ตม.สนามบิน รวบหนุ่มซีเรียใช้พาสปอร์ตปลอม​ และฟินแลนด์ทำร้ายร่างกาย หลบหนีออกนอกประเทศ

         วันนี้​ วันศุกร์ที่ 30 ส.ค.62 เวลา 13.30 น.ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุบลราชธานี : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์, พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์, พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผบช.สตม.​ และพล.ต.ต.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบก.ตม.2 ระดมกวาดล้างอาชญากรรม และกวดขัดจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายหรือที่มีพฤติกรรมจะเข้ามากระทำความผิดทางอาญาหรือก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

          พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์ฯ​ กล่าวว่า​ ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม ผกก.กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ว่า ในรอบเดือนที่ผ่านมา กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 มีผลการจับกุม คดีสำคัญๆ 2 ราย ดังนี้​

รายที่ 1 เมื่อวันที่ 8 ส.ค.62 เวลาประมาณ 12.00 น. จับกุมหนุ่มซีเรีย อายุประมาณ 18 ปี ใช้หนังสือเดินทางประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต์สปลอม เพื่อใช้ในการเดินทางไปขอลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษ โดยหนุ่มซีเรียอ้างว่า รับหนังสือเดินทางทางไปรษณืย์ เมืองเบรุต ประเทศเลบานอน ราคาประมาณ 1,500 เหรียญสหรัฐ ก่อนจะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อใช้หนังสือเดินทางปลอมเล่มดังกล่าวในการเดินทาง จึงถูกจับกุมในข้อหา “ใช้หรือมีไว้ใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอมฯ (หนังสือเดินทางประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปลอม)” นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ส.ค.62 เวลาประมาณ 07.40 น. จับกุมชาวฟินแลนด์ ทำร้ายร่างกายหญิงไทย ขณะกำลังลักลอบหนีออกประเทศ ผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดี ในข้อหา “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส” และมีหมายศาลลงวันที่ 22 ส.ค.62 นำส่ง สภ.หนองขาม จว.ชลบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์​ฯ​ กล่าวต่อว่าการจับกุมดังกล่าว เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสนามบิน โดยเฉพาะ การให้ความรู้แก่ หน่วยงานที่เป็นเครือข่ายประชาคมหรือ Steakholder ของตรวจคนเข้าเมือง โดยมีการประชุมประชาคมข่าวทุกเดือน ซึ่งมี กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เป็นเจ้าภาพ และมี หน่วยงานต่างๆร่วม เช่น การท่าอากาศยานหรือ AOT กลุ่มธุรกิจการบิน หรือ AOC ศุลกากร ปปส. หน่วยงานตำรวจต่างๆ เช่น ตร.ท่องเที่ยว สันติบาล ตร.ปส. สภ.สุวรรณภูมิ เป็นต้น

         ก่อนหน้านี้ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้จัดอบรมให้ความรู้ ด้านการตรวจหนังสือเดินทาง และความเสี่ยงในการผ่านแดน ให้กับ หน่วยงานต่างๆ แบบ ” IMMIGRATION HOME TEAM ” ปฏิบัติการดังกล่าว เป็นมาตรการ ตามนโยบายของ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์ฯ สั่งการ ให้ทุกด่าน เพิ่มความเข้ม ด้านประสานข้อมูลการข่าวความมั่นคง โดยให้มีการประชุมประชาคมข่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อประสานความร่วมมือกับหน่วยงานข้างเคียงในพื้นที่การปฏิบัติงาน

          พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์​ฯ จึงขอฝากประชาสัมพันธ์​หากพบคนต่างด้าวมีท่าทีพิรุธอาจจะเข้ามากระทำผิดกฎหมาย สามารถ แจ้งหรือสอบถาม ผ่านสายด่วน 1178 หรือ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 หมายเลขโทรศัพท์ 02-134-0303 ตลอด 24 ชั่วโมง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.นครพนม วางแผนรวบพ่อเล้า ลวงเด็กค้ากาม นาน 5 ปี

         วันนี้​ วันศุกร์ที่ 30 ส.ค.62 เวลา 13.30 น.ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุบลราชธานี : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต. ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์, พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์, พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ, พ.ต.อ.นิธิศ ปิติธีรโชติ, พ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา, พ.ต.อ.ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ รองผบก.ตม.4​ และ พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.4 ร่วมแถลงผลการจับกุม ดังนี้

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า​ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ ตม.จ.นครพนม ได้ร่วมกับ จ.นครพนม จัดระเบียบควบคุมการเข้าออก ณ จุดผ่อนปรน ทางการค้าชายแดน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และจากทางการสืบสวนทราบว่ามีชายไทยซึ่งมีพฤติการณ์เป็นธุระจัดหาหญิงสาวทั้งเด็กและผู้ใหญ่เพื่อให้บริการทางเพศกับแขกภายในโรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม

          ต่อมาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 จึงวางแผนจับกุม โดยวิธีการให้สายลับทำการติดต่อล่อซื้อกับชายคนดังกล่าว ซึ่งได้นัดแนะพบกันที่โรงแรมและให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมแฝงตัวไปกับสายลับ หลังจากที่พบกับชายคนดังกล่าวแล้วได้พาสายลับไปเลือกซื้อบริการกับหญิงไทย-ลาว 4 ราย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ จากการตรวจสอบหญิงผู้ให้บริการทั้ง 4 ราย มี 3 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 27 ปี ขึ้นไป ไม่มีข้อมูลว่าจะเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จึงถูกดำเนินคดี ในข้อหาเข้าไปมั่วสุม ในสถานการค้าประเวณี  ส่วนอีก 1 ราย อายุ 20 ปี พบว่าถูกล่อลวงโดยชายไทยคนดังกล่าว ให้มาค้าประเวณีตั้งแต่อายุ 15 ปี ซึ่งเข้าข่ายเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จึงได้นำตัวมาสัมภาษณ์คัดแยกเหยื่อกับสหวิชาชีพ ได้ลงความเห็นว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้จับกุมชายคนดังกล่าวตรวจสอบทราบชื่อคือ นายศักดิ์ชัยฯ อายุ 58 ปี โดยแจ้งข้อกล่าวหา“เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไป ซึ่งบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตามและค้ามนุษย์” และส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ฝากประชาสัมพันธ์​สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขันและจับกุมปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิติทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ

          หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

รองนรม. พลเอก ประวิตร ฯ กำชับเน้นปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างครบวงจร และเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ในประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ครั้งที่ 2/2562

          วันนี้ (30 สิงหาคม 2562)  เวลา 10.00 น. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ครั้งที่ 2/2562  โดยมี ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสมศักดิ์  เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล  มีสาระสำคัญ สรุปดังนี้

          รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานการประชุมกล่าวขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้มุ่งมั่นทำงาน เร่งรัดการปราบปรามการค้ามนุษย์ คุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2562 (Trafficking in Persons  Report : TIP Report) โดยจัดระดับให้ไทยอยู่ในระดับ 2 (Tier2) เพราะเห็นว่าไทยเพิ่มความพยายามในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ จึงให้ทุกหน่วยงานเร่งสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาการค้ามนุษย์ จับกุม ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด คุ้มครองผู้เสียหาย ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

          โอกาสนี้ ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบ แนวทางการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะ ในรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2562 ซึ่งได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานของประเทศไทย จำนวน 13 ข้อ ได้แก่

  1. พัฒนาศักยภาพของผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อดำเนินการเชิงรุกในการดำเนินคดีและตัดสินบทลงโทษผู้ค้ามนุษย์ด้านแรงงาน และการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน
  2. สอบสวนและดำเนินคดีในเชิงรุกกับเจ้าหน้าที่รัฐที่พัวพันกับการค้ามนุษย์ ตัดสินและลงโทษผู้กระทำความผิดด้วยบทลงโทษที่เด็ดขาด
  3. สร้างความเชื่อมั่นว่าสถานคุ้มครองของรัฐและองค์กรภายนอกภาครัฐจะดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงผลกระทบจากบาดแผลทางจิตใจอย่างเหมาะสม
  4. เพิ่มความสามารถของผู้เสียหาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่ที่จะเดินทางเข้าออกสถานคุ้มครองและเข้าถึงเครื่องมือสื่อสารได้โดยอิสระ
  5. สนับสนุนให้ผู้พิพากษาคดีค้ามนุษย์ใช้แนวทางที่ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลางและคำนึงถึงบาดแผลทางจิตใจ
  6. เพิ่มการประสานความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคมท้องถิ่นในศูนย์ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว ศูนย์แรกรับและสถานคุ้มครองรัฐบาล
  7. เพิ่มความพยายามให้นายจ้างจัดหาสำเนาเอกสารสัญญาจ้างงานแก่ลูกจ้างในภาษาที่ลูกจ้างเข้าใจ
  8. เพิ่มการจัดหาเงินชดเชยและสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย
  9. ให้ผู้ที่อาจจะเป็นผู้เสียหายเข้าถึงบริการของภาครัฐมากขึ้น ก่อนจะได้รับการคัดแยกจากทีมสหวิชาชีพ
  10. จัดหาเจ้าหน้าที่ล่ามในศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์และสถานคุ้มครองของรัฐอย่างต่อเนื่อง
  11. เสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการรายงานอาชญากรรมการค้ามนุษย์
  12. ตรวจสอบการค้ามนุษย์ในสถานที่จ้างงานในภาคพื้นที่ชายแดน
  13. บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้มีการจ่ายค่าแรง

          นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามการดำเนินงานป้องกันและปราบปราบการค้ามนุษย์ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน และ เพื่อกำกับและติดตามการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อประโยชน์ในการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของไทย

         ก่อนปิดการประชุม รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก สนับสนุน ตามแนวทางการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะในรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกาประจำปี 2562 ทั้ง 13 ข้อ ให้เห็นผลงานเป็นรูปธรรมภายในปี 2562  โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พัฒนาการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในกระบวนการคัดแยกผู้เสียหาย การสืบสวนขยายผล ตรวจสอบพยานหลักฐานต้องหนักแน่น เพื่อให้พนักงานอัยการดำเนินสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้  โดยเฉพาะในกลุ่มคดีค้ามนุษย์ด้านแรงงาน  พร้อมต้องสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อสนับสนุนพนักงานสืบสวนสอบสวนในพื้นที่ต่างๆ ขณะเดียวกัน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เร่งแก้ปัญหาสถานคุ้มครองผู้เสียหายที่มีไม่เพียงพอ และให้กระทรวงแรงงานพัฒนาประสิทธิภาพในการรับเรื่องร้องทุกข์คดีค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ด้วย โดยรองนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพร้อมช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และจะต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในปีต่อไป……….

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

หน้าแล้งนี้ ไม่แล้งน้ำใจ “ป่อเต็กตึ๊ง” นำเครื่องอุปโภคบริโภคมอบให้กับผู้ประสบภัยแล้ง จ.สุรินทร์ เป็นวันที่​ 2

          วันนี้ วัน​ศุกร์​ที่​ 30 สิงหาคม 2562​ ​: มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดยคุณศิริพร กระจ่างหล้า ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ ร่วมกับมูลนิธิิจิบเต็กสุรินทร์ และไต่ฮงกงสุรินทร์ จ.สุรินทร์ ร่วมกันมอบเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ประชาชนในพื้นที่ เทศบาลเมืองสุรินทร์ และ ที่วัดทักษิณวารีสิริสุข ต.ลำดวน อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ ในโครงการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยแล้ง รวมจำนวน 1,000 ชุด รวมงบประมาณเป็นเงิน 350,000 บาท (สามแสนห้าหมื่นบาท) โดยมีหน่วยงานราชการร่วมในพิธี

          โดยในวันพรุ่งนี้ (31ส.ค.62) ทีมสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจะออกเดินทางไปยังบ้านโนนสนาม หมู่​ 8 ต.ดู่ลาด อ.ทรายมูล และ บ้านคำแขนศอก หมู่6 ต.ดงมะไฟ จ.ยโสธร เพื่อมอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยแล้ง เป็นลำดับต่อไป

          โดยในปี 2562 นี้ มูลนิธิฯ กำหนดออกเดินทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน “โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง” ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี, นครสวรรค์, นครราชสีมา, ยโสธร, บุรีรัมย์, สุรินทร์, กาฬสินธุ์ และขอนแก่น รวม 8 จังหวัดๆ ละ 1,000 ชุด รวมงบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น 2,800,000 บาท (สองล้านแปดแสนบาทถ้วน)

ติดต่อ-สอบถาม#ทีมงานสื่อสารองค์กร​ โทร.086-854-1418​ สายด่วน​ ป่อเต็กตึ๊ง1418​ #ช่วยชีวิต​ รักษาชีวิต​ สร้างชีวิต

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.นครพนม กดดันผู้ต้องหามอบตัว คดีร่วมกันค้ามนุษย์

         วันนี้​ วันศุกร์ที่ 30 ส.ค.62 เวลา 13.30 น. ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุบลราชธานี : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์, พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์, พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ, พ.ต.อ.นิธิศ ปิติธีรโชติ, พ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา, พ.ต.อ.ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ รองผบก.ตม.4​ และ พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.4 ร่วมแถลงผลการจับกุม ดังนี้

         ตม.จ.นครพนม ได้รับการประสานจากฝ่ายปกครอง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ว่ามีเด็กชาวลาว 7 คนถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังได้หลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทำการสัมภาษณ์คัดแยกเหยื่อจากการค้ามนุษย์ หลังจากได้ข้อมูลการคัดแยกเหยื่อ​ และการสืบสวนขยายผล ตามคำให้การของผู้เสียหาย จึงทราบว่าผู้กระทำความผิดประกอบด้วย นางแก้ว ไม่ทราบชื่อจริงนามสกุลจริง สัญชาติลาว อายุประมาณ 60 ปี เป็นผู้นำพาผู้เสียหายทั้ง 7 ราย จากฝั่ง สปป.ลาว มาส่งให้กับชายไทยไม่ทราบชื่อ​ ที่บริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้าชายแดน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

          ต่อมาชุดสืบสวน ตม.จ.นครพนม ได้ทำการสืบสวนในระบบ Biometrics รวมถึงพยานหลักฐานจากจุดที่พบเด็กครั้งแรก จากกล้องวงจรปิดและพยานแวดล้อมจนมีข้อมูลว่าชายไทยไม่ทราบชื่อดังกล่าวคือ นายอินทร์ธง อายุ 83 ปี สัญชาติไทย ได้ใช้รถยนต์กระบะรับเด็กมาจากจุดผ่อนปรน ทางการค้าชายแดน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และนำตัวกักขังไว้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งใน ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จนกระทั่งต่อมาผู้เสียหายทั้ง 7 คน ได้หลบหนีและมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่และในระหว่างที่รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติอออกหมายจับ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2562 นายอินทร์ธงฯ ผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.หลักศิลา จ.นครพนม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีตามกฎหมายต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอ.รมน.ภาค 4 สน. แจง “Fake News” ป่วน 3 จชต. สร้างความสับสน

         เมื่อวันที่ 29 ส.ค..62 เวลา 09.00 น. พ.อ.วัชรกร อ้นเงิน ผู้ช่วยโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. เปิดเผยว่า จากกรณีเพจ Suara Patani, ข่าวความจริง สามจังหวัดภาคใต้, Patani Kita, Fajar Harian, ประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนปาตานี และเพจ Cerita.Patani ได้มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง และยังมีลักษณะชี้นำใส่ร้ายป้ายสีให้เกิดความสับสนขึ้นในสังคม โดยมีเจตนาที่จะทำลายความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติของเจ้าหน้ารัฐมาโดยตลอด โดยดูได้จากในหลายๆเหตุการณ์ที่ปรากฏผ่านสื่อดังกล่าวในห้วงที่ผ่านมา พบว่ากลุ่ม Fake News เหล่านี้ มีการโพสต์ข้อความบิดเบือน กล่าวหาโจมตีหน่วยงานภาครัฐ โดยไม่มีเหตุผลและปราศจากข้อเท็จจริง ทำให้ได้รับความเสียหาย และเกิดการเข้าใจผิดจากผู้ติดตามข่าวสาร

         ตัวอย่างเช่น จากกรณีล่าสุด การเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงได้ช็อคหมดสติภายในหน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยส่งเข้าทำการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร โรงพยาบาลปัตตานี และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ตามลำดับ โดยเมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการปอดอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง จากคำแถลงการณ์ถึงสาเหตุการเสียชีวิตของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และจากกรณีดังกล่าวได้มี เพจข่าวความจริง สามจังหวัดภาคใต้ และในกลุ่มเพจ Fake News ได้ออกมากล่าวหาชี้นำสังคมว่าผลการแถลงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จชต. มีความคลุมเครือในหลายประเด็น ซึ่งย้อนแย้งจากความเป็นจริงอย่างชัดเจน จากการแถลงการณ์ในประเด็นต่างๆของทางคณะกรรมการฯ มีความชัดเจนเป็นอย่างมากในเนื้อหา และสามารถตอบคำถามซึ่งเป็นข้อสงสัยของสังคมได้ครบทุกประเด็น เช่น

  1. การตรวจสอบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ซักถาม พบว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนทุกประการ และไม่พบความผิดปกติใดๆ
  2. การตรวจสอบสถานที่ศูนย์ซักถาม พบว่าเป็นไปตามมาตรฐาน สำหรับกล้องวงจรปิดที่ไม่สามารถใช้การได้เนื่องจากอาคารดังกล่าว เป็นอาคารใหม่เพิ่งสร้างเสร็จและเริ่มใช้งาน เมื่อ พ.ค. ที่ผ่านมา ตัวกล้องได้ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีการส่งมอบจากบริษัท จึงยังไม่ได้มีการใช้งาน โดยปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินการส่งมอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กล้องทุกตัวสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ
  3. การตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิต ยืนยันจากคำแถลงการของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เกิดจาก อาการปอดอักเสพติดเชื้ออย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุนำจากภาวะสมองขาดเลือด และขาดออกซิเจน ซี่งคณะกรรมการฯ ได้รวบรวมข้อเท็จจริงจากความเห็นของแพทย์ที่ให้การรักษา สรุปได้ว่าการขาดออกซิเจนของสมอง กรณีของนายอับดุลเลาะฯ น่าจะเกิดจากการแตกของหลอดเลือดในสมอง จากโรคหลอดเลือดโป่งพอง ซึ่งเป็นโรคที่จะไม่ปรากฏอาการใดๆ และไม่มีอาการแจ้งเตือนก่อนที่จะเกิดการแตกออก อาการเช่นนี้จะส่งผลต่อเนื้อเยื้อสมองอย่างรุนแรง สอดคล้องกับการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง พบว่ามีเลือดออกใต้เยื้อหุ้มสมองชั้นใน ซึ่งหากมีการกระแทกจากภายนอกจะมีเลือดออกที่เยื้อหุ้มสมองชั้นนอกเป็นลำดับแรก หรือหากมีการกระทำอื่นใดที่ทำให้ไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ตามที่มีการกล่าวอ้าง เช่น ใช้ถุงคลุม หรือใช้ผ้าเปียกปิดหน้า หรือการกระทำอื่นๆที่ทำให้เกิดภาวะปิดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งจากการสอบถามกับทางทีมแพทย์ พบว่าหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นจริง จะต้องมีการแสดงถึงจุดที่เลือดออกบ้าง เช่นที่ชัดเจนคือเยื้อบุหลอดเลือดแตกและมีเลือดออกที่ตา เหงือก หรือบริเวณริมฝีปาก และใบหน้าจะบวมคล้ำ ซึ่งกรณีของนายอับดุลเลาะฯ ไม่ปรากฎอาการดังกล่าว
  4. การช่วยเหลือครอบครัวของนายอัลดุลเลาะฯ ทางคณะกรรมการฯ จะรวบรวมข้อเท็จจริงและผลการวินิจฉัยของแพทย์ รายงานให้ ศอ.บต. ทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ คณะกรรมการฯมีมติ เห็นควรให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ตามความเหมาะสม โดยจะเชิญภรรยาและครอบครัวของนายอับดุลเลาะฯมาหารือต่อไป
  5. รวมไปถึงเหตุลอบยิงนายอับดุลตอเละ กาสอ เสียชีวิตในพื้นที่ อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา เพจ Fake News ดังกล่าว ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความที่บิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหา โจมตีว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจากภาพความเป็นจริง ในการรวบรวมวัตถุพยานในที่เกิดเหตุทั้งปลอกกระสุนขนาด 5.56 มม. และขนาด 9 มม. และจากผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ชี้ชัดว่าอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ลอบยิงนายอับดุลตอเละ กาสอ เสียชีวิต เป็นอาวุธที่คนร้ายเคยใช้ก่อเหตุในพื้นที่ จ.ปัตตานี และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา รวม 13 คดี สำหรับอาวุธปืน M16 ที่ใช้ในการก่อเหตุพบเป็นปืนที่แย่งชิงมาจากการโจมตีจุดตรวจ ชคต.ปะกาฮะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา อีกทั้งปืนกระบอกดังกล่าวยังใช้ยิงก่อกวนเหตุระเบิดตู้ ATM ในพื้นที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันในหลายเหตุการณ์จึงสามารถสรุปได้ว่าเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน และจากเหตุระเบิดตู้ ATM.ก็เช่นกันมีความพยายามออกมาชี้นำสังคมโดยโพสต์ภาพรอยเท้าบริเวณหลังเสื้อของเจ้าหน้าที่รักษา
  6. ความปลอดภัยมหาวิทยาลัยฟาตอนี ว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมไปถึงในอีกหลายเหตุการณ์ที่เพจ Fake News เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีความพยายามบิดเบือน ไร้ความน่าเชื่อถือ ปราศจากข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง และจากกรณีดังกล่าว พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้ส่วนที่เกี่ยวข้องเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่ม Fake News อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสั่งการให้ทีมกฎหมาย กอ.รมน.ภาค 4.สน. เร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับแอดมินเพจดังกล่าวให้ได้โดยเร็ว ซึ่งหากปล่อยไว้อาจสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นวงกว้าง

          จึงขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข่าวสารการชี้แจงข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่เท่านั้น รวมทั้งบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวออกไป เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มไม่หวังดี และอาจจะมีความผิดทางกฎหมาย ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้โดยตรงที่เบอร์สายด่วน 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา กอ.รมน.ภาค 4 สน.

ฝ่ายปกครองโชว์ผลงาน บุกทลายบ่อนที่เปิดเย้ยกฎหมายลาดพร้าว127 วันเดียว 2 จุด หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดี

          เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 62 เวลา 18.00 น. นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผอ.ส่วนกำกับสืบสวนและปราบปราม สำนักการสอบสวนและนิติการกรมการปกครอง, นายราเยส ราย หัวหน้ากำกับสืบสวนและปราบปราม1 นำกำลังฝ่ายปกครองกว่า 10 นาย พร้อมด้วย พ.ต.ท.สุรพงศ์ สาขากร สว.สส.สน.ลาดพร้าว และฝ่ายสืบสวน สน.ลาดพร้าว บุกเข้าจับบ่อนการพนันจำนวน 2 จุด

โดยจุดแรก อยู่ภายในซอยลาดพร้าว 127 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ ลักษณะเป็นตึกแถว 2 คูหาติดกัน ซึ่งจากการตรวจค้นตึกแรกพบของกลางดังนี้

  1. ตู้สล็อตลูกดีด จำนวน 4 ตู้
  2. ตู้สล็อตผลไม้ จำนวน 1 ตู้
  3. ผู้ดูแล 1 คน
  4. ผู้เล่นเป็นชายอีก 4 คน

และตึกที่ติดกัน พบของกลางดังนี้

  1. โต๊ะคอมพิวเตอร์พนันบอลออนไลน์มีใบเสร็จ 4 ตู้
  2. โต๊ะคอมพิวเตอร์เสือมังกร 4 ตู้
  3. ตู้ปลาขนาดใหญ่ จำนวน 1 ตู้
  4. เงินสดจำนวน 39,000 บาท
  5. ผู้ดูแลจำนวน 2 คน แยกเป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน
  6. ผู้เล่นอีกจำนวน 12 คน เป็นชายทั้งหมด

จุดที่ 2 อยู่บริเวณซอยนวมินทร์ 6 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ อยู่ภายในแฟลตการเคหะคลองจั่น เข้าตรวจสอบด้านในพบของกลางดังนี้

  1. ตู้สล็อตลูกดีด จำนวน 4 ตู้
  2. ผู้ดูแลจำนวน 1 คน
  3. คนเล่น 6 คน

          เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้เล่นและผู้ดูแลพร้อมของกลางทั้งหมดไปที่ สน.ลาดพร้าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาแก่ผู้ดูแลทั้งหมด “จัดให้มีการเล่นการพนันไฮโลพนันเอาทรัพย์สินกัน และเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้” และแจ้งข้อหากับผู้เล่น “ลักลอบเล่นการพนันโดยผิดกฎหมาย” นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณภาพข่าวจากปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง

บ.โรเบิร์ตชอว์ (Rober tshaw) ขยายปีก เปิดตัวศูนย์กระจายสิน ค้าในไทย

โรเบิร์ตชอว์ (Robertshaw)บริษัทผู้ผลิตและวิศวกรรมระดับโลกจากอเมริกา ที่มุ่งเน้นเรื่องการควบคุมและโซลูชั่นสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในครัวเรือนและเครื่องใช้ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เปิดตัวศูนย์กระจายสินค้าในไทย ที่จังหวัดชลบุรี)
       

          (ศรีราชา จ.ชลบุรี )- เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2562 มร.มาร์ค บัลคิวนาส (Mr.Mark Barcunas) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธาน บริษัท โรเบิร์ตชอว์ (Robertshaw) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและวิศวกรรมระดับโลกจากอเมริกา ที่มุ่งเน้นเรื่องการควบคุมและโซลูชั่นสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในครัวเรือนและเครื่องใช้ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ได้นำทีมผู้บริหารบริษัทฯพร้อมพนักงานทำพิธีเปิดตัวศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่แห่งแรกในประเทศไทย โดยมีลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทพร้อมด้วย นางจีรนันท์ เกตุสาลี สมาชิกสภาเทศบาลเจ้าพระยาสุรศักดิ์ และแขกผู้มีเกียรติทั้งไทยและต่างชาติเข้าร่วมแสดงความยินดี
     

         มร.มาร์ค บัลคิวนาส (Mr.Mark Barcunas) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเปิดงาน กล่าวว่า “การลงทุนของเราในประเทศไทยนั้น เป็นการช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์ธุรกิจในการให้บริการด้านวิศวกรรมระดับโลกและการผลิตที่ทันสมัยในภูมิภาคที่ลูกค้าของเราดำเนินงานและได้เริ่มการขยายกิจการ” มร.มาร์ค บัลคิวนาส (Mr.Mark Barcunas) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยจำนวนวิศวกรกว่า 200 รายทั่วโลก โรเบิร์ตชอว์ จึงมีความพร้อมเป็นอย่างดีที่จะมอบความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมในวงกว้างในเทคโนโลยีด้านเครื่องกลไฟฟ้าพื้นฐาน เครื่องจักรกล และอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการนำไปประยุกต์ใช้” ให้กับลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพ
       

          โดยศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ของ บริษัทโรเบิร์ตชอว์ (Robertshaw) ตั้งอยู่บนพื้นที่ 16,000 ตารางฟุตแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 158/2 (M1/1) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งใช้เวลาขับรถจากกรุงเทพฯประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น  และยังตั้งอยู่ใกล้กับบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารายอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันอีกด้วย
สำหรับศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ มีจุดเด่นคือสามารถส่งมอบสินค้าได้อย่างเที่ยงตรง ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบสำคัญและบริการเสริมมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคลอบคลุมการทดสอบผลิตภัณฑ์ การประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ และการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมเบา
       

          ปัจจุบัน บริษัทโรเบิร์ตชอว์ (Robertshaw) ได้ดำเนินงานอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 15 ประเทศ นอกเหนือไปจากศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ในประเทศไทยแล้ว บริษัทยังมีศูนย์การดำเนินงานอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ โรงงานที่เมืองชิงเต่า ประเทศจีน และปูเน่ ประเทศอินเดีย รวมทั้งศูนย์กระจายสินค้าในนอร์ท ร็อคส์ ประเทศออสเตรเลียอีกด้วย.
     

          ทั้งนี้สำหรับข้อมูลเกี่ยว บริษัทโรเบิร์ตชอว์ (Robertshaw) เป็นบริษัทผู้ผลิต วิศวกรรมและการออกแบบระดับโลกอเมริกา ซึ่งจำหน่ายอุปกรณ์ชิ้นส่วนหลักในการควบคุมพลังงานและการควบคุมระบบการหมุนเวียนสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และได้ยกระดับการทำงาน รวมทั้งเทคโนโลยีไปสู่ตลาดในอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งช่องทางบริการหลังการขาย การประยุกต์ใช้งานครอบคลุมถึงระบบการควบคุมเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า เครื่องล้างจาน ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบปรุงอาหารที่ใช้ไฟฟ้าหรือแก็ส เครื่องผลิตน้ำแข็ง ระบบแจกจ่ายของเหลว เครื่องทำความร้อนแบบหม้อต้ม วาวล์แก็สสำหรับระบบทำความร้อน ระบบควบคุมอุณหภูมิและของเหลวสำหรับยานยนต์/ ออฟโร้ด  สำหรับข้อมูลเพิ่ม สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ www.robertshaw.com

 พัทยา จ.ชลบุรี / โยธิน พรมแตง -คัมภีร์ อาบสุวรรณ์ – วิรัตน์ ขำแตร -ทนงค์ ปรีเปรม *086-1499878

บก.ปอศ รับมอบตัวผู้ต้องหา คดี “ฉ้อโกง,ฉ้อโกงประชาชน,นำเข้าซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ สู่ระบบคอมพิวเตอร์”

         วันนี้​ วัน​พฤหัสบดี​ที่ 29 ส.ค.62​ ที่บก.ปอศ.​: พล.ต.ต ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ปอศ. สั่งการให้​ พ.ต.อ.ภาดล จันทร์ดอน ผกก.กก.5 บก.ปอศ. และเจ้าหน้าที่กก.5 บก.ปอศ. รับมอบตัวนางสาวศิริรัตน์ จันทร์ปรุ ที่ 1239/2562 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ในความผิดฐาน “ฉ้อโกง,ฉ้อโกงประชาชน,นำเข้าซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ สู่ระบบคอมพิวเตอร์”

          สืบเนื่องจากราวเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้เสียหายได้มาร้องทุกข์ผ่านทาง​ ศปอส.ตร. ว่าถูกผู้ต้องหาใช้อุบายหลอกลงทุนโดยการชักชวนกลุ่มผู้เสียหาย ซึ่งเป็นกลุ่มแม่ค้าที่ซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่านทางแอพพลิเคชั่นเฟสบุ๊ก ชื่อ “สานฝันปันรวย” มีสมาชิกประมาณ 40 คน ร่วมลงทุนเป็นตัวแทนขายสินค้า และสั่งซื้อสินค้า หรือสต๊อกสินค้า ตัวใหม่จำนวนหลายรายการ เช่น สบู่,ครีม​ และเซรั่ม ยี่ห้อ Areeya ซึ่งสมาชิกที่ลงทุนไม่ต้องนำสินค้าไปจำหน่ายเอง  จะมีทีมงานของผู้ต้องหา เป็นผู้นำสินค้าไปขายให้ โดยอ้างว่าทีมงานดังกล่าวไม่มีทุน จึงต้องการเงินทุนเพื่อใช้ในการสต๊อกสินค้า ซึ่งหากสมาชิกสั่งซื้อสินค้าในจำนวนมากจะทำให้สามารถซื้อสินค้าในราคาต้นทุนที่ต่ำส่งผลให้กำไรสูงขึ้น  เช่น  หากสต๊อกสินค้า 1 ล้านชิ้น ราคา 23 บาท ทีมขายจะสั่งซื้อ 100 ชิ้น ในราคา 40 บาท ทำให้ได้กำไรชิ้นละ 17 บาท ทำให้มีผู้หลงเชื่อจำนวนมาก

          ต่อมาเมื่อครบกำหนด ส่งมอบสินค้าก็ไม่มีสินค้าที่สมาชิกสั่งซื้อผลิตสต๊อกออกมาขาย เมื่อสอบถามก็บ่ายเบี่ยงโดยอ้างว่าทาง อย. มีความเข้มงวดมากต้องรอสินค้าได้รับอนุญาตก่อนจึงจะนำออกมาขายได้ และผัดผ่อนเรื่อยมา เป็นเหตุให้กลุ่มผู้เสียหาย ได้รับความเสียหาย 153,781,966 บาท ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับ กระทั่งผู้ต้องหารายนี้ทราบว่าถูกออกหมายจับ จึงประสานเข้ามอบตัว ทั้งนี้ผู้ต้องหาให้การปฎิเสธ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนกก.5​ บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง​
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

รมช.ศธ.3 เปิดงาน”สืบสาน รักษา ต่อยอด ครูประวัติศาสตร์ชาติไทย” ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

          เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา​ ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม ชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี​ : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช. ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด ครูประวัติศาสตร์ชาติไทย ของสำนักงาน กศน. ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยมีผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครูผู้สอนประวัติศาสตร์ บุคลากร กศน. ที่ผ่านการอบรมจิตอาสา 904 วิทยากร ผู้บริหารในส่วนภูมิภาค และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 1,490 คน

          สำนักงาน กศน.ได้ดำเนินการจัดโครงการอบรมประวัติศาสตร์ชาติไทยและบุญคุณของพระมหากษัตริย์ไทย เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์รักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยให้แก่ครู กศน. ทั่วประเทศ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 และได้ขยายผลการดำเนินงานจัดอบรมหลักสูตรแบบเข้มข้นภายใต้โครงการ “การอบรมวิทยากรประวัติศาสตร์ชาติไทย” เพื่อสร้างครูผู้สอนประวัติศาสตร์ชาติไทยในสังกัดสำนักงาน กศน.ในอันที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอดตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งสำนักงาน กศน. ได้จัดงาน “สืบสาน รักษา ต่อยอดครูประวัติศาสตร์ชาติไทยของสำนักงาน กศน. ถวายสมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2562 และเพื่อเผยแพร่การดำเนินงานการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของครู กศน. ทั่วประเทศที่ผ่านการอบรมหลักสูตรดังกล่าว เพื่อสร้างขวัญ กำลังใจให้แก่ครู กศน. ในการที่จะปฏิบัติภารกิจต่อไป

          ดร.กนกวรรณฯ กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดงานว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาเป็นเวลายาวนาน สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงอยู่ของชาติไทย ทุกคราวที่ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตนานาประการ ประเทศชาติก็สามารถผ่านพ้นมาได้เสมอ ด้วยพระบารมีแห่งองค์บูรพมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ตราบจนปัจจุบันนี้

          ดังนั้น การเผยแพร่ความรู้ การสอนให้เยาวชน ประชาชนไทยได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์และประวัติศาสตร์ชาติไทยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างจิตสำนึกและอุดมการณ์รักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ และขอชื่นชมครู กศน.และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านในการปฏิบัติภารกิจนี้อย่างเข้มแข็งและสร้างสรรค์ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการประกาศศักยภาพของครู กศน. ที่มากกว่าการเป็นครูสอนด้านวิชาการ แต่เป็นครูที่สามารถสร้างอุดมการณ์ในการเป็นพลเมืองที่ดี เป็นพลเมืองที่มีจิตสำนึกรักชาติ ศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสืบสาน รักษา และต่อยอดอุดมการณ์ดังกล่าวของครู กศน. จะคงอยู่และสามารถขยายผลไปสู่นักศึกษาและประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​