รองผู้ว่าฯ อุทัยธานี เปิดประชุมร่วมกรมทางหลวง เดินหน้าขยายถนน 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3221 ตอนอุทัยธานี-ทัพทัน ยกระดับโครงข่ายคมนาคมภูมิภาค

อุทัยธานี – รองผู้ว่าฯเปิดประชุมร่วมกรมทางหลวง เดินหน้าขยายถนน 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3221 ตอนอุทัยธานี-ทัพทัน ยกระดับโครงข่ายคมนาคมภูมิภาค

วันที่ 22 เมษายน 2569 ณ.ห้องประชุมรุ่งอรุณ โรงแรมธาราฮิลล์ อ.เมือง จ.อุทัยธานี โดยกรมทางหลวง ได้จัดการประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ สัมมนาครั้งที่ 3 โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3221 ตอน อุทัยธานี-ทัพทัน โดยนายอิทธิพงศ์ ตันมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีเป็นประธานเปิดการประชุม นายนพดล นุ่มน้อย รักษาการวิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กล่าวรายงาน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

เพื่อนำเสนอข้อมูลสรุปผลการศึกษาของโครงการทั้งด้านวิศวกรรมรูปแบบการพัฒนาโครง การผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและผลการดำเนินการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประชาสัมพันธ์พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อนำมาใช้พิจารณาประกอบการศึกษาออกแบบรายละเอียดถนนโครงการให้มีความเหมาะสมและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้เส้นทางให้มากที่สุด พร้อมกับนำเสนอสรุปผลการศึกษาของโครงการ จุดเริ่มต้นกม.0+000 (แยกแขวงทางการ) ต.อุทัยใหม่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี และจุดสิ้นสุดโครงการที่กม.15 + 303 (ถนนราชสุภาวดีใกล้กับสำนักงานเทศบาลตำบลทัพทัน) อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 1 จังหวัด 3 อำเภอ 8 ตำบล รวมระยะทางประมาณ 15.303 กิโลเมตร เนื่องจากเป็นการพัฒนาแนวทางหลวงหมายเลข 3221 ที่มีอยู่เดิมให้เป็นทางหลวง 4 ช่องจราจรดังกล่าว


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

สันติบาล ล็อก 2 หนุ่มปากีสถาน กลางเมืองพัทยา

ตำรวจสันติบาล ล็อก 2 หนุ่มปากีสถาน กลางเมืองพัทยา” หลังจากได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้ออกสืบสวนหาข่าว ติดตามกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ เจอ 2 หนุ่มปากีฯ มีท่าทางส่อพิรุธ กำลังเดินอยู่ในซอยเย็นสบาย ย่านที่พักอาศัยของชาวตะวันออกกลาง พิกัดพัทยาใต้ จึงแสดงตัวว่าเป็นตำรวจ ขอตรวจสอบเอกสารสำคัญประจำตัว แต่กลับไม่มีให้ดู จึงควบคุมตัวส่ง สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีไปตามระเบียบ

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 18.30 น. ร.ต.อ.พงศ์ธนิน บำรุงสุขสวัสติ รองสารวัตร กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1(บก.ส.1) พร้อมด้วย จ.ส.ต.อภิวัฒน์ เจริญศรี ผบ.หมู่ กก.1 บก.ส.1 และ ส.ต.อ.ณัธพงษ์ ทองดาษ ผบ.หมู่ กก.1 บก.ส.1 ได้รับคำสั่งให้ออกสืบสวนหาข่าว ติดตามกลุ่มบุคคล ที่มีพฤติการณ์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ โดยอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.อาทิตย์ ซื่อสัตตบงกช ผู้กำกับการ กองกำกับการ1 กองบังคับ การตำรวจสันติบาล 1 (บก.ส.1) และ พ.ต.ท.แสวง ประศรีธนสมบัติ สารวัตรกองกำกับการ 1กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 (บก.ส.1)

ภายหลังรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแล้ว เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ จนมาถึงบริเวณซอยพัทยาสาย 2 ซอย 18 หรือ “ซอยเย็นสบาย” อันเป็นย่านที่พักอาศัยของชาวตะวันออกกลาง ท้องที่หมู่ที่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบชายชาวต่างชาติ 2 คน เดินอยู่ริมถนน ท่าทางมีพิรุธน่าสงสัย เจ้าหน้าที่จึงได้ขอเข้าตรวจสอบ พร้อมกับแสดงตัวให้ชาวต่างชาติทราบว่าเป็นตำรวจสันติบาล เพื่อขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงใช้แทนหนังสือเดินทาง ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองไม่สามารถนำเอกสารใดๆมาแสดงให้เจ้าพนักงานตรวจสอบได้

จากการสอบถาม ทราบชื่อต่อมาว่า นาย YASHWA TARIQ GILL และ นาย RAHIT ASLAM ทั้งสองคนเป็นชาวปากีสถาน และยอมรับว่าเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่พกบัตรหรือเอกสารประจำตัวจริง จึงควบคุมตัวทั้งสองส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ดำเนินคดีในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าว ไม่มีใบสำคัญประจำตัว ใบสำคัญประจำตัวติดตัวหรือเก็บไว้ในลักษณะ ซึ่งจะแสดงต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจได้เสมอ ในเมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเรียกร้องให้แสดง”


โยธิน พรมแตง รายงาน

พายุฤดูร้อน พัดกระหน่ำบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 3 อำเภอ 14 หมู่บ้าน

จังหวัดลพบุรี – พายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 3 อำเภอ 14 หมู่บ้าน

ได้เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มในหลายพื้นที่ของจังหวัดลพบุรี ส่งผลให้มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย เสาไฟฟ้าหักโค่น ส.ส.ในพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่นลงพื้นที่ ประสานหน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหาย และได้ให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว
หลังจากที่ได้เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มในหลายพื้นที่ของจังหวัดลพบุรี ส่งผลระทบทำให้บ้านเรือนประชาชน โรงงานได้รับความเสียหาย เสาไฟฟ้าแรงสูงหักโค่นไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างหลายอำเภอ หลายหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าได้เร่งดำเนินการซ่อมแซม เพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนได้ใช้ชั่วคราว ซึ่งหลังจากที่พายุสงบได้รับรายงานว่ามีพื้นที่ได้รับความเสียหายจำนวน 3 อำเภอ 5 ตำบล 14 หมู่บ้าน ซึ่งมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 43 หลังคาเรือน โรงงาน 1 แห่ง เสาไฟฟ้าหักโค่น 3 ต้น ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

นายนรินทร์ คลังผา ส.ส.ลพบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย และนายมารวย คลังผา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเพนียด เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าอำเภอโคกสำโรง ได้ลงพื้นที่สำรวจ ให้กำลังใจ นอกจากนี้ยังได้ประสานขอการสนับสนุน กำลังพลจิตอาสาจากกองพันทหารปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ค่ายภูมิพล ดำเนินการให้การช่วยเหลือขนย้ายสิ่งของที่ได้รับความเสียหายไว้ในที่ปลอดภัย หลังจากที่ได้สำรวจความเสียหายแล้วทางองค์การบริหารส่วนตำบลเพนียดจะได้ให้การช่วยเหลือตามระเบียบทางราชการต่อไป

สำหรับในพื้นที่อื่นนอกจากที่จุดดังกล่าวแล้วมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนในครั้งนี้ประกอบด้วยอำเภอชัยบาดาล ได้รับผลกระทบ 1 ตำบล 7 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 12 หลัง อำเภอพัฒนานิคมได้รับผลกระทบ 3 ตำบล 6 หมู่บ้าน มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 30 หลังคาเรือน ทางอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้การช่วยเหลือในเบื้องต้น สำรวจความเสียหาย เพื่อที่จะได้ให้การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ตามระเบียบของทางราชการ ในขณะเดียวกันจังหวัดลพบุรี ก็ได้มีประกาศเตือนให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้สำรวจความแข็งแรงของบ้านเรือน รวมทั้งให้ติดตามสถานการณ์ การรายงานจากทางราชการ ในช่วงพายุฤดูร้อนในพื้นด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ฮือฮา ขุดพบ “กู่ปราสาทหินทราย” กลางหมู่บ้านจัดสรรโคราช นักโบราณคดีชี้อายุกว่า 800-1,000 ปี คาดเป็นศาสนสถานฮินดู

ฮือฮา ขุดพบ “กู่ปราสาทหินทราย” กลางหมู่บ้านจัดสรรโคราช นักโบราณคดีชี้อายุกว่า 800-1,000 ปี คาดเป็นศาสนสถานฮินดู

จากกรณีโลกออนไลน์ได้มีการแชร์รูปภาพและข้อความเกี่ยวกับการค้นพบ “กู่ปราสาทหินทราย” ซึ่งตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านจัดสรรปรางค์ทองนิเวศน์ หมู่ 2 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนสร้างความฮือฮาและได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมากนั้น

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าจุดที่มีการค้นพบเป็นที่ดินส่วนบุคคลซึ่งมีเอกสารสิทธิถูกต้อง โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปา กรที่ 10 นครราชสีมา เข้าดำเนินการสำรวจทางโบราณคดี นำโดยนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายสมเดช ลีลามโนธรรม นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ รักษาการผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

นายสุชาติ ศรีนวลแก้ว อายุ 68 ปี ที่ปรึกษาเจ้าของที่ดิน เปิดเผยว่า ที่ดินของตนมีหน้าที่ทั้ง หมด 130 ไร่ ภายหลังมีการขุดพบโบราณสถานภายในพื้นที่ ได้กันพื้นที่จำนวน 29 ตารางวา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญไว้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมศิลปากร เข้าดำ เนินการศึกษาและตรวจสอบ พร้อมแสดงความยินดีที่จะมอบพื้นที่ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ

นายสุชาติกล่าวว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่ารกร้าง เต็มไปด้วยหนามและวัชพืช จึงได้นำเครื่องจักรเข้าปรับพื้นที่ กระทั่งพบก้อนหินจำนวนมากกระจายอยู่ใต้ดิน จึงนำขึ้นมาวางรวมไว้ด้านบน โดยยืนยันว่าไม่มีการเคลื่อนย้ายหินออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ก่อนการค้นพบ เจ้าของที่ดินมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่อเนื่องไปจนถึงแนวทางรถไฟ แต่เมื่อพบหลักฐานดังกล่าว จึงได้ระงับการดำเนินการทันที และทำหนังสือถึงกรมศิลปากรเพื่อขอให้เข้ามาตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอให้หยุดดำเนินการชั่วคราว

นายสุชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนการขุดพบ ไม่เคยมีเหตุการณ์หรือความเชื่อผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะปล่อยให้กรมศิลปากรดำเนินการสำรวจให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดภายในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งเกี่ยวกับแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ในอนาคต

ด้านนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถานแห่งนี้มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 แต่ยังไม่เคยมีการสำรวจอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการปรับหน้าดินและพบชิ้นส่วนหินทราย จึงนำไปสู่การขุดตรวจทางโบราณคดีในครั้งนี้ โดยวัตถุประสงค์สำคัญของการขุดตรวจ คือการกำหนดขอบเขตโบราณสถานที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถอนุรักษ์ได้อย่างครอบคลุม ขณะนี้การดำเนินงานเข้าสู่วันที่ 6 ซึ่งจากการขุดตรวจพบฐานของปราสาทหินในวัฒนธรรมขอม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 หรือประมาณ 800-1,000 ปีมาแล้ว

โดยเฉพาะด้านทิศใต้ของโบราณสถานมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ พบชุดฐานบัวและฐานเขียง ซึ่งเป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่พบได้ทั่วไปในศิลปะขอม นอกจากนี้ ในหลุมขุดตรวจที่ 4 ยังพบฐานรองรับรูปเคารพ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะเป็นศาสนสถาน หรือวัดในศาสนาฮินดู

อย่างไรก็ตาม การขุดตรวจจะดำเนินการรวม 8 วัน และมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำผังแสดงตำแหน่งโบราณสถานโดยละเอียด ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุขนาดพื้นที่โบราณสถานที่แน่ชัดได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างกระบวนการขุดตรวจ และต้องรอผลการหารือร่วมกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน

นายวรรณพงษ์กล่าวอีกว่า หลังเสร็จสิ้นการขุดตรวจ จะมีการกลบหลุม โดยก่อนดำเนินการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา จะจัดทำแผนผังโบราณสถานอย่างละเอียด เพื่อบันทึกตำแหน่งและลักษณะโครงสร้างไว้เป็นหลักฐาน

จากหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน สามารถสันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู อีกทั้งบริเวณด้านตะวันออกห่างออกไปประมาณ 100 เมตร ยังพบสระน้ำโบราณขนาดใหญ่ หรือบาราย ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “หนองบัว” ใกล้โรงเรียนอุบลรัตน์ สะท้อนให้เห็นว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะเคยเป็นศูนย์กลางชุมชนขนาดใหญ่ในอดีต เนื่องจากต้องมีแหล่งน้ำรองรับประชากรจำนวนมาก


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

อากาศร้อนก็ยังเผา…กลุ่มคนเร่ร่อนจุดไฟเผาขยะลุกลามไหม้ป่า กลายเป็นเหตุซ้ำซากเจ้าหน้าที่รัฐไร้ทางแก้ไข

อากาศร้อนก็ยังเผา…กลุ่มคนเร่ร่อนจุดไฟเผาขยะลุกลามไหม้ป่า กลายเป็นเหตุซ้ำซากเจ้าหน้าที่รัฐไร้ทางแก้ไข

ช่วงบ่ายของวันที่ 25 เม.ย 69 เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันภัยพิบัติทางบกดับเพลิงเมืองพัทยารับแจ้งจากชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่บริเวณซอยทัพพระยา 15 และใกล้เคียงศาลพัทยา ว่ามีเหตุไฟไหม้ป่าหญ้าและลุกลามเป็นวงกว้าง จนมีมลพิษทางกลุ่มควันจำนวนมาก หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่จึงนำรถน้ำดับเพลิงออกระงับเหตุ ซึ่งพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่รกร้างของโรงแรม sugar hut รีสอร์ทเก่า มีกลุ่มคนเร่ร่อนกว่า 10 คน ได้เข้ายึดพื้นที่สร้างเพิงพักและเก็บขยะมาคัดแยก จากนั้นได้มีการเผาขยะจนลุกลามไหม้ป่าหญ้าเป็นวงกว้าง ซึ่งที่ผ่านมาพื้นที่นี้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าระงับเหตุเป็นประจำ และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ดูแล

ล่าสุดวานนี้ก็มีการจุดเผาเจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็เข้าระงับเหตุ ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง จนล่าสุดมาวันนี้ก็ยังมีการจุดไฟเผาอยู่ ด้านเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เพียงแต่เข้าไปดูแต่ไม่สามารถจัดการกับกลุ่มคนเร่ร่อนพวกนี้ได้ ชาวบ้านจึงอยากวอนให้จัดการให้เด็ดขาดก่อนที่ไปจะลุกลามเผาไหม้บ้านเรือนประชาชน


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าศูนย์ข่าว พัทยา รายงาน

รพ.ค่ายกาวิละ จัดโครงการ “เสริมสร้างความปลอดภัย สุขภาวะกายและใจทหารใหม่ระหว่างการฝึก”

โรงพยาบาลค่ายกาวิละ จัดโครงการ “เสริมสร้างความปลอดภัย สุขภาวะกายและใจทหารใหม่ระหว่างการฝึก”

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 พันเอก สรารักษ์ ชูสกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายกาวิละ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เสริมสร้างความปลอดภัย สุขภาวะกายและใจทหารใหม่ระหว่างการฝึก” เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลกำลังพลในห้วงการฝึกทหารกองประจำการใหม่ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ณ อาคารสโมสร ค่ายกาวิละ มณฑลทหารบกที่ 33 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้จากการฝึกทหารกองประจำการใหม่ในช่วงที่ผ่านมา พบว่ายังคงมีปัจจัยเสี่ยงด้านสุข ภาพหลายประการ โดยเฉพาะการบาดเจ็บจากภาวะอากาศร้อนจัด รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด การฝึกที่มีความเข้มข้น และการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหม่ของทหารใหม่

ดังนั้น โรงพยาบาลค่ายกาวิละ โดยแผนกส่งเสริมสุขภาพและเวชกรรมป้องกัน จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นให้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยฝึกในด้านการป้องกัน เฝ้าระวัง และการปฐมพยาบาลทหารกองประจำการใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะความร้อน รวมถึงการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างถูกต้อง เหมาะสม และทันท่วงที โดยมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ การให้ความรู้ด้านการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและการปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น โดยวิทยากรจากโรงพยาบาลสวนปรุง ตลอดจนการบรรยายและฝึกปฏิบัติด้านการช่วยเหลือผู้ป่วยจากภาวะความร้อน โดยทีมพยาบาลจากแผนกส่งเสริมสุขภาพและเวชกรรมป้องกัน โรงพยาบาลค่ายกาวิละ

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ ประกอบด้วย ผู้ฝึก ผู้ช่วยผู้ฝึก ครูนายสิบ นายสิบพยาบาลประจำหน่วยฝึกครูทหารใหม่ จากหน่วยฝึกทหารกองประจำการใหม่ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมจำนวนทั้งสิ้น 10 หน่วยฝึก 371 นาย ได้แก่ หน่วยฝึกทหารใหม่ มทบ.33, พัน.มทบ.33, ร.7, ร.7 พัน.1, ร.7 พัน.2, ร.7 พัน.5, ป.4 พัน.7, พัน.พัฒนา 3, รพศ.5 และ พัน.สต.กส.ทบ.

โครงการดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือด้านการแพทย์และการฝึก เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของกำลังพล ลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บและปัญหาสุขภาพจิต และยกระดับศักยภาพของทหารกองประจำการใหม่ให้มีความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจอย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

รพ.ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จัดอบรมโครงการ”ทหารใหม่ปลอดภัย สุขภาพกายใจเข้มแข็ง” ยกระดับมาตรการป้องกันการบาดเจ็บจากความร้อน และการดูแลสุขภาวะทหารใหม่ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2569

โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จัดอบรมโครงการ “ทหารใหม่ปลอด ภัย สุขภาพกายใจเข้มแข็ง” ยกระดับมาตรการป้องกันการบาดเจ็บจากความร้อน และการดูแลสุขภาวะทหารใหม่ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 แผนกส่งเสริมสุขภาพ และเวชกรรมป้องกัน โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้จัดอบรมโครงการ ” ทหารใหม่ปลอดภัย สุขภาพกายใจเข้มแข็ง ” เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันการบาดเจ็บจากความร้อน และการดูแลสุขภาวะทหารใหม่ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2569 ให้เป็นไปตามนโยบายจากผู้บังคับบัญชาที่ให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับความปลอดภัยของกำลังพล โดยกำหนดเป้าหมาย “ต้องไม่มีผู้เสียชีวิตจากโรคลมร้อน” อย่างเด็ดขาด แม้ในการดูแลทหารใหม่ ในผลัดที่ผ่านมาพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก จะไม่มีสถิติการสูญเสีย แต่ทุกหน่วยฝึกยังคงต้องตื่นตัว และเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันยังได้มีการมอบเครื่อง AED แก่หน่วยฝึกทหารใหม่ ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 จังหวัดพิษณุโลก

โดยมีพลตรีสมินท์ บุญลิขิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นประธานในพิธีเปิด และมอบเครื่อง AED แก่หน่วยฝึกทหารใหม่ในครั้งนี้ ณ ห้องประชุม 101 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก


บก.ทท.(นทพ.) ส่งมอบลานอเนกประสงค์ ถนน ระบบน้ำประปาภูเขา ให้ประชาชน อ.ขุนยวม ได้ใช้ประโยชน์ตามความต้องการ และเป็นของขวัญเนื่องในเทศกาลสงกรานต์

บก.ทท. (นทพ.) โดย นพค.36 สนภ.3 นทพ.ส่งมอบลานอเนกประสงค์ ถนน ระบบน้ำประปาภูเขาให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอขุนยวมได้ใช้ประโยชน์ตามความต้องการ และเป็นของขวัญเนื่องในเทศกาลสงกรานต์

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 พ.อ. ราชพล ทองอารีย์ ผบ.นพค.36 สนภ.3 นทพ. จ.แม่ฮ่อง สอน ลงพื้นที่ส่งมอบโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 3 หมู่บ้าน ตามความต้องการของประชาชน เพื่อเป็นของขวัญเนื่องในวันเทศกาลสงกรานต์ โดยส่งมอบงานก่อสร้างลานอเนกประสงค์ ขนาด 15×30 ม. หนา 0.10 ม. ให้ประชาชน บ.ห้วยฟาน ม.5 ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในการออกกำลังกาย และกิจกรรมต่างๆ รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์จากโครงการ จำนวน 47 ครัวเรือน ประชากร 213 คน

จากนั้นผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย (ผบ.นพค.36 สนภ.3 นทพ.) ได้เดินทางไปส่งมอบโครง การ งานซ่อมทางผิวจราจรลูกรัง กว้าง 5 ม. ไม่มีไหล่ทาง ระยะทาง 3.000 กม.ให้ประชาชน บ.แม่สุริน ม.3 ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เส้นทางในการสัญจรไปมาได้อย่างสะดวก เป็นการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน จำนวน 164 ครัวเรือน ประชากร 442 คน

และส่งมอบโครงการงานสร้างระบบประปาภูเขา และก่อสร้างถังเก็บน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 100 ลบ.ม.ให้ประชาชน บ.แม่สะเป่เหนือ ม.6 ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนในห้วงหน้าแล้ง มีราษฎรได้รับผลประโยชน์ จำนวน 182 คน 37 ครัวเรือน อีกทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานราชการ กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย



ภานุเดช ไชยสกูล/ จ.แม่ฮ่องส

จิตอาสา 904 ภาค 3 ร่วม นำโดรนเพื่อสนับสนุนภารกิจป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ และลำพูน

จิตอาสา 904 ภาค 3 ร่วมกับ ทีมโดรนพระราชทาน กองทัพบก กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัฯหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า นำโดรนอาสา ปฏิบัติงานสำรวจจุดความร้อนและไฟป่า เพื่อปฏิบัติการสนับสนุนภารกิจป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน ได้แม่นยำ

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 จิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 รุ่น 1/65 ร่วมกับ ทีมโดรนพระราชทาน กองทัพบก กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สถานี ควบคุมไฟป่า ห้วยห้องไคร้-ขุนแม่ดวง สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ทีมโดรนอาสา บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัฯหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า ปลัดอำเภอดอยสะเก็ด และ จิตอาสา ภาคประชาชน ได้นำโดรนอาสามาบินสำสำรวจพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบริเวณเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ช่วงเช้าเกิด Hot spot การทำ งานร่วมการบูรณาการหลายภาคส่วนโดยใช้อากาศยานไร้คนขับชี้พิกัด ให้เฮลิคอปเตอร์ ทิ้งน้ำในที่เกิดไฟป่าเนื่องจากโดรนติดกล้องความร้อนทำให้ชี้พิกัดได้แม่นยำมากขึ้นปกติจะเห็นเป็นกลุ่มควันลอยปิดบังทัศนวิสัยเพื่อลดการลุกลามอันอาจจะเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น ในพื้นที่ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

ต่อมา จิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 รุ่น 1/65 ร่วมกับ ทีมโดรนพระราชทาน กองทัพบก กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สถานี ควบคุมไฟป่า ห้วยห้องไคร้-ขุนแม่ดวง สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ทีมโดรนอาสา บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัฯหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า และจิตอาสาภาคประชาชน องค์การบริหารส่วนลำพูน ขอโดรนอาสาเข้าร่วมในการดูพื้นที่ความเสียหายและทำการส่งอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับดับไฟป่าขึ้นบนภูเขา ( โบเวอร์ ) เพื่อทุ่นแรงในการเดินดับไฟบนพื้นที่สูง (โดยใช้โดรนขนส่ง ) ในพื้นที่ ตำบลเหมืองจี้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน


นที มีเดช รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์และการรับมือพายุฤดูร้อน 24-25 เม.ย.2569 นี้

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์และการรับมือพายุฤดูร้อน 24-25 เม.ย.2569 นี้ เสี่ยงฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก หลายจังหวัดภาคเหนือตอนบนได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่ส่งผลกระทบหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือและประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา “ด่วนที่สุด” แจ้งพื้นที่จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์พายุฤดูร้อนในช่วงวันที่ 24-25 เมษายน 2569 หลังกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนประเทศไทยตอนบนจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน

รายงานระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตกในบางพื้นที่ และอาจมีฟ้าผ่า โดยมีสาเหตุมาจากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุม ขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศ ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ถูกจัดเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง

ซึ่งหน่วยงานระดับจังหวัดในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดำเนินการเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วน โดยเน้นให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากพายุ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง รวมถึงให้เกษตรกรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตและสัตว์เลี้ยง

นอกจากนี้ ยังให้เร่งตรวจสอบและดูแลระบบระบายน้ำ ป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน กำจัดสิ่งกีด ขวางทางน้ำ พร้อมทั้งตรวจสอบความมั่นคงของป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ หากพบความเสี่ยงให้เร่งแก้ไขทันที

ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้หน่วยงานด้านสาธารณภัยเตรียมบุคลากร เครื่องมือ และระบบสื่อสารให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1784 หรือช่องทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” ได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ขอความร่วมมือประชาชนติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ขณะที่ เมื่อวันพฤหัสที่ 23 เมษายน 2569 ได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองในพื้นที่ อำเภอเชียงม่วน และอำเภอปง จังหวัดพะเยา ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง หลายครัวเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนัก เบื้องต้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ได้เข้าสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้ มีรายงานพายุฝนฟ้าคะนองพื้นที่อำเมืองพะเยา เวลา 16.45 น. กิ่งไม้หักทับรถยนต์บริเวณถนนแยกศูนย์ราชการ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังพายุฤดูร้อนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงระหว่าง วันที่ 23 -25 เมษายน 2569 นี้ไว้ด้วย

เบื้องต้นพบว่า พื้นที่บ้านปิน หมู่ 3 ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา หลังคาบ้านเรือนประชาชนถูกแรงลมพัดเสียหายบางส่วน ขณะที่บ้านแพทย์ หมู่ 2 ตำบลบ้านมาง มีบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 1 หลัง จากตัวครอบกระเบื้องหลังคาหลุดปลิวไปตามแรงลม ส่วนพื้นที่บ้านราษฎร์พัฒนา หมู่ 8 ตำบลสระ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนหลายหลังได้รับความเสียหายเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ตำบลควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา องค์การบริหารส่วนตำบลควร พร้อมเจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายอย่างเร่งด่วน เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที จากการลงพื้นที่พบว่า หลายจุดมีต้นไม้หักโค่นทับเส้นทางสัญจร ส่งผลให้ประชาชนเดินทางเข้า-ออกหมู่บ้านด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำเครื่องมือเข้าตัดกิ่งไม้และเคลียร์เส้นทางเพื่อให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือด้านวัสดุซ่อมแซมบ้านเรือนเบื้องต้

นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 14.00 น. เป็นต้นมา ได้เกิดพายุกรรโชกแรง ในพื้นที่จังหวัดน่าน ทำให้บ้านเรือนและทรัพย์สินของราษฎร เสาไฟฟ้า และสิ่งสาธารณประโยชน์ ได้รับความเสียหาย จำนวน 3 อำเภอ 3 ตำบล ดังนี้

  1. หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย จำนวน 1 หลัง
  2. หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย จำนวน 1 หลัง
  3. หมู่ที่ 7 ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายจำนวน 2 หลัง

รวมถึงในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ต้นไม้ล้มกีดขวางการจราจรหลายจุด ทำให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง

พร้อมทั้งในพื้นที่เขตตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ต้นไม้หักโค่นกีดขวางเส้นทางการจราจร ทำให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ในพื้นที่อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ยังได้รับผลกระทบจากเหตุวาตภัยพายุฝน จากอิทธิพลของพายุฤดูร้อน ที่ชุมชนบ้านหนองรัง และ บ้านแสงดาว หมู่ที่ 2 ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน พร้อมด้วยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดน่าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่ประสบภัย ผู้นำชุมชน ประชาชน จิตอาสา กำลังดำเนินการสำรวจความเสียหาย พร้อมทั้งระดมกำลังนำเศษกิ่งไม้ที่กีดขวางการจราจรดังกล่าว พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

นอกจากนั้นในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ ขอรายงานสถานการณ์พายุฤดูร้อน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ในพื้นที่อำเภอ หล่มเก่า เขาค้อ และอำเภอหล่มสัก เกิดเหตุเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 14:00 น

ความเสียหายในเบื้องต้น ในพื้นที่หมู่ที่ 1,9 ,10 ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า มีบ้านเรือนของประชาชน ได้รับความเสียหายจำนวน 6 หลัง และมีเสาไฟฟ้าล้ม จำนวน 2 ต้น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ในส่วนของอำเภอเขาค้อ และอำเภอหล่มสัก ยังไม่มีความเสียหายแต่อย่างใด

นายอำเภอหล่มเก่า ได้มอบหมายให้ ปลัดอำเภอหล่มเก่า พร้อมชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาหล่มเก่า ดำเนินการแก้ไขและจ่ายไฟกระแสไฟให้กับประชาชน ในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ทั้งนี้จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีโทรสารแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังพายุฤดูร้อน ในระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน 2569 พร้อมทั้งได้กำชับให้ทุกอำเภอ และ อปท.เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยโดยเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฮอด ได้รับรายงานจากอำเภออมก๋อย ว่ามีฝนตก และมีลมกรรโชกแรง ในพื้นที่บริเวณ หมู่ที่ 9 บ้านนาไคร้ และ หมู่ที่ 17 บ้านหลังป่าข่า ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อซึ่งเริ่มตกตั้งแต่เวลา 13.34 น. เบื้องต้น ได้รับรายงานว่ามีความเสียหายจากวาตภัยในพื้นที่ หมู่ที่ 9 บ้านนาไคร้ จำนวน 2 ครัวเรือน และกำลังอยู่ระหว่างสำรวจเพิ่มเติม ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

สำหรับการดำเนินการช่วยเหลือ ได้มอบหมายให้ ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลยางเปียง เร่งตรวจสอบความเสียหายและให้ความช่วยเหลือตามระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป


นที มีเดช รายงาน