กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ติดตามใกล้ชิดต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กระทบต่อความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศาลากลาง จังหวัดฉะเชิงเทรา
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 10.00 – 12.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอันเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์และความมั่นคงชายแดนด้านตะวันออก การสร้างรั้วชายแดนไทย – กัมพูชา แรงงานต่างด้าว การหลบหนีเข้าเมือง ยาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศาลากลาง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งนำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองประธานคณะกรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการ, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด, ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และนักวิชาการ, เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ, คณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ร่วมคณะลงพื้นที่
โดยมี ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ อาทิเช่น กอ.รมน. ฉะเชิงเทรา สำนักคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานแรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา สภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการชลประทานฉะเชิงเทรา ศรชล. จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ต้อนรับ และรายงานผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็น ดังต่อไปนี้
1.การบริหารจัดการ “ภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่” ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) พบว่า การดำเนินงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงเผชิญกับปัญหา อุปสรรค และภัยคุกคามหลายด้าน โดยเฉพาะประเด็นเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชาย แดน ความมั่นคงของรัฐ การบริหารจัดการแรงงาน และปัญหายาเสพติด ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพในระยะยาว นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ชายแดนยังขาดความชัดเจนในบางมิติ ทั้งการบูรณาการหน่วยงาน การควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการป้องกันการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะยาเสพติดที่ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ต้องเพิ่มมาตรการตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐยังคงเดินหน้า ผลักดัน 5 Cluter อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ประกอบด้วย
- อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ
- อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
- อุตสาหกรรม BCG หรืออุตสาหกรรมสีเขียว
- อุตสาหกรรมการบริการ
- อุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม การพัฒนา EEC ให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญ หาความมั่นคงในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว
2.การขับเคลื่อนแผนงาน “ตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยการขับเคลื่อนแผนงาน “ตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการดำเนินงานเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมเข้าด้วยกัน โดยยึด “ตำบล” เป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อน ผ่านกลไกความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ อีกทั้งการดำเนินงานมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามในระดับพื้นที่ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางพัฒนาร่วมดำเนินการ และร่วมรับผลประโยชน์ เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ในการวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละตำบล
ดังนั้นแผนงานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดปัจจัยเสี่ยงด้านความมั่นคง เสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และพัฒนาศักยภาพชุมชนให้สามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องในระยะยาว
3.ปัญหาการลักลอบทำงานของแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ปัญหาการลักลอบทำงานของแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีความเชื่อมโยงกับการเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและส่วนหนึ่งของ EEC ที่มีความต้องการแรงงานสูง ทำให้เกิดการลักลอบนำเข้าแรงงานผ่านเครือข่ายนายหน้า แรงงานจำนวนหนึ่งอยู่ในสถานะผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น การบังคับใช้แรงงานหรือการจำกัดเสรีภาพ ซึ่งเข้าข่ายการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน อีกทั้งทำเลที่ตั้ง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อสำคัญ ยิ่งเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานและการดำเนินการของเครือข่ายผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ประเทศ จึงจำเป็นต้องแก้ไขอย่างบูรณาการ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การจัดระเบียบแรงงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
4.ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงแบบองค์รวม พบว่า จังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะพื้นที่เชื่อมโยง
เขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)กำลังเผชิญความท้าทายด้าน “ความมั่นคงแบบองค์รวม” ที่มีลักษณะซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี โดยพบปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การลักลอบเข้าเมือง อาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้โครงข่ายการสื่อสารข้ามประเทศเป็นเครื่องมือก่อเหตุ
นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำและแรงกดดันทางสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมและความไม่สงบในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ภัยคุกคาม ด้านสาธารณสุข เช่น COVID-19 ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ การบริหารจัดการปัญหาความมั่นคงในจังหวัดฉะเชิงเทรา จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการเชื่อมโยงการทำงานในระดับภูมิภาค ภายใต้กรอบ ASEAN เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนในพื้นที่ระยะยาว
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบไปประกอบการพิจารณา
ตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป