หน.อช.ดอยภูคา จ.น่าน ประกาศ ปิดพื้นที่ป่า อ.ทุ่งช้าง ห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต สกัดวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ลดจุด Hotspot ตามเป้า

น่าน – อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน ประกาศปิดพื้นที่ป่าห้ามเข้าห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตชั่วคราว สกัดวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทุ่งช้างและตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ลดจุด Hotspot ตามเป้าอธิบดีกรมอุทยานฯ และอธิบดีกรมป่าไม้ วันที่ 20 เมษายน (รอบบ่าย) ไม่พบจุดความร้อนในพื้นที่ 4 อช. น่าน 16 จุด

วันนี้ วันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาและหมอกควัน (War Room) ศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ตำบลดอยภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน นายรณกฤต จักร์เงิน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา/หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา พร้อมด้วย นายศุภวัฒฒน์ มะทะ สถานีสถานควบคุมไฟป่า อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ป้องกันรักษาป่า เข้าปฏิบัติหน้าที่ จากการตรวจสอบจุดความร้อน Hotspot ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จนถึงปัจจุบัน พบว่าเกิดจุดความร้อนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในเขตท้องที่ ตำบลงอบและตำบลทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ซึ่งสาเหตุการเกิดไฟป่าดังกล่าว เกิดจากการกระทำของมนุษย์แทบทั้งสิ้น เช่น การเผาป่า เพื่อล่าสัตว์ การเก็บหาของป่า รวมถึงการเผาวัชพืช ในพื้นที่เกษตรกรรม แล้วลุกลามเข้าไปในเขตป่าโดยไม่มีการควบคุม ให้ได้ผลตามเป้าวัตถุประสงค์ของ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ และอธิบดีกรมป่าไม้ได้สั่งปิดป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ในพื้นที่ที่เกิดไฟป่า ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 เพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน (PM 2.5) ที่รุนแรงขึ้น ห้ามบุคคลภายนอกเข้าพื้นที่ป่าธรรมชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนดำเนินคดีเด็ดขาด

โดยเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อสกัดกั้นวิกฤตไฟป่า ลักลอบเผาป่า และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่มีความรุนแรงสูงในพื้นที่ “อุทยานแห่งชาติดอยภูคา” จึง ประกาศ ห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติโดยภูคาโดยไม่มีเหตุอันควรในท้องที่ตำบลงอบและตำบลทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ตั้งแต่ 18 เมษายน 2569 เป็นต้นไปหรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเป็นปกติ

ยกเว้นในเขตบริการเขตนันทนาการกลางแจ้งและเขตกิจกรรมพิเศษ กรณีมีเหตุจำเป็นตามปกติธุระ ต้องแจ้งต่อกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านหรือลงทะเบียน ณ จุดเฝ้าระวังไฟป่า หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคาทุกหน่วย จุดสกัดทุกจุดหรือจุดบูรณาการร่วมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โดยแจ้งรายชื่อและเหตุผลในการเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เพื่อขออนุญาตก่อนทุกครั้งกรณีจำเป็น หากมีความจำเป็นต้องเข้าพื้นที่ป่า ต้องแจ้งต่อ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือลงทะเบียน ณ จุดตรวจ/หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ทุกครั้งเพื่อขออนุญาต

บุคคลซึ่งฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้จะมีความผิดตามมาตรา 20 โดยต้องระวังโทษตามมาตรา 47 ปรับไม่เกิน 100,000 บาทและหากได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 ยกเว้นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เครือข่ายอาสาสมัครที่ปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า
ตามนโยบายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่มุ่งเน้นการจัดการป่าอนุรักษ์อย่างเข้มข้น ยกระดับมาตรการขั้นสูงสุดในการระดมสรรพกำลังลาดตระเวนและปราบปรามการลักลอบเผาป่า เพื่อลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และควบคุมฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

หากพบเห็นผู้ฝ่าฝืนลักลอบเข้าพื้นที่หรือเผาป่าจะถูกดำเนินการตามกฎ หมายอย่างเด็ดขาด วันที่ 20 เมษายน รอบบ่าย ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ป้องกันรักษาป่า เข้าปฏิบัติหน้าที่ จากการตรวจสอบจุดความร้อน Hotspot ในเขตอุทยานแห่งชาติจังหวัดน่าน 4 อุทยาน 16 จุด ที่ อุทยานแห่งชาติขุนน่าน 8 จุด อุทยยานแห่งชาติศรีน่าน 4 จุด เตรียมการอุทยานแห่งชาตินันทบุรี 2 จุด อุทยานแห่งชาติแม่จริม 2 จุด จนถึงปัจจุบัน ไม่พบจุดความร้อน


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

“แม่ทัพภาคที่ 3” รับคณะ นายกรัฐมนตรี นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วมเร่งคลี่คลายไฟป่า–หมอกควันภาคเหนือ คุมเข้ม PM2.5 ติดตามภารกิจดับไฟป่าตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break)

“แม่ทัพภาคที่ 3 รับคณะ นายกรัฐมนตรี” นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วมเร่งคลี่คลายไฟป่า–หมอกควันภาคเหนือ คุมเข้ม PM2.5 ติดตามภารกิจดับไฟป่าตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break)

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ ผู้บัญชาการป้อง กันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ในโอกาสที่เดินทางมาเพื่อปฏิบัติภารกิจติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีกำหนดการปฏิบัติภารกิจ 2 จุด โดยจุดแรก คือ การประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) น้ำท่วม น้ำแล้ง และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ พื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนบนร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

โดยแม่ทัพภาคที่ 3 ได้ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจัง หวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่า การกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ที่ประชุมได้รับรายงานผลการดำเนินงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การบูรณาการข้อมูลและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ลดจุดความร้อน ควบคู่การป้องกันในระยะยาว พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดมาตรการร่วมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ในการควบคุมและจำกัดการเข้าพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อลดปัจจัยการเกิดไฟป่าจากกิจกรรมของมนุษย์ และมอบหมายให้แต่ละจังหวัดสามารถดำเนินการจัดการสถานการณ์หมอกควันไฟป่า ผ่านการบริหารจัดการแบบ Single Command เพื่อให้เกิดความชัดเจนและการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ประเด็นสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของโลหะหนักในแหล่งน้ำตามแนวชายแดน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ได้เร่งรัดการจัดซื้อสถานีวิเคราะห์โลหะหนักในน้ำแบบ 24 ชั่วโมง ให้ครอบคลุมทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อข้อมูลคุณภาพน้ำ และสามารถสื่อสารแนวทางการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง

ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ลงพื้นติดตามภารกิจดับไฟป่า ที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ ทั้งภารกิจดับไฟป่าตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break) และการสาธิตการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ (โดรน) ในการสำรวจและสนับสนุนการดับไฟป่า พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และจิตอาสาผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วย

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมอากาศยานสำหรับภารกิจดับไฟป่า พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด เน้นย้ำความสำคัญของการเร่งควบคุมสถานการณ์ไฟป่า เพื่อลดผลกระทบจากหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ในการนี้ นายกฯ ได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ทุ่มเท เสียสละ และร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง พร้อมกำชับให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ปฏิบัติงานด้วยความไม่ประมาท เพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพ และสถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามและแก้ไขปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเพิ่มเติมและเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การดูแลพี่น้องประชาชนเป็นไปอย่างครอบคลุมทุกมิติ และยังสั่งการในที่ประชุมให้การบริหารจัดการเป็นแบบ “Single Command” โดยมอบอำนาจการตัดสินใจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมจัดตั้ง War Room และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา

นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด โดยผลการประ ชุมต้องนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ศักยภาพของแต่ละหน่วยงานอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณ กำลังคน และทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด

ในภาพรวมของสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นควัน ปัจจุบันพบจุดความร้อนในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านสะสมกว่า 500,000 จุด ขณะที่ในประเทศไทย จุดความร้อนส่วนใหญ่ยังคงเกิดในพื้นที่ป่า กว่า 40,989 จุด รองลงมาเป็นพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะไร่ข้าวโพดและพื้นที่ไร่หมุนเวียน 2,951 จุด และ พื้นที่เกษตรอื่นๆ 2,109 จุด

รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กัน ทั้งการรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่เกษตร การส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกร รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่บางจังหวัดดีขึ้น อย่างเชียงใหม่ จำนวนจุดความร้อนลดลงจากหลักหมื่นจุด เหลือในพื้นที่เกษตรเพียง 26 จุด และในพื้นที่ ส.ป.ก. 225 จุด

ในส่วนของปัจจัยจากภายนอกประเทศ พบว่าฝุ่น PM2.5 ประมาณร้อยละ 30–40 เป็นฝุ่นข้ามแดน รัฐบาลจึงใช้ทั้งกลไกความร่วมมือในระดับอาเซียนควบคู่กับมาตรการภายในประเทศ โดยเฉพาะการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดจากการเผา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดลดลงร้อยละ 70 สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการและการปรับตัวของผู้นำเข้า

ด้านสภาพอากาศ ปีนี้มีความแห้งแล้งมากกว่าปกติ ทำให้เกิดไฟป่าได้ง่าย และคาดว่าจะมีปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงกลางปี ซึ่งอาจทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย รัฐบาลจึงได้สั่งการให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งล่วงหน้า และเพิ่มการกักเก็บน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยปัจจุบันยังไม่พบพื้นที่ขาดแคลนน้ำ

ขณะเดียวกัน คาดว่าหลังวันที่ 21 เมษายน 2569 สภาพอากาศจะเอื้อต่อการทำฝนหลวงมากขึ้น เนื่องจากค่าความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นได้ในระยะต่อไป

ในด้านการดูแลสุขภาพประชาชน นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้มีความพร้อมด้านยารักษาโรคทางเดินหายใจอย่างเพียงพอ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมในสถานพยาบาล ทั้งการจัดตั้งห้องปลอดฝุ่น คลินิกปลอดฝุ่น การให้บริการทางไกล และการแจกหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 กว่า 5 ล้านชิ้น เพื่อดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง

สำหรับสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ชายแดน จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำโดนกรมอนามัยและกรมปศุสัตว์ในแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก ยังไม่พบการปนเปื้อนของสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ทั้งนี้ ทางการไทยจะประสานความร่วมมือเพื่อตรวจสอบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ผ่านกลไกประเทศที่สาม ได้แก่ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย พร้อมทั้งเร่งติดตั้งสถานีตรวจวัดเพิ่มเติมเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย และข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี สรุปสาระมีดังนี้

ไฟป่า–PM2.5: คุมเข้มกฎหมาย บูรณาการทุกหน่วย ใช้เทคโนโลยี ระดมกำลังดับไฟ ห้ามเผา–ห้ามนำเข้าสินค้าเผา ผู้ว่าฯ ใช้ Single Command ดูแลประชาชนเต็มที่
• น้ำท่วม–แล้ง: ปรับแผนรับเอลนีโญ ตั้งศูนย์เฝ้าระวัง บริหารน้ำ–ช่วยเกษตรกรรวดเร็ว
• มลพิษน้ำข้ามแดน: เร่งร่วมมือเพื่อนบ้าน ตรวจเข้มสิ่งแวดล้อม–สุขภาพ สื่อสารชัด มีเยียวยา

สำหรับการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในวันนี้ มีคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมด้วย


นที มีเดช รายงาน

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมการประชุมสัมมนามอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมการประชุมสัมมนามอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

วันนี้ (20 เมษายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมการประชุมสัมมนามอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งจัดโดยสำนักงานงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการมอบนโยบาย พร้อมลงนามในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำว่า การมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณในปีนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออก กลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ภาครัฐจึงต้องแสดงบทบาทเชิงรุกในการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ โดยมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการทำงานภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร พร้อมทั้งปรับลดงบประมาณหรือแผนงานที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลยึดหลักการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่

  1. พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  2. ยึดมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  3. ยึดหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และบริหารราชการแผ่นดินตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยกำชับให้กองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนด้านงบประมาณและการเตรียมความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างรอบคอบ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศให้มีความพร้อมและเพียงพอในการปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมย้ำว่าแผ่นดินไทยต้องปรากฏอยู่บนแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น


แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

ไฟไหม้ศูนย์อพยพแม่สุริน

เกิดเหตุไฟไหม้บ้านเรือนผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงคาเรนนี ศูนย์พักพิงผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบแม่สุริน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน มีบ้านเรือนเสียหายไป 6 หลัง สาเหตุเกิดจากก่อไฟทำอาหารไม่มีคนได้รับบาดเจ็บ

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 13.40 น. ได้มีผู้ใช้เฟชบุค ชื่อ Dee Paa และ Moo Ler ซึ่งน่าจะเป็นผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบแม่สุริน ได้โพสคลิปเหตุ ไฟไหม้บ้านเรือนผู้อพยพ แคมป์แม่สุรินป๊อก 2 ได้เกิดไฟไหม้บ้านเรือนทั้งหมด 6 หลังไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างใดคนปลอดภัยดีเหตุเกิดเนื่องจากทำกับข้าวบวกกับอากาศร้อนเกินได้เกิดไฟใหม่บ้านคะ

ในคลิปจะเห็นภาพไฟไหม้บ้านเรือนของผู้ลี้ภัย และมีผู้ลี้ภัยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างพากันใช้ถังน้ำขนาดเล็ก ตักน้ำมาดับไฟที่กำลังลุกไหม้ แต่ไม่สามารถหยุดยั้งไฟได้ เลยต้องมีการรื้อบ้านเรือนผู้ลี้ภัยที่อยู่ติดกับบ้านต้นเพลิง เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปมากกว่านี้

นายวฤทธิ์ชาติ ปาณชู นายอำเภอขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน หลังได้รับรายงาน ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครองและ อส.เข้าไปดูแลและช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในทันที่ที่ได้รับแจ้ง ทั้งนี้ได้มีการประชุมชี้แจงให้ผู้ลี้ภัย ให้ระมัดระวังเรื่องการก่อไฟหุงหาอาหาร ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด เนื่องจากอาจจะเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นมาได้โดยง่าย โดยขอเน้นย้ำว่าเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่มีสาเหตุมาจากไฟป่าแต่อย่างใด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวผู้ลี้ภัยได้มีการทำแนวกันไฟเพื่อป้อง กันไฟป่าหลายชั้นและยากที่จะเกิดไฟป่าและลุกลามสู่บ้านเรือนราษฎรผู้ลี้ภัย

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย ระบุว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556 เกิดเหตุไฟไหม้ที่ ค่ายผู้ลี้ภัยบ้านแม่สุริน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำให้ผู้ลี้ภัยซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยง จากประเทศพม่า โดยไฟเริ่มลุกไหม้ในเวลาประมาณ 16.00 น. ใช้เวลาควบคุมเพลิงประมาณสองชั่วโมง ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากอากาศร้อนและลมแรง ทำให้ลมพัดสะเก็ดไฟจากต้นเพลิงไปยังจุดอื่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 37 ราย นอกจากนี้ยังทำลายบ้านเรือนอีกหลายร้อยหลังอีกด้วย คาดว่าสาเหตุเกิดจากการทำอาหาร


-ภานุเดช ไชยสกูล/ แม่ฮ่องสอน

ด่วน !! บินรบเมียนมาทิ้งระเบิด ตกใส่ไทย

เครื่องบินรบทหารเมียนมา บินมาทิ้งระเบิดโจมตี โรงพยาบาลของฝ่าย กะเหรี่ยงอิสระ KNU ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน หลายสิบลูกและมีลูกหนึ่งตกในไทยบริเวณจุดชมวิวบ้านแม่สามแลบ เจ้าหน้าที่ทหารพรานเร่งอพยพราษฎรเป็นการด่วน

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. กองทัพอากาศเมียนมา ได้ใช้เครื่องบินขับไล่ Yak-130 และ Mig-29 ได้ทำการโจมตีทางอากาศ ใส่โรงพยาบาลของทหาร KNU และบ้านเรือนราษฎรที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง โดยกองทัพอากาศเมียนมา ได้ทิ้งระเบิดจำนวน 9 ลูก ในพื้นที่บริเวณ บ.อูมีท่า และ บ.อูซูท่า อ.บือโซ๊ะ จ.ผาปูน รัฐกะเหรี่ยง ห่างจากแนวชายแดนด้านตรงข้าม บ.แม่สามแลบ ต.แม่สมแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 500 ม. ไม่ทราบผลการสูญเสีย และ ลูกระเบิดตกข้ามฝั่งไทย บริเวณริมแม่น้ำสาละวิน บ้านแม่แวนฯ จำนวน 1 ลูก ส่งผลให้ราษฎรไทยในพื้นที่แตกตื่นและวิ่งหนีกันอลหม่าน

ทางด้านเจ้าหน้าที่ทหารพราน กรมทหารพรานที่ 36 ที่ประจำอยู่จุดป้อมยามบ้านแม่สามแลบ ร่วมกับ อบต.แม่สามแลบ ได้เร่งอพยพราษฎรไทยที่อยู่ใกล้เคียงที่ระเบิดตกใส่ ไปอาศัยอยู่ที่ หมู่บ้านห้วยกองก๊าด ต.แม่สามแลบฯ เพื่อความปลอดภัย

ก่อนหน้านั้น ในห้วงที่ผ่านมา มีการสู้รบในเมียนมาอย่างหนักและทางกองทัพอากาศเมียนมา ได้มีการใช้อากาศยานบินมาทิ้งระเบิดใส่พื้นที่ชุมชนของราษฎรกะเหรี่ยง KNU สังกัดกองพล 5 ที่อยู่ตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง ส่งผลให้มีราษฎรชาวกะเหรี่ยง ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดและถูกส่งเข้ามารักษาตัวในไทย ที่ รพ.สต.แม่สามแลบ อ.สบเมยฯ


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

มทบ.37 ร่วมลาดตระเวนพื้นที่รับผิดชอบ ณ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน บูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย ร่วมกันลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ ณ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 นำโดย ร้อยโท ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติการประสานการคุ้ม ครองป้องกันชุมชน โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ พร้อมกำลังพล บูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย พร้อมด้วยชุดดับไฟป่า ร่วมกันลาดตระเวนในพื้นที่ที่รับผิดชอบเพื่อเป็นการตรวจตรา ตรวจสอบป้องกันไฟป่าที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่โครงการ อีกทั้งเป็นการป้องกันผู้กระทำความผิดด้านยาเสพติด การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ลักลอบเผาป่าเพื่อหาของป่าและล่าสัตว์ หรือทำเป็นพื้นที่ทำกินในพื้นที่เขตหวงห้ามด้วย บริเวณเส้นทางในพื้นที่รับผิดชอบ และหากเกิดไฟไหม้ก็จะเป็นการยับยั้งไม่ให้ไฟป่าลุกลามเข้าในพื้นที่ชั้นในของโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ

ซึ่งจังหวัดเชียงรายประกาศมาตรการ “ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด” ในปี 2569 ช่วงขอความร่วมมือ (งดเผาในที่โล่ง) 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 และช่วงห้ามเผาเด็ดขาด 14 กุมภาพันธ์ – 10 พฤษภาคม 2569 (86 วัน) เป็นต้นไป เพื่อลดจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และ Pm2.5 ทั้งนี้ในการการลาดตระเวน ที่หน่วยได้ทำแนวป้องกันไฟป่ามีระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร การลาดตระเวนครั้งนี้ใช้การเดินเท้า ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับดอยช้างและอีกฝั่งติดกับฝาง ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการเกิดไฟป่าขึ้นในพื้นที่

#เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน

เจ้าหน้าที่ชุดสายตรวจปราบปรามส่วนกลาง ออกลาดตระเวนตั้งด่านตรวจคนลักลอบเผาป่าและล่าสัตว์ พื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติผาแดง

นายประกาศิต ระวิวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติผาแดง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน เข้มงวดในการออกลาดตระเวนในช่วงเวลากลางคืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปราบปรามบุคคลที่มีพฤติกรรมลักลอบเข้าไปในพื้นที่ป่า ลักลอบเผาป่าและล่าสัตว์ในช่วงเวลากลางคืน และจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด นั้น

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป เจ้าหน้าที่ชุดสายตรวจปราบปรามส่วนกลาง ออกลาดตระเวนตั้งด่านตรวจคนลักลอบเข้าป่า ลักลอบเผาป่าและล่าสัตว์ ในช่วงเวลากลางคืน พื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติผาแดง บริเวณบ้านแกน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณที่มีการเกิดเหตุไฟไหม้ซ้ำซาก ได้รับรายงานจุดความร้อน (Hotspot) ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน เจ้าหน้าที่เข้าทำการดับไฟจนสนิทแล้ว แต่พบไฟเกิดขึ้นใหม่อีกหลายครั้ง จึงสันนิษฐานได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวต้องมีการลักลอบเข้ามาเพื่อเก็บหาของป่า เผาป่าและล่าสัตว์ อย่างแน่นอน

ต่อมาเวลาประมาณ 01.30 น. คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบแสงไฟรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน ห่างจากจุดที่เจ้าหน้าที่กำลังเดินลาดตระเวนอยู่ระยะห่างประมาณ 900 เมตร กำลังขับขี่มาตามถนนลำลอง ในพื้นที่ป่าเขตอุทยานแห่งชาติผาแดง มุ่งหน้ากลับเข้าไปยังหมู่บ้านแกน้อย ซึ่งจุดที่พบแสงไฟรถจักรยานยนต์นั้น ใกล้เคียงกับบริเวณที่ได้รับแจ้งจุดความร้อน (Hotspot) เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 จำนวน 2 จุด ช่วงเวลา 02.18 น. ระยะห่างประมาณ 400 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้กระจายกำลังดักซุ่มเพื่อรอทำการตรวจสอบ บริเวณพิกัด 47 Q 477306 E 2173154 N เมื่อรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 คันขับขี่มาใกล้ถึงบริเวณที่เจ้าหน้าที่ดักซุ่มอยู่ พบว่าเป็นบุคคลเพศชาย จำนวน 2 คน สะพายอาวุธปืนคนละ 1 กระบอก แต่เนื่องจากผู้ต้องหาอาจสังเกตุเห็นเจ้าหน้าที่ที่กำลังดักซุ่มอยู่ ทำให้ไหวตัวทัน จึงได้เลี้ยวรถจักรยานยนต์ขับขี่หลบหนีกลับเข้าไปในพื้นที่ป่าอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่พยายามวิ่งไล่ตามไปจนกระทั่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมรถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน ส่วนผู้ต้องหาอีก 1 ราย สามารถหนีการจับกุมไปได้

เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติผาแดง พร้อมสอบถามผู้ต้อง หารายที่ 1 อย่างละเอียด จึงทำให้ทราบว่าผู้ต้องหาชื่อนาย อำนาจ แซ่หลี่ อายุ 35 ปี ราษฎรบ้านไชยา หมู่ที่ 9 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และให้การรับสารภาพและซัดทอดไปยังผู้ร่วมกระบวนการกับเจ้าหน้าที่ว่า ตนกับพวกรวม 2 คน คือนายสี หรือสีลี่ (ไม่ทราบชื่อหรือนามสกุลจริง แต่จำหน้าและสามารถชี้ตัวได้ เนื่องจากเป็นเพื่อนกัน) ราษฎรบ้านห้วยถ้ำ หมู่ที่ 2 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตนกับพวกลักลอบเข้ามาในพื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติผาแดง เป็นเวลา 2 วันแล้ว ตั้งแต่คืนวันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 20.00 น. เพื่อเข้ามาเสพยา หาของป่า และล่าสัตว์ในพื้นที่ป่า และได้นอนค้างแรมในพื้นที่ป่าจนถึงคืนวันที่ 20 เมษายน 2569 และจะเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลา 02.00 น. (เวลาเกิดเหตุ) จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในที่สุด เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจค้น พบของกลางการกระทำผิด จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาวุธปืนชนิดเดี่ยวลูกกรด ติดลำกล้อง จำนวน 1 กระบอก, เครื่องกระสุนปืนขนาด .22 จำนวนมาก, รถจักยานยนต์จำนวน 1 คัน และยาบ้า จำนวน 25 เม็ด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 2 ข้อกล่าวหา ดังนี้
1) ฐาน นำเครื่องมือล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (7) และมาตรา 45

2) ฐาน ฝ่าฝืนประกาศอุทยานแห่งชาติผาแดง เรื่อง ห้ามเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติผาแดง ฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2569 เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติผาแดงโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 20 และมาตรา 47

** ในส่วนของความผิดเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืน และครอบครองยาเสพติด (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้พนักงานสอบสวน แจ้งข้อหาเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

** ทั้งนี้ ในส่วนของความผิดทางพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 อุทยานแห่งชาติผาแดงจะทำบันทึกรายงานไปยังผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เชียงใหม่ เพื่อแต่งตั้งองค์คณะ ดำเนินการทางพิทัย ตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 จัดกิจกรรม “มอบรอยยิ้ม ผ่าน 2 มือ 1 หัวใจ สู่หยาดเหงื่อ เพื่อประชาชน” ด้วยการช่วยสร้างบ้านพักอาศัยให้กับประชาชนที่มีฐานะยากจน บ้านจะหา หมู่ 11 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จัดกิจกรรม “มอบรอยยิ้ม ผ่าน 2 มือ 1 หัวใจ สู่หยาดเหงื่อ เพื่อประชาชน” ด้วยการช่วยสร้างบ้านพักอาศัยให้กับประชาชนที่มีฐานะยากจน บ้านจะหา หมู่ 11 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” นำโดย ร้อยโท ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติการประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริบ้านห้วยหญ้าไซ พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จัดกิจกรรม “มอบรอยยิ้ม ผ่าน 2 มือ 1 หัวใจ สู่หยาดเหงื่อ เพื่อประชาชน” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี อีกทั้งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน 2569

โดยการช่วยสร้างบ้านพักอาศัยให้กับ นายลีจ่า แยเบียง อยู่บ้านเลขที่ 432 บ้านจะหา ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมด้วยกัน 10 คน เป็นผู้ที่มีฐานะยากจน เป็นผู้ด้อยโอกาส การดำรงชีวิตประจำวัน มีความยากลำบากมีรายได้โดยการรับจ้างทั่วไป เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ประสบความทุกข์ยากให้ได้มีบ้านพักอาศัยที่มั่นคง แข็งแรง รวมทั้งทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข จึงได้จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น

ทั้งนี้ นายลีจ่า แยเบียง พร้อมครอบครัว ได้กล่าวขอบคุณ หัวหน้าชุดและเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ได้เสียสละเวลาอันมีค่ามาเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ให้ได้มีที่พักอาศัยที่ดีขึ้น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอื่นใด โดยการทำความดีไม่มีสิ่งอื่นใดที่ดีที่สุดคือการให้การช่วยเหลือประชาชนและผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพราะเราคือ ทหารของพระราชาและเป็นทหารของประชาชน ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#จิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ #เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน

“พระครูอ๊อด-ทราย สก็อต” ลุยดับไฟป่าแม่ริม 2 จุด หลังสงกรานต์ ขณะเชียงใหม่วิกฤตหนัก วันเดียวพุ่ง 346 จุดความร้อน

“พระครูอ๊อด-ทราย สก็อต” ลุยดับไฟป่าแม่ริม 2 จุด หลังสงกรานต์ ขณะเชียงใหม่วิกฤตหนัก วันเดียวพุ่ง 346 จุดความร้อน

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 พระครูอ๊อด วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ “ทราย สก็อต” เจ้าหน้าที่อาสาดับไฟป่ามูลนิธิเพชรเกษมจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ช่วยเหลือภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังสถานการณ์ไฟป่าหลังเทศกาลสงกรานต์ยังคงลุกลามต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของจังหวัด

จุดแรกที่คณะลงพื้นที่ เป็นบริเวณป่าในพื้นที่ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม โดยมีเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าภาคพื้นดินเข้าระดมกำลังควบคุมเพลิง พร้อมประสานเฮลิคอปเตอร์โปรยน้ำจากทางอากาศ เพื่อเร่งสกัดไม่ให้ไฟลุกลามเป็นวงกว้าง

จากนั้นได้เดินทางไปยังจุดที่ 2 ซึ่งอยู่บริเวณผืนป่าด้านหลังสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม พบว่าเพลิงกำลังลุกไหม้พื้นป่าอย่างต่อเนื่อง ลักษณะพื้นที่เป็นป่าไผ่และป่าเบญจพรรณ ทำให้ไฟลุกลามได้รวดเร็วและกินพื้นที่กว้าง เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมและระงับเหตุไว้ได้ พร้อมทั้งทางทีมพระครูอ๊อดวัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ได้มีการมอบเครื่องเป่าลมให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อใช้ในการเข้าระงับเหตุเพลิงไฟในพื้นที่เนื่องจากมีเครื่องหมายเครื่องมืออุปกรณ์ในการดับไฟป่าจำนวนน้อย

ขณะที่สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงน่าเป็นห่วงอย่างหนัก โดยข้อมูลจุดความร้อนจาก GISTDA ประจำวันที่ 19 เมษายน 2569 พบว่า จังหวัดเชียงใหม่มีจุดความร้อนรวมทั้งสิ้น 346 จุด ภายในวันเดียว

ช่วงเช้าพบจุดความร้อน 133 จุด กระจายอยู่หลายอำเภอ โดยพื้นที่ที่พบมากที่สุดยังคงเป็น อมก๋อย ฮอด และแม่แจ่ม

ต่อมาในช่วงบ่าย พบจุดความร้อนเพิ่มขึ้นอีก 213 จุด ส่งผลให้ยอดรวมทั้งวันพุ่งทะลุ 346 จุด โดยอำเภอที่พบจุดความร้อนมากที่สุดคือ อำเภอแม่แจ่ม จำนวน 73 จุด รองลงมาคือ อำเภออมก๋อย และอำเภอฮอด

สำหรับสถิติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 18 เมษายน 2569 จังหวัดเชียงใหม่มีจุดความร้อนสะสมแล้วถึง 9,818 จุด สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือยังคงรุนแรง และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป.

โดยภารกิจในการคืนลมหายใจให้กับชาวเชียงใหม่พระครูอ๊อดและทีมอาสาสมัครได้ปฏิบัติภารกิจมาแล้วกว่า 18 วันในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้มีการปฎิบัติภารกิจในช่วงกลางวันและภาคกลางกลางคืน


นที มีเดช รายงาน

เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ทรูคอร์ปอเรชั่น เดินหน้าปลูกฝังคุณธรรมสู่สังคมไทย ปี 12

นครราชสีมา – เริ่มแล้ว สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12 12 เยาวชนก้าวสู่ร่มเงาพระธรรม ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าปลูกฝังคุณธรรมสู่สังคมไทย
ถ่ายทอดเรียลลิตีธรรมะ 24 ชั่วโมง ผ่านทรูวิชั่นส์ ทรูไอดี และทรูวิชั่นส์ นาว รวมถึงรับชมออนไลน์ได้ที่ www.truelittlemonk.com

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคใหม่และกระแสดิจิทัลที่หล่อหลอมวิถีชีวิตของเด็กและเยาวชนในทุกมิติ… เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงเชื่อมั่นในพลังของพระธรรมคำสอนในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนาคน จึงสานต่อ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” เรียลลิตีธรรมะแห่งแรกของไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ผ่านพิธีบรรพชาให้แก่ 12 เยาวชนชายผู้ผ่านการคัดเลือกจากกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อำเภอปาก ช่อง จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้”

โดยโครงการได้รับความเมตตาจากจากพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ใหญ่ ถ่ายทอดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นเข็มทิศในการปกครองตนและดำเนินชีวิต เพื่อร่วมสร้าง “แผ่นดินไทย” ให้เป็นพื้นที่ทางจิตใจที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล มีความสุข และดำรงสันติสุขอย่างยั่งยืน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น เชื่อมั่นว่าการพัฒนาคนอย่างมั่นคงต้องเริ่มจากการบ่มเพาะคุณค่าภายใน จึงสานต่อภารกิจทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสร้างพื้นที่การเรียนรู้ทางจิตใจให้เยาวชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง จนโครงการนี้ก้าวสู่ปีที่ 12 โดยมุ่งให้เป็นมากกว่าพื้นที่เรียนรู้สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชมได้น้อมนำหลักธรรมไปปรับใช้ในชีวิต เสริมสร้างศรัทธา และร่วมสืบสานพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคง ในปีนี้ โครงการได้รับความเมตตาจากพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ใหญ่ วางหลักสูตรและหัวข้อธรรมอันทรงคุณค่าให้แก่สามเณรทั้ง 12 รูป ตลอดระยะเวลาแห่งการบรรพชา ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” ซึ่งสะท้อนการเรียนรู้ที่จะรักอย่างเข้าใจ ศึกษาอย่างลึกซึ้ง เพียรพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง และรู้จักการให้ด้วยจิตใจที่งดงาม เพราะเมื่อหัวใจตื่นรู้ ธรรมะจะไม่ใช่เพียงบทเรียนในห้อง เรียน หากจะกลายเป็นหลักยึดสำคัญในการดำเนินชีวิต และเป็นพลังที่เกื้อหนุนให้ผู้คนอยู่ร่วมกันบนแผ่นดินไทยอย่างสงบสุขและงดงามสืบไป

เครือเจริญโภคภัณฑ์และทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งสานต่อโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12 ด้วยความตั้งใจ เพื่อบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และเพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 74 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเจริญพระชนมพรรษา 48 พรรษา วันที่ 3 มิถุนายน 2569 และบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรสำหรับพระอุปัชฌาย์ในพิธีบรรพชาในวันที่ 20 เมษายนนี้”

นอกจากนี้ ยังได้รับความเมตตาจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร รวมถึงคณะพระอาจารย์ และวิทยากรที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศ อาทิ พระพรหมพัชรญาณมุนี วิ., พระราชวัชรธรรมภาณี (สง่า สุภโร), พระราชภาวนาวชิรญาณ, พระสุธีวชิรปฏิภาณ (วีรพล วีรญาโณ), พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี (สิทธิพล), พระครูปลัดทรัพย์ชู มหาวีโร รวมทั้งพระวิทยากรกลุ่มธรรมะอารมณ์ดี มาให้ความรู้และดูแลความประพฤติอย่างใกล้ชิด ซึ่งการจัดโครงการฯ ครั้งนี้มี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส ตลอดจนมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศมาร่วมรายการ อาทิ คุณอาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน) ศิลปินผู้ขับร้องเพลง “รัก เรียน เพียร ให้” ร่วมด้วย คุณนที เอกวิจิตร (อุ๋ย บุดด้า เบลส) คุณแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ เปรมานนท์ ศิลปินผู้ดำเนินรายการ ที่จะมาร่วมศึกษาธรรมะไปกับเหล่าสามเณรอีกด้วย

ตลอดกระบวนการเรียนรู้ 4 สัปดาห์ สามเณรทั้ง 12 รูปจะได้ศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและฝึกน้อมนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านการพัฒนาสติ สมาธิ และปัญญา เพื่อก่อเกิดความตื่นรู้ เข้าใจคุณค่าของตนเอง ผู้อื่น สังคม และแผ่นดินไทย พร้อมปลูกฝังความรัก ความผูกพัน และความสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติบนพื้นฐานของหลักธรรม อันจะนำไปสู่การเติบโตเป็นผู้มีคุณธรรมและร่วมธำรง “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย” ให้คงอยู่อย่างงดงามสืบไป ควบคู่กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบอย่างลุ่มลึกและร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น “ระฆังแห่งสติ” สัญลักษณ์แห่งการพัฒนาตน ช่วง “ตื่นรู้สู่ธรรมะ” ที่มุ่งเน้นเสขิยวัตรและข้อปฏิบัติของนักบวช การเรียนรู้ผ่านนิทานธรรมะในรูปแบบสื่อสร้างสรรค์ กิจกรรมจาริกธุดงค์ 4 วัน 3 คืน ณ วัดวชิราลงกรณฯ เพื่อฝึกความเพียรและซึมซับวิถีแห่งธรรม ตลอดจนช่วง “สามเณรน้อยบรรยายธรรม” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ร่วมรับฟังข้อคิดและบทเรียนจากการบรรพชาของสามเณรวันละ 3 รูป ผ่านมุมมองอันบริสุทธิ์ เรียบง่าย และเปี่ยมพลังแห่งศรัทธา

โดยจะมีการถ่ายทอดสดเรื่องราวการศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้งอกงามในจิตใจ ระหว่างวันที่ 18 เมษายน – 17 พฤษภาคมนี้ มาร่วมเรียนรู้หลักธรรม พร้อมเป็นกำลังใจ ชื่นชมความสดใส น่ารัก และความมุ่งมั่นของเหล่าสามเณรน้อย รับชมกิจวัตรของสามเณรได้ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และเรียลลิตี เอชดี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 119, 333 และแอปพลิเคชั่น สามเณรปลูกปัญญาธรรม, TrueID, TrueVisions NOW อีกทั้งออกอากาศช่วงไฮไลต์ประจำวัน ทางช่องทรูโฟร์ยู (True4U) ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24 และช่องทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 ที่เปิดเป็นฟรีทูแอร์ให้ทั่วประเทศ สามารถรับชมรายการผ่านอุปกรณ์และจานรับสัญญาณระบบอื่นๆ ชมออนไลน์ www. truelittlemonk.com เช่นกัน..เตรียมเต็มอิ่มกับรายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12 ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่

  • 06.00 – 21.00 น. ถ่ายทอดสดกิจวัตรประจำวันและการปฏิบัติธรรมของสามเณร เริ่มตั้งแต่ทำวัตร ออกบิณฑบาต ศึกษาพระธรรม สวดมนต์ ฝึกสมาธิ เดินจงกรม ฟังบรรยายธรรมะ
  • 21.00 – 21.45 น. ไฮไลต์ประจำวัน (Daily Highlight) สรุปเหตุการณ์และเรื่องเด่นรวมถึง หลักธรรมประจำวัน
  • 21.45 – 22.15 น. รายการ “ถามธรรม ตอบธรรม” รายการพูดคุยถึงตอบคำถามธรรมะจากผู้ชมทางบ้าน ผ่านมุมมองธรรมะจากคณะพระอาจารย์ และวิทยากรสอนธรรมะ
  • 22.15 – 06.00 น. รายการธรรมะต่าง ๆ ได้แก่ พุทธสุภาษิต คติธรรม บรรยายธรรม นิทานธรรม เพลงธรรม พร้อมฉายช่วงไฮไลต์ประจำวันซ้ำ (Rerun)

ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ นอกจากการถ่ายทอดสดแล้ว โครงการฯ ยังจัดเตรียมคอนเทนต์ธรรมะรูปแบบสั้น เข้าใจง่าย ครอบคลุมหลักการใช้ชีวิต การเลี้ยงดูลูก และข้อคิดเตือนใจ ให้ติดตามได้ผ่านทาง www.facebook.com/truelittlemonkthailand และ TikTok สามเณรปลูกปัญญาธรรม พร้อมส่งสัญญาณถ่ายทอดไปยังเยาวชนที่บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนทั่วประ เทศ เพื่อร่วมเรียนรู้และปฏิบัติธรรม รวมถึงทำวัตรสวดมนต์ไปพร้อมๆ กันกับสามเณรปลูกปัญญาธรรมทั้ง 12 รูป ได้อีกด้วย


กันตินันท์ ข่าวนครราชสีมา