอกศราวุธ จันทร์พุ่ม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการจัดชุมนุมเยาวชนสัมพันธ์ ประจำปี 2569

วันที่ 20 เมษายน 2569 กองบัญชาการทหารพัฒนา (หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา) โดย สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา : พลเอก ศราวุธ จันทร์พุ่ม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการจัดชุมนุมเยาวชนสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี พลตรี ณรงค์ชัย ไชยชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ให้การต้อนรับ

การฝึกอบรมครั้งนี้มีเยาวชนจากสำนักพัฒนาภาค 1–5 ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จำนวน 120 คน อายุระหว่าง 16–18 ปี เข้าร่วมกิจกรรม การฝึกอบรมมุ่งส่งเสริมความรู้และประสบการณ์ ปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรม ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเสริมสร้างความเป็นจิตอาสา การรักษาขนบธรรม เนียมประเพณีไทย ระเบียบวินัย และความรับผิดชอบ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนเป็นผู้นำท้องถิ่นและร่วมพัฒนาประเทศต่อไป

ในการนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้กล่าวแสดงความยินดี พร้อมน้นย้ำให้เยาวชนผู้เข้ารับการอบรมเก็บเกี่ยวประโยชน์ ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง และร่วมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ณ ห้องอบรม สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กอ้อ” พล.ต.อ.อัคราเดชฯ ถ่ายทอดวิชาพูดกับประชาชน-ประสบการณ์รับราชการ ปั้นนักสืบรุ่นใหม่ 318 นาย

“บิ๊กอ้อ” พล.ต.อ.อัคราเดชฯ ถ่ายทอดวิชาพูดกับประชาชน-ประสบการณ์รับราชการ ปั้นนักสืบรุ่นใหม่ 318 นาย

วันที่ 20 เม.ย.2569 เวลา 13.00-16.30 น. : พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร. ได้รับเกียรติให้มาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ วิชาศิลปะการพูดกับประชาชน และ ประสบ การณ์ในการรับราชการ ให้แก่หลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการสืบสวนสอบสวนคดีอาญารุ่นที่ 15 (นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 79) จำนวน 281 นาย และหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการสืบสวนสอบสวนคดีอาญารุ่นพิเศษ รุ่นที่ 12 จำนวน 37 นาย ณ ห้องประชุมอเนกประสงค์ ชั้น 2 สถาบันส่งสำนักงานสอบสวน ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พิธีบวงสรวง วันสวรรคตพระนเรศวรมหาราช ตรงกับวันที่ 25 เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้ทรงกอบกู้ประเทศชาติ

พิธีบวงสรวง วันสวรรคตพระนเรศวรมหาราช ตรงกับวันที่ 25 เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้ทรงกอบกู้ประเทศชาติ

วันเสาร์ที่ 25เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ วัดใหม่สุปดิษฐาราม อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พิธีบวงสรวง วันสวรรคตพระนเรศวรมหาราช ตรงกับวันที่ 25 เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้ทรงกอบกู้ประเทศชาติ ให้พวกเราได้อยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุข จนถึงทุกวันนี้ จึงได้จัดให้มีการบวงสรวงและวางพวงมาลา เพื่อน้อมรำลึกถึงบุญคุณของพระมหากษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่และกล้าหาญที่พระองค์ ได้กอบกู้อิสรภาพของประเทศไทย ให้เป็นปึกแผ่นจนทำให้ประเทศชาติไทยมีความมั่นคงจนถึงทุกวันนี้

“พิธีเปิดงานประจำปี ประเพณีสงกรานต์” พระสีวลีองค์ใหญ่ วัดใหม่สุปดิษฐาราม ประจำปี 2569 พระครูปฐมชยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลบางกระเบา เจ้าอาวาสวัดใหม่สุปดิษฐาราม

นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี ประธานในพิธีเปิดงานประจำปี ประเพณีสงกรานต์” พระสีวลีองค์ใหญ่ วัดใหม่สุปดิษฐาราม ประจำปี 2569

พร้อมด้วย พ.ต.อ.เลอศักดิ์ ตุมรสุนทร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี, นายปราโมทย์ มลคล้ำ สาธารณสุขอำเภอนครชัยศรี, นางนฤมล โพธิ์ทองนาค ปลัดอำเภอนครชัยศรี, นายวินัย วงษ์สวรรค์ นายกอบต.นครชัยศรี, นายสมศักดิ์ เอี่ยมพิมพันธุ์ นายกเทศมนตรีตำบลขุนแก้ว และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง เข้าร่วมพิธี


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

นึกว่าตำรวจลืมไปแล้ว หนีคดีฆ่า 11 ปี หลังก่อเหตุรุมสังหารหนุ่มนักธุรกิจทายาท “หนำไพรวัลย์”

นครศรีธรรมราช – นึกว่าตำรวจลืมไปแล้วหนีคดีฆ่า 11 ปีหลังก่อเหตุรุมสังหารหนุ่มนักธุรกิจทายาท “หนำไพรวัลย์”

เมื่อ 25 เมษายน 2569 เป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่ พันตำรวจโทวิฑูรย์ รักษาวงศ์ สารวัตรสืบ สวน กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยชุดสืบสวนเข้าจับกุมนายกิตติ หรือหวี ปานเดโช หรือที่รู้จักในชื่อ “หวีสวนจันทร์” หนึ่งในแก็งส์นักเลงชื่อดังเมื่อ 11 ปีก่อน มีอายุในปัจจุบัน 40 ปี ขณะก่อเหตุอายุ 28 ปี หลังจากเฝ้าติดตามจนพบตัวอยู่บนถนนในชุมชนบ้านสวนจันทร์ หมู่ 5 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

สำหรับนายกิตติ หรือหวี ได้ร่วมกับเพื่อนรวม 4 คน เมื่อ 12 มกราคม 2558 ก่อเหตุร่วมกันฆ่า นายธีศิษฎ์ ถาวระ อายุ 27 ปี (ในขณะนั้น) หนุ่มนักเรียนนอกหลังจากเรียนจบได้กลับมาช่วยนางอำไพ ถาวระ บริการกิจการรีสอร์ทหนำไพรวัลย์ ซึ่งเป็นรีสอร์ทสายธรรมชาติ ใน ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช และครอบครัวได้ขยายกิจการไปยังจังหวัดสตูล เพื่อให้นายธีศิษฎ์ไปทำกิจการต่อแต่ปรากฎว่าถูกนายกิตติ หรือหวี พร้อมเพื่อนร่วมกันก่อเหตุใช้อาวุธปืนอย่างน้อย 3 กระบอก ยิงจนเสียชีวิตมีบาดแผลมากถึง 15 จุด เหตุเกิดในตลาดคูขวาง เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ส่วนเพื่อนร่วมแก็งส์ได้ถูกจับหลังเกิดเหตุไม่นานคือ นายสิทธิพร หรือโบตัส ขาวสุก อายุ 34 ปี หัวโจกของแก๊ง นายชัยวิชิต หรือแน็ต แสงสง่า อายุ 20 ปี นายเฉลิมพร หรือแนน แสงสง่า อายุ 25 ปี (อายุในขณะนั้น)

ปัจจุบันทั้ง 3 รายแรกถูกจองจำอยู่ในเรือนจำใกล้พ้นโทษเต็มที ส่วนนายกิตติ หรือหวีสวนจันทร์ หลังเกิดเหตุได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่ป่าเขาเขตอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกระทั่งพบว่านายกิตติ ได้ย้อนกลับมาอาศัยที่บ้านหลังหนีไปถึง 11 ปี ตำรวจชุดสืบสวนจึงเฝ้าติดตามจนพบว่านายกิตติหรือหวีเดินเตร็ดเตร่อยู่บนถนนในซอยบ้านสวนจังจึงแสดงตัวเข้าจับกุมแต่นายกิตติหลบหนีตำรวจได้กวดจับคุมตัวไว้ได้ ตำรวจต้องให้ดื่มน้ำก่อนลมจับ

อย่างไรก็ตามนายกิตติ ระบุว่าได้หลบหนีอยู่ในป่าประกอบอาชีพกรีดยางโดยไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ หรือติดต่อใครเลย จนกระทั่งมั่นใจว่าเรื่องน่าจะเงียบไปแล้วเพราะผ่านไปถึง 11 ปี ตำรวจน่าจะลืมไปแล้วหรือไม่สนใจคดีแล้ว จึงตัดสินใจกลับบ้านมาได้เพียงไม่กี่วันคิดไม่ถึงว่าตำรวจจะตามมาจับได้อีก ขณะที่ตำรวจได้อ่านหมายจับ ที่ 14/2558 ลงวันที่ 14 มกราคม 2558 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด “ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันควร” นายกิตติรับว่าเป็นคนเดียวกันและรับสารภาพ จึงถูกคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ดำเนินคดี ซึ่งเป็นการปิดจบคดีผู้ต้องรายนี้เป็นคนสุดท้ายที่ร่วมก่อเหตุหลบหนีมาได้ถึง 11 ปี แต่ตำรวจยังไม่ลืม.


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

รองแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ร่วมกิจกรรม “พบปะเสวนายามเย็น จังหวัดพิษณุโลก” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569

รองแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ร่วมกิจกรรม “พบปะเสวนายามเย็น จังหวัดพิษณุโลก” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569

เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมกิจกรรม “พบปะเสวนายามเย็น จังหวัดพิษณุโลก” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ณ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้น 2 มรพส. (ส่วนทะเลแก้ว) ตำบลพลายชุม พล อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลตรี วิษณุ วิจิตรพงษา ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พร้อมด้วย พันเอก ทรงสิทธิ์ รอดสการ นายหทารกองกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 3 หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงาน และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรมฯ

จังหวัดพิษณุโลก โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วน จัดกิจกรรม “พบปะเสวนายามเย็น จังหวัดพิษณุโลก” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการ เปิดพื้นที่ให้หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหารือข้อราชการร่วมกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในกิจกรรม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ณ อาคารหอสมุดอิ เล็กทรอนิกส์ (PSRU e-Library) มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ส่วนทะเลแก้ว

โอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชุมพล เสมาขันธ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสง คราม ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมเน้นย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น การสร้างองค์ความรู้ และการเชื่อมโยงความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดพิษณุโลกให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

กิจกรรมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงาน สร้างความเข้าใจร่วมกันในการดำเนินงาน และเปิดโอกาสให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือในทุกมิติ อันจะนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดพิษณุโลกให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ทบ. รับมอบน้ำดื่มจากธนาคารกรุงไทยฯ สนับสนุนภารกิจบรรเทาสาธารณภัย แจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศ

ทบ. รับมอบน้ำดื่มจากธนาคารกรุงไทยฯ สนับสนุนภารกิจบรรเทาสาธารณภัย แจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศ

วันนี้ (23 เมษายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 211 กองบัญชาการกองทัพบก พลโท บรรยง ทองน่วม รองเสนาธิการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีรับมอบน้ำดื่มจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยมี คุณกิตติพัฒน์ เพียรธรรม ผู้บริหารสายงานธุรกิจภาครัฐ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนจากธนาคารฯ มอบน้ำดื่ม จำนวน 10,000 ขวด เพื่อสนับสนุนภารกิจการบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพบกและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

การรับมอบน้ำดื่มจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือและการบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดูแลช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ทั้งนี้ กองทัพบกโดยศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบกและหน่วยทหารในพื้นที่พร้อมเข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในทุกสถานการณ์ ควบคู่กับการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงตามนโยบาย “ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส”



แผนกแถลงข่าว
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

รองผู้ว่าฯ อุทัยธานี เปิดประชุมร่วมกรมทางหลวง เดินหน้าขยายถนน 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3221 ตอนอุทัยธานี-ทัพทัน ยกระดับโครงข่ายคมนาคมภูมิภาค

อุทัยธานี – รองผู้ว่าฯเปิดประชุมร่วมกรมทางหลวง เดินหน้าขยายถนน 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3221 ตอนอุทัยธานี-ทัพทัน ยกระดับโครงข่ายคมนาคมภูมิภาค

วันที่ 22 เมษายน 2569 ณ.ห้องประชุมรุ่งอรุณ โรงแรมธาราฮิลล์ อ.เมือง จ.อุทัยธานี โดยกรมทางหลวง ได้จัดการประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ สัมมนาครั้งที่ 3 โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3221 ตอน อุทัยธานี-ทัพทัน โดยนายอิทธิพงศ์ ตันมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีเป็นประธานเปิดการประชุม นายนพดล นุ่มน้อย รักษาการวิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กล่าวรายงาน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

เพื่อนำเสนอข้อมูลสรุปผลการศึกษาของโครงการทั้งด้านวิศวกรรมรูปแบบการพัฒนาโครง การผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและผลการดำเนินการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประชาสัมพันธ์พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อนำมาใช้พิจารณาประกอบการศึกษาออกแบบรายละเอียดถนนโครงการให้มีความเหมาะสมและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้เส้นทางให้มากที่สุด พร้อมกับนำเสนอสรุปผลการศึกษาของโครงการ จุดเริ่มต้นกม.0+000 (แยกแขวงทางการ) ต.อุทัยใหม่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี และจุดสิ้นสุดโครงการที่กม.15 + 303 (ถนนราชสุภาวดีใกล้กับสำนักงานเทศบาลตำบลทัพทัน) อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 1 จังหวัด 3 อำเภอ 8 ตำบล รวมระยะทางประมาณ 15.303 กิโลเมตร เนื่องจากเป็นการพัฒนาแนวทางหลวงหมายเลข 3221 ที่มีอยู่เดิมให้เป็นทางหลวง 4 ช่องจราจรดังกล่าว


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

สันติบาล ล็อก 2 หนุ่มปากีสถาน กลางเมืองพัทยา

ตำรวจสันติบาล ล็อก 2 หนุ่มปากีสถาน กลางเมืองพัทยา” หลังจากได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้ออกสืบสวนหาข่าว ติดตามกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ เจอ 2 หนุ่มปากีฯ มีท่าทางส่อพิรุธ กำลังเดินอยู่ในซอยเย็นสบาย ย่านที่พักอาศัยของชาวตะวันออกกลาง พิกัดพัทยาใต้ จึงแสดงตัวว่าเป็นตำรวจ ขอตรวจสอบเอกสารสำคัญประจำตัว แต่กลับไม่มีให้ดู จึงควบคุมตัวส่ง สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีไปตามระเบียบ

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 18.30 น. ร.ต.อ.พงศ์ธนิน บำรุงสุขสวัสติ รองสารวัตร กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1(บก.ส.1) พร้อมด้วย จ.ส.ต.อภิวัฒน์ เจริญศรี ผบ.หมู่ กก.1 บก.ส.1 และ ส.ต.อ.ณัธพงษ์ ทองดาษ ผบ.หมู่ กก.1 บก.ส.1 ได้รับคำสั่งให้ออกสืบสวนหาข่าว ติดตามกลุ่มบุคคล ที่มีพฤติการณ์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ โดยอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.อาทิตย์ ซื่อสัตตบงกช ผู้กำกับการ กองกำกับการ1 กองบังคับ การตำรวจสันติบาล 1 (บก.ส.1) และ พ.ต.ท.แสวง ประศรีธนสมบัติ สารวัตรกองกำกับการ 1กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 (บก.ส.1)

ภายหลังรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแล้ว เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ จนมาถึงบริเวณซอยพัทยาสาย 2 ซอย 18 หรือ “ซอยเย็นสบาย” อันเป็นย่านที่พักอาศัยของชาวตะวันออกกลาง ท้องที่หมู่ที่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบชายชาวต่างชาติ 2 คน เดินอยู่ริมถนน ท่าทางมีพิรุธน่าสงสัย เจ้าหน้าที่จึงได้ขอเข้าตรวจสอบ พร้อมกับแสดงตัวให้ชาวต่างชาติทราบว่าเป็นตำรวจสันติบาล เพื่อขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงใช้แทนหนังสือเดินทาง ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองไม่สามารถนำเอกสารใดๆมาแสดงให้เจ้าพนักงานตรวจสอบได้

จากการสอบถาม ทราบชื่อต่อมาว่า นาย YASHWA TARIQ GILL และ นาย RAHIT ASLAM ทั้งสองคนเป็นชาวปากีสถาน และยอมรับว่าเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่พกบัตรหรือเอกสารประจำตัวจริง จึงควบคุมตัวทั้งสองส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ดำเนินคดีในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าว ไม่มีใบสำคัญประจำตัว ใบสำคัญประจำตัวติดตัวหรือเก็บไว้ในลักษณะ ซึ่งจะแสดงต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจได้เสมอ ในเมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเรียกร้องให้แสดง”


โยธิน พรมแตง รายงาน

พายุฤดูร้อน พัดกระหน่ำบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 3 อำเภอ 14 หมู่บ้าน

จังหวัดลพบุรี – พายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 3 อำเภอ 14 หมู่บ้าน

ได้เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มในหลายพื้นที่ของจังหวัดลพบุรี ส่งผลให้มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย เสาไฟฟ้าหักโค่น ส.ส.ในพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่นลงพื้นที่ ประสานหน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหาย และได้ให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว
หลังจากที่ได้เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มในหลายพื้นที่ของจังหวัดลพบุรี ส่งผลระทบทำให้บ้านเรือนประชาชน โรงงานได้รับความเสียหาย เสาไฟฟ้าแรงสูงหักโค่นไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างหลายอำเภอ หลายหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าได้เร่งดำเนินการซ่อมแซม เพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนได้ใช้ชั่วคราว ซึ่งหลังจากที่พายุสงบได้รับรายงานว่ามีพื้นที่ได้รับความเสียหายจำนวน 3 อำเภอ 5 ตำบล 14 หมู่บ้าน ซึ่งมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 43 หลังคาเรือน โรงงาน 1 แห่ง เสาไฟฟ้าหักโค่น 3 ต้น ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

นายนรินทร์ คลังผา ส.ส.ลพบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย และนายมารวย คลังผา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเพนียด เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าอำเภอโคกสำโรง ได้ลงพื้นที่สำรวจ ให้กำลังใจ นอกจากนี้ยังได้ประสานขอการสนับสนุน กำลังพลจิตอาสาจากกองพันทหารปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ค่ายภูมิพล ดำเนินการให้การช่วยเหลือขนย้ายสิ่งของที่ได้รับความเสียหายไว้ในที่ปลอดภัย หลังจากที่ได้สำรวจความเสียหายแล้วทางองค์การบริหารส่วนตำบลเพนียดจะได้ให้การช่วยเหลือตามระเบียบทางราชการต่อไป

สำหรับในพื้นที่อื่นนอกจากที่จุดดังกล่าวแล้วมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนในครั้งนี้ประกอบด้วยอำเภอชัยบาดาล ได้รับผลกระทบ 1 ตำบล 7 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 12 หลัง อำเภอพัฒนานิคมได้รับผลกระทบ 3 ตำบล 6 หมู่บ้าน มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 30 หลังคาเรือน ทางอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้การช่วยเหลือในเบื้องต้น สำรวจความเสียหาย เพื่อที่จะได้ให้การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ตามระเบียบของทางราชการ ในขณะเดียวกันจังหวัดลพบุรี ก็ได้มีประกาศเตือนให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้สำรวจความแข็งแรงของบ้านเรือน รวมทั้งให้ติดตามสถานการณ์ การรายงานจากทางราชการ ในช่วงพายุฤดูร้อนในพื้นด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ฮือฮา ขุดพบ “กู่ปราสาทหินทราย” กลางหมู่บ้านจัดสรรโคราช นักโบราณคดีชี้อายุกว่า 800-1,000 ปี คาดเป็นศาสนสถานฮินดู

ฮือฮา ขุดพบ “กู่ปราสาทหินทราย” กลางหมู่บ้านจัดสรรโคราช นักโบราณคดีชี้อายุกว่า 800-1,000 ปี คาดเป็นศาสนสถานฮินดู

จากกรณีโลกออนไลน์ได้มีการแชร์รูปภาพและข้อความเกี่ยวกับการค้นพบ “กู่ปราสาทหินทราย” ซึ่งตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านจัดสรรปรางค์ทองนิเวศน์ หมู่ 2 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนสร้างความฮือฮาและได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมากนั้น

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าจุดที่มีการค้นพบเป็นที่ดินส่วนบุคคลซึ่งมีเอกสารสิทธิถูกต้อง โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปา กรที่ 10 นครราชสีมา เข้าดำเนินการสำรวจทางโบราณคดี นำโดยนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายสมเดช ลีลามโนธรรม นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ รักษาการผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

นายสุชาติ ศรีนวลแก้ว อายุ 68 ปี ที่ปรึกษาเจ้าของที่ดิน เปิดเผยว่า ที่ดินของตนมีหน้าที่ทั้ง หมด 130 ไร่ ภายหลังมีการขุดพบโบราณสถานภายในพื้นที่ ได้กันพื้นที่จำนวน 29 ตารางวา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญไว้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมศิลปากร เข้าดำ เนินการศึกษาและตรวจสอบ พร้อมแสดงความยินดีที่จะมอบพื้นที่ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ

นายสุชาติกล่าวว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่ารกร้าง เต็มไปด้วยหนามและวัชพืช จึงได้นำเครื่องจักรเข้าปรับพื้นที่ กระทั่งพบก้อนหินจำนวนมากกระจายอยู่ใต้ดิน จึงนำขึ้นมาวางรวมไว้ด้านบน โดยยืนยันว่าไม่มีการเคลื่อนย้ายหินออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ก่อนการค้นพบ เจ้าของที่ดินมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่อเนื่องไปจนถึงแนวทางรถไฟ แต่เมื่อพบหลักฐานดังกล่าว จึงได้ระงับการดำเนินการทันที และทำหนังสือถึงกรมศิลปากรเพื่อขอให้เข้ามาตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอให้หยุดดำเนินการชั่วคราว

นายสุชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนการขุดพบ ไม่เคยมีเหตุการณ์หรือความเชื่อผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะปล่อยให้กรมศิลปากรดำเนินการสำรวจให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดภายในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งเกี่ยวกับแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ในอนาคต

ด้านนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถานแห่งนี้มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 แต่ยังไม่เคยมีการสำรวจอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการปรับหน้าดินและพบชิ้นส่วนหินทราย จึงนำไปสู่การขุดตรวจทางโบราณคดีในครั้งนี้ โดยวัตถุประสงค์สำคัญของการขุดตรวจ คือการกำหนดขอบเขตโบราณสถานที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถอนุรักษ์ได้อย่างครอบคลุม ขณะนี้การดำเนินงานเข้าสู่วันที่ 6 ซึ่งจากการขุดตรวจพบฐานของปราสาทหินในวัฒนธรรมขอม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 หรือประมาณ 800-1,000 ปีมาแล้ว

โดยเฉพาะด้านทิศใต้ของโบราณสถานมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ พบชุดฐานบัวและฐานเขียง ซึ่งเป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่พบได้ทั่วไปในศิลปะขอม นอกจากนี้ ในหลุมขุดตรวจที่ 4 ยังพบฐานรองรับรูปเคารพ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะเป็นศาสนสถาน หรือวัดในศาสนาฮินดู

อย่างไรก็ตาม การขุดตรวจจะดำเนินการรวม 8 วัน และมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำผังแสดงตำแหน่งโบราณสถานโดยละเอียด ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุขนาดพื้นที่โบราณสถานที่แน่ชัดได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างกระบวนการขุดตรวจ และต้องรอผลการหารือร่วมกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน

นายวรรณพงษ์กล่าวอีกว่า หลังเสร็จสิ้นการขุดตรวจ จะมีการกลบหลุม โดยก่อนดำเนินการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา จะจัดทำแผนผังโบราณสถานอย่างละเอียด เพื่อบันทึกตำแหน่งและลักษณะโครงสร้างไว้เป็นหลักฐาน

จากหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน สามารถสันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู อีกทั้งบริเวณด้านตะวันออกห่างออกไปประมาณ 100 เมตร ยังพบสระน้ำโบราณขนาดใหญ่ หรือบาราย ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “หนองบัว” ใกล้โรงเรียนอุบลรัตน์ สะท้อนให้เห็นว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะเคยเป็นศูนย์กลางชุมชนขนาดใหญ่ในอดีต เนื่องจากต้องมีแหล่งน้ำรองรับประชากรจำนวนมาก


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา