ด้วยรักสู่วันเกษียณแด่ “พลตำรวจโท อัตชัย ดวงอำพร” (ผบช.สง.ผบ.ตร.)

ด้วยรักสู่วันเกษียณแด่ “พลตำรวจโท อัตชัย ดวงอำพร” (พี่เจี๊ยบ/ผบ.เจี๊ยบ) ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.สง.ผบ.ตร.) พร้อมยินดีกับน้องชาย (เสธ.เอ๋) ขึ้นนายพลป้ายแดงกองทัพบก

         กรุงเทพ-ช่วงค่ำวันที่ 4 ตุลาคม 2562 เหล่าข้าราชการนายตำรวจระดับสูงของสำนัก งานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายทหาร พร้อมด้วยข้าราชการหลายหน่วยงานรวมถึงมิตรสหายที่สนิทรักใคร่ทั้งไทยและต่างชาติ นักธุรกิจ, ผู้สื่อข่าวพัทยา-กรุงเทพฯ ต่างมาร่วมงานแสดงมุทิตาจิต “วันเกษียณอายุราชการ 30 กันยายน 2562” ให้กับ พลตำรวจโท อัตชัย ดวงอำพร (พี่เจี๊ยบ/ผบ.เจี๊ยบ) ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.สง.ผบ.ตร.) ซึ่งเกษียณอายุราชการ 30 กันยายน 2562 ซึ่งจัดงานเลี้ยงขึ้นอย่างอบอุ่นเป็นกันเองแขกที่มาร่วมงานแต่งตัวไสตล์คาวบอยไนท์ โดยงานจัดขึ้น ที่ห้องครัวมหานาค ชั้น31 โรงแรมปริ้นซ์พาเลซ เขตป้อมศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

         สำหรับ พลตำรวจโทอัตชัย ดวงอำพร หรือพี่เจี๊ยบ/ผบ.เจี๊ยบ. ดำรงค์ตำแหน่งผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.สง.ผบ.ตร.)ทำหน้าที่ประสานงาน สปท., รอง ผอ.ศปก.ตร. จบโรงเรียนนายร้อย จปร.รุ่น18/ จบโรงเรียนร้อยตำรวจ รุ่น34 รับราชการตำรวจตั้งแต่ปี พ.ศ 2524-2562 ในขณะที่ดำรงค์ตำแหน่งท่านปฎิบัติหน้าที่ข้าราชการตำรวจด้วยความขยันซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เป็นนายตำรวจที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่รักใคร่ต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา รวมถึงเหล่าพี่น้องเพื่อนๆที่ใกล้ชิด ทำหน้าที่นายตำรวจได้อย่างน่าชื่นชมยกย่องเป็นแบบอย่างต่อข้าราชการตำรวจไทยในยุคปัจจุบันอย่างมาก ตลอดจนท่านเกษียณอายุราชการ

          พร้อมกันนี้ยังถือโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมแสดงความยินดีให้กับ พลตรี อนันต์กฤตย์ ดวงอำพร หรือเสธ.เอ๋ (จบโรงเรียนนายร้อย จปร.รุ่น19 ) ซึ่งเป็นน้องชายของพลตำรวจโทอัตชัยฯ ซึ่งท่านได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นนายพลป้ายแดงคนล่าสุดของกองทัพบกไทยอีกด้วย…

พัทยา จ.ชลบุรี / โยธิน พรมแตง -คัมภีร์ อาบสุวรรณ์ -วิรัตน์ ขำแตร *086-1499878

สำนักข่าวความมั่นคง

มุกดาหาร # กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย ทวงถามความคืบหน้า กรณีเหมืองหินทรายเพื่ออุตสาหกรรม

วันที่ 3 ตุลาคม 2562 เวลา 09:00 -16.00 น. ศูนย์ประสานงานตัวแทนพรรคเสรีรวมไทย ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย ทวงถามความคืบหน้า กรณีเหมืองหิน ทรายเพื่ออุตสาหกรรม

         สืบเนื่อง เมื่อวันที่ 2 เดือนสิงหาคม 2562 มีคำสั่งที่ 603/2562 เทศบาลตำบลคำป่าหลาย ตั้งคณะทำงาน ตรวจสอบกรณี คำขอประทานบัตร 2/2559 บริษัททรี มาเธอร์ เทรดดิ้ง จำกัด ยื่นประทานบัตร เหมืองหิน บริเวณบ้านนาคำน้อย ท้องที่เทศบาลตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัด มุกดาหาร เนื้อที่ 215 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงหมู แปลงที่ 2 ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าจากกรมป่าไม้ แต่เนื่องจาก บริเวณดังกล่าว เป็นพื้นที่ป่าน้ำซับซึม ขัดต่อพรบ.แร่ 2560 มาตรา 17 วรรค 4

         อนึ่ง เกิดความขัดแย้ง กับราษฎรในพื้นที่ ซึ่งขัดต่อระเบียบ ข้อ 8 (5) ในการเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนฯ ด้วยเหตุนี้ ทางกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย จึงได้คัดค้านโครง การ ดังกล่าว จนนำมาสู่การตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อยื่นต่อสภาเทศบาลคำป่าหลาย ให้มีความมติสภาฯใหม่ ซึ่งมีนัยยะสำคัญ กรณีประชาคมหมู่บ้านอันเป็นเท็จและพบแหล่งน้ำซับซึม

          ในวันนี้ สรุปความเห็นคณะทำงาน โดยนิติกร เทศบาลตำบลคำป่าหลาย ( ในฐานะเลขาคณะทำงาน) ยืนยันจะเร่ง สรุปเอกสารข้อเท็จจริงคณะทำงานยื่นต่อนายอำเภอเมืองมุกดาหาร เพื่อให้เปิดสภาวิสามัญภายในวันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2562 นี้ เพื่อยื่นญัตติแก่ทางประธานสภาฯเปิดสมัยวิสามัญให้ทันภายในเดือนตุลาคมนี้

          เวลา 10:00 น.หลังจากนั้นตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย ได้เดินทางมายังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร เพื่อทวงถามความคืบหน้า กรณีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 10 จังหวัดอุดรธานี ที่ได้ลงมาตรวจสอบพื้นที่คำขอดังกล่าว กรณีพบแหล่งน้ำซับซึม ผลการตรวจสอบพบ ทิศทางไหลของน้ำซับและน้ำใต้ดิน (ปรากฏในเอกสาร )มีการไหลของทิศทางน้ำจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกผ่านพื้นที่คำขอดังกล่าว จึงมีข้อสังเกตุได้ว่าพื้นที่คำขอดังกล่าวเป็นแหล่งต้นน้ำและแหล่งน้ำซับซึม มีอัตราการไหลของน้ำตลอดทั้งปี จึงไม่สามารถทำเหมืองในพื้นที่ดังกล่าวได้

          เวลา 13:00 น. เดินทางเข้าทวงถามเอกสาร บันทึกการตรวจสอบข้อเท็จจริง การลงพื้นที่ของ กอรมน. มุกดาหาร ในวันที่ 10-11 ก.ย. 62 ที่ผ่านมา กรณีเหมืองหินและป่าสงวนฯ เบื้องต้น เอกสารยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หากจัดเสร็จแล้ว จะจัดส่งเอกสารมาทางกลุ่มฯ เร็วๆนี้

          ขณะที่เรื่องคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเรื่องป่าสงวนฯ ทางตัวแทนส่วนราชการ ทสจ.(เลขาธิการ)คณะกรรมการแก้ไขปัญหา รับปากว่าจะนัดวันคุยคณะกรรมการใหม่ ภายใน 1 อาทิตย์นี้ เพื่อพูดคุยหาแนวทางแก้ไข กรณีดังกล่าวด้วย.


พวงเพชร / หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร
///////เดวิด มุกดาหาร //////รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง

นายกรัฐมนตรี สั่งติดตามนักศึกษาไทย ถูกอียิปต์จับกุม เผย ไม่เชื่อมโยงกลุ่มก่อการร้ายไอเอส

         วานนี้ (3 ต.ค. 62) พ.อ.วัชรกร อ้นเงิน ผู้ช่วยโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เปิดเผยถึงกรณีที่มีนักศึกษาไทยถูกทางการอียิปต์จับกุมตัวไว้ หลังต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายไอเอส โดยล่าสุดนั้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าติดตาม เพื่อพูดคุยหารือกับทางการอียิปต์ถึงเรื่องดังกล่าว

          เบื้องต้นนั้น จากการตรวจสอบไม่พบการเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายไอเอสตามที่ได้เป็นข่าว โดยทุกภาคส่วนไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามที่จะนำตัวนักศึกษาคนดังกล่าวกลับมาให้ได้ และได้แจ้งเตือนไปยังนักศึกษาไทยที่อยู่ในประเทศอียิปต์ อีกกว่า 3,000 คน ให้มีการระมัดระวังตัว ซึ่งทางประเทศอียิปต์เองก็กำลังมีความขัดแย้งอยู่ภายในด้วยเช่นกัน

          อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้มีการประสานขอข้อมูลข่าวสารมายังสำนักข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ก็ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปประสานข้อมูล และตรวจสอบพฤติกรรมว่ามีความเชื่อมโยงหรือไม่อย่างไร ซึ่งในขั้นต้นก็ไม่ปรากฏความเชื่อมโยงแต่อย่างไร แต่ก็ต้องดูอีกครั้งว่า พยานหลักฐานที่ทางฝ่ายความมั่นคงของการประเทศอียิปต์มีอยู่นั้น มีอะไรบ้างและมากกว่าที่เป็นข่าวอยู่หรือไม่

#นายกรัฐมนตรี #ติดตามนักศึกษาไทย ถูกอียิปต์จับกุม #ไม่เชื่อมโยงกลุ่มก่อการร้ายไอเอส   #สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ #NNT  #ILOVETHAILAND

ขอบคุณข้อมูล : ผู้สื่อข่าว – อัมรัน แมหะ /ผู้เรียบเรียง – วสันต์พรรษ จำเริญนุสิต

แหล่งที่มา : สวท.ยะลา

เจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง ทำแผนประกอบคำรับสารภาพเหตุเผาศูนย์ฮอนด้า ปัตตานี ปี’55

         วันที่ 3 ตุลาคม 2562 เวลา 13.30 น.  ที่ บริษัทปัตตานี ฮอนด้า คาร์ จำกัด เลขที่ 295 ริมถนนสายปัตตานี – หาดใหญ่ หมู่ที่ 7 ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พร้อมด้วย พันเอกหาญพล เพชรม่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 และ พันตำรวจเอก ปฐมพงศ์ เพชรพิรุณ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหนองจิก นำผู้ต้องสงสัยตามหมายพระราชบัญญัติกฏอัยการศึก ทำแผนประกอบคำรับสารภาพในคดีร่วมก่อเหตุลอบวางเพลิง โรงจอดรถบริษัทปัตตานี ฮอนด้า คาร์ จำกัด เลขที่ 295 ริมถนนสายปัตตานี – หาดใหญ่ หมู่ที่ 7 ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ค่าเสียหายกว่า 30 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2555 หลังถูก นายไซมิง ดาราแม ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคงให้การซัดทอด

         สืบเนื่องจากเมื่อช่วงกลางดึกวันที่  1 ตุลาคม 2562  ที่ผ่านมา หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม จังหวัดปัตตานี ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43, หน่วยซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนภาคใต้, และสถานีตำรวจภูธรหนองจิก ได้เข้าสืบ สวนขยายผล นาย ไซมิง ดาราแม ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคงที่ให้การซัดทอด จนสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยตามหมายพระราชบัญญัติ กฏอัยการศึก และได้ส่งตัวให้หน่วยซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ขยายผล

          ซึ่งเบื้องต้นได้รับสารภาพว่าเข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนเมื่อปี 2557 และได้ผ่านหลักสูตรหน่วยรบขนาดเล็ก หรือ RKK จากโรงเรียนอิสลามบูรพา ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกหลายครั้ง รวมถึง เหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ได้ร่วมกับกลุ่มคนร้ายประมาณ  12 คน ใช้อาวุธปืนสงครามจำนวนหนึ่งก่อวินาศกรรมลอบวางเพลิงโรงจอดรถ ของบริษัทปัตตานี ฮอนด้า คาร์ จำกัด เป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหายจำนวน 15 คัน และรถจักยานยนต์อีกจำนวน 2 คัน โดยตนเองทำหน้าที่เผายางรถยนต์ เพื่อสกัดขวางการติดตามของเจ้าหน้าที่

          ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องสงสัยมาทำการชี้จุดก่อเหตุที่บริษัท ปัตตานีฮอนด้าคาร์ จำกัด เพื่อประกอบคำรับสารภาพ และรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

ยิงดับผู้ช่วย ผญบ.หญิง น้องสาวเป็น ชรบ.สาหัส

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ร้อนระอุมากขึ้นช่วงสิ้นเดือนกันยายน ต่อเนื่องต้นเดือนตุลาคม คนร้ายลอบยิงเจ้าหน้าที่และกองกำลังประชาชนที่ช่วยเหลืองานภาครัฐเสียชีวิต 2 ราย 

         เหตุรุนแรงเกิดขึ้นแทบจะรายวัน โดยเมื่อเวลา 14.30 น. วันพฤหัสบดีที่ 3 ต.ค.62 ตำรวจ สภ.กรงปินัง จ.ยะลา รับแจ้งจากศูนย์วิทยุสื่อสารว่า มีเหตุคนร้ายยิงเจ้าหน้าที่รัฐได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดที่บ้านกูแบ หมู่ 2 ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุอยู่บนถนนภายในสวนยางพารา พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีแดง หมายเลขทะเบียน 1 กง 1370 ยะลา จอดตั้งขาตั้งคู่อยู่บนถนน ใกล้ๆ กันพบเลือดจำนวนมากหยดอยู่เป็นหย่อมๆ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อ นางมือละ เจ๊ะโซะ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 182 หมู่ 2 ต.สะเอะ ถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด 9 มม.บริเวณหน้าอกและราวนมรวม 5 นัด และ นางรอกาเยาะ ยูโซะ อายุ 45 ปี เป็นน้องสาวของนางมือละ อยู่บ้านเลขที่ 50/5 หมู่ 2 ต.สะเอะ ถูกกระสุนปืนบริเวณเอวและหน้าอกรวม 2 นัด อาการสาหัสทั้งคู่ เบื้องต้นพลเมืองดีนำส่งโรงพยาบาลกรงปินังไปก่อนแล้ว

          ต่อมามีรายงานว่า นางมือละ เจ๊ะโซะ ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตระหว่างทาง ส่วน นางรอกาเยาะ แพทย์ได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืน 6 ปลอก และหัวกระสุนปืนจำนวน 1 หัว จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

         จากการสอบสวนทราบว่า นางมือละ มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) ส่วน นางรอกาเยาะ เป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ก่อนเกิดเหตุ นางมือละ ได้ขี่รถจักรยานยนต์ที่พบในที่เกิดเหตุ เดินทางกลับจากการประชุมที่ตัวอำเภอกรงปินัง โดยมี นางรอกาเยาะ นั่งซ้อนท้ายเพื่อกลับบ้าน เมื่อถึงที่เกิดเหตุ มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแต่คาดว่ารู้จักกันมาก่อน ดักรออยู่ข้างทาง เมื่อนางมือละขี่รถผ่านมา คนร้ายได้เรียกให้หยุด ทำทีจะคุยธุระด้วย ทำให้นางมือละยังไม่ทันตั้งตัว คนร้ายสบโอกาสจึงใช้อาวุธปืนจ่อยิงตามร่างกายทั้ง 2 คนหลายนัด ทำให้บาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ ก่อนที่นางมือละจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังก่อเหตุคนร้ายได้พากันหลบหนีเข้าไปในป่ายางพารา ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนว่ามาจากเรื่องส่วนตัวหรือการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ เนื่องจากผู้เสียชีวิตและน้องสาวทำงานให้กับภาครัฐ

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ : สำนักข่าวอิสรา

ทหารหนุนจัดเวทีชาวบ้านชายแดนใต้เชียร์ใช้กฎหมายพิเศษ

ท่ามกลางกระแสของฝ่ายค้าน นักวิชาการ และองค์กรภาคประชาสังคมบางส่วนที่ออกมาโจมตีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 15 ปี และเรียกร้องให้ยกเลิก 

          กระแสนี้ร้อนแรงมากขึ้นในช่วงหลัง เพราะถูกนำไปยึดโยงกับกรณีการเสียชีวิตของ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงที่ถูกคุมตัวเข้าค่ายทหารเพียง 1 คืน ก็มีอาการสมองบวม หมดสติ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา แม้ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะพบว่าเสียชีวิตเพราะอาการเจ็บป่วย แต่ก็ยังมีกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษ เพราะเชื่อว่าเป็นสาเหตุของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับนายอับดุลเลาะ

          จากการตรวจสอบของ “ทีมข่าวอิศรา” พบว่า จริงๆ แล้วยังมีการจัดเวที “ประชาสังคมสนับสนุนกฎหมายพิเศษ” ในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วยเช่นกัน โดยการสนับสนุนงบประมาณและการจัดการตางๆ จากศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

          เวทีที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานนี้เป็นของ “กลุ่มสตรีพัฒนาจิตอาสาบ้านปากบางสะกอม” อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็น 1 ใน 4 อำเภอรอยต่อของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่บังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ โดย นางอุมาพร ซาหีมซา หัวหน้ากลุ่มสตรีบ้านปากบาง ตำบลสะกอม อำเภอเทพา เป็นแม่งานจัดเวทีประชาสังคมสนับสนุนกฎหมายพิเศษ โดยใช้สถานที่ของโรงเรียนบ้านปากบางสะกอม มีกลุ่มสตรีพัฒนาจิตอาสา ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 147 คน ในงานมีการร่วมกันร้องเพลงชาติไทย เพื่อสร้างกระแสจิตสำนึกความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ด้วย

          จากนั้น ดร.อภิรัชศักดิ์ รัชนีวงค์ นักวิชาการด้านกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “กฎหมายพิเศษ มีความสำคัญอย่างไร” จบแล้วมีการแบ่งกลุ่มกลุ่มระดมความคิดเห็น และนำเสนอผลงานในหัวข้อ “การสนับสนุนกฎหมายพิเศษในพื้นที่” โดยกลุ่มสตรีพัฒนาจิตอาสาฯ ได้ร่วมรณรงค์ในแคมเปญ “คนสะกอมสนับสนุนกฎหมายพิเศษ” และ “คนสะกอมสนับสนุนกฎหมายความมั่นคง เพื่อปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์” ด้วย

          นอกจากนั้นยังมีการเปิดเวทีเสวนา โดยมี น.ส.ปาดีเมาะ เปาะอีแตดาโอะ นายกสมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ หรือ We Peace เป็นผู้ดำเนินรายการ และได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมเวทีเสวนาแสดงความคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับประโยชน์และผลดีของการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง รวมทั้งข้อเสนอแนะต่อภาครัฐในการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่

          นางอุมาพร หัวหน้ากลุ่มสตรีบ้านปากบาง บอกว่า กฎหมายพิเศษมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันเหตุร้ายและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน ที่ผ่านมากฎหมายพิเศษดูแลประชาชนได้ดีมากๆ ขอให้มีกฎหมายพิเศษนี้อยู่คู่กับพวกเราต่อไป

          ขณะที่ นางนงลักษณ์ สาเมาะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ตำบลสะกอม บอกว่า กลุ่มสตรีมีส่วนสำคัญและมีพลังอย่างอย่างยิ่งในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เพราะสตรีเกือบทุกคนสวมหมวกหลายใบ เป็นทั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน จิตอาสาเยียวยา และ อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน หรือ อสม. ถือว่ามีความพร้อม สามารถรวมตัวกันได้ภายใน 15 นาทีเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง มีการแจ้งเหตุและแจ้งเตือนไปยังลูกบ้าน จึงขอสนับสนุนการใช้กฎหมายพิเศษ

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ : สำนักข่าวอิสรา

กอ.รมน.ภาค 4 สน. นำผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิด และซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ อส.ชคต.นาประดู่ ส่งมอบแก่ DSI หลังพบเป็นบุคคลตามหมายจับของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

         วันนี้ 3 กันยายน 2562 เวลา 11.00 น. ที่ เรือนรับรองมณฑลทหารบกที่ 46 ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พลเอก จตุพร กลัมพสุต ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า, พันเอก หาญพล เพชรม่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 นำตัว นายมะหะมะรอมือลี สาแม ผู้ต้องหาจากเหตุลอบวางระเบิด และซุ่มยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ ชุดรักษาความปลอดภัยครู โรงเรียนบ้านควนประ ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562  ส่งมอบให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษแห่งราชอาณาจักรไทย (DSI) โดยมี พันตำรวจตรี ศิริวิชญ์ ชาญเตชะสิทธิกุล ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นผู้รับมอบตัว

          จากกรณี คนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดและซุ่มยิง เจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ ชุดรักษาความปลอดภัยครู โรงเรียนบ้านควนประ ตำบลนาประดู่. อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่  16 กันยายน 2562 ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 นาย และบาดเจ็บ จำนวน 4 นาย เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผล โดยเมื่อวันที่  20 กันยายน 2662  หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม ประจำจังหวัดปัตตานี ร่วมกับชุดสืบสวน คดีสำคัญ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจส่วนหน้า และ สถานีตำรวจภูธรควนโดน ได้เชิญตัวเยาวชน ที่เป็นผู้จดทะเบียนซิมโทรศัพท์ มาให้ข้อมูล จนทราบว่า นายมะหะมะรอมือลี สาแม ครูสอนศาสนา โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยานุสรณ์ ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล เป็นผู้ให้ไปใช้เปิดซิมโทรศัพท์ จำนวน 2 ซิม เจ้าหน้าที่จึงขยายผลติดตามจับกุม นายมะหะมะรอมือลี สาแม  และให้การยอมรับว่า เป็นผู้สั่งให้เยาวชน ซึ่งเป็นนักเรียนใน โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยานุสรณ์  ไปซื้อซิมโทรศัพท์ จำนวน 2 ซิมจริง  ซึ่งเป็นหมายเลขตรงกับโทรศัพท์ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยได้มอบซิมโทรศัพท์ให้กับนายฟาอิส หรือนายรุสลัน โต๊ะบีลา สมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่เข้ามาหลบซ่อนตัว ในพื้นที่จังหวัดสตูล โดยได้เป็นครูสอน วิชาพละ โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยานุสรณ์

          ภายหลังการตรวจสอบประวัติ นายมะหะมะรอมือลี สาแม พบว่า เป็นบุคคลตามหมายจับของกรมสอบสวนคดีพิเศษหมายจับ ป.วิอาญา ศาลอาญา ที่ 87/2548 ลง 7 ม.ค. 48 ซึ่งเคยมี รางวัลนำจับ  300,000 บาท และมีหมายจับ พรก.ศาลปัตตานี ที่ ฉฉ.130/62 ลง 20 ก.ย. 62 จึงได้เชิญตัวมายัง หน่วยซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า  ค่ายอิงคยุทธบริหาร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดย นายมะหะมะรอมือลี สาแม ยอมรับว่า เป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ผ่านการสาบานตน ในปี 2526  ขณะเรียน ที่ โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ต่อมาได้รับแต่งตั้งจาก อุสตาสพา มอบหมายให้เป็น หัวหน้าดาแอเราะห์ หรือ (ผู้รับผิดชอบในเขตพื้นที่) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่  5 ตำบล คือ  ตำบลลิดล, ตำบลพร่อน, ตำบลลำใหม่, ตำบลยะลา และ ตำบลลำพะยา จังหวัดยะลา และหลังจากมีหมายจับจึงได้หลบหนีไปพักพิงตามที่ต่างๆ จนมาเป็นครูสอนศาสนาที่ โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยานุสรณ์ จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ส่งมอบตัว นายมะหะมะรอมือลี สาแม ให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษแห่งราชอาณาจักรไทย (DSI) เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงการดูแลด้านสิทธิกำลังพล

          
จากกรณีได้มีการร้องเรียนผ่านเว็ปเพจ ร่วมด้วยช่วย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ระบุว่า มีความพยายามเบียดบังสิทธิกำลังพลเรื่องค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเสบียงสนามของหน่วยในพื้นที่ จังหวัดสงขลานั้น

          จากกรณีดังกล่าว ล่าสุด (วันนี้ 3 ต.ค.62 เวลา 09.00 น.) พันเอก วัชรกร อ้นเงิน ผู้ช่วยโฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ภายหลังทราบเหตุ พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยเบื้องต้นอาจเป็นการเข้าใจผิดของกำลังพลบางนาย ซึ่งผลการตรวจสอบสรุปได้ดังนี้

  1. จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านไม่พบข้อพิรุธใดๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บังคับหน่วยที่ส่อไปในทางทุจริตหรือเบียดบังสิทธิกำลังพลดังที่ปรากฏการร้องเรียนผ่านเว็ปเพจดังกล่าวแต่อย่างใด
  2. การจ่ายเงินค่าเสบียงสนามเป็นไปตามงบประมาณที่ได้รับการสั่งจ่ายตามห้วงเวลาตั้งแต่ มี.ค. – พ.ค.62 และในส่วนที่เหลือตั้งแต่ มิ.ย. – ก.ย.62 เพิ่งได้รับเมื่อ 1 ต.ค.62 ที่ผ่านมา โดยหน่วยจะเร่งรัดจ่ายให้กำลังพลทุกนายตามสิทธิโดยเร็วที่สุด สำหรับค่าเดินทางเป็นการจ่ายเหมาตามเกณฑ์ระยะทางเฉลี่ยคนละ 840 บาท ได้มีการแจกจ่ายให้กำลังพลทุกนายเรียบร้อยแล้ว
  3. ด้านการบรรจุกำลังพลลงมาปฏิบัติงานในพื้นที่ ตรวจสอบแล้วเป็นไปตามนโยบายการบรรจุกำลังพลปฏิบัติราชการสนาม ปัจจุบันอยู่ในห้วงการสับเปลี่ยนกำลังโดยจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า ( 7 ต.ค.62 ) ทั้งนี้กำลังพลจะหมุนเวียนลาพักตามวงรอบให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ต่อไป

          ทั้งนี้ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิและสวัสดิการกำลังพลโดยได้ให้นโยบายกับหน่วยทุกระดับในการดูแลเรื่องสิทธิและสวัสดิการกำลังพลอย่างดีที่สุด หากกำลังพลไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าวสามารถร้องเรียนขอความเป็นธรรมให้เป็นไปตามระเบียบที่ได้กำหนดไว้ พร้อมกับได้กำชับให้ทุกหน่วยได้สร้างความเข้าใจกับกำลังพลทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นประเด็นปัญหาที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับกองทัพในลักษณะเช่นนี้อีก

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

จับหัวโจก BRN ผู้สั่งการ ดักบึ้ม อส.ดับ 2 ที่ปัตตานี รับหนีคดี-มีค่าหัว 3แสน

รวบแกนนำบีอาร์เอ็น สั่งการลอบวางบึ้ม อส.ดับ 2 ที่ปัตตานี พบมีหมายจับคดีความมั่นคง 2 หมายมีค่าหัว 3 แสนหลบหนีมานาน 14 ปี ส่งตัวเข้ากระบวนการซักถาม รับสิ้นไส้สาบานร่วมขบวนการมานาน

         เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ต.ต.สิริวิชญ์ ชาญเตชะสิทธิ์กุล ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 และสำนักงานข่าวกรอง กอ.รมน.ภาค 4 สน.จับกุมนายมะหะมะรอมือลี สาแม แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น ตามหมายจับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ข้อหากบฏ ก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร หลังจากหลบหนีหมายจับมานาน 14 ปี

          ทั้งนี้ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิด และซุ่มยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครคุ้มครอง ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ขณะที่กำลังดูแลความปลอดภัยครูโรงเรียนบ้านควนปะ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นาย จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบโทรศัพท์ที่คาดว่าเป็นของคนร้ายตกอยู่ เมื่อตรวจสอบพบว่าหมายเลขดังกล่าว มีชื่อผู้จดทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์เป็นเยาวชนในพื้นที่ อ.ควนโดน จ.สตูล จึงเชิญตัวมาให้ข้อมูล จนทราบว่านายมะหะมะรอมือลี สาแม ครูสอนศาสนาโรงเรียนรุ่งอรุณวิทยานุสรณ์ อ.ควนกาหลง จ.สตูล เป็นผู้ใช้ให้เปิดซิมการ์ดโทรศัพท์

          ต่อมาจึงมีการเชิญตัว นายมะหะมะรอมือลี สาแม เข้าให้ข้อมูล และจากการตรวจสอบประวัติพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หมายจับศาลอาญา ที่ 87/2548 ลงวันที่ 7 มกราคม 2548 มี รางวัลนำจับ 300,000 บาท และหมายจับตาม พ.ร.ก.ศาลจังหวัดปัตตานี ที่ ฉฉ.130/62 ลงวันที่ 20 กันยายน 2562 จึงเชิญตัวไปซักถามที่หน่วยข่าวกรองทหารส่วนหน้า ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

          สำหรับผลการซักถาม นายมะหะมะรอมือลี รับสารภาพว่า เป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงผ่านการสาบานตนในปี 2526 ขณะเรียนที่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จ.ยะลา ต่อมาได้รับแต่งตั้งจากอุสตาสพา มอบหมายให้เป็นหัวหน้าดาแอเราะห์ หรือผู้รับผิดชอบในเขตพื้นที่ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ 5 ตำบล ได้แก่ ต.ลิดล , ต.พร่อน, ต.ลำใหม่, ต.ยะลา และ ต.ลำพะยา จ.ยะลา หลังจากมีหมายจับจึงหลบหนีไปตามพื้นที่ต่างๆ จนมาเป็นครูสอนศาสนาที่โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยานุสรณ์

          นอกจากนี้ ในส่วนของเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดอาสาสมัครชุดคุ้มครอง ต.นาประดู่ เสียชีวิต 2 ศพ เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ทางนายมะหะมะรอมือลี สาแม รับสารภาพด้วยว่า ได้สั่งให้เยาวชนซึ่งเป็นนักเรียนในโรงเรียนรุ่งอรุณวิทยานุสรณ์ ที่ตนสอนอยู่ ไปซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์ 2 ซิม หมายเลขตรงกับโทรศัพท์ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยได้มอบซิมการ์ดโทรศัพท์ให้นายฟาอิส หรือนายรุสลัน โต๊ะบีลา ซึ่งเป็นครูสอนวิชาพลศึกษา และเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีดังกล่าว นำไปก่อเหตุและหลบหนีไป ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมขออำนาจศาลออกหมายจับต่อไป

         เวลา 15.00 น.วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายว่า ได้เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนยิงใส่ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดในพื้นที่บ้านกูแย หมู่ 2 ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา ภายหลัง ร.ต.ท.ยชอนันท์ วุฒิ รอง สว.(สอบสวน) สภ.กรงปินัง ได้รับแจ้ง จึงนำกำลังร่วมกับทหาร และฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบเหตุ โดยพบจักรยานยนต์ล้มคว่ำ ส่วนผู้ถูกยิง มีผู้นำส่ง รพ.กรงปินัง ไปแล้ว ทราบชื่อคือ นางมือละ เจ๊ะโซ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ต.สะเอะ อ.กรงปินัง โดยพบว่าถูกยิงที่ลำตัว 5 นัด อาการสาหัส ได้มีการส่งต่อให้ รพ.ศูนย์ยะลา ส่วนสาเหตุคาดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ : แนวหน้า

อีกแล้ว ใช้ไทยเป็นทางผ่าน !! ศุลากรแหลมฉบัง จับ เมล็ดฝิ่น 170 ตัน ส่งปลายทางพม่า มูลค่า กว่า 25 ล้านบาท

https://youtu.be/oKCTtZUrqDw

          เมื่อเวลา 10.00 น. ( 4 ต.ค.62 )ที่ศูนย์ ศูนย์เอกซเรย์ ศุลกากรแหลมฉบัง ตั้งอยู่ภาย ในเขตท่าเรือแหลมฉบัง ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร ได้เป็นประธานในพิธีแถลงข่าว จับกุมสินค้าผ่านแดน “เมล็ดฝิ่น” น้ำหนัก 170 ตัน มูลค่าของกลางกว่า 25 ล้านบาท ซึ่งสินค้าเมล็ดฝิ่นที่ตรวจพบมีสารเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 พร้อมด้วยสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กองบัญชา การตำรวจยาเสพติด (บช.ปส.) ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง ด่านอาหารและยาท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือแหลมฉบัง

         นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ตามที่กรมศุลกากร มีนโยบายในการปราบปรามสินค้านำเข้า-ส่งออก และผ่านแดน หลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัด การกระทำผิดกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จึงได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กองบัญชาการตำรวจยาเสพติด (บช.ปส.) ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง ด่านอาหารและยาท่าเรือแหลมฉบัง ตรวจสอบตู้สินค้าผ่านแดน ตามใบขนสินค้าผ่านแดน จำนวน 6 ตู้คอนเทน เนอร์ สำแดงชนิดสินค้าเป็น WHITE POPPY SEEDS ปริมาณ 6,799 กระสอบ น้ำหนักโดยประมาณ 169,800 กิโลกรัม ประกอบใบแจ้งการนำผ่านตาม พ.ร.บ. กักพืช พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (แบบ พ.ก. 5-1) สำแดงสินค้านำผ่านเป็น เมล็ดควินัว (Quinoa seed) โดยมีประเทศกำเนิดอัฟกานิสถาน ต้นทางบรรทุกจากประเทศปากีสถาน ผ่านแดนประเทศไทย (ท่าเรือแหลมฉบัง-ด่านแม่สอด) ปลายทางประเทศพม่า

          โดยจากการเอกซเรย์ตรวจพบสินค้ามีลักษณะเป็นเมล็ดพืชสีขาว โดยมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าสินค้าอาจเป็นของผิดกฎหมาย เจ้าหน้าศุลกากร จึงได้แจ้งกักสินค้าไว้ และทำการชักตัวอย่างให้สถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. และด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง ตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจสอบของด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง พบสินค้าดังกล่าว ไม่ใช่เมล็ดควินัว ดังนั้นใบรับรองสุขอนามัยพืชที่กำกับมากับสินค้าจึงระบุชื่อวิทยาศาสตร์ไม่ถูกต้อง ในกรณีนี้ผู้ขอนำของผ่านแดนสำแดงชนิดสินค้าไม่ถูกต้องในแบบ พ.ก. 5-1 ตาม พ.ร.บ. กักพืช พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และผลการตรวจของสถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. พบชนิดสินค้าเป็น “เมล็ดฝิ่น” มีสารกลุ่ม Volatile เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งในกรณีผ่านแดนต้องมีใบอนุญาตของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศที่ส่งออกนั้นมาพร้อมกับยาเสพติดและต้องแสดงใบอนุญาตดังกล่าวต่อพนักงานศุลกากร ทั้งนี้ ผู้ขอนำของผ่านแดนไม่ได้แสดงใบอนุญาตดังกล่าวต่อพนักงานศุลกากรแต่อย่างใด ซึ่งสินค้าของกลางที่จับกุมได้ในครั้งนี้มีมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท

          สำหรับสินค้าเมล็ดฝิ่นดังกล่าว เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ถือเป็นการยื่น หรือยอมให้ผู้อื่นยื่นใบขนสินค้าเอกสารหรือข้อมูล ซึ่งเกี่ยวกับการเสียอากรหรือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวกับของนั้น อันเป็นความผิดตามมาตรา 202 มาตรา 244 และมาตรา 252 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดสินค้าของกลางเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สำนักข่าวความมั่นคง