ระทึกกลางดึก สาวนั่งห้อยขาบนสะพานลอยเตรียมกระโดด ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา เข้าชาร์จช่วยทันหวุดหวิด สาเหตุน้อยใจทะเลาะกับแฟน

ระทึกกลางดึก สาวนั่งห้อยขาบนสะพานลอยเตรียมกระโดด ตำรวจ สภ.เมืองนคร ราชสีมา เข้าชาร์จช่วยทันหวุดหวิด สาเหตุน้อยใจทะเลาะกับแฟน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องติดหน้าอกตำรวจ หรือ Body-Worn Camera บันทึก นาทีชีวิตกลางดึก ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา แสดงไหวพริบและความกล้าหาญ ช่วยเหลือหญิงสาววัย 31 ปี ที่อยู่ในอาการเครียดหนัก หลังทะเลาะกับแฟน จนคิดสั้นปีนขึ้นนั่งบนราวสะพานลอยเตรียมกระโดดลงมาเคราะห์ดีตำรวจสายตรวจพบเห็นและเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอด ภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.19 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 บริเวณสะพานลอยคนข้ามหน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างกลพณิชยการ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ตั้งจุดตรวจชั่วคราวอยู่บริเวณถนนมิตรภาพ ก่อนสังเกตเห็นหญิงสาวมีอาการคล้ายมึนเมา ร้องไห้เสียใจ และเดินขึ้นไปบนสะพานลอย
จากนั้นหญิงสาวได้ขึ้นไปนั่งบนราวสะพานลอย ห้อยขาลงมาด้านล่าง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบตะโกนพูดคุยเจรจาเกลี้ยกล่อมไม่ให้ก่อเหตุ ขณะเดียวกันได้วางแผนเข้าช่วยเหลืออย่างระมัดระวัง โดยตำรวจอีกชุดอ้อมขึ้นไปด้านหลัง ก่อนจังหวะเหมาะเข้าชาร์จดึงตัวหญิงสาวเอาไว้ได้ทัน ท่ามกลางความโล่งใจของผู้พบเห็นในเหตุการณ์

ต่อมาทราบชื่อคือ น.ส.บี นามสมมุติ อายุ 31 ปี ชาว ต.จอหอ อ.เมืองนครราชสีมา โดยหญิงสาวยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุมีปากเสียงทะเลาะกับแฟน จนเกิดความเครียดและตัดสินใจมาก่อเหตุดังกล่าว โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือไว้ได้ทันเวลา ก่อนประสานญาติมารับตัวกลับไปดูแลต่อไป

ภายหลังเกิดเหตุได้มีการรายงานให้ พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา และ พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครราชสีมา รับทราบ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนการทำงานเชิงรุกของตำรวจสายตรวจ ที่ไม่เพียงดูแลความสงบเรียบร้อย แต่ยังช่วยเหลือประชาชนในนาทีวิกฤตได้อย่างทันท่วงที


กันตินันท์ เรืองประโคน/ประสิทธิ์ วนะชกิจ ทีมข่าว จ.นครราชสึมา

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 1,080,000 เม็ด และ ฝิ่นดิบ ประมาณ 12.8 กิโลกรัม ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 1,080,000 เม็ด และ ฝิ่นดิบ ประมาณ 12.8 กิโลกรัม ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 05.00 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย กองบังคับการควบคุมทหารพราน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 จัดกำลังจาก กองร้อยทหารพรานที่ 3206 ร่วมกับ หมวดลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังผาเมือง รวม 2 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติให้ใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.30 นาฬิกา ตรวจพบกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ประมาณ 5 – 10 คน เดินเข้ามาตามเส้นทางในภูมิประเทศ หน่วยจึงได้ให้สัญญาณเพื่อขอตรวจค้น แต่กลุ่มขบวนการ ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนิดและขนาดยิงใส่ฝ่ายเรา จนเกิดการปะทะกันประมาณ 5 นาที และได้อาศัยความชำนาญในภูมิประเทศวิ่งหลบหนี ขั้นต้นฝ่ายเราปลอดภัย หลังจากเหตุการณ์สงบลง หน่วยจึงจัดชุดปฏิบัติการเพิ่มเติม จำนวน 3 ชุดปฏิบัติการ วางกำลังควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อรอการพิสูจน์ทราบเมื่อสามารถตรวจการณ์ได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00 นาฬิกา หน่วยได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ผลการตรวจสอบ พบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 7 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) รวมจำนวน 1,080,000 เม็ด และ ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (ฝิ่นดิบ) นำหนักรวมประมาณ 12.8 กิโลกรัม, อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ (ปืนแก๊ป) จำนวน 1 กระบอก, ปลอกกระสุนปืนลูกซอง จำนวน 4 ปลอก

และเมื่อเวลา 11.30 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบให้ พันเอก เดชาธร สายหยุด รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เดินทางเข้าตรวจสอบของกลางยาเสพติด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนทราบ บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ปัจจุบัน หน่วยได้นำของกลางส่งสถานีตำรวจภูธรแม่อาย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 353 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 348 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 211,741,714 เม็ด, เฮโรอีน 6.5 กิโลกรัม, ไอซ์ 4,005.8 กิโลกรัม, ฝิ่น 245.1 กิโลกรัม และ คีตามีน 437.4 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการฯ จำนวน 49 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 37 ศพ ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 36,223 ล้านบาท (36,223,563,895 บาท)


นที มีเดช รายงาน

ศูนย์สร้างสะพานพิจิตร เร่งเสริมตอม่อสะพานเบลีย์ชำรุด ถนนหลวง 108 เหตุน้ำป่าหลาก คาดรถบรรทุกใหญ่ผ่านได้เย็นนี้

ศูนย์สร้างสะพานพิจิตร เร่งเสริมตอม่อสะพานเบลีย์ชำรุด ถนนหลวง 108 เหตุน้ำป่าหลาก คาดรถบรรทุกใหญ่ผ่านได้เย็นนี้

11 พฤษภาคม 2569 บริเวณสะพานแม่ลาหลวง ทางหลวง 108 กม. 240 บ้านแม่ลาหลวง อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เช้านี้ รถเล็กที่น้ำหนักไม่เกิน 21 ตัน ยังคงวิ่งสัญจรได้ปกติ และ ทางเจ้าหน้าที่หมวดทางหลวงแม่ลาน้อย ได้ดำเนินการเก็บกวาดเศษไม้ที่ทับถมบริเวณตอม่อออกเตรียมซ่อมเสริมตอม่อกลางที่ชำรุดจากน้ำป่าหลาก เมื่อช่วงเย็นเมื่อวานที่ผ่านมา ทำให้รถใหญ่เกิน 21 ตัน ยังไม่สามารถผ่านได้ โดยทาง หมวดทางหลวงแม่ลาน้อย อบต.แม่ลาหลวง สภ.แม่ลาหลวง ฝ่ายปกครอง ร้อย.อส.อ.แม่ลาน้อยที่ 5 ผญบ. ช่วยกันอำนวยความสะดวกบริเวณจุดสะพาน

ทั้งนี้ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 (พิจิตร) ได้ดำเนินการก่อสร้างสะพานบนทางหลวงหมายเลข 108 กม.240 ช่วงบ้านแม่ลาหลวง โดยมีระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 5 เดือน ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2569 เดิมสะพานชั่วคราว ได้ทำการทอดไว้ 10 ช่วง และ มีตอม่อรองรับตรงกลาง ภายหลังจากเกิดน้ำปาหลาก ทำให้ ตอม่อรองรับตรงกลางล้มลง เป็นเหตุให้ความสามารถในการรับน้ำหนักลดลง แต่ตัวสะพานชั่วคราวยังคงมั่นคง ทั้งนี้รถเล็กยังสามารถสัญจรได้ ทางศูนย์ฯ จะดำเนินการเสริมตอม่อรองรับช่วงกลางใหม่ คาดว่าวันนี้ ช่วงเย็นของ วันที่ 11 พฤษภาคม รถใหญ่จะสามารถผ่านได้ตามปกติ



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

“วิ่งล่องท่องค่าย ครั้งที่ 1” อีกก้าวแห่งการเปิดบ้านทหาร สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และสุขภาพ สร้างความเข้าใจ และความผูกพันกับประชาชน

“วิ่งล่องท่องค่าย ครั้งที่ 1” — อีกก้าวแห่งการเปิดบ้านทหาร สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และสุขภาพ สร้างความเข้าใจ และความผูกพันกับประชาชน

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 05.30 น. มณฑลทหารบกที่ 31 จัดกิจกรรม “วิ่งล่องท่องค่าย ครั้งที่ 1” โดยมี พลตรี อภิเดช ผลทวี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยหน่วยทหารภายในค่ายจิรประวัติ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง มีนักวิ่งจากหลากหลายพื้นที่ให้ความสนใจเข้าร่วมการแข่งขันทั้งประเภทระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 12 กิโลเมตร รวมจำนวนกว่า 1,200 คน ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่เต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่น ณ ค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารกับประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย รวมถึงเปิดพื้นที่ภายในค่ายจิรประวัติให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และธรรมชาติ ให้บุคคลภายนอกได้รู้จัก และเข้ามาสัมผัสความงดงามของสถานที่สำคัญภายในค่ายมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ “ค่ายจิรประวัติ” ได้รับการตั้งชื่อตาม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิรประวัติวรเดช ซึ่งทรงมีบทบาทสำคัญต่อกองทัพบกไทย ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ปลัดกองทัพบก เสนาธิการทหารบก และเสนาบดีกระทรวงกลา โหม อีกทั้งยังทรงได้รับการยกย่องให้เป็นจอมพลพระองค์ที่สองของกองทัพบกสยาม

นอกจากนี้ ตลอดเส้นทางการแข่งขันยังมีการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมถึงการจัดแสดงกำลังพลที่เคยปฏิบัติหน้าที่และผ่านประสบการณ์จากสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้ประชาชนและนักวิ่งได้ร่วมเรียนรู้ถึงภารกิจ ความเสียสละ และความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลกองทัพบก สร้างความภาคภูมิใจและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนกับทหารมากยิ่งขึ้น

ด้านการดูแลความปลอดภัย และสุขภาพของผู้เข้าร่วมกิจกรรม พันเอก สมัย ขำพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ ได้จัดทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ประจำตามจุดบริการตลอดเส้นทาง พร้อมทั้งจัดชุดแพทย์เคลื่อนที่เร็วคอยติดตามดูแลและให้ความช่วยเหลือตลอดการแข่งขัน เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน

กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งภาพแห่งความร่วมมือ ความสามัคคี และความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพกับประชาชน ที่ร่วมกันสร้างสังคมแห่งสุขภาพ ความเข้มแข็ง และเปิดประตูค่ายทหารสู่การเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การท่องเที่ยว และความภาคภูมิใจของชาวนครสวรรค์อย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

คึกคัก !! เกษตรกรชาวนาเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวในวันพืชมงคล

จังหวัดลพบุรี – เกษตรกรชาวนาในหลายพื้นที่ของจังหวัดลพบุรีเร่งเตรียมผืนนา ด้วยการไถคราดดิน พร้อมที่จะเตรียมปลูกข้าว เนื่องในวันพืชมงคลเป็นการเบิกฤกษ์แรกนา สร้างขวัญกำลังใจให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ขายข้าวได้ราคาดี

เนื่องจากวันในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ จะเป็น วันพืชมงคล หรือ วันแรกนา ตามประเพณีเก่าแก่ ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่ทำสืบทอดกันมายาวนานของคนไทยที่มี พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำการเกษตรเพาะปลุกพืชผลของเกษตรกรไทย จากการติดตามความพร้อมของเกษตรกรที่ทำนาในพื้นที่ 3 อำเภอ ของจังหวัดลพบุรี ที่มีการปลูกข้าวกันมากที่สุดในจังหวัดลพบุรีคือ อำเภอเมือง อำเภอบ้านหมี่ และอำเภอท่าวุ้ง พบว่าเกษตรกรจำนวนมากได้เร่งสูบน้ำเข้านา ทำการไถดิน เตรียมดิน เพื่อเป็นการเตรียมพื้นที่ในการหว่านเมล็ดพันธ์ข้าวลงแปลงนา และปักดำข้าว ในวันพืชมงคล ตามความเชื่อที่ว่าการเริ่มลงมือเพาะปลูกหลังพิธีแรกนาขวัญจะช่วยเสริมขวัญ และกำลังใจให้เกษตรกร ช่วยให้ข้าวงอกงาม น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย

จากการสอบถามเกษตรกรที่ทำนากล่าวว่า เป็นความหวังในปีนี้คืออยากให้ข้าวมีความงอก งามให้ผลผลิตดี ราคาข้าวก็อยากได้ราคาดี ที่จะทำให้เกษตรกรที่ทำนายังพอมีกำไร มีเงินเลี้ยงดูครอบครัวพอกินพอใช้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงยึดถือความเชื่อในวันพืชมงคลนั้นเป็นวันดีที่มีการสืบทอดประเพณีดังกล่าวกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษว่า ในวันพืชมงคลเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเริ่มต้นในการเพาะปลูกข้าว โดยเชื่อว่าจะส่งผลให้ข้าวมีความเจริญงอกงามและให้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ ธัญญาหาร จะมีความงอกงามสมบูรณ์ตลอดฤดูกาล ทำให้เกษตรกรที่ทำนาได้มีการเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวกันอย่างคึกคัก

สำหรับในพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดลพบุรีที่มีการปลูกข้าวกันมากก็จะอาศัยน้ำจากแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำบางขาม และน้ำจากคลองชลประทานสายชัยนาท – ป่าสัก ขณะที่นาข้าวบางแปลงก็ได้มีการบอกกล่าวพระแม่โพสพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาผืนดินนาข้าว ให้ช่วยบันดาลให้น้ำท่าและพืชผลในนามีความอุดมสมบูรณ์ ไม่ให้มีแมลง นก หนู หรือโรคระบาดมารบกวน ให้ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งนี้พบว่าในช่วงที่มีการเตรียมพื้นที่นาก็เริ่มที่จะมีฝนโปรยปรายลงมาเหมือนการรับรู้ของเทวดาฟ้าดิน โดยในปีนี้ชาวนาส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลช่วยเรื่องราคาข้าว เพื่อที่ชาวนาจะมีโอกาสลืมตาอ้าปากและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

พระอาจารย์โก้ ส่งมอบน้ำใจถึงมือกำลังป้องกันชายแดนปกป้องอธิปไตย ชายแดน ไทย-กัมพูชา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

พระอาจารย์โก้ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีอุดม อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี ส่งมอบน้ำใจสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันนำคณะศรัทธานำลูกศิษย์ ส่งมอบน้ำใจเป็นน้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค ถึงมือกำลังป้องกันชายแดนปกป้องอธิปไตย ชายแดน ไทย-กัมพูชา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณฐานปฏิบัติการช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบล ราชธานี พระอธิการเสถียร ฉันทโสภโน(พระอาจารย์โก้) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีอุดมอำเภอน้ำขุ่นจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมคณะศรัทธา ศิษย์ยานุศิษย์ อุโบสกอุบาสิกา ผู้มีจิตใจเสื่อมใสในพระพุทธศาสนา ออกเดินทางจากวัดป่าศรีอุดม อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี ทำความดีเพื่อแผ่นดินเพื่อให้ลูกหลานได้อยู่ได้อาศัย นำน้ำดื่มข้าวของเครื่องใช้อุปโภค – บริโภค ส่งมอบน้ำใจสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันเพื่อเป็นกำลังใจให้ถึงมือกำลังป้องกันชายแดนทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย บริเวณตะเข็บชายแดน ไทย-กัมพูชา โดยมี ร้อยเอก นรชัย ผ่องอำไพ ผู้บังคับกองร้อยทหารราบที่ 8031 พร้อมกำลังพลให้การต้อนรับคณะศรัทธา และรับมอบสิ่งของในครั้งนี้ต่างรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย บริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา ได้เป็นอย่างดี

พระอธิการเสถียร ฉันทโสภโน(พระอาจารย์โก้) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีอุดม อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมคณะศรัทธา ในการเดินทางมาครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยที่ผ่านมาจาก “เหตุปะทะไทย–กัมพูชา “ปฏิบัติการยุทธบดินทร์ และยุทธการศตวรรษ” ในการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพบกไทย 2568-2569 เพื่อตอบโต้และปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา พระอาจารย์โก้ท่านคอยช่วยเหลือสนับสนุน ทหารหาญ มาโดยตลอดอย่างสม่ำ เสมอ และท่านยังเป็นพระที่ได้ศึกษาองค์ความรู้ด้านสมุนไพรแก้อาการเจ็บป่วย ผลิตน้ำมันนวด ป้องกันแมลงสัตว์ กัดต่อย ทั้งยังได้สอบถามความเป็นอยู่ความต้องการของกำลังพล ว่าขาดเหลืออะไรจะหามาสนับสนุนให้เมื่อมีโอกาสในครั้งต่อไป


พรพิพัฒน์ รายงาน

ฉก.ทพ.21 จัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว จับกุมผู้ค้ายารายย่อยก่อนส่งให้วัยรุ่นมั่วสุมเสพยาและจำหน่ายยาเสพติด ในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม

ฉก.ทพ.21 จัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว จับกุมผู้ค้ายารายย่อยก่อนส่งให้วัยรุ่นมั่วสุมเสพยาและจำหน่ายยาเสพติด ในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.69 กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย ร.ท. วันชาติ เหมือนปืน ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 โดย ร.อ.วันชาติ เหมือนปืน ผบ. ร้อย. ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หมายเลขประจำตัว 6702245 (หน่วยงานหลัก) พร้อมด้วย จัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วบูรณาการกำลังร่วมกับ มว.ตชด.2373, ฝ่ายปกครอง อ.บ้านแพง เข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ กรณีได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ทหารพรานว่ามีการมั่วสุมเสพยาเสพติดและจำหน่ายยาเสพติด บริเวณ บ้านเลขที่ 181 บ.ท่าลาดทุ่ง ม.14 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม สร้างความวิตกกังวลต่อราษฎรในพื้นที่ เกรงว่ายาเสพติดจะแพร่ระบาดส่งผลร้ายเป็นภัยอันตรายต่อเยาวชน และบุตรหลานของตน

ครั้นเมื่อเวลา 13.30 น. ชป.ร่วมฯ ได้เดินทางไปถึงบ้านหลังดังกล่าวฯ พบบุคคลชายกำลังพรวนดินอยู่หลังบ้าน หลังจากบุคคลดังกล่าวเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ จึงมีอาการตกใจ จึงได้ควบคุมตัวไว้ ทราบชื่อคือ นายวีระพงษ์ ก่ำเสริฐ(ทราบชื่อภายหลัง) จึงได้ขอตรวจค้นตัวบุคคล ผลการตรวจค้น ตรวจพบยาเสพติด จำนวนหนึ่ง ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าคาดเอวสีดำ จากนั้น ชป.ร่วมฯ จึงให้ นายวีระพงษ์ฯ เป็นบุคคลนำตรวจค้นภายในตัวบ้าน และบริเวณโดยรอบ ผลการตรวจค้น ตรวจพบยาเสพติด จำนวน 2 ถุง ซุกซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษชำระ(ทิชชู่) ภายในห้องนอนของนายวีระพงษ์ฯ จากการสอบถาม นายวีระพงษ์ฯ ยอมรับว่าของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบเป็นของตนจริง โดยตนจะนำมาไว้เสพเอง

ชป.ร่วมฯ จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด มาที่ ทก.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 เพื่อทำการตรวจนับของกลางอย่างละเอียดพบเป็นยาเสพติดประเภทที่1(ยาบ้า) จำนวน 430 เม็ด ( สีแดง 426 เม็ด, สีเขียว 4 เม็ด )และเงินสด จำนวน 2,400 บาท พร้อมทั้งสอบสวนขยายผล และดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมบูรณาการตรวจยึดบันทึกภาพ และวิดีโอผู้ถูกควบคุมตัว ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 โดยได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งให้กับ พงส.สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว : ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21

พรพิพัฒน์ รายงาน

แม่ฮ่องสอน ซ้อมแผนไฟไหม้แผ่นดินไหว

ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน โรยตัวชั้น 4 หนีไฟ ซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด/ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ฝึกใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) ฝึกปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน การฝึกปฏิบัติในรูปแบบการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ (Drill)

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 1500 น. นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ ฮ่องสอน เป็นประธาน พร้อมด้วยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด โรงพยาบาลศรีสังวาลแม่ฮ่องสอน มูลนิธิบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด/ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ ศาลากลางจังหัดแม่ฮ่องสอน

โดยแบ่งรูปแบบการฝึกออกเป็น 3 ฐานปฏิบัติ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วย การชี้แจงแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย และแผนบริหารความต่อเนื่อง ภายใต้สภาวะวิกฤติ ต่าง ๆ BCP (Business Continuity Plan) ของหน่วยงานราชการ การชี้แจงรูปแบบแนวทางการฝึกฯ และการฝึกกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ได้แก่ การเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ด้วยการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) โดยการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) การปั้มหัวใจ ณ ศาลาประชาคม ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน การให้ความรู้เรื่องการใช้ถังดับเพลิงในอาคารบ้านเรือนสถานที่ราชการ การฝึกดับเพลิงขั้นต้นแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในศาลากลางจังหวัดแต่ละหน่วยงาน

จากนั้น เป็นการฝึกซ้อมแผนอพยพ ดับเพลิงตามสถานการณ์สมมุติ โดยการเปิดเสียงเตือนภัยในอาคารศาลากลางจังหวัด และทำการเคลื่อนย้ายข้าราชการเจ้าหน้าที่ภายในศาลากลางให้มาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อวางแผน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในอาคารศาลากลางจังหวัด พร้อมกับส่ง รถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน สำนักงาน ปภ.แม่ฮ่องสอน เข้ามาระงับเหตุเพลิงไหม้แผ่นดินไหว จำลองสถานการณ์ระดมหน่วยกู้ภัยเข้าให้การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ติดอยูบนชั้น 4 โดยนายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเจ้าหน้าที่พร้อมผู้บาดเจ็บได้โรยตัวจากอาคารชั้น 4 ลงมาด้วยความปลอดภัย

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนการ กล่าวว่า ซ้อมแผนดังกล่าว สามารถควบคุมการปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น ทั้งจุดรวมพล การช่วยชีวิต การส่งรถดับเพลิงไปยังที่เกิดเหตุ และการช่วยชีวิตผู้ที่ติดอยู่ภายในอาคารได้อย่างรวดเร็ว หากเกิดสถานการณ์จริงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสามารถระดมพล อุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าให้การช่วยเหลือตามแผนที่กำหนดไว้


ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

สบส. ร่วมกับ ม.มหิดล และ เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ เสริมพลัง อสม. เปิดโครงการ “รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี” รับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน นำร่องที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

สบส. ร่วมกับ ม.มหิดล และ เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ เสริมพลัง อสม. เปิดโครงการ “รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี” รับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน นำร่องที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ (8 พฤษภาคม 2569) ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สบส.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด เปิดโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อคนรุ่นต่อไป รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี ยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไต นำร่องที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นพ.นพพงษ์ พงศ์เลิศโกศล รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วยนางจีรวรรณ หัสโรค์ รองผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข, รศ.ดร.ชีระวิทย์ รัตนพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และวิชาการ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล, นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด, เครือข่ายสุขภาพ นางวิลัยวัลย์ ธงสันเทียะ ประธาน อสม.ภาคอีสาน และประธาน อสม.เขตด่าน ขุนทด และ อสม.อำเภอด่านขุนทด เข้าร่วมโครงการกว่า 2,000 คน ทั้งนี้เพื่อเสริมศักยภาพ อสม.ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงรุก ตั้งแต่การคัดกรองความเสี่ยง อ่านผล ติด ตาม ให้คำแนะนำ ไปจนถึงประสานส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างเหมาะสม

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในประเทศไทย โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบความเสี่ยงของตนเอง จนกระทั่งโรคพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น ข้อมูลจากโครงการ CheCKD Now ระบุว่า การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังล่าช้าเพียง 1 ปี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวาย 63% และโรคหัวใจและหลอดเลือด 8% ขณะที่การคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คน จากโรงพยาบาล 9 แห่ง พบว่า กว่า 45% มีภาวะโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นของโรคไต สะท้อนช่องว่างสำคัญของการเข้าถึงการคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ในภาพรวมประเทศไทยกำลังเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 70% ของประชากรไทยทั้งหมด และอีกจำนวนมากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโดยไม่ทราบสถานะของตนเอง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นของการคัดกรองเชิงรุกตั้งแต่ระดับชุมชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงการดูแลได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างทันท่วงที

นางจีรวรรณ หัสโรค์ รองผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นภาระสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งในมิติของจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบต่อทรัพยา กรของประเทศในระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ให้เป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวัง และจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับชุมชน

รศ.ดร.ชีระวิทย์ รัตนพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และวิชาการ สถาบันพัฒนาสุขภาพอา เซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรังมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และมักดำเนินไปโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก การจัดการโรคอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยทั้งการป้องกัน การปรับพฤติกรรม และการคัดกรองอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลมีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ทางวิชา การมาปรับใช้ในบริบทจริงของชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือ และทักษะที่ช่วยให้ อสม.สามารถประเมินความเสี่ยง ให้คำแนะนำเบื้องต้น และติดตามผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างองค์ความรู้กับการปฏิบัติจริงในระบบสุขภาพ

นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุข การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลอย่างต่อเนื่อง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ มุ่งสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้ แนวทางการคัดกรอง และการพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมศักยภาพ อสม. ให้สามารถทำหน้าที่คัดกรอง ติด ตาม และประสานการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการดูแลสุขภาพเชิงรุกในระดับชุมชน และสนับ สนุนให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

หลวงพี่ต่อ มอบที่ดิน 5 ไร่ สร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชน โคกหนองนา ไร่นาสวนผสม สร้างพื้นที่ทำกินให้กับคนจน

นครนายก – หลวงพี่ต่อ มอบที่ดิน 5 ไร่ สร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชน โคกหนองนา ไร่นาสวนผสม สร้างพื้นที่ทำกินให้กับคนจน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. พระครูปิยรัตนานุกูล (หลวงพี่ต่อ) เจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ มอบที่ดินส่วนตัวเนื้อที่ 5 ไร่เศษ สร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชน พฤกษานาคา เศรษฐกิจพอเพียง โคกหนองนา ไร่นาสวนผสมวัดมณีวงศ์ โดยมี นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดโครงการก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชน พฤกษานาคา เศรษฐกิจพอเพียง โคกหนองนา ไร่นาสวนผสม วัดมณีวงศ์ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 บ้านหนองกระพ้อ ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ในพิธี นายพงพันธุ์ พิมจุฬา กำนันตำบลดงละคร กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การสร้างโครงการฯ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน ร่วมพิธีเปิดจำนวนมาก

ซึ่งโครงการนี้ สืบเนื่องจากความมุ่งมั่นของพระครูปิยรัตนานุกูล (หลวงพี่ต่อ) เจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ ที่มีดำริเริ่มการก่อสร้างเนื่องจากมีที่ดินอยู่แล้ว เป็นของโยมแม่ของหลวงพี่ เป็นที่รกร้างว่างเปล่าก็เลยเล็งเห็นว่าที่ดินผืนนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อชุมชน จึงได้พูดคุยกับคณะกรรมการวัดว่าอยากสร้างสวนพฤกษานาคา โดยนำปรัชญาของในหลวงรัชกาลที่9 และในหลวงรัชกาลที่10 ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โคกหนองนาหรือไร่นาสวนผสมมาผสมผสานกัน แล้วก็แบ่งพื้นที่นี้ให้กับชาวบ้านที่ยากจน ไม่มีพื้นที่ทำกินได้เข้ามาปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ผสมผสาน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

ผลผลิตที่ได้จะนำไปขายในตลาดชุมชนภายในวัดมณีวงศ์ เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนและยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ที่อยากเข้ามาศึกษาและลองปฏิบัติจริง ซึ่งระยะเวลาในการขุดโคกหนองนาประมาณ 10-15 วัน หลังจากนั้นก็จะทำการปลูกพืชผัก รวมแล้วหลังจากนี้ 60 วัน พืชผักที่ปลูกไว้โตพอที่จะเก็บผลผลิตได้และนำไปจำหน่าย โครงการนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อชุมชนเป็นอย่างมาก สร้างอาชีพ สร้างรายได้ พึ่งพาตัวเอง อันจะนำไปสู่ชุมชนที่ยั่งยืน ก่อนกลับหลวงพี่ต่อ ยังเมตตามอบข้าวกล่อง และข้าวสารให้กับผู้ที่มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย ขออนุโมทนา


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน