คืบหน้ารถตู้โดยสารชน จยย. !! รถตู้ไม่ได้ติดจีพีเอส คนขับและผู้โดยสารยัน ไม่ได้ขับเร็ว

ความคืบหน้ากรณีรถตู้โดยสารชนกับรจักรยานยนต์ที่ขี่ย้อนศรมาทำให้คนขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิต และมีกระแสว่าคนขับรถตู้ขับรถเร็วเกินกำหนดจนสัญญาณจีพีเอสที่ติดกับรถเตือนถึง 3 ครั้งนั้น ล่าสุด ขนส่งจังหวัดชลบุรีตรวจสอบพบว่ารถตู้โดยสารไม่ได้ติดจีพีเอส ส่วนคนขับรถตู้และผู้โดยสารโต้ไม่ได้ขับรถเร็ว

    วันนี้ ( 11 ต.ค. ) ความคืบหน้ากรณีรถตู้โดยสารสายชลบุรี-แหลมฉบัง ชนกับรถจักรยาน ยนต์ที่ย้อนศรมาบนถนนสุขุมวิท บริเวณยูเทิร์นกลับรถไทยออยล์บางพระ หมู่ 9 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ทำให้ นางสาวธันชนก จ่าชัยภูมิ อายุ 45 ปี คนขี่รถจักรยาน ยนต์เสียชีวิตและมีข้อกล่าวหาว่าคนขับรถตู้ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนดจนสัญญาณจีพีเอสเตือนถึง 3 ครั้ง ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุนั้น

          ล่าสุด สำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรี สาขาแหลมฉบัง ได้เปิดเผยถึงกรณีสัญญาณจีพีเอสว่า รถตู้คันดังกล่าวเป็นรถ ของบริษัท พลายแก้วทัวร์ ที่มาเข้าร่วมเดินรถกับ บริษัทขนส่งจำกัด ซึ่งจาการตรวจสอบข้อมูล GPS ของรถตู้โดยสาร หมายเลขทะเบียน 10-6298 ชลบุรี ไม่พบข้อมูล GPS เนื่องจากไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องติดตั้ง เป็นรถหมวด 4 จังหวัดชลบุรี ส่วนการการดำเนินการกับผู้ประกอบการ หรือ พนักงานขับรถตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจสภ.ศรีราชา และแจ้งให้ผู้ประกอบการขนส่งมาชี้แจงข้อเท็จจริง ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรี หากพบว่ามีส่วนในการกระทำความผิดจะลงโทษตามกฎหมายต่อไป

          ทางด้าน นายจรูญ คงเพชรศักดิ์ อายุ 53 ปี คนขับรถตู้ เปิดเผยว่า หลังจากที่มีข่าวออกไปว่าตนเองขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนดนั้น ทำให้ตนเองไม่สบายใจ และขอยืนยันว่าตนเองไม่ได้ขับรถเร็วอย่างที่เป็นข่าว ตอนเกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์ออกมาจากปั๊มน้ำมันแล้ววิ่งย้อนศรข้ามเลนมาเลย ซึ่งด้านหน้ารถมีรถยนต์กระบะขับอยู่ด้านหน้ารถตนเองด้วย พอรถกระบะผ่านไปได้ ตนก็ชนกับรถจักรยานยนต์ทันที ผมขับรถมาประมาณ 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ข่าวออกไปไม่เป็นความจริง ลงข่าวเกินความจริงไป ก็อยากให้ลงข่าวตามความเป็นจริง มีพยานเป็นผู้โดยสารในรถตู้สามารถยืนยันได้

          ด้าน นางวิเชียร ทองคำ ผู้โดยสารที่นั่งมาแถวหน้าสุดของผู้โดยสาร เผยว่า รถตู้ขัยรถมาธรรมดาก็มีรถจักรยานยนต์พุ่งย้อนศรสวนมาชนกับรถตู้อย่างจัง ซึ่งยืนยันว่ารถตู้ขับมาปกติ ไม่ได้ยินเสียงเตือนจีพีเอสอย่างที่เป็นข่าว ปกติตนเองนั่งมาถ้าวิ่งเร็วจะมีสัญญาณจีพีเอสร้อง แต่วันนี้ไม่ได้ยิน ซึ่งคิดว่าคนขับรถตู้ขับมาแบบปกตินะ นั่งมาไม่รู้สึกว่าเร็ว ซึ่งต้องยอมรับว่าคนขับรถตู้มีสติดีที่ชนแล้วรถหมุนเคว้งแต่สามารถควบคุมรถไม่ให้ตกข้างทางได้

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

“บิ๊กกบ” ลงใต้ยกคุณภาพชีวิต ปชช.พร้อมแก้ปัญหาความไม่สงบ จชต.

          เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ต.ค.62 พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เดินทางมายังสนามฟุตบอลข้างสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลสุไหงปาดี จ.นราธิวาส เพื่อติดตามโครงการงานก่อสร้างเส้นทางคมนาคม การจัดหาน้ำดื่มน้ำใช้ งานเกษตร และงานพัฒนา ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ในการขับเคลื่อนสร้างงานสร้างอาชีพให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ 50 หมู่บ้าน 6 ตำบล ในพื้นที่ อ.สุไหงปาดีและใกล้เคียง ซึ่งมีประชากร จำนวนกว่า 55,000 คน ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควบคู่กับงานการแก้ไขปัญหาความมั่นคงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นการสร้างเส้นคู่ขนานสร้างความสันติสุขให้เกิดขึ้นแบบยั่งยืน

          โดยโครงการต่างๆ ทั้ง 8 โครงการที่ใช้เงินกว่า 100 ล้านบาท ได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยภาพรวมประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แถมสามารถตั้งกลุ่มรวบรวมสมาชิกในการสร้างอาชีพเสริม หลังเสร็จสิ้นจากการกรีดยางพาราและสวนผลไม้ที่เป็นอาชีพหลัก โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่คอยเป็นพี่เลี้ยงและชี้แนะในการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ พร้อมหาตลาดในการจำหน่ายผลผลิต ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยลดช่องว่างความเหินห่าง และความหวาดระแวงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ที่ขยายผลไปสู่ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นแบบยั่งยืน

          นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียน 3 แห่งเพื่อให้เยาวชนได้ออกกำลังกาย พร้อมทั้งเยี่ยมชมโครงการเลี้ยงโคพันธุ์ต่างๆ ที่ทางหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ได้มีการผสมพันธุ์โคเอง เมื่อออกลูกก็จะมอบให้ชาวบ้านนำไปเลี้ยง ซึ่งถือว่าเป็นการขยายพันธุ์โคให้ชาวบ้านได้มีอาชีพเลี้ยงโคเป็นอาชีพเสริมอีก 1 อาชีพในอนาคตต่อไป

          ซึ่งก่อนเดินทางกลับ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มีการปล่อยพันธุ์ปลานิล ปลาตะเพียนขาว จำนวน 210,000 ตัว ในอ่างเก็บน้ำโคกยาง เพื่อเป็นการขยายพันธุ์ เมื่อเติบโตเต็มที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ สามารถที่จะจับปลามาบริโภคแบบวิถีชีวิตพอเพียงในครั้งนี้ด้ว

ขอบคุณข้อมูล : NEWS ข่าวด่วน ข่าวเด่น สถานการณ์ชายแดนใต้

“โรตีสานใจ – ชาชักสมานฉันท์” ทหารพรานหญิง 47 ชาวบ้านอิ่มท้อง ความภาคภูมิใจสตรีเหล็กชุดดำ

         กว่า 10 ปี ที่ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 จังหวัดยะลา ได้ฝึกทหารพรานหญิง ที่ว่างเว้นจากภารกิจดูแลความปลอดภัยประชาชน และงานตามภารกิจของกรมทหารพราน มาทำโรตี-ชาชัก จากรุ่นสู่รุ่น จนถึงปัจจุบัน หมวดทหารพรานหญิง หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 โดยการนำของพันเอก อภิชัย เรืองฤทธิ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 ร้อยโทหญิง อธิตา จันทรจิตจิงใจ ผู้บังคับหมวดทหารพรานหญิง ก็ยังคงนำกำลังพลทหารพรานหญิง ตระเวนไปให้บริการทำโรตี-ชาชัก แจกจ่ายฟรี ให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ตามโรงเรียน ชุมชน หมู่บ้านและสถานที่ที่จัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยบางงานก็จะต้องทำโรตีถึง 1,200 ชิ้น ชาชัก 1,200 แก้ว เนื่องจากประชาชนนิยมรับประทานกันจำนวนมาก 

          ขณะที่ ทหารพรานหญิงทุกนายก็จะแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งพัดแป้งโรตี ทอดโรตี หั่นโรตี ตัดโรตี ใส่ภาชนะแจกจ่าย โดยทุกคนก็จะทำหน้าที่ด้วยความเต็มใจและดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทหารพรานหญิง ได้เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกก็จะมีคนมาสอนให้ พอทำได้ มีงานก็จะออกไปทำโรตี ชาชักแจกชาวบ้าน ทหารหญิงที่เข้ามาอยู่ในหมวดทหารพรานหญิงทุกคน ก็จะต้องมาฝึกทำโรตี-ชาชัก ให้เป็นทุกคน โดยจะมีรุ่นพี่สอนต่อให้รุ่นน้อง บางคนก็ทำเป็นมาเกือบสิบปีแล้ว ถ้าหากไม่ได้เป็นทหารพราน ก็สามารถออกไปประกอบอาชีพได้เลย รสชาติความอร่อยไม่แพ้โรตีที่อื่น โดยชาวบ้านที่นำไปรับประทานต่างบอกว่า รสชาติ โรตี-ชาชัก ของทหารพรานอร่อยดี ซึ่งก็เป็นหนึ่งความภาคภูมิใจของเหล่าทหารพรานหญิงและดีใจที่ชาวบ้านทานของเราได้ และอิ่มท้อง

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจให่ม

สำนักข่าวความมั่นคง

ของดีบ้านฉัน – Farm Outlet Pattani ศูนย์รวมของดีชายแดนใต้

Farm Outlet Pattani ศูนย์รวมของดีชายแดนใต้ของดีบ้านฉัน ตอน Farm Outlet Pattani ศูนย์รวมของดีชายแดนใต้

         ศูนย์รวมของดีของจังหวัดปัตตานี สำหรับ Farm Outlet Pattani ที่คุณผู้ชมไม่ควรพลาด สามารถแวะมาเลือกซื้อสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อเป็นของฝากหรือของที่ระลึกได้ นอกจากนี้ยังมีมุมสบายๆ จิบกาแฟ มีอาหารสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ออแกนิคให้คุณผู้ชมได้เลือกสรรด้วย

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่/วิถีพอเพียง

สำนักข่าวความมั่นคง

“ArmyLand” ดินแดนมหัศจรรย์ท่องเที่ยวในเขตทหาร

“ArmyLand” ดินแดนมหัศจรรย์ท่องเที่ยวในเขตทหาร เปิดค่ายทหารต้อนรับประชาชน เพิ่มสถานที่ท่องเที่ยว เป็นอีก 1 ตัวเลือกให้พี่น้องประชาชนในการเพิ่มการเรียนรู้และเป็นสถานที่พักผ่อนของครอบครัว

          โดย กองพลพัฒนา 4 ค่ายรัตนพล อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ได้เปิดแหล่งท่องเที่ยวในค่ายทหาร ซึ่งภายในแหล่งท่องเที่ยวในค่ายทหารจะแบ่งออกเป็นโซนๆ เช่น แปลงปลูกกล้วยไม้สร้างอาชีพ โครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และยังสถานที่ท่องเที่ยวเชิงกีฬาเอาใจวัยรุ่นที่ชอบความท้าทาย เช่น ปีนหน้าผาจำลอง สนามฟุตซอล และหอกระโดด

          เมื่อมาสถานที่ท่องเที่ยวสิ่งที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ ร้านกาแฟ “โข่งคอฟีฟ่า” เป็นสถานที่รวมทั้งการพักผ่อนและออกกำลังกาย นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยงที่ครบวงจร

ข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่/ลับลวงพราง

สำนักข่าวความมั่นคง

ทหารพราน 49 เร่งช่วยชาวบ้าน ดาฮง ถนนเสียหาย เกิดจากภัยธรรมชาติ

           โดย ชุดปฎิบัติการกิจการพลเรือน กองร้อยทหารพราน ที่ 4912 พร้อม ประชาชน ช่วยกันปรับปรุงซ่อมแซมถนนชำรุดที่เกิดจากภัยธรรมชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกการสรจรของประชาชนและเพื่อป้องกันการก่อเหตุ บริเวณ บ.ดาฮง ม.4 ต.เชิงคีรีฯ กับ บ.บีโล๊ะ ต.ซากอ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

ข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่/พุทธรักษา ศรีสาคร

สำนักข่าวความมั่นคง

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางพบปะตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ กำลังพลหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 41 สำนักงานพัฒนาภาค 4 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา

          เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2562 ที่สนามองค์การบริหารส่วนตำบลสุไหง ปาดี ต.สุไหงปาดี อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส พลเอก พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมคณะเดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วยขึ้นตรงในพื้นที่ สำนักงานพัฒนาภาค 4 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทยโดยมี พล.ท.สมพล ปานกุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า, นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, พลเอก พีรพงษ์ เมืองบุญชู ผู้บัญชาการหน่วยทหารพัฒนาเคลื่อนที่, พล.ต.สมดุลย์ เอี่ยมเอก ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส, นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงปาดี หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนผู้นำท้องถิ่นและประชาชนร่วมให้การต้อนรับ

          การลงพื้นในครั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจแก่กำลังพลในสังกัด รวมไปถึงได้ติด ตามผลการปฏิบัติงานของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2562 พร้อมทั้งให้กำลังใจประชาชนตามแผนงานและนโยบายของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 41 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา โดยมีโครงการสำคัญ ประกอบด้วย งานก่อสร้างเส้นทางคมนาคม งานจัดหาน้ำกินน้ำใช้ งานพัฒนาและช่วยเหลือประชาชน และงานเกษตรผสมผสาน อีกทั้งก็ได้มอบอุปกรณ์กีฬาแก่โรงเรียนในพื้นที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาสอีกด้วย

          นอกจากนี้ได้ตรวจเยี่ยมกิจกรรมกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ทั้ง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามโครงการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่จังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งเป็นโคพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ต่างๆ ที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาได้สนับสนุนน้ำเชื้อในการผสมพันธุ์โค อาทิ พันธุ์ลิมูซีน ชาร์โรเลส์ บรามัน และกำแพงแสน โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ร่วมปล่อยพันธุ์ปลากินพืชจำนวน 210,000 ตัว ได้แก่พันธุ์ปลานิล ปลากระแห และปลาตะเพียนขาว ลงแหล่งน้ำที่อ่างเก็บน้ำโคกยาง และจัดชุดแพทย์เคลื่อนที่สำนักงานพัฒนาภาค 4 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ให้บริการตรวจวัดสายตาแจกจ่ายแว่นสายตา คัดกรองความดัน เบาหวาน และมอบยาสามัญประจำบ้านแก่ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก

          จากนั้น พลเอก พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะเดินทางไปยังหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 41 สำนักงานพัฒนาภาค 4 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เพื่อพบปะให้โอวาทและมอบแนวทางการปฏิบัติงานแก่กำลังพลสำนักงานพัฒนาภาค 4 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและกล่าวให้กำลังใจกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนรับทราบข้อมูลต่างๆ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาภาค 4 ส่วนหน้า ที่ได้ดำเนินการไปแล้วเพื่อปรับปรุงส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความเข้มแข็ง ยั่งยืน มั่นคงในอาชีพ และรายได้ต่อไป


#ที่มาสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนราธิวาส
#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษษความมั่นคงภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

รองนรม.จุรินทร์ฯ ย้ำประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562

          ตามที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 นั้น รัฐบาลจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกโดยมีนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์   จันทร์โอชา เป็นประธานกรรมการ และได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกโดยมีรองนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และมีอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นกรรมการและเลขานุการฝ่ายประชาสัมพันธ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้มอบหมายให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง นั้น

          วันนี้ (11 ต.ค.62) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ได้เป็นประธานแถลงข่าวการประชาสัมพันธ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 โดยให้ข้อมูลข่าวสารการเสด็จพระราชดำเนินในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 โดยเน้นย้ำการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงประชาชนอย่างแพร่หลาย และกว้างขวาง

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นพี่น้องสื่อมวลชนทุกแขนงที่ได้มารวมตัวกันอย่างอบอุ่นเพื่อร่วมงานแถลงข่าวในวันนี้ ทำให้เกิดความมั่นใจว่าข้อมูลข่าวสารการเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช 2562 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 นี้จะได้รับการเผยแพร่ไปยังพี่น้องประชาชนอย่างแพร่หลายและกว้างขวาง ทั้งนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้มีส่วนร่วมในพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ด้วยการเฝ้ารับเสด็จตลอดสองฟากฝั่งของลำน้ำเจ้าพระยาที่ขบวนเรือจะเคลื่อนผ่าน และเฝ้ารับเสด็จชื่นชมพระบารมีตลอดเส้นทางที่ขบวนจะเสด็จผ่าน จึงนับเป็นโอกาสอันดีของประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ที่จะได้ร่วมบันทึกไว้เป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์   เพราะพระราชพิธีสำคัญนี้เป็นพระราชพิธีที่สืบทอดตามแบบโบราณราชประเพณีที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับการจัดการแถลงข่าวในวันนี้ พี่น้องสื่อมวลชนจะได้รับข้อมูลข่าวสารการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคได้ครบถ้วนในทุกมิติ และในฐานะประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์จึงขอให้พี่น้องสื่อมวลชนทุกท่านทราบว่าภารกิจของคณะกรรมการจะดำเนินการด้านนี้ใน 3 เรื่อง คือ เรื่องแรก การให้ข้อมูลข่าวสารต้องถูกต้องครบถ้วนในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความเป็นมาของการเสด็จพระราชดำเนินเรียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี การจัดขบวนเรือ ความหมายของเรือหรือบทแห่แต่ละบท รวมทั้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดจุดรับเสด็จ การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน การจัดรถรับส่ง การดูแลด้านสุขภาพ การจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน เป็นต้น

          การประชาสัมพันธ์จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การประชาสัมพันธ์ในประเทศและต่างประเทศ สำหรับในประเทศนั้นเน้นย้ำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด สามารถเข้าร่วมงานได้อย่างสะดวกราบรื่น หรือพี่น้องที่อยู่ในต่างจังหวัดที่ไม่สามารถมาร่วมพิธีก็สามารถชื่นชมพระราชพิธีผ่านการถ่ายทอดสดทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ส่วนการประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศจะเน้นให้คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศและชาวต่างชาติที่อยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อได้อย่างถูกต้องและร่วมชื่นชมในพระราชพิธีไปพร้อมพร้อมกับคนไทย

         สำหรับช่องทางที่ใช้เป็นหลักในการประชาสัมพันธ์คือเว็บไซต์พระลาน เว็บไซต์ www.phralan.in.th และ Facebook พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ รวมทั้ง OR Code (และLine@ บรมราชาภิเษก) ที่เตรียมไว้ให้สื่อมวลชนทุกท่านเพื่อให้ท่านได้นำไปขยายผลผ่านสื่อที่รับผิดชอบอยู่ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ หรือแม้กระทั่งสื่อโซเชียลมีเดีย สังคมออนไลน์ และการประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศจะเน้นช่องทางของสถานทูตไทยในต่างประเทศ ผ่านสื่อเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ และของกรมประชาสัมพันธ์เป็นหลัก

          ส่วนภารกิจที่สอง คือ การบริหารจัดการสื่อมวลชน คือ การให้ข้อมูลล่วงหน้า และในครั้งนี้ไม่ได้มีการจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชนเหมือนครั้งพระราชพิธีเบื้องต้นและเบื้องกลางเนื่องจากพระราชพิธีในครั้งนี้มีระยะเวลาเพียงวันเดียว คือวันที่ 24 ตุลาคม นี้ ซึ่งจะแตกต่างจากครั้งที่แล้วซึ่งมีภารกิจหลายวัน ดังนั้นการให้ข้อมูลผ่านสื่อมวลชนจึงเน้นผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก แต่สำหรับในพระราชพิธีวันที่ 24 ตุลาคมนี้ เราจะอำนวยความสะดวกให้สื่อมวลชนในการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ล่วงหน้าด้วยการลงทะเบียน พร้อมจัดทำแนวทางการปฏิบัติ ซึ่งได้ชี้แจงเป็นระยะในช่วงที่ผ่านมา จึงขอให้พี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน มั่นใจว่าจะสามารถอำนวยความสะดวกเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ให้สำเร็จลุล่วงไปไปได้ด้วยดี

          ส่วนภารกิจที่สาม คือ การถ่ายทอดสด ซึ่งจะมีแบ่งเป็นสองส่วน คือ ถ่ายทอดโทรทัศน์ โดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย จะเริ่มในเวลา 15.15 น. จนเสร็จสิ้นพระราชพิธี เป็นการบูรณาการร่วมกันกับสถานีโทรทัศน์หลายๆช่อง เพื่อให้ทำงานออกมาดีที่สุด ได้รับคำชื่นชม เฉกเช่นการถ่ายทอดสดในครั้งพระราชพิธีที่ผ่านมา และที่สำคัญ คือ ตระหนักในพระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ที่ได้พระราชทานคำแนะนำไว้ว่าขอให้บรรยายมีสิ่งที่จำเป็นถูกต้อง และครบถ้วนเพื่อให้ประชาชนได้อรรถรสในการรับชมทั้งภาพ และเสียง

          สำหรับการถ่ายทอดสดทางวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจะเป็นแม่ข่ายในการถ่ายทอดสดให้สถานีวิทยุอื่นๆ ทั่วประเทศ จะรับสัญญาณเพื่อให้ประชาชนได้รับฟังจนเสร็จสิ้นพระราชพิธีเช่นกัน ซึ่งในการถ่ายทอดสดนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ลงไปปฏิบัติงานในเรือร่วมกับฝีพาย เพื่อนำภาพและเสียงขับบทแห่เรือส่งสัญญาณมายังศูนย์ถ่ายทอดสดให้ผู้ชมทางบ้านได้รับชม และฟังเสียงเสมือนอยู่ร่วมในขบวนเรือด้วยตนเอง

          สิ่งที่จะขอถือโอกาสนี้ฝากไปยังพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน คือ ประการที่หนึ่ง งานด้านการประชาสัมพันธ์จากนี้ไปจะเป็นโค้งสุดท้าย จึงขอให้คณะกรรมการทุกท่านทุกหน่วยช่วยเพิ่มความเข้มข้นของการประชาสัมพันธ์ โดยหน่วยงานใดที่สามารถให้ข้อมูลได้ขอให้ช่วยกันชี้แจงและให้ข้อมูลกับเพื่อนสื่อมวลชนโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนที่จะได้ไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท จึงอยากขอเน้นย้ำ

          สุดท้าย สิ่งที่ขอฝากพี่น้องสื่อมวลชน คือ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้เคยเน้นย้ำไว้ ขอนำมาถ่ายทอดตรงนี้ คือ ข้อห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ไม่ประสงค์จะให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือ ผลกระทบจากการจัดงานพระราชพิธีในครั้งนี้ ดังนั้นขอให้ทุกส่วนช่วยกันให้ข้อมูลที่ชัดเจนแม่นยำโดยเฉพาะในเรื่องการวางแผนการเดินทางของประชาชน การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฟื้นฟู เยียวยา และมอบกำลังใจผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดอุบลราชธานี

          ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (11 ตุลาคม 2562) เวลา 13.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะเตรียมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการฟื้นฟู เยียวยา การบำบัดน้ำเสีย รวมถึงการซ่อมแซมบ้านเรือน และสาธารณประโยชน์ พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดอุบลราชธานี

          โดยนายกรัฐมนตรีจะติดตามการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย การบำบัดน้ำเสีย รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชน และสถานที่สาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยของส่วนราชการในพื้นที่ พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีจะตรวจเยี่ยมสภาพการทลายของตลิ่ง ณ บริเวณท่ากกแห่ ตำบลแจระแม อำเภอเมือง ซึ่งพังทลายลงเนื่องจากน้ำมีการลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ทำให้พื้นดินปรับสภาพไม่ทันเกิดการทลายทรุดตัวลง หลังเสร็จภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในวันเดียวกัน

รองนายกฯ พลเอก ประวิตรฯ ลงพื้นที่ สั่งทุกหน่วยงานสกัดหมอกควัน ฝุ่น PM 2.5 เพื่อคุณภาพอากาศที่ดีของภาคเหนือ

          พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ สั่งการหน่วยงานเตรียมความพร้อมป้องกันและรับมือสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือ ปี 2563 ไม่ให้เกิดสถานการณ์หมอกควันในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีหน่วยงานรับมอบนโยบาย อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงคมนาคม สำนักนายกรัฐมนตรี  และผู้ว่าราชการจังหวัด 9 จังหวัดภาคเหนือ

          พลเอก ประวิตรฯ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่ทุ่มเทสรรพกำลังและทรัพยากร เพื่อหยุดการเผา และควบคุมไม่ให้ปริมาณฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานตลอดปี 2563 และให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยหลัก บูรณาการสั่งการโดยผู้ว่าราชการจังหวัด หากฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน ให้ประกาศห้ามเผาโดยทันที ให้นายอำเภอ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ถึงระดับตำบล โดยเฉพาะตำบลเสี่ยงเผา ให้กระทรวงกลาโหม สนับสนุนการลาดตระเวนและดับไฟ ทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศอย่างเต็มที่ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งเปลี่ยนพื้นที่เกษตรทั้งหมดใน 9 จังหวัดภาคเหนือไปสู่การเป็นเกษตรปลอดการเผา ภายใน 3 ปี และกำกับให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ งดสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรที่มาจากการบุกรุกป่าอย่างเด็ดขาด ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลดจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ป่าให้เป็นศูนย์ ในระหว่างวันที่ 15 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2563 พร้อมทั้งระดมสรรพกำลัง อุปกรณ์ เครื่องมือจากนอกพื้นที่ มาเสริมการลาดตระเวน เฝ้าระวัง และดับไฟป่า ไม่ให้เกิดการลุกลามของไฟจนไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ ให้ทุกหน่วยงานสร้างความเป็นเอกภาพของข้อมูล เพื่อการสั่งการที่ถูกต้อง และลดความตื่นตระหนกของประชาชน สื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนถึงการดำเนินงานของภาครัฐอย่างต่อเนื่องให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหามากขึ้น และให้เข้มงวดการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

          นอกจากนี้ พลเอก ประวิตรฯ ยังได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลและเครือข่ายภาคประชาชนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังและดับไฟ พร้อมเน้นย้ำให้ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในการปกป้องภาคเหนือจากมลพิษหมอกควัน และให้เกียรติปล่อยขบวนคาราวานต้านการเผา ลดหมอกควัน เพื่อคุณภาพอากาศที่ดี เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประชาชน ให้ร่วมเป็นส่วนสำคัญในการลดและเลิกการเผา และช่วยสนับสนุนการเฝ้าระวังการเกิดไฟและหมอกควัน หนุนเสริมการทำงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ นำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนืออย่างยั่งยืนต่อไป

          จากสถานการณ์หมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในปีที่ผ่านมา พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีความห่วงใยพ่อแม่พี่น้องประชาชนภาคเหนือที่มักได้รับผลกระทบจากหมอกควันเป็นประจำทุกปี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน โดยเฉพาะปี 2562 ที่ผ่านมา สภาพอากาศแห้งแล้ง ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าปกติ ทำให้เกิดไฟได้ง่าย ลุกลามอย่างรวดเร็ว และเมื่อไฟลามเข้าสู่พื้นที่ป่าซึ่งมีเชื้อเพลิงจำนวนมากทำให้ไฟที่ลุกไหม้มีความรุนแรง ส่งผลให้สถานการณ์หมอกควันมีความรุนแรง จากสภาวะอากาศที่แห้งและนิ่ง ภูมิประเทศบางแห่งเป็นแอ่งกระทะ เช่น แอ่งแม่ฮ่องสอน แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน เป็นต้น ฝุ่นละอองไม่แพร่กระจาย และสามารถแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศได้นาน ไม่ตกลงสู่พื้นดิน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยของประชาชน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ นอกจากนี้ปัญหาหมอกควันยังส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยว รวมถึงบดบังทัศนวิสัยการจราจรทั้งทางบกและทางอากาศ ซึ่งพบว่ามีการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินเนื่องจากทัศนวิสัยต่ำกว่าเกณฑ์ปลอดภัย ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการป้องกันและรับมือสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือปี 2563 ไม่ให้เกิดสถานการณ์หมอกควันในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยมีการประชุมหารือและมอบนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานแบบบูรณาการและมีประสิทธิภาพสูงสุดของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงคมนาคม สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด 9 จังหวัดภาคเหนือ ทั้งนี้ ให้มั่นใจว่าทุกหน่วยงานพร้อมที่จะทุ่มเทสรรพกำลังและทรัพยากรเพื่อหยุดการเผา และควบคุมไม่ให้ฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานตลอดปี 2563

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากรัฐบาลไทย ข่าวทำเนียบรัฐบาล