ฝันค้างทั้งเมือง! รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน “สะดุด” รัฐพับแผนซื้อคืนสัมปทาน

ใครที่กำลังรอใช้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีในราคา 40 บาทตลอดวัน คงต้องผิดหวังไม่น้อยเพราะล่าสุดมีข่าวออกมาแล้วว่ากระทรวงคมนาคมเตรียมถอยจากแนวทางดังกล่าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยยืนยันว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่ต้นปี 2570 เป็นต้นไป

คำถามคือ… อะไรทำให้นโยบายที่เคยถูกเสนออย่างมั่นใจ ต้องสะดุดกลางทาง?

1. ต้องใช้เงินชดเชยจำนวนมาก

หากกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีไว้ที่ 40 บาทตลอดวัน ผู้โดยสารจะจ่ายถูกลงอย่างมาก สมมติว่าใน 1 วัน ใช้รถไฟฟ้า 3 เที่ยว เท่ากับจ่ายเฉลี่ยเพียงเที่ยวละ 13 บาท ซึ่งถูกกว่า 20 บาทตลอดสายเสียอีกเมื่อรายได้จากค่าโดยสารลดลง รัฐจึงต้องจ่ายเงินให้เอกชนผู้รับสัมปทานจำนวนมาก และต้องจ่ายต่อเนื่องเป็นเวลานานปัญหาคือ รัฐไม่เคยเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า จะต้องใช้เงินเท่าใด และจะนำเงินจากไหนมาชดเชย จึงเกิดคำถามว่า นโยบายนี้จะกลายเป็นภาระงบประมาณในอนาคตหรือไม่?

2. จึงเกิดแนวคิด “ซื้อคืนสัมปทาน”

เมื่อพบว่าการจ่ายชดเชยอาจมีต้นทุนสูง รัฐจึงหันไปพิจารณาแนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนแนวคิดคือ เมื่อรัฐเป็นเจ้าของเอง ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยให้เอกชนอีก แต่แนวทางนี้กลับสร้างคำถามและปัญหาตามมาหลายข้อ

(1) ซื้อคืนในราคาที่เหมาะสมหรือไม่?มีข่าวว่าการซื้อคืนสัมปทานอาจต้องใช้เงินถึง 140,000 ล้านบาท คำถามสำคัญคือ ตัวเลขนี้คำนวณมาได้อย่างไร และสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่ หากจ่ายแพงเกินไป ย่อมถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน

(2) เป็นการย้าย “ความเสี่ยง” จากเอกชนมาสู่รัฐหรือไม่?ปัจจุบัน เอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสาร แต่หากรัฐซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่ขาดทุนอยู่ เป็นการทำให้เอกชนไม่มีความเสี่ยงกับการขาดทุน อีกทั้ง รัฐจะจ้างเอกชนรายเดิมให้เดินรถและซ่อมบำรุงต่อไป ทำให้เอกชนมีรายได้ที่แน่นอน ไม่ต้องเสี่ยงกับจำนวนผู้โดยสาร ขณะที่ความเสี่ยงทั้งหมดกลับตกอยู่กับรัฐและผู้เสียภาษี

(3) เจรจายาก และอาจมีแรงต้านเอกชนย่อมต้องการขายในราคาที่คุ้มค่ากับการลงทุน ส่วนรัฐก็ต้องการซื้อในราคาที่ประชาชนยอมรับได้ เพียงประเด็นนี้ก็อาจใช้เวลาเจรจายาวนาน และต่อให้ตกลงราคากันได้ หากสังคมมองว่ารัฐจ่ายแพงเกินไป ก็อาจกลายเป็นปัญหาทางการเมืองตามมา

(4) รัฐไม่มั่นใจว่าจะเก็บค่าโดยสารได้คุ้มต้นทุนแม้ค่าโดยสารที่ถูกลงจะดึงดูดผู้โดยสารเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่จะเพิ่มขึ้นมากพอที่จะชดเชยต้นทุนทั้งหมดหรือไม่ ทั้งค่าชดเชย ค่าเดินรถและซ่อมบำรุง รวมทั้งค่าซื้อคืนสัมปทานที่ต้องผ่อนจ่ายในอนาคต ดูเหมือนว่ารัฐเองก็ยังไม่มีคำตอบที่มั่นใจ

3. ถอยจาก 40 บาทตลอดวัน เป็น 17-45 บาท

เมื่อเห็นว่าการซื้อคืนสัมปทานจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ นานา รัฐจึงล้มแผนการซื้อคืนสัมปทาน พร้อมกับเตรียมที่จะประกาศใช้นโยบายค่าโดยสารทุกสายทุกสี 17-45 บาท แทน 40 บาทตลอดวัน กล่าวคือ 17 บาท เป็นค่าแรกเข้า ซึ่งจะจ่ายเพียงครั้งเดียวไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่สายกี่สีก็ตาม ส่วน 45 บาท เป็นค่าโดยสารสูงสุดข้อดีคือ รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยน้อยลง โดยมีการประเมินว่าประมาณ 4,000 ล้านบาท/ปี แต่สำหรับประชาชนแล้ว ค่าใช้จ่ายย่อมสูงกว่าแนวคิด 40 บาทตลอดวัน หากสมมติว่าค่าโดยสารเฉลี่ยของอัตราค่าโดยสารใหม่อยู่ที่ 35 บาท/เที่ยว เทียบกับค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวันที่เฉลี่ยเพียง 13 บาท/เที่ยว ก็หมายความว่าประชาชนอาจต้องจ่ายแพงขึ้นถึงประมาณ 169%

4. บทสรุป

นโยบายสาธารณะที่ดีไม่ใช่นโยบายที่ประกาศแล้วคนปรบมือดังที่สุด แต่คือนโยบายที่คิดมาครบตั้งแต่ต้นว่า จะทำจริงได้อย่างไร ใช้เงินเท่าไร ใครเป็นคนจ่าย และผลกระทบระยะยาวเป็นอย่างไร เพราะถ้าประกาศวันนี้ว่า “ได้แน่” แล้วอีกวันบอกว่า “ขอทบทวน” จากนั้นเปลี่ยนเป็น “ทำไม่ได้” สุดท้าย ประชาชนก็เริ่มไม่แน่ใจว่า สิ่งที่กำลังติดขัดคือแนวคิดที่ยังไม่ตก ผลึก หรือการบ้านที่ยังทำไม่เสร็จตั้งแต่แรก


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นบ.ยส.24 สกัดเครือข่ายขบวนการค้ายานรก พร้อมของกลาง จำนวน 1,214,000 เม็ด ก่อนส่งให้พ่อค้ารายใหญ่ในของประเทศ ในพื้นที่ ต.เรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม

นบ.ยส.24 สกัดเครือข่ายขบวนการค้ายานรก พร้อมของกลาง จำนวน 1,214,000 เม็ด ก่อนส่งให้พ่อค้ารายใหญ่ในของประเทศ ในพื้นที่ ต.เรณู อ.เรณูนคร จ.นคร พนม

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 69 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯตอนบน/บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย ร้อย ฉก. ตชด. 235 (หน่วยงานหลัก) ได้รับข้อมูลจากสายข่าวว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดผ่านพื้นที่ อ.เรณู นคร จว.น.พ. จึงได้บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ทำการวางกำลังเฝ้าติดตามและตรวจสอบเส้นทางต้องสงสัย จนกระทั่งเวลา 22.30 น.ตรวจพบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน บย 4286 สระแก้ว ซึ่งมีลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง ขับผ่านมาในบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 2031 พื้นที่ ต.เรณู อ.เรณูนคร จว.น.พ. จนท.จึงได้แสดงตัว เข้าทำการสกัดกั้น และตรวจค้น

ผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย ทราบชื่อ นายวิชัย ลุนลุดเลาะ หรือ เสา อายุ 40 ปี ที่อยู่บ้านเลขที่ 114 หมู่ที่ 1 ต.ท่าใหญ่ อ.หนองบัว แดง จว.ช.ย. พร้อมตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 1,214,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ท้ายรถคันดังกล่าว จึงนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางทั้งมายัง ร้อย ฉก.ตชด.235 เพื่อทำการขยายผลเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการ จากนั้นจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เรณูนคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


นบ.ยส.24 : ภาพ/ข่าว

พรพิพัฒน์ รายงาน

นบ.ยส.24 จับกุมขบวนการค้ายาบ้า พร้อมของกลาง จำนวน 240,175 เม็ด ในพื้นที่ ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ

นบ.ยส.24 จับกุมขบวนการค้ายาบ้า พร้อมของกลาง จำนวน 240,175 เม็ด ในพื้นที่ บ้านเลขที่ 6 ม.3 ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 69 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ ส่วนปราบปรามขยายผล/ภ.จว.บ.ก. โดย สภ.บุ่งคล้า (หน่วยงานหลัก) ได้รับแจ้งจากสายลับว่าบ้านเลขที่ 6 ม.3 ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จว.บ.ก. มีการมั่วสุมและจำหน่ายยาเสพติด เมื่อ 13.00 น. จนท.ชุดสืบสวน สภ.บุ่งคล้า จึงได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ดังกล่าว และได้ขอทำการตรวจค้น

ผลการตรวจค้น พบผู้ต้องหา 2 ราย ทราบชื่อ นายวรายุทธฯ ภูมิลำเนา ต.หมากแข้ง จ.อุดร ธานี และ น.ส.จิตติมาฯ ต.บุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 175 เม็ด, เงินสด จำนวน 42,500 บาท และโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง จากนั้นจึงได้พาตัวผู้ต้องหามายัง สภ.บุ่งคล้า เพื่อทำการขยายผลเกี่ยวกับยาบ้าและของกลาง หลังการขยายผลทราบว่ายังมีของกลางซุกซ่อนอยู่ที่บ้านเลขที่ 166 ม.3 บ้านโนนสวรรค์ ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จว.บ.ก. ชุดจับกุมจึงได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ดังกล่าว

ผลการตรวจค้นพบของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 240,000 เม็ด และสมุดจดรายชื่อลูกค้ายาเสพติด จำนวน 2 เล่ม ผุ้ต้องหาให้การว่าก่อนหน้านั้น 2 วัน ได้ร่วมกันเดินทางไปรับเอายาเสพติดดังกล่าว บริเวณพื้นที่ บ.นาข่า อ.บ้านแพง จ.นครพนม โดยใช้รถยนต์ Toyota Camry Hybrid สีดำ กจ3064 อุทัยธานี เป็นยานพาหนะขนส่งลำเลียงมาพักที่ บ้านเลขที่ 166 ม.3 ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จว.บ.ก. หลังจากนั้นจึงได้นำยาบ้าไปส่งให้กับลูกค้าตามจุดนัดหมายต่างๆ เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจส่งยาเสพติดจึงได้เดินทางกลับมาพักที่บ้านพัก ณ บ้านเลขที่ 6 ม.3 ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จว.บ.ก. จนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บุ่งคล้า พร้อมของกลางทั้งหมด เพื่อจัดทำบันทึกจับกุม และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


นบ.ยส.24 : ภาพ/ข่าว

พรพิพัฒน์ รายงาน

“เดช” สารภาพสิ้น..เผาล๊อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ของ “ป้าขยัน” ไปแล้ว ตำรวจเตรียมขยายผลเพิ่ม

“เดช” สารภาพสิ้น..เผาล๊อตเตอรี่รางวัลที่1 ของ “ป้าขยัน” ไปแล้ว ตำรวจเตรียมขยายผลเพิ่ม

คดี “หวยอลเวง” ที่บ้านปากน้ำ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย และกำลังเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากมีผู้เสียหายคือ นางสาวสายัญ ดอกไม้ หรือ “ป้าขยัน” อายุ 54 ปี อ้างว่าได้ซื้อล๊อตเตอรี่ งวดประจำวันที่ 1 มิย.2569 จำนวน 3 ใบ เมื่อรางวัลออกแล้วให้เพื่อนบ้านตรวจให้ เพื่อนบ้านบอกว่ามีอยู่ 1 ใบที่ถูกรางวัลที่ 1 หมายเลข 173770 แต่ต่อมากลับบอกว่าไม่ถูก และได้ทิ้งล๊อตเตอรี่ไปแล้ว เมื่อนางขยันไปค้นขยะกลับพบเพียง 2 ใบ แต่ไม่พบใบที่คาดว่าถูกรางวัล จึงมีการร้องเรียนผ่านสื่อ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอายัดสลากใบนี้แล้ว และจากพยานบุคคล หลักฐานกล้องวงจรปิดทั้งหมด เชื่อได้ว่า “ป้าขยัน” ถือกรรมสิทธิ์สลากที่ถูกรางวัลที่ 1 จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายของวันที่ 11 มิย. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. สวรรคโลก ได้เชิญตัว นายเดชและนางแหวว สองสามีภรรยา ที่ “ป้าขยัน” อ้างว่าให้ช่วยตรวจหวยให้ มาทำการสอบปากคำอีกครั้ง หลังเค้นสอบอยู่นานหลายชั่วโมง ในที่สุด นายเดช ก็ยอมเปิดปากรับสารภาพว่า เป็นคนนำล๊อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ของ “ป้าขยัน” ไปจริง และอ้างว่าได้เผาทิ้งไปแล้ว ในช่วงที่กลายเป็นข่าวดัง

จากการสอบสวน นายเดชอ้างว่า หลังจากค่ำวันที่ 1 มิย. ที่ “ป้าขยัน” นำล๊อตเตอรี่ทั้ง 3 ใบ มาให้ตรวจและฝากไว้กับภรรยา ตนทราบว่า มีอยู่หนึ่งใบที่ถูกรางวัลที่1 ด้วยความโลภจึงคิดจะเก็บเอาไว้เอง แต่เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้น 2 มิย. “ป้าขยัน” กลับมาทวงถามถึงล๊อตเตอรี่อีกครั้ง จึงโกหกว่าไม่ถูกรางวัลใดๆ พร้อมทำทีเป็นตรวจกับโทรศัพท์มือถือให้อีกครั้ง ก่อนแอบดึงล๊อตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่1เอาไว้เอง และเอาอีก 2 ใบ ที่ไม่ถูกรางวัลคืนให้ แต่พอเรื่องนี้กลายเป็นข่าวดัง จึงตัดสินใจเอาไปเผาทำลายหลักฐานเมื่อวันที่ 6 มิย.ที่ผ่านมา ทางตำรวจจึงต้องนำตัวนายเดช ไปชี้จุดที่เผาเพื่อประกอบสำนวนคดี

ด้าน พตอ.นิคม พรมพิราม ผกก.สภ.สวรรคโลก เปิดเผยว่า จากพยานหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ ทำให้แนวทางคดีมีความชัดเจนมากขึ้น ยืนยันว่า ล๊อตเตอรี่ของ “ป้าขยัน” เป็นล๊อตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่1 จริง ส่วนกรณีบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องนั้น ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ารับรู้ข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด และมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานเป็นรายบุคคล เบื้องต้นนายเดช ผู้ต้องหาคนสำคัญ จะถูกแจ้งข้อหาลักทรัพย์ ส่วนจะขยายผลถึงใครอีกหรือไม่ ขอเวลาอีกนิดเดียว


พงศ์เทพ สาคร สุโขทัย

ชุดสืบสวนภูธร จ.มุกดาหาร ตามรวบตัวผู้ต้องหาได้แล้ว หลังลักทรัพย์หน้าร้านค้ากลางเมือง พบเป็นชาวลาวลักลอบข้ามแดนไป-กลับทางเรือเล็ก

มุกดาหาร – ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดมุกดาหารตามรวบตัวผู้ต้องหาได้แล้ว หลังลักทรัพย์หน้าร้านค้ากลางเมือง พบเป็นชาวลาวลักลอบข้ามแดนไป-กลับทางเรือเล็ก

ความคืบหน้ากรณีหญิงชาวมุกดาหารเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร หลังถูกคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์บริเวณหน้าร้านค้าในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกพฤติการณ์เอาไว้ได้อย่างชัดเจนนั้น

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ได้สืบสวนแกะรอยจากภาพกล้องวงจรปิดและพยานแวดล้อม จนสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยได้สำเร็จ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหาเป็นชายสัญชาติลาว ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบเดินทางข้ามไป-มาระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยใช้เรือขนาดเล็กตามแนวแม่น้ำโขงเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ต้องหารายดังกล่าวมีประวัติเกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตเวช โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารและประวัติการรักษาอย่างละเอียด เพื่อประกอบการดำเนินคดีและการพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นางศิริพร มุกดาจำปา อายุ 44 ปี ชาวอำเภอเมืองมุกดาหาร ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ว่าถูกคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์บริเวณหน้าร้านค้าในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 12.13 น. ทำให้ทรัพย์สินสูญหายคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,200 บาท

ภายหลังผู้เสียหายตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและนำหลักฐานเข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่จึงเร่งสืบสวนติดตามตัวผู้ก่อเหตุ กระทั่งสามารถควบคุมตัวไว้ได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหารายดังกล่าวยังคงถือเป็นผู้ถูกกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรม โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และตรวจสอบสภาพร่างกายรวมถึงสภาพจิตใจตามขั้นตอนของกฎหมาย ก่อนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณาดำเนินการในลำดับต่อไป


จ.มุกดาหาร – ทรงสิทธิ์ สาระกิจ
โทร. 098-869-9888

หดหู่ซ้ำสอง ! พ่อแท้ๆ ขืนใจลูกสาวข้ามปี ย่ารู้เรื่องแทนที่จะปกป้อง กลับไล่ตะเพิดหลานพ้นบ้าน ฉุนทำลูกชายติดคุก

มุกดาหาร – หดหู่ซ้ำสอง พ่อแท้ๆ ขืนใจลูกสาวข้ามปี ย่ารู้เรื่องแทนที่จะปกป้อง กลับไล่ตะเพิดหลานพ้นบ้าน ฉุนทำลูกชายติดคุก

เมื่อวันที่ 11 มิย.69 เกิดเหตุสลดใจซ้ำซ้อนในสังคมไทย เมื่อสองพี่น้องสู้ชีวิตโร่ร้องเพจดังให้ช่วยเหลือ หลังถูกพ่อแท้ๆ ทาสยาบ้าย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่พอตำรวจลากคอพ่อเข้าคุก กลับถูก “คุณย่า” ด่าทอทั้งวันทั้งคืน ก่อนไล่ออกจากบ้านอย่างไร้ความปรานี โทษฐานทำลูกชายสุดที่รักต้องสิ้นอิสรภาพ จนทั้งคู่ต้องหอบเสื้อผ้าหนีตายมาเช่าห้องพักอาศัยนอกบ้าน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายทรงสิทธิ์ สาระกิจ เจ้าของเพจเฟบุก “ทรงสิทธิ์ (ลุงเตชิน) สาระกิจ” ได้รับเรื่องร้องทุกข์อันน่าหดหู่ใจจาก “น้องเอ” (นามสมมุติ) อายุ 20 ปี และ “น้องบี” (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี สองพี่น้องชาว ต.โพนทราย อ.เมือง จ.มุกดาหาร ที่พากันหนีตายมาขอความช่วยเหลือให้อพยพออกจากบ้านและพาเข้าแจ้งความ

วันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายสาคร (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี ผู้เป็นพ่อ ซึ่งมีพฤติกรรมเสพยาบ้าเป็นประจำเกิดอารมณ์ใคร่ พยายามจะบุกเข้าข่มขืนน้องบี (ลูกสาวคนเล็กวัย 17 ปี) แต่โชคดีที่เหยื่อขัดขืนและรอดมาได้ ทว่าเมื่อเรื่องราวถูกเปิดเผย ความจริงอันแสนเจ็บปวดก็หลั่งไหลออกมา เมื่อ “น้องเอ” พี่สาวคนโตเปิดใจว่า ตนเองก็เคยตกเป็นเหยื่อกามารมณ์ของพ่อแท้ๆ รายนี้มาตั้งแต่อายุ 13 ปี และ 17 ปี รวมแล้วถึง 2 ครั้ง หลังรับแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ไม่นิ่งนอนใจ บุกรวบตัวนายสาครคาบ้านพักในวันถัดมา พร้อมส่งตัวฝากขังดำเนินคดีในข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราและพยายามข่มขืนกระทำชำเรา” ทันที

เรื่องราวควรจะจบลงด้วยความปลอดภัยของเด็กสาวทั้งสอง แต่ฝันร้ายระลอกสองกลับเริ่มต้นขึ้น เมื่อ “คุณย่า” ซึ่งเป็นมารดาของนายสาคร เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ลูกชายถูกจับกุม และไม่สามารถประกันตัวออกมาได้ ย่าบังเกิดเกล้าแทนที่จะปกป้องหลาน กลับหันมาลงทัณฑ์เด็กสาวทั้งสองด้วยวาจาที่เชือดเฉือน ด่าทอสาปแช่งทั้งวันทั้งคืน หาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกชายต้องติดคุก พร้อมทั้งประกาศตัดญาติขาดมิตร ไล่ทั้งสองคนออกจากบ้าน และสั่งให้ไปเปลี่ยนนามสกุล

“คุณย่าโมโหมากที่ประกันตัวลูกชายไม่ได้ เลยมาลงที่พวกหนู หาว่าพวกหนูทำลูกเขาติดคุก ไล่หนีออกจากบ้าน บอกให้ไปเปลี่ยนนามสกุลด้วย หนูทนถูกด่าทอไม่ไหว และรู้สึกไม่ปลอดภัยถ้าต้องอยู่ต่อ เลยตัดสินใจพากันย้ายออกมา” น้องเอ (พี่สาววัย 20 ปี) กล่าวด้วยน้ำตา หลังจากทนรองรับอารมณ์เกรี้ยวกราดของย่าอยู่ประมาณ 7 วัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิถุนา ยน 2569 ที่ผ่านมาสองพี่น้องได้ตัดสินใจเก็บข้าวของที่จำเป็น เดินทางออกจากบ้านพากันมาเช่าห้องพักเล็กๆ อยู่ในชุมชนตาดแคน เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ตามลำพัง

น้องเอเปิดเผยต่อว่า แม้การออกมาอยู่ข้างนอกจะทำให้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าห้องเช่าและค่าน้ำค่าไฟ แต่อย่างน้อยก็แลกมาด้วยความปลอดภัยและความสบายใจ เพราะหากดันทุรังอยู่ที่เดิม นอกจากจะบอบช้ำทางจิตใจแล้ว ยามค่ำคืนที่กลับมาจากทำงานก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

ขณะนี้ สองพี่น้องต้องเผชิญโลกกว้างเพียงลำพัง โดยอาศัยแรงกายและแรงใจพยุงกันและกันให้ผ่านพ้นมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อ


วีระชัย บทมาตย์
ข่าวสาธารณะ รายงาน

ลพบุรี แถลงจัดงาน “เจ้าพระยาป่าสัก UP EXPO 2026” ยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค 6 จังหวัด

ลพบุรี – แถลงจัดงาน “เจ้าพระยา-ป่าสัก UP EXPO 2026”@ลพบุรี ดันเศรษฐ กิจ 6 จังหวัดภาคกลางตอนบน ยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค เชื่อมโยงการค้า 6 จังหวัดภาคกลางตอนบน ชวนช้อปสินค้าคุณภาพ ลุ้นทองทุกวัน 19–25 มิถุนายนนี้

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 – จังหวัดลพบุรี โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลพบุรี ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน จัดงานแถลงข่าวเตรียมการจัดงาน “มหกรรม เจ้าพระยา-ป่าสัก UP EXPO 2026 @ลพบุรี” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–25 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ลพบุรี ภายใต้โครงการยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานกิจกรรมหลักสร้างการรับรู้และส่งเสริมการตลาดธุรกิจเกษตรกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อส่งเสริมการตลาด เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนภายในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วย นางวิมล เจริญฤทธิ์ พาณิชย์จังหวัดลพบุรี และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า การจัดงานมหกรรม เจ้าพระยา-ป่าสัก UP EXPO 2026 @ลพบุรี ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดลพบุรี พระนคร ศรีอยุธยา อ่างทอง สระบุรี สิงห์บุรี และชัยนาท โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้าในภูมิภาค ได้นำเสนอสินค้าและนวัตกรรมที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างโอกาสทางการค้า เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของสินค้าท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นของแต่ละจังหวัด จังหวัดลพบุรีคาดหวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในพื้นที่ เพิ่มยอดจำหน่ายสินค้า ขยายเครือข่ายทางธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการในภูมิภาค อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐาน รากอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป”

ด้าน นางวิมล เจริญฤทธิ์ พาณิชย์จังหวัดลพบุรี กล่าวว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลพบุรี กระทรวงพาณิชย์ มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น โดยงานมหกรรม เจ้าพระยา-ป่าสัก UP EXPO 2026 @ลพบุรี ถือเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของสินค้าเด่น สินค้าชุมชน สินค้าเกษตรแปรรูป และนวัตกรรมจากทั้ง 6 จังหวัดภาคกลางตอนบน

ภายในงานจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 150 ร้านค้า พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแสดงศิลปวัฒนธรรม การพบปะศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ตลอดจนกิจกรรมลุ้นรับทองคำและคูปองเงินสดทุกวัน เพื่อสร้างบรรยากาศการจับจ่ายและดึงดูดผู้เข้าชมงานจากทั้งในและนอกพื้นที่ โดยคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายทางการค้า และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับงาน “มหกรรม เจ้าพระยา-ป่าสัก UP EXPO 2026 @ลพบุรี” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–25 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ลพบุรี โดยรวบรวมสินค้าคุณภาพและนวัตกรรมเกษตรจาก 6 จังหวัดภาคกลางตอนบนกว่า 150 ร้านค้า พร้อมกิจกรรมความบันเทิงจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ต้าวหยอง ระเบียบวาทะศิลป์, เต้ วัชสัณห์, กิมกลอย คนดัง และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง การแสดงโขนมรดกโลก ตอนยกรบ การแสดงศิลปวัฒนธรรม การสาธิตและจำหน่ายอาหารจากเชฟชื่อดัง รวมถึงกิจกรรมลุ้นรับทองคำและคูปองเงินสดรวมมูลค่ากว่า 20,000 บาทต่อวัน


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

“เสริมสร้างพื้นฐานการรบให้ทหารใหม่” การฝึกเจาะช่องผ่านเครื่องกีดขวางและกวาดล้างคูเลต

“เสริมสร้างพื้นฐานการรบให้ทหารใหม่” การฝึกเจาะช่องผ่านเครื่องกีดขวางและกวาดล้างคูเลต

การฝึกปฏิบัติการเจาะช่องผ่านเครื่องกีดขวางและการกวาดล้างคูเลต เพื่อเสริมสร้างทักษะทางยุทธวิธีและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจทางทหารอย่างมีประสิทธิภาพ โดย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8 ดำเนินการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2569 ตามหลัก สูตรการฝึกทหารใหม่ของกองทัพบก โดยมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติการเจาะช่องผ่านเครื่องกีด ขวางและการกวาดล้างคูเลตอย่างเป็นขั้นตอน ถูกต้องตามหลักยุทธวิธี เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะความชำนาญในการปฏิบัติทางทหารให้แก่ทหารใหม่

การฝึกดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความสามารถทางทหาร เพื่อให้ทหารใหม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระเบียบวินัย และพร้อมพัฒนาเป็นกำลังพลที่มีคุณภาพของกองทัพบกต่อไป

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจโคราช มอบรางวัลชุดจับยาเสพติด ยึดยาบ้า 1 ล้านเม็ด ไอซ์ 459 กิโลกรัม

พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจโคราช มอบรางวัลชุดจับยาเสพติด ยึดยาบ้า 1 ล้านเม็ด ไอซ์ 459 กิโลกรัม

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 10 มิถุนายน 2569 พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามโครงการตรวจเยี่ยมหน่วยงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ สถานีตำรวจภูธรกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ในการนี้ พล.ต.อ.สมประสงค์ ได้มอบรางวัลและแสดงความชื่นชมแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดตรวจ ซึ่งสามารถขยายผลนำไปสู่การตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดรายสำคัญ พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นยาบ้าจำนวน 1 ล้านเม็ด และยาไอซ์น้ำหนัก 459 กิโลกรัม ถือเป็นผลงานสำคัญในการสกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดที่ลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

โอกาสนี้ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์ และยึดมั่นในกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งต้องเสียสละและทุ่มเทในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ มี พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา, พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา, พ.ต.อ.อภิวัชร์ นาทอง ผู้กำกับการ สภ.กลางดง, พ.ต.อ.ศุภชัย วิบูรณ์สุขสันต์ ผู้กำกับการ สภ.หนองสาหร่าย ตลอดจนข้าราชการตำรวจ สภ.กลางดง ร่วมให้การต้อนรับและรับการตรวจเยี่ยมอย่างพร้อมเพรียง

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสกัดกั้นยาเสพติดและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง


ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

นบ.ยส.24 ตรวจยึดบิ๊กล็อต! ของกลางยาบ้า 10 กระสอบ จำนวน ประมาณ 4,300,000 เม็ด ในพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ.ห้วย เซือมเหนือ ต.ไคสี อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

นบ.ยส.24 ตรวจยึดบิ๊กล็อต! ของกลางยาบ้า 10 กระสอบ จำนวน ประมาณ 4,300,000 เม็ด ในพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ.ห้วยเซือมเหนือ ต.ไคสี อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 69 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ ส่วนป้องกัน/ศอ.ปส.จว.บึงกาฬ โดย ศป.ปส.อ.เมืองบึงกาฬ (หน่วยงานหลัก) บูรณาการร่วมกับ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน/บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) /ชปข.ที่ 4 กกล. สุรศักดิ์มนตรี, สน.เรือบึงกาฬ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 10 กระสอบ จำนวน ประมาณ 4,300,000 เม็ด ในพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ.ห้วยเซือมเหนือ ต.ไคสี อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

โดยมีพฤติกรรม : เมื่อ 10 มิ.ย. 69 เวลา 1430 ส่วนป้องกัน/ศอ.ปส.จว.บึงกาฬ โดย ศป.ปส. อ.เมืองบึงกาฬ (หน่วยงานหลัก) บูรณาการร่วมกับ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน/บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) /ชปข.ที่ 4 กกล.สุรศักดิ์มนตรี, สน.เรือบึงกาฬ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้รับแจ้งจากประชนในพื้นที่ ว่าพบกระสอบต้องสงสัยบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ.ห้วยเซือมเหนือ ต.ไคสี อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ เจ้าหน้าที่จึงได้บูรณาการกำลังเข้าทำ การตรวจสอบในพื้นที่ดังกล่าว ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบกระสอบต้องสงสัยสีดำ คลุมด้วยตาข่ายดักปลา จำนวน 10 กระสอบ เมื่อตรวจสอบภายในพบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) บรรจุอยู่ภายในกระสอบดังกล่าว จำนวน 430 ห่อ ประมาณ 4,300,000 เม็ด ทั้งนี้ จนท. จึงได้นำของกลางทั้งหมดมาไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ เพื่อตรวจนับโดยละเอียด และจะนำส่งให้กับ สภ.เมืองบึงกาฬ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


นบ.ยส.24 : ภาพ/ข่าว