ตม.2 (สนามบิน)​ พร้อมรับมือไต้ฝุ่นฮากิบิส

         ตามที่อุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ออกประกาศเตือนประชาชน กรณีพายุไต้ฝุ่นหมายเลข 19​ หรือ ไต้ฝุ่นฮากิบิส กำลังจะพัดเข้าฝั่งประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 12-13 ตุลาคม 2562 ทำให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรงมาก ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบกับเที่ยวบิน ที่จะไปยังโอซากา, นาโกยา และโตเกียว (นาริตะและฮาเนดะ) และอาจเกิดสถานการณ์เที่ยวบินล่าช้า มีผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศ สะสมกับผู้โดยสารในเที่ยวบินปกติ จนอาจเกิดความหนาแน่นในการเดินทางเข้าประเทศได้ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 12-13 ต.ค.62​ นี้

          จากกรณีดังกล่าว พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 ได้สั่งการเมื่อวันที 11 ต.ค.62 ให้ ผกก.ขาเข้า ด่าน ตม.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ ผกก.ด่าน ตม.ดอนเมือง ใช้แผนรองรับสถานการณ์เที่ยวบินล่าช้าเนื่องจากเหตุทางธรรมชาติ ของ บก.ตม.2 ทันที

         โดยได้สั่งการให้ประสานกับสายการบินในเส้นทางประเมินเที่ยวบินล่าช้าสะสม กับ เที่ยวบินปกติ ว่า จะหนาแน่นระดับวิกฤติ อย่างต่อเนื่องเกาะติดตลอดทุกชั่วโมง โดยเบื้องต้นพบว่า มีเที่ยวบินขาเข้า ในเส้นทางโอซากา นาโกยา และโตเกียว (นาริตะและฮาเนดะ) บินลงสนามบินสุวรรณภูมิ มีการระงับในช่วง 09.00-17.00 วันที่ 12 ต.ค.62 จำนวน 10 เที่ยวบิน เปลี่ยนแปลงเวลา 5 เที่ยวบิน ที่สำคัญ ได้มีการจัดกำลังพล พร้อมประจำช่องตรวจในช่วงเที่ยวบินลงสะสม และ จนท.Airport Help ช่วย ดูความครบถ้วน และความถูกต้องในการกรอกและเตรียมเอกสารก่อนเข้าช่องตรวจ รวมถึง จัดช่องทางดูแลเด็กเล็ก คนชรา คนท้อง พิการ ให้ดึงเข้าช่องทางพิเศษ

         โดยให้ผู้บังคับบัญชาระดับรองผู้บังคับการ และผู้กำกับลงควบคุมบริหารสถานการณ์ด้วยตัวเอง การปฏิบัติการดังกล่าว เป็นไปตามสั่งการ ของ​ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช. สตม.ที่สั่งให้ ตม.สนามบิน เตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์กรณีเที่ยวบินระงับและเลื่อนเวลาสะสมจากเหตุทางธรรมชาติ ได้ทุกเวลา เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ในการอำนวยความสะดวกเพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ปทุมธานี – คอหวยแห่ส่องเลขอ่างน้ำมนต์ฤๅษีเณร พร้อมถวายเสื้อกีฬา 100 ชุด แก้บนเจ้าสัวเฮง

         เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2562 ที่อาศรมฤๅษีเณร ถนนวงแหวนตะวันตกหมายเลข 9 บางปะอัน-ปทุมธานี ประชาชนนักเสี่ยงโชคจำนวนมากเดินทางมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างคึกคัก พร้อมส่องเลขเด็ดอ่างน้ำมนต์อาศรมฤๅษีเณร เนื่องจากใกล้วันหวยออก และร่วมถวายชุดกีฬา 100 ชุด เพื่อแก้บนกุมารเจ้าสัวเฮง

          โดยตลอดทั้งวันพบว่ามีประชาชนเดินทางเข้ามาดูตัวเลขที่ลอยอยู่ในอ่างน้ำมนต์ฤๅษีเณร ซึ่งปรากฏเป็นตัวเลข 0,4,6,2,7 และ 8 ลอยอยู่บนผิวน้ำมนต์ที่อ่าง ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะลอยวนเวียนไปเรื่อยไม่อยู่กับที่ ตัวเลขนี้เกิดจากฤๅษีเณร ธาตุพุทธคุณ ทำพิธีจรดตัวเลขเรียกว่า “เลขโสฬสสะระตะ” เมื่อคอหวยได้เห็น จึงนำไปเสี่ยงโชค รวมทั้งส่งต่อให้เพื่อนๆ จนมีผู้ที่ถูกรางวัลได้โชคลาภ นอกจากนี้ประชาชนที่มาที่อาศรมยังได้สักการะกุมารเจ้าสัวเฮงถวายชุดกีฬา 100 ชุด เพื่อแก้บน พร้อมถวายน้ำแดงเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว รวมถึงร่วมพิธีอาบน้ำมนต์ล้างทุกข์โศกโรคภัย

         ด้านอาจารย์ฤๅษีเณร ธาตุพุทธคุณ กล่าวว่า วันนี้มีประชาชนเดินทางเข้ามาถวายชุดนักกีฬา ให้กับกุมารเจ้าสัวเฮง พร้อมถวายน้ำแดง เนื่องจากที่ผ่านมามีประชาชนที่ได้รับโชค จากการที่ได้ฝันถึงกุมารเจ้าสัวเฮงจนได้รับโชคกัน มีหลายท่านที่บอกว่ากุมารเจ้าสัวเฮงอยากได้ชุดกีฬา จึงมีการรวมเงินเพื่อซื้อชุดนักกีฬามาถวายกว่า 100 ชุด ซึ่งทางอาศรมฤๅษีเณรจะได้นำชุดเหล่านี้เก็บไว้ เพื่อบริจาคให้กับเด็กชาวเขา ที่อยู่ห่างไกลและยากไร้

         อาศรมฤๅษีเณรเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 06.00 น. ถึง 18.00 น. ในส่วนของวันเสาร์และอาทิตย์ มีพิธีอาบน้ำมนต์ล้างทุกข์โศกโรคภัย เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น หรือจะเอาของใดมาแก้บน เอาของสิ่งใดมาถวายไว้ รับประกันว่าของนี้เป็นบุญเป็นกุศล ฝากประชาชนว่าในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 เป็นวันคล้ายวันเกิดฤๅษีเณร จะมีการแจกเหรียญรุ่นรวยทรัพย์ แจกข้าวสารสำหรับผู้เข้าพิธี นอกจากนี้ยังมีพิธียกเศียรพ่อปู่ฤๅษีพรหมเมศร์ สูง 34 เมตร องค์ใหญ่ที่สุดในโลก เรียนเชิญพ่อแม่พี่น้องมาตั้งแต่เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป.

CR. ภาพ-ข่าว พี่อนันต์ ปทุมธานี

นครนายก – นศ.เทคนิคนครนายกสุดเจ๋ง…คว้าถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี การแข่งขันควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

นครนายก นักศึกษาเทคนิคนครนายกสุดเจ๋ง…คว้าถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี การแข่งขันควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

          นักศึกษาทีมสาริกา วิทยาลัยเทคนิคนครนายก สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 3 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้เข้ารับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จากการแข่งขันการควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ครั้งที่ 2 (Thailand Competition on Robotic and Automation Control using Industry 4.0 Technology 2nd) ณ อาคารภิรัช ทาวเวอร์ แอท ไบเทค ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

         นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.), สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, และสมาคมเวิลด์ไดแด็ค (WORLD DIDAC Association) ได้จัดการแข่งขันการควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ครั้งที่ 2 (Thailand Competition on Robotic and Automation Control using Industry 4.0 Technology 2nd) โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ในระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา ผลปรากฏว่า

  • การแข่งขันควบคุมระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม 4.0 (Competition on Automation Control Technology for Industry 4.0) รางวัลชนะเลิศได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, รองชนะเลิศอันดับ1 อันดับ2 และอันดับ3 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช, วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี, และวิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี
  • การแข่งขันควบคุมหุ่นยนต์แขนกลในงานเชื่อมอุตสาหกรรม 4.0 (Competition on Industrial Robot Control Technology for Welding 4.0) รางวัลชนะเลิศได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม, รองชนะเลิศอันดับ1 อันดับ2 และอันดับ3 ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า, วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง, และวิทยาลัยการอาชีพชัยบาลดาล
  • การแข่งขันออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 4.0 (Competition on Automotive Parts Design with Industrial Robot) รางวัลชนะเลิศได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก, รองชนะเลิศอันดับ1 อันดับ2 และอันดับ3 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี, วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบูรณ์, และวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม
  • การแข่งขันหุ่นยนต์ประกอบอาหาร (ผัดไทย) (Competition on Pad Thai Cooking Robot) รางวัลชนะเลิศได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคระยอง, รองชนะเลิศอันดับ1 อันดับ2 และอันดับ3 ได้แก่ อาชีวศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา, วิทยาลัยเทคนิคพัทยา, และวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี

         ทั้งนี้ ทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันแต่ละประเภท ได้รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท ส่วนรองอันดับ1 อันดับ2 และอันดับ3 ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท 10,000 บาท และ 5,000 บาท ตามลำดับ

         ด้านนายวิวรรธน์ วิไลลักษณ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครนายก กล่าวว่า ทีมสาริกา วิทยาลัยเทคนิคนครนายก ประกอบด้วย นายชาญชัย จันทา ระดับ ปวส. ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ แผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์, นายพลธนรัชต์ วงษาพล และนายกฤษฎา ดีทิพย์ ระดับปวส. ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาเทคนิคการผลิต แผนกวิชาช่างกลโรงงาน โดยมีนางกฤษณา เฮ็งฉุน นายสุชาติ เฮ็งฉุน และนายนรัท พูลเพิ่มสุขสมบัติ เป็นครูที่ปรึกษา ได้รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 4.0 (Competition on Automotive Parts Design with Industrial Robot) รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท

          ซึ่งนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์ และความรู้จากการลงมือปฏิบัติ ได้เรียนรู้เทคโนโลยีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทำให้เกิดศักยภาพ และสมรรถนะวิชาชีพสูงสุด พร้อมก้าวเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

มุกดาหาร # แม่ค้าลอตเตอรี่ โล่แจ้งความ ถูกแก๊งปลอมลอตเตอรี่มาขึ้นเงินสูญ 4,000 บาท

มุกดาหาร เกิดมีแก๊งปลอมสลากกินแบ่งรัฐบาลระบาดตระเวนหาเยื่อแม่ค้าขายตามแผงลอยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลปลอมสุดเนียน ตัดต่อตัวเลข ตัวหนังสือ ยันต์คิวอาร์โค้ดจนหลงเชื่อ สูญเงิน 4,000 บาท

         วันที่ 12 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้พบนางสาวประไพ ปรือทอง อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 6 ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นแม่ค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่บริเวณข้างตู้ เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงไทย สาขาตลาดราตรี ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมาได้มีชายไทยอายุประมาณ 30 ปี รูปร่างผอม สูงประมาณ 165 ถึง 170 เซนติเมตร ผิวขาว สวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดแขนสั้นสีเทาตัดผมสั้น รองทรงสูง เข้ามาสอบถามว่าอยู่ที่ไหนที่เข้ารับชื้อรางวัลแม่ค้าก็บอกให้หลายจุดในตัวเมืองแต่ชายดังกล่าวก็อ้างว่าไม่ใช่คนที่นี้ ขับรถหาสองรอบแล้วไม่พบร้านรับซื้อรางวัล ชายดังกล่าวบอกว่าถูก 4 ใบแต่ขายไปแล้ว 3 ใบเหลือไปเดียว จำเป็นต้องใช้เงินแม่ค้าผู้เสียหายเกิดเห็นใจ ไม่เป็นไรเดียวหนูช่วยซื้อให้ ชายดังกล่าวก็นำสลากกินแบ่งรัฐบาล ฉบับหมายเลข 392524 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 จำนวน 1 ฉบับ มาขึ้นเงินรางวัล เลขหน้า 3 ตัว หมายเลข 392 จำนวน 4,000 บาท ซึ่งแม่ค้าผู้เสียหายก็ได้ไห้ชายดังกล่าวเขียนชื่อ และเบอร์โทรไว้ด้านหลังฉลากฯ แล้วก็จ่ายเงินไปจำนวน 3,920 บาท ให้แก่ชายคนดังกล่าวไป

         ซึ่งหลังจากรับเงินก็เดินไปขึ้นรถเก๋งสีดำที่จอดรอ โดยมีหญิงสาว 2 คนนั่งรออยู่บนรถ โดยรถคันดังกล่าวจอดหันข้างให้ จึงมองไม่เห็นป้ายทะเบียน ต่อมาแม่ค้ากลับบ้าน ได้นำสลากฉบับดังกล่าว มาตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนนำไปขึ้นเงินที่ร้านรับซื้อรางวัล เพื่อความแน่นอนแม่ค้าผู้เสียหายได้นำสลากฉบับดังกล่าวมาจุ่มน้ำดูว่าเป็นของจริงหรือของปลอม ปรากฏว่าเป็นของปลอมพบว่า ตรงหมายเลข 2 หลักพัน ซึ่งเป็นตัวเลขอารบิกและตัวหนังสือภาษาอังกฤษและตัวหนังสือภาษาไทย และคิวอาร์โค้ด มีการแก้ไข 4 จุด โดยนำเอาตัวเลขอารบิก ตัวหนังสือภาษาอังกฤษ ตัวหนังสือภาษาไทย และคิวอาร์โค้ด มาปิดทับไว้เพื่อให้หมายเลขตรงกับหมายเลขหน้า 3 ตัวที่ถูกรางวัล แล้วตระเวนไปหลอกขึ้นเงินต่างจังหวัด

         ซึ่งแม่ค้าผู้เสียหายเชื่อว่าฉลากฉบับดังกล่าวนั้นถูกทำปลอมขึ้นมาทำให้แม่ค้าได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำฉลากดังกล่าวไปขึ้นเงินรางวัลได้ จึงมาแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท. คำพัดเถาจันทร์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อให้ติดตามชายคนดังกล่าวพร้อมหญิงสาวอีก 2 คน ร่วมแก๊งปลอมสลากกินแบ่งรัฐบาล แล้วตระเวนหลอกลวงผู้อื่นได้รับความเสียหายจึงขอให้ตำรวจสืบสวนหาหลักฐานตามกล้องวงจรปิดนำตัวแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายแต่เรื่องก็เงียบหาย.


พวงเพชร ภาพ/ข่าว
/////// เดวิด มุกดาหาร รายงาน //////

ผวจ.นครศรีธรรมราช – นำสื่อมวลชน ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว วิถีชุมชนบ้านแหลมโฮมสเตย์ สปาโคลน กลางอ่าวทองคำ

ผวจ.นครศรีธรรมราช นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยววิถีชุมชนบ้านแหลมโฮมสเตย์ สปาโคลนกลางอ่าวทองคำ

          วันนี้ (12 ตุลาคม 2562) นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วย นางสาวลัดดาวัลย์ ช่วยชาติ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครศรีธรรมราช และนายอำเภอท่าศาลา นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยววิถีชุมชนบ้านแหลมโฮมสเตย์ บ้านหน้าทับ หมู่ที่ 7 ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ อนุรักษ์ระบบนิเวศ และท่องเที่ยวเชิงนิเวศทรัพยากรป่าชายเลน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีอ่าวท่าศาลา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าอ่าวทองคำ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสัตว์น้ำทะเล และป่าชายเลน โดยเฉพาะแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ไหลลงมากับน้ำฝนจากยอดเขาหลวง ยอดเขาที่สูงที่สุดของภาคใต้ ลงสู่อ่าวทองคำ ก่อให้เกิดดินโคลนทะเลที่มีความเนียนละเอียดสีดำเข้ม อุดมด้วยแร่ธาตุที่ผ่านการวิจัยแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อผิวพรรณ จึงได้มีการริเริ่มจัดกิจกรรมสปาโคลนทะเล และผลิตภัณฑ์จากโคลนทะเลขึ้น

          โดยเวลา 06.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และสื่อมวลชน ลงเรือเดินทางไปจิบกาแฟ ชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ที่กลางอ่าวทองคำ พร้อมด้วยปล่อยพันธุ์ปู ปลูกป่าชายเลน และทำสปาโคลน ท่ามกลางบรรยากาศที่สดใส ขณะเดียวกันบริเวณใกล้เคียงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาทำสปาโคลนได้ร่วมถ่ายรูปกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชที่กำลังทำสปาโคลน จากนั้นร่วมรับประทานอาหารพื้นบ้าน ชม และซื้อสินค้า OTOP ของชุมชนด้วย

          นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวชื่นชมและดีใจที่พี่น้องประชา ชน ในพื้นที่อำเภอท่าศาลา รู้จักใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน โดยประชาชนนำเรือที่ใช้ในการประกอบอาชีพออกมาหาปลา เปลี่ยนเป็นการนำมาทำการท่องเที่ยววิถีชุมชนซึ่งเป็นสิ่งที่ดี โดยกิจกรรมที่สร้างความประ ทับใจแก่นักท่องเที่ยว คือ จิบกาแฟยามเช้ากลางอ่าวทองคำ โดยใช้เวลาในการนั่งเรือเพียง 10 นาที จะถึงอ่างทองคำ จิบกาแฟชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าสวยงามมาก ซึ่งน่าจะเป็นที่เดียวของประเทศไทยที่มีจิบกาแฟกลางทะเลยามเช้า ถือว่าเป็นนวัตถกรรมใหม่ๆของพื้นที่ในการเพิ่มมูลค่าของสินค้า กลางทะเลนักท่องเที่ยวยังได้ทำสปาโคลน ที่มีจากการวิจัยแล้วว่าโคนแห่งนี้ เป็นโคลนทะเลที่อุดมด้วยแร่ธาตุมีประโยชน์ต่อผิวพรรณ

          นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่แปรรูปจากโคลนที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรสิ่งสำคัญที่สุด คือความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์ทรัพยากรร่วมกัน โดยการท่องเที่ยวเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ

          ขณะที่นางสาวลัดดาวัลย์ ช่วยชาติ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ชุมชนบ้านแหลมโฮมสเตย์ เป็นชุมชนที่มีความรักความสามัคคี และมีการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง จนได้รับรางวัลทัวริสซึ่ม อวอร์ด โดยชุมชนมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีความเข้มแข็งนำไปสู่การท่องเที่ยว ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางมาท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชนบ้านแหลงโฮมสเตย์อย่างต่อเนื่อง ประมาณ 400 คนต่อเดือน ทำให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากขึ้น และมั่นใจได้ว่าในอนาคตการท่องเที่ยวชุมชนจะเป็นรายได้หลักของชุมชน ฉะนั้นชุมชนมีสิ่งดี ๆ มีของดีมากมาย นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชุมชนบ้านแหลมโฉมสเตย์จะสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน และเป็นการช่วยเหลือชุมชนให้มีความมั่นคง ยั่งยืนในอนาคต

ธีรศักดิ์ อักษรกูล / รายงาน

ปัตตานี – นายอำเภอ ยะหริ่งและทีมงานประชุม”อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น” ประจำเดือนตุลาคม 2562

นายอำเภอ ยะหริ่งและทีมงานประชุมประจำเดือน อิหม่ามคอเต็บ บิหลั่น อ.ยะหริ่ง และร่วมกันหมาดฮายัต ขอให้ทุกพื้นที่มีแต่ความสันติสุข และมีบริการตรวจสุขภาพผู้นำศาสนา

         วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม 2562 เวลา 14.40 น. นายโอฬาร บิลสัน นายอำเภอยะหริ่งผอ.ศปก.อ.ยะหริ่ง เป็นประธานการประชุม “อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น” อ.ยะหริ่ง ประจำเดือนตุลาคม 2562 เพื่อชี้แจงข้อราชการต่างๆ และได้ร่วมกันละหมาดฮายัต ขอให้ทุกพื้นที่มีแต่ความสันติสุข

          นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีบริการตรวจสุขภาพผู้นำศาสนาของทีมงาน สนง. สาธารณสุข อ.ยะหริ่ง โดยมีนายอับดุลกาหริม ยูโซะ สาธารณสุขอำเภอยะหริ่ง, ผู้แทนผบ. ฉก.ทพ. 42, ผู้แทนผกก.สภ.ยะหริ่ง, ผู้แทนสารวัตร สภ.ราตาปันยัง, ปลัดอำเภอยะหริ่ง, เภสัชกร รพ.ยะหริ่ง, จนท.ปปส.ภาค 9, เจ้าหน้าที่ปกครอง, อิหม่าม, คอเต็บและบิหลั่น อ.ยะหริ่ง เข้าร่วมฯ ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี.

#ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี

สำนักข่าวความมั่นคง 3จังหวัดชายแดนภาคใต้

ฟ้าลิขิตหรือชะตาชีวิต !! คิดกินยาล้างห้องน้ำหวังตายยกครัว หลัง เผชิญปัญหาชีวิตครอบครัว

ฟ้าลิขิตหรือชะตาชีวิต !! คิดกินยาล้างห้องน้ำหวังตายยกครัว หลังเผชิญปัญหาชีวิตครอบครัวและเพื่อนบ้านว่า “สร้างภาพ” ไม่มีอาหารประทังชีวิต

         พบครอบครัวผู้ป่วยติดเตียง ที่เผชิญปัญหาชีวิตครอบครัว จนหมดหนทางออก คิดกินยาล้างห้องน้ำให้ตายยกครัว ขณะที่ชุดอาสาอัศวินบูรพา ลงพื้นที่เจอโดยบังเอิญ นั่งร้องไห้ ท้อชีวิต ที่ต้องเผชิญชะตากรรม บ้านที่จำนองถูกยึด สามีป่วยติดเตียง เส้นเลือดสมองแตกเป็นอัมพาตครึ่งตัว เคลื่อนไหวไม่ได้ พูดไม่ได้ ตัวเองต้องออกจากงาน มาดูแลสามีมานานกว่า 6 ปี ขณะที่ หลานยังนำลูกชายมาทิ้งไว้ให้เลี้ยงอีกคน ดิ้นรนนำบ้านที่ซุกหัวนอนไปจำนอง แต่ไม่มีปัญญาหาเงินส่ง จนถูกยึด โชดดีที่เจ้าหนี้ใจดี ให้อาศัยอยู่เรื่อยมาจนปัจจุบัน ขณะที่ต้องผเชิญกับคำนินทาคนรอบข้างว่า “สร้างภาพ” ทั้งที่จนแสนจน ไม่มีแม้อาหารประทังชีวิตในแต่ละวัน ยังโชดดีที่เพื่อนบ้านแบ่งข้าวปลา อาหารให้กินประทังชีวิต วอนหน่วยงานช่วยเหลือเร่งด่วน # ก่อนเกิดเหตุฆ่าตัวตายยกครัว…..?

         ผู้สื่อข่าว ได้รับการร้องขอจากชุดอาสาอัศวินบูรพาแจ้งข่าวประสานเหตุให้เข้าตรวจสอบ ครอบครัว ผู้ป่วยติดเตียง ที่ชีวิตแสนรันทดจนคิด กินยาล้างห้องน้ำฆ่าตัวตายยกครัว ที่บ้านเลขที่ 18/6 หมู่ 4 (บ้านหนองแขวะ) ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่ต้องเผชิญปัญหาชีวิตครอบครัวอย่างหนัก จนคิดฆ่าตัวตายยกครัว

         เมื่อผู้สื่อข่าวไปถึงได้พบว่า ทีมอาสาอัศวินบูรพากำลังพูดปลอบโยน ให้กำลังใจ นาง น้ำอ้อย บุญศรี อายุ 50 ปี ที่กำลังนั่งร้องไห้ ฟูมฟาย ตัดท้อชีวิต น้ำตานองหน้า โดยมีนาย บรรจง ศรีละออ สามีวัย 57 ปี ที่ป่วยติดเตียง ร่างกายเป็นอัมพาตครึ่งตัวไม่สามารถเคลื่อน ไหวและพูดจาได้ ด้วยสมองเลือดสมองแตก และตกจากรถหัวลาก เมื่อปี 57 จนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ทิ้งให้ภรรยาคือนางน้ำอ้อย ต้องรับภาระปัญหาครอบครัว ที่แสนหนักอึ้ง ในขณะที่หลานยังนำลูกชายมาปล่อยทิ้งไว้ให้เลี้ยงอีกคน คือ เด็กชาย อึ่ง(นามสมมุติ)อายุ 7 ขวบ

         โดยนางน้ำอ้อย ได้เผยทั้งน้ำตาว่า หลังจากสามีป่วยติดเตียงก็ต้องออกจากงานโรง งาน ที่เคยทำมาดูแลสามีและเหลนชาย มาตลอด จนเงินที่เก็บสะสมไว้ได้หมดไป จนต้องนำบ้านหลังสุดท้ายที่ซุกหัวนอนไปจำนอง จนหลุดจำนองและถูกยึดมานานแล้ว แต่โชดดีที่เจ้าหนี้มีเมตตาให้อาศัยอยู่ต่อไป จึงอยากขอวิงวอนหน่วยงาน เข้าช่วยเหลือด้วยเพราะปัจจุบันเดือดร้อนอย่างหนัก ไม่มีแม้กระทั่งอาหารที่จะประทังชีวิต ทั้ง 3 ชีวิต ได้เพียงอาหารจากเพื่อนบ้านที่แบ่งปันมาให้เท่านั้น ในขณะที่ต้องดิ้นรนพาสามีไป รพ.สมเด็จฯอีกเดือนละครั้ง ซึ่งสิ่งที่ต้องการเวลานี้คือ

  • ผ้าอ้อมผู้ใหญ ไซร์ XXL
  • กระทิชชูแผ่นใหญ่
  • ถุงมืออนามัย
  • เกลือแร่แก้ท้องเสีย
  • สบู่
  • ข้าวสาร อาหารแห้ง
  • นมกล่องแลตตาซอย
  • น้ำส้มกล่องสายน้ำผึง

โดยผู้ที่ประสงค์บริจาคช่วยเหลือ ติดต่อสอบถามโดยตรงกับ ป้าน้ำอ้อย ที่เบอร์ 080 – 6434739

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

2หนูน้อย แอบหลับในกอไผ่ เผยกลัวถูกยักษ์จับไปตีก้น

          จากกรณีน้องฟ้องและน้องลีโอ อายุ 9 ขวบ บ้านอยู่หมู่ 4 ต.ตาลเตี้ย อ.เมือง จ.สุโขทัย พากันไปเดินจับปูและลงเล่นน้ำในสระกลางทุ่งนา แต่ระหว่างทางกลับบ้านเจอยักษ์ จึงพากันวิ่งหลบหนีไปอยู่ในกอไผ่ แล้วเผลอนอนหลับไป ทำให้คนทั้งหมู่บ้าน รวมทั้งตำรวจและอาสามูลนิธิร่วมกตัญญูจุดเมืองสุโขทัย ต้องช่วยกันออกตามหาตั้งแต่ช่วง 5 โมงเย็น ถึง 4 ทุ่มครึ่ง (10 ต.ค.) จึงพบเด็กชายทั้ง 2 คน มาแอบนอนหลับอยู่ในกอไผ่ข้างถนนใกล้ๆบ้าน

          ล่าสุด (11 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สืบหาตัวยักษ์ที่เด็กๆพูดถึงนั้นคืออะไรกันแน่ พบย่าของน้องลีโอ และแม่ของน้องฟ้อง ทั้งคู่บอกว่าแท้จริงแล้วยักษ์ที่เด็กๆพูดถึงก็คือ นายป่วน อายุ 61 ปี หรือตาเปี๊ยก ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน โดยในวันเกิดเหตุขณะเด็กทั้ง 2 คน กำลังเล่นน้ำในสระกลางทุ่งนาใกล้ๆบ้านตาเปี๊ยก แกเห็นพอดีก็เลยตะโกนบอกด้วยความเป็นห่วง ให้เลิกเล่นน้ำแล้วรีบกลับบ้าน เด็กๆได้ยินเสียงดุก็เลยกลัว แล้วก็วิ่งหมอบตาเปี๊ยกมาตลอดทาง จนถึงบริเวณกอไผ่ข้างถนน ก็เข้าไปแอบหลบอยู่ข้างใน เพราะกลัวยักษ์จับไปตีก้น กระทั่งเผลอหลับไม่รู้ตัว

          ทั้งนี้ เด็กๆบอกว่า ได้พูดบนบานกับเจ้าพ่อกอไผ่ขอให้ช่วยปิดบังตา อย่าให้ยักษ์มาเจอ แล้วจะเอาน้ำแดงมาถวายให้ และบอกด้วยว่าในกอไผ่มีที่นอนหรูหรามาก แต่นอนได้แค่คนเดียว จึงต้องแย่งกันนอน ซึ่งย่าของน้องลีโอและชาวบ้านหลายคนเชื่อว่ามีเจ้าที่เจ้าทางสถิตอยู่จริง เพราะเมื่อคืนที่ออกตามหา ชาวบ้านก็ขับรถผ่านกอไผ่กันเสียงดังวุ่นวาย ตาเปี๊ยกที่เด็กๆเรียกว่ายักษ์ก็ช่วยตามหาด้วย แต่เด็กทั้ง 2 คนกลับนอนหลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

          กระทั่งแม่ของน้องฟ้องได้บนบานสานกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าขอให้มีคนมองเห็นและเด็กๆปลอดภัย พอพูดจบ นายปราโมทย์ลุงของน้องลีโอก็มาเจอเด็กทั้ง 2 คน นอนหลับอยู่ในกอไผ่อย่างปลอดภัย สร้างความดีใจแก่ทุกคน

นายพงศ์เทพ สาคร รายงาน

จ.นราธิวาส – บุกรวบ 1ผู้ต้องหา ลักลอบตัดไม้บนเทือกเขาตะเว 5จุด

https://youtu.be/DzFBxHYLll0

     เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 11 ต.ค. 62 นายอรุณ ศรีใส นายอำเภอสุคิริน จ.นราธิวาส พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ทหารชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 11 เจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 เจ้าหน้าที่สำนักอนุรักษ์บริหารพื้นที่ที่ 6 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมสนธิกำลังหลังรับแจ้งจากแหล่งข่าว บริเวณเทือกเขาตะเว ช่วงบ้านกูยิ ม.4 ต.ร่มไทร อ.สุคิริน ซึ่งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี มีกลุ่มบุคคลเข้าไปลักลอบตัดต้นไม้ทำลายป่า เมื่อเจ้าหน้าที่ใกล้ถึงจุดเกิดเหตุได้ยินเสียงรถจักยานยนต์ ขับขี่ลงมาจากเทือกเขาโดยได้ลากไม้แปรรูป จำนวน 1 แผ่น จึงได้ทำการควบคุมตัว ทราบชื่อคือ นายรอมือลี เจ๊ะยอ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60/1 ม.1 ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส จากการสอบถามนายรอมือลี ให้การว่าตนมีหน้าที่ลากไม้ลงจากภูเขา จุดตัดโค่นไม้ แปรรูปไม้ ซึ่งมีนายเร๊ะ กับนายยี ไม่ทราบนามสกุล เป็นคนลักลอบตัดไม้แปรรูปไม้อยู่บนภูเขา เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวนายรอมือลี ให้นำทางไป     ตรวจสอบจุดตัดต้นไม้ซึ่งมีด้วยกัน 5 จุด

  • จุดที่ 1. เป็นการตัดโค่นไม้สยาขนาดใหญ่ จำนวน 1 ต้น มีไม้กำลังถูกแปรรูป และไม้ท่อนที่กำลังจะแปรรูป จำนวนหนึ่ง พร้อมรถจักรยานยนต์ 1 คัน
  • จุดที่ 2 ซึ่งห่างจากจุดแรก ประมาณ 50 เมตร พบเป็นจุดที่มีร่องรอยการแปรรูปไม้ตะเคียนชันตาแมว ซึ่งถูกขนย้ายไปหมดแล้ว
  • จุดที่ 3. ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ 2 ประมาณ 20 เมตร มีการตัดไม้ตะเคียนชันตาแมวจำนวน 3 ต้น ซึ่งมีขนาดรอบต้น 600 ซ.ม. ยาว 15 เมตร ซึ่งกำลังถูกแปรรูปจำนวน 2 ต้น ซึ่งคาดว่าผู้ที่ตัดไม้ 2 คน คือ นายเร๊ะกับนายยี ได้ไหวตัวหลบหนีไปก่อนหน้าแล้ว
  • จุดที่ 4. ซึ่งอยู่ห่างจุดที่ 3 ประมาณ 15 เมตร มีร่องรอยการตัดไม้หลุมพอ ซึ่งมีขนาดลำต้น 360 ซ.ม.ที่กำลังถูกแปรรูปไม้ ซึ่งบางส่วนถูกขนย้ายลงจากจากภูเขาไปแล้ว โดยจุดนี้นายรอมีลีนายยูโซ๊ะ เป็นคนเลื่อย และมีนายมิง นายอาเย๊ะ และนายฟิน เป็นคนลากไม้จากภูเขา
  • จุดที่ 5. มีร่องรอยการตัดโค่นไม้ตะเคียนชันตาแมว มีขนาดลำต้น 600 ซ.ม.ยาว 20 เมตร จำนวน 1 ต้น ที่ยังไม่ถูกแปรรูป

          เจ้าหน้าที่จึงได้ติดป้ายการตรวจยึด พร้อมควบคุมตัวนายรอมือลี ไปดำเนินคดีตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามตัวนายมิง นายอาเย๊ะและนายฟิน ไม่ทราบนามสกุล มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี.

สำนักข่าวความมั่นคง 3จังหวัดชายแดนภาคใต้

คืบหน้ารถตู้โดยสารชน จยย. !! รถตู้ไม่ได้ติดจีพีเอส คนขับและผู้โดยสารยัน ไม่ได้ขับเร็ว

ความคืบหน้ากรณีรถตู้โดยสารชนกับรจักรยานยนต์ที่ขี่ย้อนศรมาทำให้คนขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิต และมีกระแสว่าคนขับรถตู้ขับรถเร็วเกินกำหนดจนสัญญาณจีพีเอสที่ติดกับรถเตือนถึง 3 ครั้งนั้น ล่าสุด ขนส่งจังหวัดชลบุรีตรวจสอบพบว่ารถตู้โดยสารไม่ได้ติดจีพีเอส ส่วนคนขับรถตู้และผู้โดยสารโต้ไม่ได้ขับรถเร็ว

    วันนี้ ( 11 ต.ค. ) ความคืบหน้ากรณีรถตู้โดยสารสายชลบุรี-แหลมฉบัง ชนกับรถจักรยาน ยนต์ที่ย้อนศรมาบนถนนสุขุมวิท บริเวณยูเทิร์นกลับรถไทยออยล์บางพระ หมู่ 9 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ทำให้ นางสาวธันชนก จ่าชัยภูมิ อายุ 45 ปี คนขี่รถจักรยาน ยนต์เสียชีวิตและมีข้อกล่าวหาว่าคนขับรถตู้ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนดจนสัญญาณจีพีเอสเตือนถึง 3 ครั้ง ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุนั้น

          ล่าสุด สำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรี สาขาแหลมฉบัง ได้เปิดเผยถึงกรณีสัญญาณจีพีเอสว่า รถตู้คันดังกล่าวเป็นรถ ของบริษัท พลายแก้วทัวร์ ที่มาเข้าร่วมเดินรถกับ บริษัทขนส่งจำกัด ซึ่งจาการตรวจสอบข้อมูล GPS ของรถตู้โดยสาร หมายเลขทะเบียน 10-6298 ชลบุรี ไม่พบข้อมูล GPS เนื่องจากไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องติดตั้ง เป็นรถหมวด 4 จังหวัดชลบุรี ส่วนการการดำเนินการกับผู้ประกอบการ หรือ พนักงานขับรถตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจสภ.ศรีราชา และแจ้งให้ผู้ประกอบการขนส่งมาชี้แจงข้อเท็จจริง ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรี หากพบว่ามีส่วนในการกระทำความผิดจะลงโทษตามกฎหมายต่อไป

          ทางด้าน นายจรูญ คงเพชรศักดิ์ อายุ 53 ปี คนขับรถตู้ เปิดเผยว่า หลังจากที่มีข่าวออกไปว่าตนเองขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนดนั้น ทำให้ตนเองไม่สบายใจ และขอยืนยันว่าตนเองไม่ได้ขับรถเร็วอย่างที่เป็นข่าว ตอนเกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์ออกมาจากปั๊มน้ำมันแล้ววิ่งย้อนศรข้ามเลนมาเลย ซึ่งด้านหน้ารถมีรถยนต์กระบะขับอยู่ด้านหน้ารถตนเองด้วย พอรถกระบะผ่านไปได้ ตนก็ชนกับรถจักรยานยนต์ทันที ผมขับรถมาประมาณ 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ข่าวออกไปไม่เป็นความจริง ลงข่าวเกินความจริงไป ก็อยากให้ลงข่าวตามความเป็นจริง มีพยานเป็นผู้โดยสารในรถตู้สามารถยืนยันได้

          ด้าน นางวิเชียร ทองคำ ผู้โดยสารที่นั่งมาแถวหน้าสุดของผู้โดยสาร เผยว่า รถตู้ขัยรถมาธรรมดาก็มีรถจักรยานยนต์พุ่งย้อนศรสวนมาชนกับรถตู้อย่างจัง ซึ่งยืนยันว่ารถตู้ขับมาปกติ ไม่ได้ยินเสียงเตือนจีพีเอสอย่างที่เป็นข่าว ปกติตนเองนั่งมาถ้าวิ่งเร็วจะมีสัญญาณจีพีเอสร้อง แต่วันนี้ไม่ได้ยิน ซึ่งคิดว่าคนขับรถตู้ขับมาแบบปกตินะ นั่งมาไม่รู้สึกว่าเร็ว ซึ่งต้องยอมรับว่าคนขับรถตู้มีสติดีที่ชนแล้วรถหมุนเคว้งแต่สามารถควบคุมรถไม่ให้ตกข้างทางได้

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก