กฟผ. เปิดสถานีชาร์จไฟฟ้า รักษ์โลกต้นแบบแห่งแรก ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก

ประจวบคีรีขันธ์ – กฟผ. เปิดสถานีชาร์จไฟฟ้า รักษ์โลกต้นแบบแห่งแรก ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก

วันที่ 26 กันยายน 2568 นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (รวธ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดสถานีชาร์จ EleX by EGAT ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก Green Charging Station จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ร่วมกับพันธมิตรสร้างเป็นสถานีชาร์จต้นแบบจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้รับเกียรติจาก นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย Mr.Goh Chee Kiong ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จพลัส อิเล็กทริค (ประเทศไทย) จำกัด (Charge+), นายนพดล สรวงประเสริฐ พลังงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, คุณณิศรา ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน กฟผ., นายภูศเดช ภัคดีพันธ์ ผจก.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอทับสะแก, นายสายชล ชนะภัย รองนายกอบต.นาหูกวาง, นายภัทรดนัย สมศรี รองประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก, นางพิมลรรณ วงศ์ทิม ประธานชมรมครูอำเภอทับสะแก, นายมหยศ โกศิน หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก, นายพนม ปัถวี หัวหน้าแผนกโรงไฟฟ้าทับสะแก และหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมพิธี

สถานีชาร์จแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และ Charge+ โดยติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จำนวน 2 เครื่อง ขนาด 180kW และ 120kW รองรับการชาร์จพร้อมกันได้ถึง 4 คัน ผู้ใช้สามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน EleXA ทั้งยังเตรียมพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Charge Plus พร้อมระบบ Roaming รองรับผู้ใช้งานจากประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ช่วยให้การใช้งานข้ามพรมแดนหรือข้ามเครือข่ายเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ

การออกแบบสถานีชาร์จยึดแนวคิด “Enlighted EcoCharge” ที่มุ่งเน้นให้เป็นมากกว่าจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบด้านพลังงานสะอาด โดยใช้วัสดุที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อาทิ พื้นคอนกรีต EGAT AshNova ผลิตจากเถ้าลอย (Fly Ash) ซึ่งเป็นวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ช่วยลดการใช้ซีเมนต์ซึ่งเป็นทรัพยากรจากธรรมชาติและสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตซีเมนต์ได้สูงถึง 58% หลังคา Polycarbonate ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล โดยบริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด สีโพลียูรีเทน ซึ่งมีค่า VOC (Volatile Organic Compounds หรือ สารระเหยอินทรีย์) ต่ำ จากบริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศ ไทย) จำกัด เพื่อลดการฟุ้งกระจายของสารระเหยอินทรีย์ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

สถานีชาร์จ EleX by EGAT แห่งนี้จึงเป็นการผสานพลังงานสะอาด นวัตกรรมวัสดุรีไซเคิล และการออกแบบเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม สะท้อนเจตนารมณ์ของ กฟผ. ในการขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649645443

ถนนทรุดกลางกรุง อย่าโทษดิน-โทษน้ำ!

กรุงเทพฯ สะเทือนอีกครั้ง เมื่อถนนหน้าวชิรพยาบาลทรุดเป็น “หลุมยักษ์” กลางเมือง บริเวณไซต์ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ สร้างความโกลาหลไปทั่ว พอได้ฟังถ้อยแถลงจากผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการนี้ ช่วงแรกรู้สึก “อบอุ่น” ช่วงต่อมารู้สึก “อบอ้าว” ขึ้นมาทันที!

ช่วงแรก… ผู้ว่าการ รฟม. รีบออกมาขออภัย และยืนยันว่าจะดูแลทุกเรื่องอย่างเต็มที่

ช่วงต่อมา… ท่านชี้แจงเหตุผลที่ทำให้ถนนทรุด “อาจเกิดจากสภาพของดินบริเวณนี้ร่วมกับน้ำที่อยู่ใต้ดิน ทำให้สภาพของดินมีการเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นลักษณะพิเศษ”

ฟังแล้วเหมือนมีฮีโร่มาช่วย น่าชื่นใจ แต่ลองฟังให้ลึก เราจะพบกับช่องโหว่สำคัญ

(1) การบอกว่า “ดินเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นลักษณะพิเศษ” ฟังแล้วไม่เข้าใจว่า “ลักษณะพิเศษ” นั้นเป็นอย่างไร? และดินบริเวณนี้มีคุณสมบัติทางเทคนิคอย่างไร? ที่สำคัญ ไม่มีข้อมูลทางเทคนิคมาแสดง ไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบคุณสมบัติของดินก่อนและหลังถนนทรุดมาแสดง การออกมาชี้แจงโดยไม่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับ อาจทำให้ประชาชนคนทั่วไปเข้าใจได้ว่าถนนทรุดเป็น “เหตุสุดวิสัย” ไม่มีผู้ทำผิด… ผู้ทำผิดลอยนวล ไม่ต้องรับผิดชอบ

(2) คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมการก่อสร้างสถานีใกล้เคียงจึงไม่มีปัญหา? ถ้าดินและน้ำในบริเวณนี้ “พิเศษ” จริง เหตุใดสถานีอื่นที่อยู่ในสภาพธรณีคล้ายกันจึงปลอดภัยดี? คำตอบนี้แหละคือสิ่งที่ประชาชนสมควรได้รับ ไม่ใช่เพียงคำพูดลอยๆ

(3) รฟม.ชี้แจงว่า “กระทรวงคมนาคม รฟม. ผู้เชี่ยวชาญจากสภาวิศวกร รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะร่วมกันตรวจเพื่อหาต้นเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง”… ผมหวังว่าจะสามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่หวั่นว่าจะได้ข้อสรุปว่า ดินทรุดเป็นความผิดของ “ดิน” ที่ถูกกล่าวหาว่า “เปลี่ยนพฤติกรรม”… เป็นการใช้ข้ออ้างทางธรรมชาติมาบดบังความบกพร่องทางวิศวกรรม หรือเป็น “เหตุสุดวิสัย” นั่นเอง

เพื่อช่วยผู้ที่จะมาหาสาเหตุของถนนทรุด ผมขอชี้เป้าให้ไปตรวจสอบจุดเชื่อมต่อระหว่างอุโมงค์กับสถานีว่ามีการ Sealing ดีหรือไม่? โดยปกติจะต้อง Seal ด้วยการทำ Jet Grouting (เทคนิคการปรับปรุงดินโดยการฉีดปูนซีเมนต์ผสมน้ำลงไปในดินด้วยแรงดันสูงมาก เพื่อทำให้ดินบริเวณจุดเชื่อมต่อมีความแข็งแรง สามารถกันน้ำได้ เป็นการอุดรอยต่อระหว่างอุโมงค์กับสถานี) หากไม่มีการทำ Jet Grouting ที่จุดดังกล่าว จะทำให้ดินและน้ำทะลักผ่านเข้าสู่สถานีได้ เป็นผลให้พื้นที่ใต้ดินใกล้จุดเชื่อมต่อเป็นโพรง จนทำให้ถนนทรุดเป็นหลุมยักษ์

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตั้งข้อสันนิษฐานว่า ที่จุดเชื่อมต่อระหว่างอุโมงค์กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหน้า รพ.วชิรพยาบาลไม่มีการทำ Jet Grouting ใช่หรือไม่?

สุดท้าย เรื่องนี้ไม่ควรจบแค่การขออภัย แต่ต้องชี้ให้ชัดว่า ใครคือคนที่ทำผิด… เพราะถ้าหา “คนผิด” ไม่ได้ แล้วโยนทุกอย่างให้ธรรมชาติ “ดิน-น้ำ” ซึ่งพูดไม่ได้ ความเสียหายครั้งนี้ก็จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ไม่มีใคร “เกรงกลัว”

หมายเหตุ: ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

กอ.รมน.พร้อมมวลชน ลงพื้นที่มอบสิ่งของสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน และประชาชนที่พื้นที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ประสบสาธารณภัยเขตดุสิต จากเหตุถนนทรุดตัวหน้าวชิรพยาบาล

กอ.รมน. พร้อมมวลชน ลงพื้นที่มอบสิ่งของสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน และประชา ชนที่พื้นที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ประสบสาธารณภัยเขตดุสิต จากเหตุถนนทรุดตัวหน้าวชิรพยาบาล

วันนี้ (27 กันยายน 2568) เวลา 14.30 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณา จักร (กอ.รมน.) ร่วมกับเครือข่ายมวลชน ของชมรม พคบ.กอ.รมน.และ ทสปช. ลงพื้นที่จุดประสบสาธารณภัยจากเหตุถนนทรุดตัวหน้าวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อมอบสิ่งของสนับสนุน อาทิ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำดื่ม เครื่องดื่มเกลือแร่ อาหาร และผ้าเย็น ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ประสบภัยฯ

กอ.รมน. ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ มีความห่วงใยต่อเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาจากเหตุถนนทรุดตัว ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และการดูแลประชาชนในพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ โดยพลโทชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ รองเลขาธิการ กอ.รมน. จึงได้มอบหมายให้ พลตรีธนาธิป สว่างแสง รองผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. นำเครือข่ายมวลชนลงพื้นที่ มอบสิ่งของและสร้างกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

การมอบสิ่งของในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายเทียนชัย วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการเขตดุสิต, นายอาสา สุขขัง ผู้อำนวยการสำนักงานระบบควบคุมน้ำ สำนักการระบายน้ำ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ร่วมรับมอบ เพื่อนำไปส่งต่อให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต่อไป

กอ.รมน. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายมวลชน ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ดูแลบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ หรือพบเหตุอันเป็นภัยต่อความมั่นคง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง


ทีมโฆษก กอ.รมน.

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ จ.ระนอง รับทราบความมั่นคงในเชิงมิติสังคมและบทบาทของวัด

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่รับทราบความมั่นคงในเชิงมิติสังคมและบทบาทของวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจ และเป็นแหล่งบ่มเพาะคุณธรรมให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ณ วัดสุวรรณคีรีวิหาร ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง และ พระราชวังรัตนรังสรรค์ ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568 เวลา 08.40 – 09.00 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิการ, นายนิรุตติ สุทธินนท์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ, นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กรรมาธิการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นักวิชาการประจำคณะ และอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางนมัสการพระพุทธรูป ณ วัดสุวรรณคีรีวิหาร ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญแห่งแรกของจังหวัดระนอง อันเป็นคุณค่าเชิงศาสนาและวัฒนธรรมแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิ คุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นใหม่หลังจากวัดเดิมเสื่อมสลายไปจากภัยธรรมชาติ

การสถาปนาวัดแห่งนี้ไม่เพียงเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แต่ยังเป็นเครื่องหมายแห่งความมั่นคงของบ้านเมืองในยุคนั้น ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงของกองทัพ ที่มุ่งรักษาเอกราช อธิปไตย และความสงบเรียบร้อยของแผ่นดิน การมีวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทำให้เกิดความสามัคคี มีขวัญกำลังใจ และความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ อันเป็นรากฐานที่เกื้อหนุนต่อการปกป้องประเทศชาติและเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐโดยรวม

ต่อมา เวลา 09.00 – 10.00 นาฬิกา พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการและคณะเดินทางเข้าเยี่ยมชม พระราชวังรัตนรังสรรค์ ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ในการนี้ นายก พินิจ ตันสกุล นายกเทศเมืองระนอง ได้ให้การต้อนรับ พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น นายก พินิจ ตันสกุล นายกเทศเมืองระนอง ได้นำ พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการทหาร และคณะเดินทาง เข้าเยี่ยมชมพระราชวังรัตนรังสรรค์ ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ซึ่งถือเป็นพระราชวังที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการเสด็จประทับแรมของพระมหากษัตริย์ไทย 3 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ โดยตั้งอยู่บริเวณเชิงเขารัตนรังสรรค์ ถนนลุวัง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง สร้างขึ้นด้วยไม้สักและไม้ตะเคียนทอง งดงามและทรงคุณค่า ภายในประกอบด้วยอาคารท้องพระโรง อาคารที่ประทับทรงงาน และอาคารทรงแปดเหลี่ยมซึ่งเชื่อมต่อด้วยสะพานไม้ ใช้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ทั้งสามพระองค์ รวมถึงความเจริญรุ่งเรืองด้านการค้าของเมืองระนองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งบริเวณใกล้เคียงยังมีหอพระแก้วเกจิซึ่งประดิษฐานรูปเหมือนพระเกจิอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน

อีกทั้ง พระราชวังแห่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณและสายพระเนตรอันยาวไกลของพระมหากษัตริย์ไทยที่ได้เสด็จฯ มาทรงเยี่ยมเยียนหัวเมืองชายแดนภาคใต้ ซึ่งนับเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านความมั่นคง การปกป้องอธิปไตย และการสร้างความเข้มแข็งของบ้านเมือง การเสด็จประทับแรมยังเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ราษฎรและกองกำลังทหารในพื้นที่ ทำให้พระราชวังรัตนรังสรรค์มิได้เป็นเพียงโบราณสถานเชิงประวัติ ศาสตร์และวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังมีความหมายในฐานะสัญลักษณ์แห่งความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพ และประชาชน ในการธำรงรักษาความมั่นคงของชาติสืบต่อมา

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้มาประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


พิธีกรดัง ‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ บนเส้นทางใหม่กับ ‘รวมไทยสร้างชาติ’

‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ เป็นคนที่พี่น้องประชาชนรู้จักจากบทบาทพิธีกร ดีเจ และผู้ประกาศข่าวนอกจากนี้ยังเป็นพิธีกรที่กล้าใช้ภาษาอีสานในสื่อหลักอย่างเป็นทางการ เป็นคนแรกๆ ในประเทศไทย

นอกจากบทบาทพิธีกร ดีเจ และผู้ประกาศข่าวแล้ว ‘เคนโด้’ ยังได้ใช้ชื่อเสียงที่ได้มาในการตอบแทนสังคม ผ่านการเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้เสียหายหลายคดี ไม่ว่าจะเป็น เมจิกสกิน, Forex 3D, K4, ฌาปนกิจสงเคราะห์ และอีกหลายปัญหาของประชาชน

–ปกป้องสถาบันหลักของชาติ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์

จากวันนี้ ‘เคนโด้’ ได้เลือกที่จะเพิ่มอีก 1 บทบาทคือ การใช้ชีวิตบนเส้นทางการเมือง เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ ‘รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เขาได้ทั้งช่วยเหลือผู้คน และพัฒนาอีสาน ตามแนวคิดถ้ามีชื่อเสียงแล้วไม่สามารถช่วยคนได้ ก็ไม่ต้องมี

โดย ‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ ได้เลือกที่จะสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ เนื่องจากที่เขาได้พูดคุยกับหลายพรรคการเมือง แต่พรรครวมไทยสร้างชาติ คือพรรคที่มีอุดมการณ์อย่างหนักแน่นในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ รวมถึงตั้งใจในการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรวมไทยสร้างชาติก็เปิดโอกาสให้เคนโด้ช่วยเหลือประชาชนให้มากขึ้น ตามอุดมการณ์ที่ทำมาหลายปี

ผมเหมือนหมาบ้าที่ช่วยประชาชนมา10ปี กัดไม่ปล่อยในหลายคดีดัง โดน อิทธิพลกดทับ การใช้กฎหมายปิดปาก แต่ผมก็สู้จนชนะช่วยประชาชนที่เสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท ผมโดดเดี่ยวเพราะทำคนเดียว วันนี้ผมตัดสินใจจะสู้ไปกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะหัวหน้าพรรคท่านพีระพันธุ์ฯ ก็ชนแหลกเพื่อประชาชน ผมศรัทธาในตัวท่านและพรรคที่มุ่งช่วยประชาชนจริงๆ

รวมทั้งผลงานที่ปรากฏของกระทรวงพลังงานภายใต้การนำของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไม่ว่าจะเป็นการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม การลดค่าไฟ และเสนอกฎหมายปฏิรูปราคาพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน

ได้คุยกับพรรคการเมืองหลายพรรคมาแล้ว จนในที่สุดเขาก็ได้ตัดสินใจร่วมเดินหน้าไปกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะเขาได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้วว่าเป็นพรรคที่ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ เพราะฉะนั้นไม่ขายชาติแน่นอน รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติได้ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ดังที่เห็นได้จากความไม่พอใจของนายทุนพลังงาน ตามที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ และเป็นพรรคที่เห็นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ดูได้จากการตรึงราคาก๊าชหุงต้ม การลดราคาค่าไฟอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเสนอแก้ไขกฎหมายเรื่องน้ำมันอีกด้วย

— เมื่อบ้านเฮา เอาโอกาสในชีวิตมาไว้ใกล้บ้าน

ด้วยความเป็นคนอีสานเลือดแท้ จากจังหวัดริมน้ำโขง อย่างหนองคาย สิ่งที่เขามองเห็นอย่างต่อเนื่องคือวิถีชีวิตของคนหนองคายที่ต้องดิ้นรนออกไปทำงานต่างถิ่นต่างแดน แม้ต้องจากครอบครัว จากบ้าน เพื่อแสวงหาโอกาสในชีวิตที่ดีกว่า

ดังนั้นสิ่งที่ ‘เคนโด้’ อยากเห็นคือการสร้างชุดนโยบาย ‘เมือบ้านเฮา’ สร้างงาน สร้างอาชีพในแต่ละท้องถิ่นตามจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ ให้ทุกคนมีโอกาสใกล้บ้าน ไม่ต้องออกเดินทางไปแสวงหาโอกาสต่างถิ่น ต่างแดน

เช่น จังหวัดหนองคายที่เป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก หากมีการสนับสนุน ผลักดันให้การท่องเที่ยวเป็นตัวนำในการสร้างงาน สร้างอาชีพ

วันนี้ ‘เคนโด้’พร้อมแล้วที่จะใช้ชื่อเสียงโอกาสทางการเมืองเพื่อตอบแทนสังคม รวมทั้งสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่พี่น้องประชาชนและพัฒนาบ้านเกิดของเฮาอย่างแท้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าว จับเว็บพนันออนไลน์เครือข่ายเว็บไซต์ UFA-D

กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าว จับเว็บพนันออนไลน์เครือข่ายเว็บไซต์ UFA-D

ตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้มีการกวาดล้างอาชญากรรมทางออน ไลน์-การพนันออนไลน์ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร./ผอ.ศนรด.ตร. และ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง จตช./รอง ผอ.ศนรด. อำนวยการควบคุมสั่งการชุดปฏิบัติให้กวาดล้างการพนันออนไลน์ในเขตพื้นที่ จ.ลพบุรี โดยสั่งการให้ ภ.1 มี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช.ภ.1 ร่วมปฏิบัติ ในวันนี้ (26 ก.ย.68) เวลา 06.00 น.

นำโดย พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา ผบก.ภ.จ.ลพบุรี, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.อาสาฬห์ ถมยา รอง ผบก.ภ.จ.ลพบุรี, พ.ต.อ.พงษ์สุริยะ สุวรรณพันธ์ รอง ผบก.ภ.จ.ลพบุรี, พ.ต.อ.พัทธนันท์ ทรงสมถวิล ผกก. สส. ภ.จ.ลพบุรี, พ.ต.อ.จรินทร์ อธิบธานนท์ ผกก.สภ.เมืองลพบุรี, พ.ต.อ.พูนสุข เตชะประเสริฐพร ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.1 พร้อมด้วยเจ้าพนักงานตำรวจ บก.สส.ภ.1 ได้ทำการสืบสวนกลุ่มบุคคลผู้กระทำความผิดในพื้นที่ ที่มีพฤติการณ์ร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์เครือข่ายเว็บไซต์ UFA-D ต่อมาได้ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยว ข้องกับการร่วมกันกระทำความผิด

โดยวันนี้เวลาประมาณ 06.30 น. ได้ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจ ภ.จ.ลพบุรี เข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าวของกลุ่มบุคคลเป้าหมาย จำนวน 7 จุดดังนี้

  • จุดที่ 1 บ้านเลขที่ 159 หมู่ 2 ต.เขาพระงาม อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี
    • ตรวจยึดอาวุธปืนพกสั้น ยี่ห้อ คิมเบอร์ ขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนจำนวน 21 นัด
  • จุดที่ 2 บ้านเลขที่ 250/2 ม.6 ต.กกโก อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี
    • ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง ที่ใช้ในทำธุรกรรมทางการเงินให้แก่ลูกค้า
  • จุดที่ 3 บ้านเลขที่ 49/2 ม.2 ต.เขาพระงาม อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี
    • ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 4 เครื่อง ที่ใช้ในทำธุรกรรมทางการเงินให้แก่ลูกค้า และเงินสดในบัญชี จำนวน 138,975.51 บาท
    • สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 2 เล่ม ที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันดังกล่าว
    • ซิมการ์ดโทรศัพท์ จำนวน 2 ซิม
  • จุดที่ 4 บ้านเลขที่ 272/65 หมู่บ้านสิรัญญาพาร์ค ม.1 ต.ถนนใหญ่ อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี -ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย
  • จุดที่ 5 โรงแรม พีเจ ลอฟท์ โฮเทล ห้องพักเลขที่ 201 หมู่ 8 ต.ป่าตาล อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี
    • จับกุม นายณัฐวุฒิ นาคสกุล อายุ 27 ปี บุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดลพบุรี ที่ 220/2568 ลงวันที่ 25 กันยายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (บาคาร่า และสล็อตแมช ชีน) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน”
    • ตรวจยึดคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จำนวน 2 ชุด, ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง ที่ใช้ในทำธุรกรรมทางการเงินให้แก่ลูกค้า
  • จุดที่ 6 บ้านเลขที่ 142/125 หมู่ 2 ต.กกโก อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี
    • จับกุม นายณภดล อ่อนบุรี อายุ 27 ปี บุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดลพบุรี ที่ 223/2568 ลงวันที่ 25 กันยายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (บาคาร่า และสล็อตแมชชีน) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน”
  • จุดที่ 7 บ้านเลขที่ 136 หมู่ 4 ต.บ้านโปร่ง อ.หนองโดน จ.สระบุรี
    • จับกุม นายศักดิ์ชาย กัณหวรรณ อายุ 27 ปี บุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดลพบุรี ที่ 222/2568 ลงวันที่ 25 กันยายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (บาคาร่า และสล็อตแมชชีน) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน”

(รวมสิ่งของที่ตรวจยึด ทั้งสิ้น 6 รายการ จำนวน 38 ชิ้น)

  • อาวุธปืนพกสั้น ยี่ห้อ คิมเบอร์ ขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก
  • เครื่องกระสุนจำนวน 21 นัด
  • โทรศัพท์มือถือ จำนวน 8 เครื่อง
  • สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 2 เล่ม
  • ซิมการ์ดโทรศัพท์ จำนวน 2 ซิม
  • คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จำนวน 2 ชุด

จากการตรวจสอบเงินหมุนเวียนในเครือข่ายเว็บพนันดังกล่าว มียอดเงินหมุนเวียน เดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000,000 – 2,000,000 บาท

ทั้งนี้ เจ้าพนักงานตำรวจ บก.สส.ภ.1 จะได้ทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายผู้กระทำความผิดเกี่ยวข้อง และติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่เหลือต่อไป


สวพส. เปิดตัวเครื่องหมาย Eco Brand สินค้าดี จากเกษตรกรดี สู่ผู้บริโภคที่รักสิ่งแวดล้อม

สวพส. เปิดตัวเครื่องหมาย Eco Brand สินค้าดี จากเกษตรกรดี สู่ผู้บริโภคที่รักสิ่งแวดล้อม

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานโครงการหลวงและขยายผลความสำเร็จไปยังพื้นที่สูงในประเทศ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง โดยอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และนานาประเทศ เพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน และฟื้นฟูสิ่งแวด ล้อมที่เสื่อมโทรม ด้วยการประกอบอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทดแทนการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้พื้นที่มาก สูญเสียพื้นที่ป่า และเกิดฝุ่นควันจากการเผา

สวพส. ได้เปิดตัว “ECO BRAND” หรือ เครื่องหมายรับรองสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คือ สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐาน (GAP และเกษตรอินทรีย์) จากการผลิตของเกษตรกรที่มุ่งมั่นดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการประกอบอาชีพในพื้นที่ที่ถูกต้อง ไม่ทำ ลายสิ่งแวดล้อมและไม่เผา (สร้าง PM2.5) เพื่อส่งมอบสินค้าที่ดีและปลอดภัยให้ผู้บริโภคที่ใส่ใจธรรมชาติ

ECO BRAND คือ สัญลักษณ์ความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ตลาด และผู้บริโภค ในการช่วยกันดูแล รักษา และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือทำไร่หมุนเวียน มาสู่การทำเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หันมาปลูกพืชทางเลือก เช่น ผักปลอดภัย กาแฟ และไม้ผล ภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัย (Good Agricultural Practice: GAP) และเกษตรอินทรีย์ที่ใช้พื้นที่น้อย สร้างผลตอบแทนสูง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่ต้องการสร้างการรับรู้ ECO BRAND เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้บริโภค ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์นี้ นำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ด้วยระบบตรวจสอบที่โปร่งใส บนฐานข้อมูล เกษตรกรสามารถบอกได้ว่า “ใครเป็นผู้ปลูก อยู่ที่ไหน และปลูกอย่างไร” โดยมีระบบสอบทวนย้อนกลับ (Traceability System) ที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ทุกขั้นตอนอย่างแม่นยำ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้าเกษตรที่คุณเลือก ไม่เพียงปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่ยังช่วยรักษาป่า ลดหมอกควัน และสร้างรอยยิ้มให้กับเกษตรกรบนพื้นที่สูง

สวพส. ได้เริ่มดำเนินการรับรอง ECO BRAND เมื่อปี พ.ศ.2566 ปัจจุบันมีเกษตรกร 3,181 ราย 53 กลุ่ม ที่ได้รับการรับรอง ใน 7 ชนิดพืช รวม 5,390 แปลง ประกอบด้วย กาแฟ 913 แปลง โกโก้ 17 แปลง ชา 164 แปลง พืชผัก 2,142 แปลง พืชท้องถิ่น 86 แปลง ไม้ผล (อะโวคาโด เสาวรส องุ่น มะม่วง) 1,974 แปลง และพืชไร่ 88 แปลง ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้า ECO BRAND จากทุกภาคส่วน และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างได้อย่างยั่งยืน

ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อสินค้า Eco Brand ได้ทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ “ของดีบนดอย” เป็นช่องทางติดต่อระหว่างเกษตรกรบนพื้นที่สูงกับผู้บริโภคโดยตรง ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างความมั่นใจว่าสินค้าที่เลือกซื้อ มาจากระบบเกษตรที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
“ทุกครั้งที่คุณเลือก Eco Brand คุณคือคนดีที่ช่วยเปลี่ยนโลกใบนี้ให้ยั่งยืน”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ฝนถล่มบึงสามพัน! น้ำหลากท่วมหมู่ 13 วังพิกุล ชาวบ้านเดือดร้อน 5 หลัง – จนท.เร่งเฝ้าระวัง

เพชรบูรณ์ – ฝนถล่มบึงสามพัน! น้ำหลากท่วมหมู่ 13 วังพิกุล ชาวบ้านเดือดร้อน 5 หลัง – จนท.เร่งเฝ้าระวัง

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่คืนวันที่ 26 ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันที่ 27 ในพื้นที่ตำบลวังพิกุล อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่งผลให้เกิดน้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหมู่ที่ 13 จำนวน 5 หลังคาเรือน ระดับน้ำสูงประ มาณ 30–50 เซนติเมตร ทำให้การสัญจรเข้า-ออกในพื้นที่เป็นไปด้วยความลำบาก ล่าสุด ระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่อำเภอบึงสามพัน ได้เร่งประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ แจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังสถาน การณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพร้อมขนของขึ้นที่สูง โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำ ห้วย และคลองต่างๆ

นอกจากนี้ ทางอำเภอยังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมทั้งกำลังคน เครื่องมือ และเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานรัฐ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนติดตามประกาศและข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง.


มนสิชา คล้ายแก้ว
ผู้สื่อข่าวจังหวัดเพชรบูรณ์

ช็อกกลางกรุง! ถนนทรุด “เสี่ยงถูกสูบทุกย่างก้าว”

เช้าวานนี้ (วันพุธที่ 24 กันยายน 2568) คนกรุงเทพฯ ตื่นมาเจอกับภาพที่ไม่มีใครอยากเห็น… ถนนหน้า รพ.วชิรพยาบาลยุบหายไปต่อหน้าต่อตา กลายเป็นหลุมขนาดมหึมา กลืนทั้งเสาไฟ สายไฟ และท่อสาธารณูปโภคไปในพริบตา

โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ แต่คำถามใหญ่กลับดังขึ้นพร้อมกันทั้งเมือง… เกิดอะไรขึ้น? และจะเกิดซ้ำอีกหรือไม่?

1. ไม่ใช่แค่ถนนยุบ แต่คือ “ระบบใต้ดินล้มเหลว”

ข้อมูลจากหลายแหล่งยืนยันตรงกันว่า สาเหตุหลักมาจากดินไหลเข้าอุโมงค์ก่อสร้างรถไฟ ฟ้าใต้ดินบริเวณรอยต่อระหว่างอุโมงค์กับสถานี

เพดานอุโมงค์ซึ่งควรจะเป็นเกราะป้องกันกลับเกิดความเสียหาย ช่องว่างเล็กๆ กลายเป็นโพรงใหญ่ ดินชั้นบนจึงค่อยๆ ไหลลงไปเติมเต็มช่องว่างนั้น เมื่อโพรงใต้ดินขยายจนไม่เหลือแรงรองรับ ทำให้พื้นถนนด้านบนยุบตัวพังทลายลงอย่างรุนแรง

2. บทเรียนจากต่างประเทศ… สาเหตุเดียวกัน

เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น ในปี 2559 เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ก็เคยเผชิญหลุมยักษ์กลางเมือง เนื่องจากน้ำและดินซึมเข้ารอยต่ออุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน ผลคือถนนกว้างกว่า 30 เมตรหายวับไปเช่นกัน

จุดร่วมที่น่ากลัวคือ “รอยต่ออุโมงค์-สถานี” มักเป็นจุดเสี่ยงที่สุด หาก Sealing ไม่สมบูรณ์ หรือเกิดรอยรั่วเพียงเล็กน้อย ก็เปิดทางให้ดินและน้ำไหลเข้า เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ (Chain Reaction) จนควบคุมไม่อยู่ กล่าวคือ เมื่อเกิดโพรงใต้ดิน แรงกดของผิวถนนด้านบนถ่ายน้ำหนักลง ทำให้การทรุดขยายวงกว้างและลึกขึ้นเรื่อยๆ

3. ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

กรณีถนนทรุดครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ “หลุมใหญ่” ที่เรามองเห็น แต่คือสัญญาณเตือนว่า พื้นที่รอบๆ อาจมีอันตรายที่ยังไม่เผยตัว เช่น

(1) อาคารโดยรอบทั้งโรงพยาบาลและสถานีตำรวจสามเสนรวมทั้งอาคารอื่นๆ โดยเฉพาะอาคารที่รองรับโดยเสาเข็มที่สั้นกว่าความลึกของหลุมยักษ์เสี่ยงต่อแรงสั่นสะเทือนและการทรุดต่อเนื่อง

(2) ท่อประปา ไฟฟ้า โทรคมนาคม อาจหักพังส่งผลกระทบลูกโซ่ สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่งคือ การจราจรบนถนนสามเสน… จะต้องปิดยาวนานเพียงใด ส่งผลต่อคนเมืองจำนวนมาก

4. สู้กับหลุมยักษ์ ต้องทำอย่างไร?

บทเรียนจากฟุกุโอกะบอกเราว่า การฟื้นฟูต้องทำ 3 ขั้นตอนหลัก

(1) หยุดความเสียหาย… อพยพพื้นที่เสี่ยง ตัดน้ำและไฟทันที

(2) ปิดโพรง… อัดซีเมนต์ (Grouting) อุดช่องว่างไม่ให้ขยาย

(3) เสริมโครงสร้าง… ตรวจสอบตลอดแนวอุโมงค์ เสริมค้ำยันและปรับปรุงรอยต่อใหม่เหล่านี้คือวิธีที่จะหยุดหลุมไม่ให้ “สูบ” เมืองไปมากกว่านี้

5. คำถามที่ยังต้องการคำตอบ

(1) รอยต่ออุโมงค์เสียหายเพราะอะไร? การออกแบบผิดพลาด หรือการก่อสร้างบกพร่อง?

(2) ท่อน้ำแตกมีส่วน “เริ่มต้น” หรือเป็นเพียง “ผลลัพธ์” ของการทรุด?

(3) พื้นที่รอบๆ จะปลอดภัยจริงหรือไม่ หากยังไม่ตรวจละเอียด?

6. บทสรุป

สิ่งที่เกิดขึ้นกลางกรุงครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ถนนยุบ” แต่คือการเตือนให้เห็นความเปราะบางของระบบโครงสร้างใต้ดินที่อยู่ใต้เท้าเราทุกวัน… ทุกย่างก้าวที่เราเดิน และรถทุกคันที่วิ่งผ่านอาจอยู่เหนือโพรงที่ซ่อนอยู่ก็ได้นี่คือสัญญาณเตือนว่า เมืองใหญ่ไม่ควรประมาทกับสิ่งที่มองไม่เห็น หากไม่เร่งป้องกัน ทุกย่างก้าวที่เราเดิน และทุกล้อรถที่วิ่งผ่านไซต์ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินอาจเสี่ยงต่อการถูก “สูบ” โดยไม่รู้ตัว!


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับภารกิจการทหารและงานความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศูนย์ปฏิบัติการบ้านในกรัง ตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับภารกิจการทหารและงานความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศูนย์ปฏิบัติการบ้านในกรัง ตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 10.00 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิการ, นายนิรุตติ สุทธินนท์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ, นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กรรมาธิการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นักวิชาการประจำคณะ และอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปศึกษาดูงานติดตามและตรวจสอบเกี่ยวกับภารกิจการทหารและงานความมั่นคงแบบองค์รวมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ในการนี้ นายณรงค์ชัย สกุลอ่อน นายอำเภอกระบุรี, พันโท ศักดิ์เขตต์ บุญพิทักษ์ หัวหน้าฝ่ายข่าวกอ.รมน.จังหวัดระนอง, ร้อยตำรวจเอก สมมาตร ศรีวุ้น หัวหน้าชุดเฝ้าตรวจตระเวนชายแดนที่ 4104 และนายชยุตม์ พันธุ์สุวรรณ ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปก ครอง อำเภอกระบุรี ได้ให้การต้อนรับ พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น นายณรงค์ชัย สกุลอ่อน นายอำเภอกระบุรี ได้แลกเปลี่ยนความเห็นในการดำเนินงานที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ในด้านการป้องกันและปราบปรามการแพร่ระบาดและลักลอบนำเจายาเสพติด ดังนี้

  1. การดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแบบบูรณาการเนื่องจากจังหวัดระนองเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเมียนมาร์ทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งจะเห็นว่าประชาชนได้ใช้ช่องทางทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้องข้ามพรหมแดนเป็นจำนวนมากตลอดทั้งปี ประกอบกับพื้นที่จังหวัดระนองและจังหวัดใกล้เคียงหรืออาจรวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ต่างก็มีความต้องการแรงงานจากประเทศเมียนมาร์หรือคนไร้สัญชาติอื่นอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เขตแนวชาแดนของจังหวัดระนองจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มแรงงานข้ามชาติทั้งถูกกฎหมายและแบบผิดกฎหมาย ซึ่งก่อปัญหาความมั่นคงและปัญหาอื่นตามมา เช่น ปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลักลอบนำเข้า – ส่งออกยาเสพติดตามแนวชายแดนและการแพร่ระบาดจากยาเสพติดที่มาจากแรงงานต่างด้าว โดยยาเสพติดที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษในพื้นที่ จังหวัดระนอง คือ ยาบ้า ที่ถือเป็นยาเสพติดหลักที่มีการจำหน่ายในจังหวัดระนองและจังหวัดใกล้เคียง
  2. ด้านการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติด หน่วยงานท้องถิ่นได้มีการดำเนินการขับเคลื่อน “ตำบลมั่นคง พื้นที่ปลอดภัย” โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเสริมสร้างสภาพแวดล้อม เพื่อการป้องกันยาเสพติด รวมไปถึงดำเนินการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการ To be number one ทั้งในโรงเรียนและสถานประกอบการและดำเนินการส่งเสริมความเข้มแข็งและพัฒนาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดระนองจำนวน 207 กองทุนอีกทั้งประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อช่วยกันเฝ้าระวังและปราบปรามยาเสพติดโดยอาศัยกลไกของสำนักงานประสานงานปราบปรามยาเสพติดชายแดนอำเภอเมืองระนอง คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย – เมียนมาร์ และความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านชายแดน
  3. ด้านการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย จังหวัดระนองมีชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครอง เป็นกลไกในการดำเนินการ รวมไปถึงการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มการแพร่ระบาดหรือสถานการณ์ที่จะต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษทั้ง ยาบ้า ยาไอซ์ และเคตามีนอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง
  4. ด้านการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด จังหวัดระนองบูรณาการร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาสถานที่บำบัดผู้ติดยาเสพติดให้เพียงพอ ซึ่งในจังหวัดระนองมีสถานที่บำบัดรักษาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด รวมจำนวน 53 แห่ง

คณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอแนะในการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ซึ่งมีความเป็นเป็นอย่างยิ่งของทุกฝ่ายสำหรับภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิด

ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง สกัดกั้นการแพร่ระบาด และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สังคมหรือชุมชน ครอบครัวในทุกระดับ เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างเข้มแข็งให้กับพื้นที่เขตเมืองและเขตชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านจึงขอให้เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานรัฐให้ความสำคัญอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้มาประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป