ผบ.ทบ. หารือ ผบ. USARPAC เสริมความร่วมมือทางทหาร ในการประชุม LANPAC 2026 ณ รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

ผบ.ทบ. หารือ ผบ. USARPAC เสริมความร่วมมือทางทหาร ในการประชุม LANPAC 2026 ณ รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมการประชุมกองกำลังทางบกภาคพื้นแปซิฟิก (The Land Forces Pacific: LANPAC) เป็นวันที่สาม โดยในช่วงเช้าได้มีการหารือแบบทวิภาคีกับ พลเอก Ronald P. Clark ผู้บัญชาการกองกำลังทางบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (The United States Army Pacific: USARPAC) เพื่อกระชับความร่วมมือทางทหาร

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันที่จะพัฒนาการฝึกและการศึกษาเพิ่มเติม นอกเหนือจากการฝึกร่วม-ผสมภายใต้รหัส Cobra Gold และ Hanuman Guardian ที่มีการยกระดับอย่างต่อเนื่อง โดยยังได้หารือถึงการฝึกในอนาคต เช่น การปฏิบัติการรบในพื้นที่ป่า (Jungle Warfare) อีกทั้งกองทัพบกยังมีแผนเสริมสร้างหน่วย Stryker ซึ่งได้รับการชื่นชมและพร้อมสนับสนุนจากฝ่ายสหรัฐฯ

ในช่วงบ่าย ผู้บัญชาการ​ทหารบก ได้เข้าร่วมชมการฝึกสาธิตของหมวดปืนเล็กเข้าตีทางยุทธวิธีด้วยกระสุนจริง พร้อมการใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) และการต่อต้าน UAV รวมถึงการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์สำคัญ เช่น ระบบจรวดหลายลำกล้อง (High Mobility Artillery Rocket System: HIMARS) ซึ่งสะท้อนขีดความสามารถของกองทัพบกสหรัฐฯ ภายใต้กองกำลังทางบกสหรัฐประจำภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

การประชุม LANPAC 2026 ครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐฯ ทั้งในด้านการฝึก การศึกษา และการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพล เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่มีพลวัตและความท้าทายเพิ่มมากขึ้น



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นกลุ่มขบวนการลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 4,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นกลุ่มขบวนการลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 4,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.20 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย กองร้อยทหารพรานที่ 3105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับ กองบังคับการควบคุมสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดที่ 4 หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) ทำการตั้งจุดตรวจ/จุดสกัดกั้นชั่วคราว เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บริเวณ หน้าเทศบาลตำบลหงาว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ต่อมาเมื่อ เวลา 22.45 นาฬิกา ตรวจพบรถยนต์ ยี่ห้อ ฟอร์ด รุ่น เอฟเวอร์เรส สีแดง หมายเลขทะเบียน จก ๘๑๖๙ เชียงใหม่ ขับเข้ามายังบริเวณจุดตรวจฯ หน่วยจึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่รถยนต์คันดังกล่าวเมื่อพบเห็นเจ้าหน้าที่ ได้พยายามกลับรถเพื่อหลบหนี แต่ได้เกิดอุบัติเหตุเสียหลักตกข้างทาง (ห่างจากจุดตรวจฯ ประมาณ 200 ม.) ส่วนคนขับรถยนต์ได้อาศัยความมืดวิ่งหลบหนีไป จากการตรวจสอบภายในรถยนต์คันดังกล่าว พบกระสอบฟางสีรุ้ง ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 16 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) กระสอบละ ประมาณ 250,000 เม็ด รวมทั้งสิ้น ประมาณ 4,000,000 เม็ด

ต่อเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบให้ พันเอก สุพรรณ ร้อยพุทธ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เดินทางเข้าตรวจสอบของกลางยาเสพติด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนทราบ ณ กองบังคับการกองร้อยทหารพรานที่ 3105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันหน่วยได้นำของกลางส่งสถานีตำรวจภูธรเทิง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

***สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 358 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 350 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 216,077,849 เม็ด, เฮโรอีน 6.5 กิโลกรัม, ไอซ์ 4,005.8 กิโลกรัม, ฝิ่น 256.3 กิโลกรัม และ คีตามีน 437.7 กก. การปะทะกับกลุ่มขบวนการฯ จำนวน 50 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 38 ศพ ซึ่งหาก ยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 36,874 ล้านบาท (36,874,544,145 บาท)


นที มีเดช รายงาน

อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน “Kick-off สินค้า ไทยช่วยไทย ลดจริง คุ้มจริงถูกจริง” ลดราคาสูงสุดกว่า 58 เปอร์เซ็นต์

อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน” Kick-off สินค้า ไทยช่วยไทย เปิดจุดขาย ที่อำเภอภูเพียง ทุกวันศุกร์ และรถพุ่มพวงวิ่ง จำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ลดค่าครองชีพประชาชน ถึงหน้าบ้านทั่วทั้ง 7 ตำบล “ลดจริง คุ้มจริง ถูกจริง” ถึงหน้าบ้าน ลดราคาสูงสุดกว่า 58 เปอร์เซ็นต์

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอภูเพียง หมู่ที่ 3 ถนนหนองเต่า-น้ำแก่นกลาง ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน บรรยากาศชุ่มเย็นของพายุฝน จุดขายสินค้า ไทยช่วยไทย ของ อำเภอภูเพียงอยู่ใต้อาคารที่ว่าอำเภอภูเพีง สินค้าที่ขายจุดนี้จะเป็นสินค้า OTOP สินค้าของชุมชน

โดย นายพงษ์ศิลป์ ผาลา นายอำเภอภูเพียง เป็นประธานเปิดกิจกรรม” Kick-off “ การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพของประชาชน และส่งเสริมให้เข้าถึงสินค้าที่มีคุณ ภาพในราคาประหยัด พร้อมด้วย นางณัฐนันท์ วงศ์นันท์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง นายฐิติกร เชียงวงค์ ปลัดอำเภอสำนักงานอำเภอ ได้ดำเนินการจัดให้มีการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง โดยนำสินค้าอุปโภค บริโภค ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในราคาพิเศษมาจัดจำหน่าย ให้ประชาชนในพื้นที่ 7 ตำบล ของอำเภอภูเพียง ได้เลือกซื้อถึงหน้าบ้านในรูปแบบตลาดเคลื่อนที่ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง

โดยอำเภอภูเพียงมีเครือข่ายรถพุ่มพวงเข้าร่วมโครงการ เริ่มจำหน่ายสินค้าครั้งแรกใน วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 สินค้าลดราคาสูงสุดกว่า 58 เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง เครื่องปรุงรส จะมีรถพุ่มพวง ที่ประชาชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรายการ นำไปขายให้ชุมชนบริเวณตลาดของหมู่บ้าน หน้าประตูบ้าน จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหัวหน้าส่วนราชการทุกส่วนราชการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ทุกแห่งกำนันทุกตำบลผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านและผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามนโยบายของรัฐบาล

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการลดภารกิจค่าใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ ของประชาชน โดยการนำสินค้าอุปโภคบริโภค ราคาถูกไปจำหน่ายให้ประชาชนอย่างทั่วถึง กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย จึงร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ไปรษณีย์ไทย กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการนำสินค้าไทยช่วยไทย ไปจำหน่ายในพื้นที่หมู่บ้านและอำเภอ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวงเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินค้าให้ประชาชนในพื้นที่ สามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาประหยัด


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ชมรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ (CSR) พัฒนามอบสิ่งของให้ โรงเรียนชุมชนบ้านนากล่ำ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ชมรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ (CSR) พัฒนามอบสิ่งของให้ โรงเรียนชุมชนบ้านนากล่ำ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

เมื่อศุกร์วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย คุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบกสาขากองทัพภาคที่ 3 และคณะชมรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ (CSR) ณ โรงเรียนชุมชนบ้านนากล่ำ ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

โดย แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะชมรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 ได้มอบสิ่งของให้ รร.ชุมชนบ้านนากล่ำ เครื่องกรองน้ำ, ตู้น้ำดื่ม, เครื่องฉายจอโปรเจคเตอร์, ลำโพง, ทวี, พัดลม, อุปกรณ์เครื่องเขียน, สมุด และหนังสือเรียน รวมถึงมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านนากล่ำ จำนวน 44 คน

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะชมรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 เยี่ยมการตรวจรักษาประชาชนของ ชุดแพทย์เคลื่อนที่จาก โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก

พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาทำความสะอาด โรงอาหารของ โรงเรียนชุมชนบ้านนากล่ำ เพื่อรับการเปิดเทอม “ Back to school “ พร้อม มอบอาหารกลางวันให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง และ กิจกรรมมอบ “ศาลาน้ำดื่มให้กับโรงเรียน” ให้แก่โรงเรียนชุมชนบ้านนากล่ำ ด้วย โดยมี ผู้บริหาร คณะครูอาจารย์โรงเรียนชุมชนบ้านนากล่ำ ผู้นำชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มณฑลทหารบกที่ 35, จิตอาสากองพันทหารม้าที่ 7 กรมทหารม้าที่ 2 และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 ร่วมเป็นเกียรติต้อนรับ


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดการฝึกทบทวนหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) ประจำปี 2569

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดการฝึกทบทวนหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 นาฬิกา พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 3 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทบทวนหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) ประจำปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความพร้อมและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่ระดับชุมชน ณ บ้านปางค้อ ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์

ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 3 ได้ตรวจเยี่ยม ติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงรับทราบปัญหาและอุปสรรคในการฝึกจัดตั้งและทบทวนหมู่บ้าน อพป. เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที โดยมี พลตรี กฤติ พันธะสา เลขานุการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 3 ให้การต้อนรับ พร้อมร่วมปฏิบัติภารกิจและติดตามการดำเนินงานตามแผนงานโครงการอย่างใกล้ชิด

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 3 ได้มอบธงสัญลักษณ์หมู่บ้าน อพป. พร้อมคู่มือการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่ชุดครูฝึกและวิทยากร ให้แก่นายอำเภอทองแสนขัน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 3 ได้เดินทางไปยังสนามยิงปืน เพื่อรับชมการฝึกยิงปืนลูกซองด้วยกระสุนจริงของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างทักษะ ความพร้อม และความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้านการรักษาความปลอดภัยของชุมชนและการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ


นที มีเดช รายงาน

“บิ๊กเต่า” ยันมีหลักฐานเอาผิดกลุ่มเซียนพระ เชื่อมีคนโกหก ขออย่าร้อนใจ=เหลี่ยมเยอะ

“บิ๊กเต่า” ยันตำรวจมีหลักฐานวิทยาศาสตร์เอาผิดกลุ่มเซียนพระ เชื่อมีคนโกหก ขออย่าร้อนใจ=เหลี่ยมเยอะ ยังไม่คิดจะฟ้องกลับหรือไม่ มองเป็นโจรกระจอก! ส่วนคดียังเหลือสอบอีก 1-2 ประเด็น พร้อมสอบผู้ชำนาญการที่มีความรู้เพิ่ม ก่อนเตรียมเรียกคนกลางเชื่อม “มาดามเก่ง-โทน” เข้าให้ข้อมูล หากพบหลักฐานร่วมกันหลอกหรือฉ้อโกง ต้องดำเนินคดีไม่มีละเว้น

วันที่ 8 พ.ค.2569 ที่อาคารพิทักษ์สันติ ชั้น 27 บช.ก. : พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวถึงกรณีของ นายโทน สุขแก่น หรือโทน บางแค และมาดามเก่ง ออกมาให้สัมภาษณ์ เรื่องปมปัญหาหนี้สินเกี่ยวกับพระเครื่อง ว่า ความจริงแล้วเราก็ต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายออกมาพูดถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ส่วนตำรวจก็เป็นคนกลาง เราได้รับร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายและคู่กรณีเท่านั้น โดยจากที่ฟังสัมภาษณ์ของโทน เขาน่าจะเอาทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์มารวมกัน ทำให้พูดไม่หมด แต่ความจริงแล้ว ไทม์ไลน์ของวันที่ 17 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่นัดพบ นายโทน ได้เข้ามาพร้อมกับทนายความ พบตนเองที่ชั้น 27 ในห้องมีกันอยู่ 3 คน ยอมรับว่าตอนนั้นตนเองไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด รู้เพียงบางส่วน จึงได้ยื่นข้อเสนอด้วยเจตนาที่สุจริตใจว่า ขณะนี้มาดามเก่ง สแตนด์บายรอเคลียร์อยู่ และได้พูดย้ำไปว่า “อยากคุยไหม ถ้าไม่อยาก โทนก็กลับได้เลย”

สุดท้าย นายโทน ยินดีเจรจา เนื่องจากเป็นคนรู้จักกันและอีกทั้งคดีฉ้อโกง เป็นคดีที่ยอมความได้บางส่วน ตอนนั้นบรรยากาศก็ดูราบรื่น มีการแสดงทรัพย์สินเพื่อชดใช้รวมกว่า 50 ล้านบาท รวมถึงไม่มีการใช้คำหยาบคาย หรือใช้ความรุนแรงอะไร และจำได้ว่าในวงสนทนามีกันทั้งหมด 7 คน ใช้เวลากว่าร่วมชั่วโมงเศษ สุดท้ายสัญญากลับพลิก ทำให้การเจรจาล้มเหลว

โดยการเจรจา 3 ฝ่าย ตัวเลขตอนนั้นตรงกันอยู่ที่ประมาณ 360 ล้าน 1.สัญญา 120 ล้านบาท โดยเอาตึกมาค้ำประกัน เรื่องนี้มาดามเก่งและโทนจบกัน โดยไม่มีอะไรติดค้าง 2.สัญญา 180 ล้านบาท และ 66 ล้านบาท สองยอดนี้ยังไม่เป็นธรรม ซึ่งสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คือ พระที่ขายอ้างว่ามีมูลค่า 400-500 ล้านบาท แต่พอตรวจสอบจริง ราคาอยู่ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งมาดามเก่ง และทนายความ ก็ยื่นข้อเสนอให้นายโทน ว่า ให้เอาพระไปขาย หากขายได้เท่าไหร่ ก็จ่ายคืนมาดามเก่งเพียง 180 ล้านบาท ส่วนถ้าได้กำไรก็ให้เอาไปเลย แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล

ส่วนสัญญาที่ยังขาด ก็ให้ขายทรัพย์สินที่นายโทน มีอยู่เอามาชดใช้หนี้ จะได้จบกัน ยอดยังขาดอยู่ร้อยกว่าล้านบาท ทำให้สัญญาไม่เป็นธรรม

พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ ยังยืนยันว่า การนัดหมายในวันที่ 17 เม.ย. นายโทน เป็นคนอยากเข้าพบตนเอง ผ่านการประสานงานของ ป๋อง สุพรรณ ที่รู้จักทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงตั้งแต่ปลายปี 68 โทนพยายามที่จะเข้ามาชี้แจงกับตนเองหลายครั้ง และเชื่อว่าเรื่องนี้ ป๋อง ไม่มีผลประโยชน์อะไรด้วย ยืนยันได้ว่าการดำเนินการทุกอย่าง ไม่ได้เป็นการทวงหนี้ เป็นการพูดคุยเจรจาในฐานะคนรู้จักกันเท่านั้น หรือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับทั้ง 2 ฝ่ายได้มาคุยกัน ไม่ได้ขัดแย้งอะไร แต่ก็ต้องบอกว่า ทางฝ่ายผู้เสียหายเขาก็มีพยานหลักฐาน แต่มันจะถึงเวลาที่จะเอามาใช้หรือไม่แค่นั้น

“ผมจะเรียกเขาเข้ามาเพื่ออะไร เขามีเจตนาอยากจะชี้แจงแต่แรกอยู่แล้ว การที่เขาเข้ามา เพราะคดีมันเริ่มคืบหน้า มันเริ่มมีการออกหมายเรียก และแจ้งข้อกล่าวหากันแล้ว เขาร้อนตัว จึงประสานผ่านพี่ป๋องเข้ามา ในข้อความมันยังมีข้อความที่คุยกันกับพี่ป๋องอยู่เลยว่า ขอบคุณพี่ป๋องครับ แต่ไม่รู้ว่าเขาเอาคลิปไลน์ให้สื่อมวลชนดูหรือไม่” พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ กล่าว

เมื่อถามว่ากระแสข่าว นายโทน จะถูกดำเนินคดีจริงหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ ระบุว่า ทราบว่ามีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้ว แต่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาหรือไม่แจ้ง อยู่ในกระบวนการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนมั่นใจในพยานหลักฐาน ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ เท่าที่ทราบก็ขาดเหลืออยู่ประมาณ 1-2 ประเด็น และยังต้องสอบผู้ชำนาญการที่มีความรู้เรื่องนี้มาประกอบด้วย โดยเมื่อวานที่ โทน เข้ามาแสดงตัว ซึ่งก็แสดงเจตนาว่าเขาไม่หนี แต่ร้อนตัว ก็ถ้าว่าในแง่กฎหมาย ก็หมายความว่าไม่อยากให้ออกหมายจับ จึงอยากเข้ามาเพื่อเข้าสู่กระบวนการ รวมถึงในกลุ่มเซียนพระ ก็กลัวเสียชื่อเสียงหากถูกออกหมายจับ ไม่มีใครอยากเสียเครดิตและถูกดำเนินคดี มันเสียช่องทางทำมาหากิน

“เขาดิ้นเข้ามา เขารู้ เขาทำอะไรไว้ ก็ต้องรู้อยู่แก่ใจตัวเอง ไม่ต้องไปเหลี่ยม หรือไปชั้นเชิงกับผู้เสียหายเขาหรอก คุณรู้อยู่เต็มอก อยากให้ลองเอาใจเขาใส่ใจเรา เอาความเป็นพี่เป็นน้องมาใส่ใจกัน เขาจะรู้ว่ามันไม่ซื่อสัตย์ ผมไม่พูดหรอกว่าคุณเนรคุณหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นคนไทย คนที่เคยมีบุญคุณต่อกัน เคยช่วยเหลือกันมา คนที่ไหนหรือนักธุรกิจที่ไหน พอซื้อขายพระหรือขายของกันแล้วยังให้เวลาอีกตั้ง 10 เดือนค่อยมาจ่าย พอมีเงิน สภาพคล่องแล้ว ก็ต้องเอาเงินมาจ่ายเขาสิ เขาช่วยขนาดนี้แล้ว ส่วนทรัพย์สินที่เห็นเขาโพสต์เขาใส่อยู่ปัจจุบัน ก็เอามาค้ำมูลหนี้ได้ด้วย เห็นใส่อยู่ 3-4 ปีแล้ว รวมถึงรถหรูก็ยังอยู่ เหนียวหนี้ไม่เหนียวหนี้ก็คิดกันเอาเอง”

เมื่อถามย้ำว่าสรุปแล้วใครโกหก พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ บอกว่า “ผมเช็กจากวิทยาศาสตร์เอาว่าใครเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาหรู รถหรู และการโพสต์ในโซเชียลปัจจุบัน”

สำหรับคดีนี้กลุ่มแรกมีทั้งหมด 7 คน และกลุ่มสองมีทั้งหมด 2 คน โดยนายโทน อยู่ในกลุ่มที่สอง และมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มแรกด้วย นอกจากนี้ยังมีเซียนพระที่มีหนี้สิน ทำปั่นป่วนอีก 1 คน อยู่ภาคเหนือตอนล่าง ตอนนี้มีชื่อเสียงและสร้างความเสียหายร่วม 2-3 พันล้านบาท แต่ขอยังไม่อยากขยายไปถึงคนอื่น แต่ยืนยันว่ามีเซียนพระหลายคนที่มีแผนประทุษกรรม โดยการเอาตัวตีเนียนเข้าหามาดามเก่ง ซึ่งในส่วนของมาดามเก่ง ยอดความเสียหายกับกลุ่มเซียนพระอยู่ที่ 2 พันล้านบาท และยังมียอดที่กลุ่มเซียนพระไปทำกับคนอื่นอีก 5 พันล้านบาท โดยในความเป็นจริง ไม่มีใครทำธุรกรรมกับกลุ่มเซียนพระนี้อยู่แล้ว ส่วนจะมีคนกลางที่เชื่อมให้มาดามเก่งกับเซียนพระเหล่านี้รู้จักกันหรือไม่ หากพบว่าเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมรวมกันมาหลอกหรือฉ้อโกง ถ้ามีหลักฐานก็จะดำเนินคดีด้วย

เมื่อถามว่าผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้เรียกไปคุยในรายละเอียดอะไรบ้างนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ บอกว่า เราได้ให้รายละเอียดทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ว่ามันเกิดอะไรยังไง ตอนนี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคงมีคำสั่งมอบหมายหน้าที่ว่าใครจะดูแลเรื่องนี้ ส่วนประเด็นที่มีการเจรจาให้หรือให้ความเป็นธรรม ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าตนเองเกี่ยวข้องในขั้นตอนไหนบ้าง

ส่วนแนวทางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งไว้ 2 แนวทางนั้น ถ้ามีเรื่องร้องเรียน ก็คงตั้งกรรมการสอบ แต่ยืนยันว่าการดำเนินการของโทน สร้างความเสียหายให้กับตนเองและคนอื่น โดยการใช้ข้อความอันเป็นเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา แต่ตอนนี้ตนยังไม่พิจารณาว่าจะฟ้องร้องกลับหรือไม่ เพราะมองดูแล้วเป็นโจรกระจอก

เมื่อถามย้ำว่ารู้สึกว่าเปลืองตัวที่เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ บอกว่า ตนเองเจอเรื่องพวกนี้เยอะ เพราะคนเข้ามาหาเราเยอะ เราเป็นตำรวจ ถ้าเรากลัว หรือไม่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ก็อย่าเป็นตำรวจเลย เราเป็นตำรวจทั้งตัวและจิตวิญญาณ ไม่นิ่งดูดาย ยอมรับว่ายังคิดอยู่เลย เรื่องของการปฏิรูปวงการพระเครื่อง ไม่อยากให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ เพราะมีการร้องเรียน มีการแจ้งความฉ้อโกงหลายพื้นที่ เซียนพระถือเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะมีเงิน จึงเชื่อว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาคงเข้าใจและให้ความเป็นธรรมแน่นอน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วศ. เดินหน้าขับเคลื่อนลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่ภาคเหนือ จัดสัมมนา “มาตรฐานและการรับรอง”ต่อยอดความร่วมมือ 5 หน่วยงานรัฐ หนุนนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

วศ. เดินหน้าขับเคลื่อนลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่ภาคเหนือ จัดสัมมนา “มาตรฐานและการรับรอง”ต่อยอดความร่วมมือ 5 หน่วยงานรัฐ หนุนนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “มาตรฐานและการรับรอง” ลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ : ภาคเหนือ โดยมี ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานเปิดงาน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้าน “มาตรฐานและการรับรอง” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่างานวิจัย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักลงทุน ตลอดจนผลักดันนวัตกรรมไทยให้สามารถพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ณ โรงแรมวินทรี ซิตี้ รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่

ภายในงานมีการมอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์แก่ผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.พจมาน ท่าจีน กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.), ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), นายญาณพล ขาวพลศรี สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เภสัชกร, ธนพัฒน์ เลาวหุตานนท์ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.), นายกฤตภาส คงรัตน์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยี (สวทช.) และ รศ.ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) รวมถึงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิจัย เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานที่ตอบโจทย์ทิศทางอนาคตของประเทศไทย

ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดี (วศ.) กล่าวว่า กิจกรรมในพื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้เป็นการสานต่อความร่วมมือจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “ความร่วมมือการพัฒนามาตรฐาน เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์” เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์บริการได้ร่วมมือกับ 4 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) เพื่อบูรณาการการทำงานด้านวิจัย มาตรฐาน การกำกับดูแลและการส่งเสริมนวัตกรรมร่วมกันอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ (วศ.) ได้มีความร่วมมือกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานวิจัยและนวัต กรรมของนักวิจัยในพื้นที่ภาคเหนือ โดยความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนามาตรฐานควบคู่กับกระบวนการวิจัยและพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับการรับรองคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักลงทุน และเพิ่มโอกาสให้นวัตกรรมไทยสามารถเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์บริการและหน่วยงานพันธมิตรพร้อมทำหน้าที่เป็น “ลมใต้ปีก” ในการผลักดันมาตรฐานและการรับรองให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมไทย และยกระดับประเทศไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #ลมใต้ปีก #เชียงใหม่


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“วิโรจน์ ศรีสังข์” นายก ทต.สีมามงคล รับมอบเงินบริจาค-รถกู้ชีพฉุกเฉิน มูลค่ากว่า 46.5 ล้านบาท

ผู้ใจบุญ “เชี่ยวชาญ คงลิ้ม” พร้อมครอบครัว มอบรถ Ambulance สนับสนุนภารกิจกู้ชีพช่วยเหลือประชาชนพื้นที่ปากช่อง เพิ่มศักยภาพงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยริมถนนมิตรภาพ

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายวิโรจน์ ศรีสังข์ นายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคล อำเภอปาก ช่อง จังหวัดนครราชสีมา รับมอบรถยนต์กู้ชีพฉุกเฉิน (Ambulance) จากคุณเชี่ยวชาญ คงลิ้ม เจ้าของบริษัท CHIEWCHAN INDUSTRY (1989) CO.,LTD และเจ้าของรีสอร์ทบ้านแม่เรา อ.ปากช่อง พร้อมด้วย นางลมัย คงลิ้ม,นายชาติชาย คงลิ้ม และครอบครัว เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของเทศบาลตำบลสีมามงคล

การบริจาคครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของคุณเชี่ยวชาญ คงลิ้ม โดยตั้งใจอุทิศผลบุญให้แก่ คุณสุเทพ เทพประดิษฐ์ หุ้นส่วนทางธุรกิจที่ล่วงลับ พร้อมดำเนินโครงการสาธารณกุศลรวม 4 โครงการ ประกอบด้วย: สมทบทุนสร้างหอพักหญิงโรงเรียนสอนคนตาบอดมงกุฎคีรีวันต์เขาใหญ่ จำนวน 9 ล้านบาท,ร่วมต่อเติมศาลาอเนกประสงค์วัดคลองเดื่อ จำนวน 200,000 บาท,ร่วมบริจาคค่ารักษาพระอาพาธ สำนักสงฆ์วัดป่ามะขาม จำนวน 100,000 บาท และมอบรถยนต์กู้ชีพฉุกเฉิน จำนวน 31 คัน มูลค่า 37 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมมูลค่าการทำบุญครั้งนี้กว่า 46.5 ล้านบาท

นายวิโรจน์ ศรีสังข์ กล่าวว่า พื้นที่เทศบาลตำบลสีมามงคล อยู่ติดถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุและเหตุฉุกเฉินมากกว่า 10 เคสต่อวัน ขณะที่เทศบาลมีรถกู้ชีพเพียง 1 คัน ทำให้ไม่เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน การได้รับมอบรถกู้ชีพฉุกเฉินในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุและการบริการด้านสาธารณภัยให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นายวิโรจน์ ศรีสังข์ ยังได้มอบพระพุทธรูปจำลอง “พระพุทธสกลสีมามงคล” หรือ “หลวงพ่อพระขาว” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองกลางดง เพื่อเป็นที่ระลึกและแสดงความขอบคุณแก่ผู้มอบอีกด้วย


สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.61ปี)

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รอง ผบ.ตร. เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ สั่ง บช.สอท. ทลายโกดังย่านประเวศ จับกุมเครือข่ายได้ทั้งขบวนการ ยึดของกลางกว่า 200,000 ชิ้น

รอง ผบ.ตร. เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ สั่ง บช.สอท. ทลายโกดังย่านประเวศ จับกุมเครือข่ายได้ทั้งขบวนการ ยึดของกลางกว่า 200,000 ชิ้น

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปบย.ตร.) ลงพื้นที่ติดตามผลการตรวจค้นจับกุมเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยเข้าตรวจค้นโกดังบุหรี่ไฟฟ้าในเขตพื้นที่ประเวศ ยึดของกลางบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์มากกว่า 200,000 ชิ้น และ รถยนต์ 3 คัน พร้อมจับกุมผู้ต้องหาหลายราย

ทั้งนี้ ตามนโยบายรัฐบาลให้หน่วยงานรัฐร่วมบูรณาการปราบปรามการกระทำผิดความเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกำกับดูแลการดำเนินการ และมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการบังคับใช้กฎหมาย เน้นการจัดการ “ต้นทาง” คือ ผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายรายใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปบย.ตร. ขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามจนมีผลดำเนินการจับกุมการกระทำผิดรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ศปบย.ตร. และ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.2 บช.สอท.) พร้อมด้วยกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และกองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร ได้ร่วมปฏิบัติการตรวจค้นโกดังเก็บสต็อกบุหรี่ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นปฏิบัติการภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปบย.ตร., พล.ต.ท. กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปบย.ตร. ร่วมกับนายแพทย์ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, นายพิภัทร์ สิริจำรัสสกุล ผอ.ส่วนสืบสวนปราบปราม 1 กรมศุลกากร, พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รัง มาตย์ รองผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัยพัชร์ ศรีประเสริฐ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พานทอง สุวรรณจูฑะ รอง ผบช.สง.ก.ตร., พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2, พล.ต.ต.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์ ผบก.น.4, พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผบก.จร., พ.ต.อ.สมพล ใจดี รอง ผบก. สอท.2 และ พ.ต.อ.ขจร อบทอง รอง ผบก.สอท.2 สามารถตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าของกลางจำนวนมหาศาล ประมาณ 200,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

การตรวจค้นโกดังครั้งนี้เป็นมาตรการต่อเนื่องตามแผนปฏิบัติงานของ ศปบย.ตร. ตามที่ได้หารือกับนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ศปบย.ตร. มอบหมายให้ บช.สอท. (บก.สอท.2) สืบสวนจากผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ารายย่อยทางออนไลน์ เพื่อขยายผลไปยังผู้จำหน่ายรายใหญ่ จนสามารถสืบสวนพบข้อมูลเครือข่ายขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านทางไลน์แอด ในชื่อ “Heaven” จึงได้เข้าตรวจค้นโกดังเก็บสินค้าในครั้งนี้ ของกลางที่ตรวจยึดได้มีบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากกว่า 200,000 ชิ้น พร้อมด้วยกล่องและอุปกรณ์สำหรับบรรจุและจัดส่ง,คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์สำหรับพิมพ์บิลส่งพัสดุ,ตรวจยึดรถยนต์ 3 คัน เป็นรถตู้ 1 คัน และรถกระบะตู้ทึบ 2 คัน พร้อมป้ายทะเบียนสำหรับสับเปลี่ยนหมายเลขอื่นซุกซ่อนภายในรถ และได้จับกุมผู้ต้องหา 9 ราย เป็นคนไทย 2 ราย คนลาว 7 ราย ซึ่งคนลาวที่จับกุมได้นั้น มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีม้าที่ใช้ในการขายบุหรี่ไฟฟ้าของเครือข่ายนี้ด้วย หลังจากนั้นจึงได้สืบสวนขยายผลไปยังตัวการของเครือข่ายกลุ่มนี้ โดยเข้าไปตรวจค้นห้องชุดในคอนโดย่านสุขุมวิท พบผู้ต้องหาชายไทยอีก 1 ราย เป็นเจ้าของร้านบุหรี่ไฟฟ้าทางออนไลน์เครือข่ายนี้ โดยมีหลักฐานในโทรศัพท์มือถือเป็นแชทบทสนทนาการขายบุหรี่ไฟฟ้าให้กับลูกค้า ผ่านไลน์แอด “Heaven” ในห้องชุดยังพบบุหรี่ไฟฟ้าประมาณ 500 ตัว,กล่องบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าที่เตรียมส่งให้ลูกค้า 10 กล่อง ในกล่องมีบุหรี่ไฟฟ้าบรรจุประมาณ 100 ตัว

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ดำเนินคดีให้ครบถ้วนทุกฐานความผิด ทั้งข้อหาร่วมกันขายหรือให้บริการบุหรี่ไฟฟ้าฯ ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรฯ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 รวมทั้งให้นำมาตรการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาใช้บังคับในคดีนี้ด้วย

นอกจากนี้ พล.ต.อ.นิรันดรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศปบย.ตร. ได้ขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามโดยใช้กลไกหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกหน่วยร่วมบูรณาการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย อย่างเช่นในครั้งนี้ มี บช.สอท. เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงาน มีกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และกองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร มาร่วมอำนวยการด้วย ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดเกือบทั้งกระบวนการได้ในคราวเดียว แต่ทั้งนี้ ยังต้องสืบสวนขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่ลักลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในประเทศเพิ่มเติมด้วย ซึ่งได้สั่งการให้ บช.สอท. เร่งสืบสวนขยายผลดำเนินการคดีในส่วนนี้ไว้แล้ว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศปบย.ตร. จะเปิดปฏิบัติการปราบปรามอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลให้บุหรี่ไฟฟ้าหมดไปจากประเทศ และขอฝากพี่น้องประชาชนว่า ช่วยแจ้งเบาะแสการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะการจำหน่ายออนไลน์ให้ตำรวจทราบโดยให้โทรแจ้งเบาะแสมายังสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และภายในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดให้มีการแจ้งเบาะแสผ่านทางแอปพลิเคชัน Police Care ได้อีกช่องทางด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ ราสยงาน

เดอะ เจ็นซ์ แข่งต่อสนาม 3 ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 16-17 พ.ค.นี้ ที่เทรเชอร์ฮิลล์ฯ เกมส์ชี้ชัดใครเป็นตัวแทนไปเล่นญี่ปุ่น

เดอะ เจ็นซ์ แข่งต่อสนาม 3 ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 16-17 พ.ค.นี้ ที่เทรเชอร์ฮิลล์ฯ เกมส์ชี้ชัดใครเป็นตัวแทนไปเล่นญี่ปุ่น

บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จัดโปรแกรมพัฒนาเยาวชนต่อเนื่อง เป็นสนามที่ 3 กับการแข่งขันกอล์ฟเยาวชนรายการ ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 2026 มีขึ้นในวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2569 ณ สนามเทรเชอร์ฮิลล์ กอล์ฟ คลับ จ.ชลบุรี สนามนี้ชี้ชัดใครคือผู้เล่นในรุ่น Super GENZ และ Junior GENZ ได้รับโควตาเป็นตัวแทนไปแข่งขัน Yonex Junior Golf Championship 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น

รายการนี้นับว่าเป็นโอกาสทองของนักกอล์ฟในรุ่น Junior GENZ และ Super GENZ ที่ทำคะแนนสะสมดีที่สุดจากสนามที่ 1-3 (รวม 6 คน) ได้รับสิทธิ์เดินทางไปแข่งขันรายการ Yonex Junior Golf Championship 2026 ณ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงสิทธิ์เข้าสู่โครงการ GENZ CREW ที่มอบให้กับผู้เล่นที่มีคะแนนสะสมหลังจบฤดูกาลและอยู่ในอันดับ 1-3 ได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในปี 2570 ไม่มีค่าใช้จ่าย รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ GENZ Mind Training Camp ที่ เดอะ เจ็นซ์ ได้ร่วมมือกับ Golfing Ground และ ทีม FlowCode ได้เรียนรู้ในเรื่องของ Mental Game ปรับใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์ในการแข่งขันรายการต่างๆ ทั้งนี้น้องๆ นักกอล์ฟที่เข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่สนามที่ 1-5 จำนวนรวม 28 คน ที่ผ่านเกณฑ์ ยังได้เข้าร่วมแคมป์กอล์ฟในช่วงปลายปีนี้อีกด้วย

ความพิเศษของปีนี้คือการเป็นรายการกอล์ฟเยาวชนที่ยกระดับสู่มาตรฐานโลกด้วย TUGR และ JGS โดยนำระบบ The Universal Golf Ranking (TUGR) มาใช้สะสมคะแนนให้กับนักกีฬาทุกคนที่เข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่โค้ชจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาใช้คัดเลือกนักกีฬาเข้าศึกษาต่อ (ได้รับการสนับสนุน โดย GCAA และ CGX) ควบคู่ไปกับการสะสมคะแนนในระบบ Junior Golf Scoreboard (JGS) ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากรางวัลในสนามแล้ว นักกีฬายังได้ลุ้นสิทธิ์เป็นผู้เล่นในโครงการ Order of Merit ประจำปี 2570 จำนวน 12 คน ซึ่งได้รับสิทธิ์เข้าร่วมทุกรายการที่จัดโดย GENZ Golf Tour ในปีหน้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สำหรับผู้ปกครองและนักกอล์ฟที่สนใจเข้าร่วมแข่งขัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Official Line : @genzgolf หรือโทร. 065 696 2229


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน