พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 นำครอบครัวฝ่ายอำนวยการ สัมมนาให้ความรู้และจัดกิจกรรมสันทนาการกีฬาพร้อมกับทำบุญมูลนิธิ คนตาบอดและพิการซ้ำซ้อน เสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานและจิตใจที่ ช่วยเหลือ ผู้ตกทุกข์ได้ยาก และยากพิการทางร่างกายเพื่อ ให้เกิดการ เสียสละมีน้ำใจต่อส่วนรวม และประชาชน ให้สมกับคำว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์…”
ผู้เขียน: admin
ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ประชาสัมพันธ์งานตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 5 เรื่อง
วันที่ 2 ต.ค. 68 งานประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook ของ ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 5 เรื่อง คือ
1.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบนโยบายบริหารราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2569
- “1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด 9 ก้าวหน้า”
- ยึดมั่น “ยึดมั่น” ในการพิทักษ์ ปกป้อง รักษา เทิดทูน สถาบัน และความสงบเรียบร้อยของคนในชาติ ข้าราชการตำรวจทุกนาย ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องยึดมั่น ในภารกิจที่สำคัญสูงสุด คือ การปกป้องเทิดทูน พิทักษ์ รักษา สถาบันหลักของชาติ โดยถือว่าเป็นภารกิจที่จะต้องปฏิบัติ ห้ามมิให้เกิดข้อบกพร่องขึ้นได้ และยังเป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคนที่จะพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตำรวจทุกนายจะต้อง ยึดมั่น ทำหน้าที่ปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติ ให้มั่นคงและอยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย และเป็นกลไกของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของคนทุกคนในชาติของเรา ให้เกิดความสามัคคี เป็นปึกแผ่น
2.) นโยบายบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2569 “1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด 9 ก้าวหน้า” นโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
- 6 เร่งรัด
- ขับเคลื่อน ส่งเสริมโครงการพระราชดำริ
- ปรับปรุงสวัสดิการตำรวจ และครอบครัว
- พัฒนางานสอบสวน
- ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม
- กวดขัน เสริมสร้างวินัยจราจร
- 6 วางแผน เตรียมการด้านสาธารณภัย
3.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบนโยบายบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2569 “1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด 9 ก้าวหน้า”
- 9 ก้าวหน้าได้ด้วย STEP
- Smart : ฉลาด ทันสมัย สง่างาม
- Transparency : โปร่งใส ตรวจสอบได้
- Efficiency : ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- People : ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
- 9 ก้าวหน้า “เราจะก้าวไปด้วยกัน
1 One Police : จะต้องพัฒนา รวบรวม ระบบงานเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน เพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน
2 เทคโนโลยีการตรวจและวิเคราะห์อาชญากรรม : งานป้องกันปราบปราม ต้องปรับรูปแบบการทำงานสายตรวจ กำชับการตรวจตราที่โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการตรวจ แจ้งเหตุ และวิเคราะห์สถานภาพอาชญากรรม ร่วมกับข้อมูลในพื้นที่ การเป็นสายตรวจอัจฉริยะ นำฐานข้อมูลมาเชื่อมต่อกับระบบและใช้การตรวจสอบสายตรวจด้วย AI และเน้นการฝึกยุทธวิธี ยานพาหนะ อาวุธ เครื่องมือครบ มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีขีดความสามารถในการเข้าระงับ ยับยั้งเหตุร้ายแรง ได้ในระดับ สน. และ บก. การเข้าถึงประชาชนด้วยการแสดงกำลัง Stop Walk Talk
3 ฐานข้อมูล Big Data ในงานสืบสวน : จะต้องมีระบบการรวบรวมฐานข้อมูล เครือข่าย ผู้กระทำความผิด จัดทำฐานข้อมูล Big Data ในงานสืบสวน และง่ายต่อการใช้งาน มีระบบเทคโนโลยีในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลด้านงานสืบสวน และสามารถนำข้อมูลการสืบสวนมาใช้เป็นพยานหลักฐานขั้นต้น เพื่อออกหมายค้น หมายจับ โดยเร็ว มีความน่าเชื่อถือ และมีลักษณะเป็นรายงานการสืบสวนที่เจ้าหน้าที่จัดทำ
4 พัฒนาแก้ไขปัญหางานสอบสวน : จะต้องพัฒนางานสอบสวนให้มีช่องทางการเจริญเติบโตที่ชัดเจนพนักงานสอบสวนจะต้องทำงานน้อยลง โดยมีผู้ช่วยพนักงานสอบสวน มีระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการทำสำนวนที่มีความปลอดภัยกับข้อมูลส่วนบุคคล และจะต้องเพิ่มอัตราพนักงานสอบสวนใน บช. ที่ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่สำคัญ
5 วางระบบจราจร สื่อสารกับประชาชน : พัฒนา วางระบบจราจร แก้ไขปัญหาการสื่อสารระหว่าง ตำรวจจราจรกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส กำหนดมาตรการ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การบริหารงานจราจร และบังคับคับใช้กฎหมาย ด้วยระบบเทคโนโลยี ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสริมสร้าง วินัยจราจร และ มีขั้นตอนปฏิบัติงาน (SOP) ของตำรวจจราจรในการบังคับใช้กฎหมาย ที่มีมาตรฐาน คำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน
6 พัฒนาระบบรับเรื่องร้องทุกข์ของตำรวจและประชาชน : พัฒนาสถานีตำรวจให้มีพื้นที่และจัดสัดส่วนพื้นที่การให้บริการประชาชน พัฒนาระบบรับเรื่องร้องทุกข์ของตำรวจและประชาชน การพัฒนาระบบ Jcoms ให้รองรับการร้องเรียนและการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการตรวจสถานีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
7 นำเครื่องมือพิเศษมาสนับสนุนงานความมั่นคง : พัฒนางานด้านการข่าว ปรับแผนในพื้นที่ จชต. ด้วยเทคโนโลยี และการปราบปรามคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในลักษณะที่เป็นเครือข่าย องค์กรอาชญากรรม และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลหมายจับ ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลที่บุคคลต้องห้าม/เฝ้าระวัง การนำเครื่องมือพิเศษ มาสนับสนุนภารกิจ งานความมั่นคงให้ครบทุกมิติ
8 มีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ : การติดตาม และตรวจสอบการทำงานของตำรวจ ความพึงพอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน เรื่องนี้เป็นเรื่องนามธรรม แต่เป็นสิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องวางกรอบ กติกา การทำงานให้เป็นรูปธรรม มีการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุน วางระบบในการควบคุม พฤติกรรมของข้าราชการตำรวจ ให้อยู่ในกรอบประพฤติ สนับสนุน การตรวจสอบ ITA และการดำเนินการเรื่องร้องเรียน วินัย ข้าราชการตำรวจ อย่างเป็นระบบ
9 Service Mind : MINDSET ที่สำคัญที่สุด ในการทำงานตำรวจ คือ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประชาชนคือตำรวจ เน้นการบริการ มีหัวใจ Service Mind
4.) “ตำรวจไทยต้องก้าวไปข้างหน้า เป็นองค์กรที่นำสมัย มีประสิทธิภาพ และครองใจประชาชน” พิทักษ์ ๑ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( 1 ตุลาคม 2568 )
#พิทักษ์1 1ยึดมั่น6เร่งรัด9ก้าวหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ Royalthaipolice
5.) พิธีรับส่งมอบหน้าที่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1
วันที่ 1 ต.ค. 68 เวลา 07.29 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1, พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ร่วมพิธีรับส่งมอบหน้าที่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) โดยมี คณะรอง ผบช.ภ.1, ผบก.ในสังกัด ภ.1 และข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 เข้าร่วมพิธีฯ ณ ตำรวจภูธรภาค 1
ซึ่งมีกำหนดการพิธีรับส่งมอบหน้าที่ ผบช.ภ.1 ดังนี้
- เวลา 06.59 น. พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตำรวจภูธรภาค 1 ของ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท.
- เวลา 07.29 น. พิธีรับส่งมอบหน้าที่ ผบช.ภ.1 ณ บริเวณหน้าอาคารที่ทำการ ภ.1
- เวลา 07.49 น. พิธีลงนามบันทึกรับส่งมอบหน้าที่ ผบช.ภ.1 ณ ห้องประชุมเอราวัณ ชั้น 3 อาคาร ภ.1
ผบช.สอท. ได้กล่าวแสดงความยินดีกับผู้บัญชาการคนใหม่ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ตำรวจภูธรภาค 1 จะยังคงเป็นกำลังสำคัญในการดูแลความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชนใน 9 จังหวัดภาคกลางอย่างเข้มแข็งต่อไป
ผบช.ภ.1 กล่าว “ขอขอบคุณท่าน พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร สำหรับการจัดพิธีส่งมอบหน้าที่อย่างสมเกียรติ พร้อมการต้อนรับอย่างอบอุ่น ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้มาดำรงตำแหน่งนี้ และขอยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบราชการ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ทุกคน”
พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ยังเน้นย้ำว่า จะเร่งลงพื้นที่เพื่อพบปะประชาชน รับฟังปัญหา และร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้กลับคืนมา “ตำรวจจะไม่ใช่เพียงแค่ผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในยามปกติและยามวิกฤติ”
ฝ่ายอำนวยการ5 #ตำรวจภูธรภาค1 #สํานักงานตํารวจแห่งชาติ
‘สืบภาค1’ ลุยค้น รวบแก๊งปลอมป้ายต่อภาษีรถยนต์ขายผ่านออนไลน์
2 ตุลาคม 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบ สวน ตำรวจภูธรภาค 1 (ผบก.สส.ภ.1), พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุลฐ พ.ต.อ.พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.มณเทียร เบ้าทอง รอง ผบก.ปฏิบัติราชการ บก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร, พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก.สส.ภ.1 ชุดตรวจค้นนำโดย พ.ต.อ.นภธร วาชัยยุง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.ภ.1, พ.ต.ต.เกริกเกียรติ ฮวดกุล สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.ภ.1 พร้อมกำลัง กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.ภ.1 นำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ ลงวันที่ 30 ก.ย.68 เข้าตรวจค้นบ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ พร้อมจับกุมนายฉัตรมงคล อายุ 30 ปี ในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ โดยการจัดทำและจำหน่ายป้ายต่อภาษีรถยนต์ขายผ่านออนไลน์
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ บก.สส.ภ.1 สืบสวนพบว่ามีการกระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ โดยการจัดทำและจำหน่ายป้ายต่อภาษีรถยนต์ ผ่านช่องทางเข้าเว็บไซต์ มีพฤติการณ์ประกาศโฆษณาและรับปลอมแปลงแผ่นป้ายทะเบียนและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษี ผ่านสื่อออนไลน์ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึง จึงได้ทำการล่อซื้อแผ่นป้ายทะเบียนและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษี และได้โอนเงินชำระค่าสินค้า จากบัญชีธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นบัญชีของสายลับ ไปยังบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชีนายฉัตรมงคล เมื่อวันที่ 14 ก.ย.68 เป็นจำนวนเงิน 4,500 บาท เมื่อได้ทำเอกสารเสร็จแล้ว ตนจะเรียกไรเดอร์นำเอกสารราชการปลอมไปส่งพัสดุที่ร้านที่เคยส่งประจำ
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งเป็นบ้านพักของนายฉัตรมงคล พบรถยนต์ยี่ห้อทะเบียนกรุงเทพมหานคร ที่นายฉัตรมงคลใช้ขับไปส่งพัสดุให้กับไรเดอร์และใช้ขับในชีวิตประจำวัน จอดอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ทำให้เชื่อว่านายฉัตรมงคล พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อขออนุมัติหมายค้น ซึ่งศาลจังหวัดสมุทรปราการ อนุมัติหมายค้น
ต่อมาวันที่ 1 ต.ค.68 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ เข้าตรวจค้นบ้านพักของนายฉัตรมงคล พบนายฉัตรมงคล อยู่ในบ้าน จึงทำการตรวจค้นพบของกลางหลายรายการ เช่น แบบฟอร์มของป้ายภาษีรถยนต์, บัตรประชาชน และใบอนุญาตขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยใช้โปรแกรมแต่งภาพในคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่ยังได้ทำการตรวจสอบป้ายแสดงการเสียภาษีกรมขนส่งทางบกของรถยนต์ พบว่ามีลักษณะการติดกระดาษปี 2568 ทับปี 2566 (เลขเดิม) อันมีเจตนาหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อมูลการเสียภาษีของรถยนต์คันดังกล่าวพบว่าสิ้นสุดเสียภาษีวันที่ 23 พ.ย.2566
จากการสอบถามนายฉัตรมงคล ยอมรับว่า ตนทำการปลอมเอกสารราชการและใช้ป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์อันเป็นเอกสารราชการปลอมจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ตรวจยึดสิ่งของดังกล่าวไว้เป็นของกลางได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหาให้นายฉัตรมงคล ทราบว่า กระทำความผิดฐาน “ปลอมและใช้เอกสารทางราชการปลอม” พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 จัดสัมมนาอบรม “การทำงานอย่างมีความสุข” ควบคู่กิจกรรมเพื่อสังคม
กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 จัดสัมมนาอบรม “การทำงานอย่างมีความสุข” ควบคู่กิจกรรมเพื่อสังคม มุ่งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและจิตสำนึกสาธารณะ ระหว่างวันที่ 27 – 28 กันยายน 2568 คณะข้าราชการตำรวจ กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 ได้เข้าร่วม การสัมมนาอบรมเชิงวิชาการในหัวข้อ “การทำงานอย่างมีความสุข” ณ โรงแรมสีดารีสอร์ท จังหวัดนครนายก
โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนันท์ ศิริเจริญ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ วงศ์โดยหวัง ศิริเจริญเป็นวิทยากรบรรยาย ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจ การพัฒนาทัศนคติในการทำงาน การเสริมสร้างสมดุลชีวิตและการทำงาน ตลอดจนเทคนิคการจัดการความเครียดและสร้างความสุขภายในองค์กร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของข้าราชการตำรวจให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพและมีความสุขในการทำงาน
นอกจากการสัมมนาแล้ว คณะข้าราชการตำรวจยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรม มอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้พิการทางสายตาและผู้พิการซ้ำซ้อน ณ บ้านรื่นสุข จังหวัดนครนายก เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสร้างกำลังใจแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของตำรวจภูธรภาค 1 ในการปฏิบัติภารกิจควบคู่ไปกับการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ตอกย้ำบทบาทของตำรวจในฐานะ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ที่ไม่เพียงรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ยังมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม
ตำรวจภูธรภาค 1 ประชาสัมพันธ์ ดำเนินการ จำนวน 3 เรื่อง
พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการรับผิดชอบงานแถลงข่าว ประชาสัมพันธ์ข่าว เปิดเผยว่า….
วันที่ 29 ก.ย. 68 งานประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook ของ ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 3 เรื่อง คือ
1.) ผบ.ตร.นำข้าราชการตำรวจ ร่วมพิธีเคารพธงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 2568
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเคารพธงชาติ และร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน ประจำปี 2568 บริเวณเสาธง ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4 หน้าอาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ มี พล.ต.อ. ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และข้าราชการตำรวจ ร่วมกิจกรรม
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินำคณะข้าราชการตำรวจยืนตรงเคารพธงชาติ และร่วมร้องเพลงชาติไทย เพื่อแสดงความเคารพและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระราชทาน “ธงไตรรงค์” เป็นธงชาติไทย เมื่อวันที่ 28 กันยายน พุทธศักราช 2460
#ธงชาติไทย #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #Royalthaipolice
2.) 3 สิ่ง ที่ตำรวจจริงจะไม่ทำ หากพบเจอ ฟันธงเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์แน่นอน
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวัง อย่าตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยขอเน้นย้ำ 3 สิ่ง ที่ตำรวจจริงจะไม่ทำ ดังนี้
- “ไม่คอล” ตำรวจจะไม่ติดต่อกับประชาชนผ่านการสนทนาผ่านระบบวิดีโอ (Video Call) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่เกี่ยวกับการดำเนินคดี
- “ไม่โอน” ตำรวจจะไม่บอกให้ประชาชนโอนเงินมาให้ตรวจสอบ เพราะเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบจากธนาคารได้เอง
- “ไม่รับแจ้งผ่านเฟซ” ตำรวจจะไม่มีเพจรับแจ้งความออนไลน์ หรือการขอเฉลี่ยทรัพย์คืนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก เพื่อป้องกันการแอบอ้าง
หากพี่น้องประชาชนพบเห็น หรือได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า ท่านกำลังติดต่ออยู่กับมิจฉาชีพ อย่าหลงเชื่อโอนเงิน ส่งข้อมูลส่วนตัว หรือติดตั้งแอปพลิเคชันใด ๆ อย่างเด็ดขาด และหากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบต่าง ๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หรือแจ้งความออนไลน์ด้วยตนเอง ที่ 2 ช่องทางเท่านั้น คือ เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เตือนภัยออนไลน์ #สํานักงานตํารวจแห่งชาติ #Royalthaipolice
3.) ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจเยี่ยม บำรุงขวัญ อำลาหน่วย ตำรวจภูธรภาค1
วันที่ 29 ก.ย. 68 เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เดินทางมาตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญและอำลาหน่วยตำรวจภูธรภาค 1 ในโอกาสเกษียณอายุราชการโดยมี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย รอง ผบช.ภ.1, ผบก., รอง ผบก. และข้าราชการตำรวจ ในสังกัด ภ.1 ให้การต้อนรับ พล.ต.อ.ธนายุตม์ฯ ได้แนะนำ ชี้แนะแนวทางการปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา และให้กำลังใจการปฎิบัติหน้าที่ของตำรวจในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ณ ตำรวจภูธรภาค 1
ฝ่ายอำนวยการ5 #ตำรวจภูธรภาค1 #สํานักงานตํารวจแห่งชาติ
กองทัพภาคที่ 2 จัดพิธีส่งมอบหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 อย่างสมเกียรติ
“พลโทบุญสิน พาดกลาง” อำลาตำแหน่ง ส่งต่อภารกิจให้ “พลโท วีระยุทธ รักศิลป์” สานต่อภารกิจพิทักษ์แผ่นดินอีสาน
ที่ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา วันที่ 2 ตุลาคม 68 กองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก จัดพิธีรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 อย่างสมเกียรติ โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ทำพิธีส่งมอบหน้าที่ให้แก่ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ ซึ่งจะเข้ารับหน้าที่สานต่อภารกิจในการพิทักษ์อธิปไตย รักษาความมั่นคง และดูแลประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ในช่วงเช้า ได้จัดให้มี พิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี พระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมคณะพระภิกษุสงฆ์ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และให้พร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ กำลังพล และครอบครัว ก่อนเข้าสู่พิธีการรับ–ส่งหน้าที่อย่างเป็นทางการในภายหลัง
พิธีดำเนินต่อด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 อาทิ พระศรีสัมพุทธโมลี อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) พระพุทธวิชัยเสนีย์นาถ ศาลพระนครราช ตลอดจนพิธีถวายสักการะอนุสาวรีย์วีรไทย พระบรมรูปสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อแสดงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมถึงจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญและความเสียสละของบรรพชนทหารไทย
ภายหลังพิธีสักการะ ทั้งสองนายทหารได้ร่วมลงนามในเอกสารรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ณ ห้องประชุมกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปยังลานหน้าสโมสรร่วมเริงไชย เพื่อประกอบพิธีส่งมอบ “ธงประจำหน่วย” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการถ่ายทอดอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และเกียรติภูมิในการบังคับบัญชากำลังพลกองทัพภาคที่ 2
ในโอกาสนี้ ยังได้จัดพิธีสวนสนามของหมู่ธงประจำหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 83 หมู่ธง เพื่อเป็นเกียรติแก่แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ โดยมีข้าราชการทหารและสมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ ความศรัทธา และความสามัคคีของเหล่ากำลังพล
สำหรับ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนที่ 45 จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียม ทหาร รุ่นที่ 26 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 (จปร.37) เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาแล้วหลายตำแหน่ง อาทิ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 16 ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 3 ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และรองแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่จะนำพากองทัพภาคที่ 2 เดินหน้าสู่ภารกิจอันทรงเกียรติต่อไป
พิธีรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญของกองทัพภาคที่ 2 ในการสืบสานภารกิจอันทรงเกียรติ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของประชาชน และเกียรติภูมิของกองทัพบกไทยให้ยั่งยืน
โรงพยาบาลศุภมิตร ทำบุญครบรอบ ก้าวสู่ปีที่ 35
สุพรรณบุรี – โรงพยาบาลศุภมิตรสุพรรณบุรี “ศุภมิตร มิตรดี ที่คุณอุ่นใจ” จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ ครบรอบ 34 ปี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 35 ภายใต้แนวคิดของการตอบแทนสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งด้านจิตใจ สุขภาพกาย และการให้โอกาส
น.พ. เมธ โชคชัยชาญ ประธานกรรมการโรงพยาบาลศุภมิตรสุพรรณบุรี และ ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย ประธานกรรมการบริหาร เป็นประธาน นายหะริณ โชคชัยชาญ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหาร,ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ร่วมพิธีทำบุญเลี้ยงพระ ครบรอบ 34 ปี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 35 โรงพยาบาลศุภมิตรสุพรรณบุรี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บุคลากร ผู้ป่วย และโรงพยาบาล ภายใต้แนวคิดของการตอบแทนสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งด้านจิตใจ สุขภาพกาย และการให้โอกาส
โดยมี ดร.พิศิษฐ์ พลธนะ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี นายเชาวลิต ทวีไทย รองประธานหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี นางสมจิต บุญคงเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้แทนจากโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายามราช รวมทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมงานอย่างอบอุ่น
ส่วนของกิจกรรมด้านสุขภาพ โรงพยาบาลได้จัด มหกรรมตรวจสุขภาพ Supamitr Health Fair ให้แก่ประชาชนทั่วไป เพื่อส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงการดูแลสุขภาพและเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคสำคัญได้ง่ายขึ้น ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียงเดินทางมารับบริการเป็นจำนวนมากทุกปี โดยโรงพยาบาลศุภมิตรสุพรรณบุรี เตรียมจัดโครงการ “35 ปี 100 ดวงตา” สานฝันการมองเห็น สู่เป้าหมาย “คนไทย ไร้ต้อกระจก” ไฮไลท์สำคัญของงานในปีนี้คือ โครงการ “35 ปี 100 ดวงตา” ซึ่งเป็นการผ่าตัดรักษา ต้อกระจก ให้แก่ผู้ป่วยผู้ยากไร้และขาดโอกาสในการรักษาจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย จำนวน 100 ดวงตา ฟรี โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาล
โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลในการเดินหน้าตาม แนวคิด “คนไทย ไร้ต้อกระจก” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาต้อกระจกได้อย่างเท่าเทียม และสามารถกลับมามองเห็นได้อย่างชัดเจน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ เชิญชวนร่วมงาน ในวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2568 ณ ระบุสถานที่จัดงาน เช่น บริเวณหน้าอาคาร โรงพยาบาลศุภมิตร การสนับสนุนของท่านจะช่วยเติมเต็มวิสัยทัศน์ “คนไทย ไร้ต้อกระจก” ให้เป็นจริง และร่วมกันสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันที่เข้มแข็ง ซึ่งทางโรงพยาบาลศุภมิตร ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและเชื่อมั่นในโรงพยา บาลมาตลอด 34 ปี และพร้อมที่จะก้าวสู่ปีที่ 35 อย่างมั่นคง เพื่อเป็นที่พึ่งด้านสุขภาพที่ดีที่สุดของประชาชนในพื้นที่และประเทศชาติสืบไป
โรงพยาบาลศุภมิตรสุพรรณบุรี “ศุภมิตร มิตรดี ที่คุณอุ่นใจ” มีบริการทางการแพทย์ที่ดีเยี่ยม ครบวงจรภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละสาขา พยาบาล และบุคคลากรที่มีความชำนาญ ได้รับการฝึกฝน พัฒนาทักษะ ด้านการพยาบาลอย่างสม่ำ เสมอ พร้อมที่จะให้บริการรักษาพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือ ทาง การแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงรวม ถึงการให้บริการ ข้อมูลความรู้ด้านการแพทย์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโรคการส่งเสริมให้ประชาชน ทั่วไปมีการดูแลและฟื้นฟู สุขภาพอย่างถูกวิธี และ เทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อกระจายความรู้ และ ความเจริญให้ทัดเทียมกับ ต่างประเทศ มีมาตรฐานระดับสากลภายใต้การดำเนินงานของบริษัทโรงพยาบาลศุภมิตร จำกัด (มหาชน) โรงพยาบาลศุภมิตร ตั้งอยู่ถนนเณรแก้ว 76 ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี 72000
สำหรับผู้ที่ประสงค์จะร่วมทำบุญเข้า โครงการ “35 ปี 100 ดวงตา” ในการผ่าตัดรักษา ต้อกระจก ให้แก่ผู้ป่วยผู้ยากไร้และขาดโอกาส สามรถบริจาคได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อ บริษัท โรงพยาบาลศุภมิตร จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 591-277174-7
ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี
SVL กรุ๊ป สานพลังรัฐ-ชุมชน ดูแลสิ่งแวดล้อม ปลูกต้นไม้กว่า 600 ต้น ปลูกป่าเพิ่มเย็น อ.บางสะพาน
ประจวบคีรีขันธ์ – SVL กรุ๊ป สานพลังรัฐ-ชุมชน ดูแลสิ่งแวดล้อม ปลูกต้นไม้กว่า 600 ต้น ปลูกป่าเพิ่มเย็น อ.บางสะพาน
เอสวีแอล กรุ๊ป (SVL Group) จัดโครงการ “ปลูกป่าเพิ่มเย็น” ปี 2568 ร่วมกับภาครัฐและชุมชน ปลูกต้นไม้ทั้งป่าบกและป่าชายเลนรวมกว่า 600 ต้น สร้างสมดุลธรรมชาติและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้โครงการ “ปลูกป่าเพิ่มเย็น” ปี 2568 ณ พื้นที่สาธารณะ หมู่ 7 บ้านหนองมงคล ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน โดยมีวัตถุ ประสงค์เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างความสมดุลทางธรรมชาติ และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรกับชุมชนในพื้นที่
โดยได้รับเกียรติจาก นายจิรศักดิ์ ติณสุวรรณ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง (ปลัดอาวุโส) อำเภอบางสะพาน เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหารจาก เอสวีแอล กรุ๊ป นำโดย นายอุดม สดใส กรรมการผู้จัดการ บจก.ไลน์ ทรานสปอร์ต และ นายชัชวาลย์ อิ่มบัญชร ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมภายนอก รวมถึงทีมพนักงาน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 150 คน พร้อมร่วมกันปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด ทั้งในพื้นที่ป่าบกและป่าชายเลน โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไม้จากศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และศูนย์เพาะชำกล้าไม้จังหวัดชุมพร การปลูกป่าในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ แต่ยังช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำในอนาคต
โครงการ “ปลูกป่าเพิ่มเย็น” ตอกย้ำพันธกิจของ เอสวีแอล กรุ๊ป ที่มุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ โดยเชื่อว่าการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนคือพลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสังคมให้เติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติอย่างสมดุล
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443
ตี 2 หนุ่มขับกระบะอัดต้นไม้สัก รถหน้าเละทั้งคัน รอดตายราวปาฎิหารย์
อุทัยธานี – ตี 2 หนุ่มขับกระบะอัดต้นไม้สัก รถหน้าเละทั้งคัน รอดตายราวปาฎิหารย์
เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 3 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาบางแกรก อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ได้รับแจ้งว่าเหตุรถกระบะชนอัดชนต้นไม้ข้างทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดภายใน 1ราย บริเวณบนถนนสายหนองฉาง –ลานสัก หมู่ 4 ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี
หลังจากได้รับแจ้ง จึงวิทยุแจ้งไปยัง ร.ต.ท.เยี่ยม ไม้สนธิ์ จุดตรวจในพื้นที่ พร้อมนายฉัตรมงคล สุวรรณเศรษฐ์ จนท.บรรเทาสาธารณภัยอุทัยธานี พร้อมกำลัง และอุปกรณ์เครื่องมือตัดถ่าง รุดไปยังที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ 4 ประตูยี่ห้อมิตซูบิชิสีขาว ทะเบียน สุพรรณบุรี อยู่ในสภาพด้านหน้ารถเละชนอัดติดกับต้นไม้สัก ข้างทางภายในเก๋งมีผู้บาดเจ็บ 1 ราย ทราบชื่อนายสุขทัต อายุ 42 ปี ชาวอำเภอหนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี นอนร้องโอดโอย เจ้าหน้าที่ได้ระดมเครื่องมือตัดถ่าง ช่วยผู้บาดเจ็บ ออกจากตัวรถ ใช้เวลา 5 นาที ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณขา
จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถกระบะคันดังกล่าว ได้วิ่งมาจากอำเภอหนองฉาง จะไปอำเภอลานสัก ด้วยความเร็วโดยมีรอยเบรค บนถนน เป็นทางยาว คาดว่าน่าจะมีอะไรตัดหน้ารถทำให้ผู้บาดเจ็บหักหลบ ด้วยความเร็ว ทำให้รถยนต์เสียหลัก หมุนไปชนอัดกับต้นไม้สักข้างทาง จนรถยนต์ด้านคนขับ พังเสียหายทั้งคัน ถุงลมนิรภัยระเบิด คันโซนหน้าหลุดออกมา ด้านหน้ารถยนต์พังเสียหาย คันซีใต้ท้องรถฉีกขาด ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ใช้เครื่องเป่าหาสารแอลกอฮอล์ในร่างกาย ไม่พบสาร หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ นำผู้บาดเจ็บนำตัวส่งโรงพยาบาลหนองฉางเป็นการเร่งด่วน
ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน
ทุกข์ชาวบ้าน ! ถนนคอนกรีตบ้านคลองลอย ม.8 ชำรุดหนัก ก่อนสิ้นสุดสัญญา – เหล็กโผล่ เสี่ยงอุบัติเหตุ วอนหน่วยงานเร่งตรวจสอบ
ทุกข์ชาวบ้าน ! ถนนคอนกรีตบ้านคลองลอย ม.8 ชำรุดหนัก ก่อนสิ้นสุดสัญญา – เหล็กโผล่ เสี่ยงอุบัติเหตุ วอนหน่วยงานเร่งตรวจสอบ
2 ตุลาคม 2568 นายบุญช่วย (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 69 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 8 บ้านคลองลอย ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนกรณีถนนคอนกรีตเสริมเหล็กภายในหมู่บ้านที่ก่อสร้างโดยใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน กลับชำรุดเสียหายก่อนหมดสัญญาใช้งาน มีสภาพผิวถนนหลุดล่อน พบรอยแตกร้าวตลอดแนว และมีโครงเหล็กเส้นโผล่ขึ้นมาในหลายจุด ส่งผลให้ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาต้องใช้ถนนด้วยความหวาดเสียว เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการขององค์การบริหารส่วนตำบลร่อนทอง ใช้งบประมาณกว่า 345,000 บาท ในการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาว 111.00 เมตร โดยเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 และมีกำหนดสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568
นายบุญช่วย ช้าวบ้านหมู่ 8 เล่าว่า ตนและชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้สึกกังวลอย่างมาก เพราะหากปล่อยให้สิ้นสุดสัญญาโดยไม่มีการซ่อมแซม อาจไม่มีหน่วยงานใดเข้ามารับผิดชอบอีก และถนนเส้นนี้ถือเป็นเส้นทางหลักที่ใช้สัญจรภายในหมู่บ้านทุกวัน หากยังปล่อยให้ชำรุดอยู่เช่นนี้ อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ทั้งชาวบ้านและเด็กนักเรียนที่ใช้เส้นทางนี้ไป-กลับโรงเรียน
ซึ่งชาวบ้านเคยร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้ามาตรวจสอบคุณภาพงานและเร่งซ่อมแซม แต่ยังไม่มีความคืบหน้า จึงอยากให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานตรวจสอบภาครัฐเข้ามาดำเนินการตรวจสอบคุณภาพงานอย่างจริงจัง และแก้ไขให้ถนนสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน เพื่อคืนประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างแท้จริง
ทั้งนี้อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะยังไม่สิ้นสุดสัญญา แต่ถนนกลับมีสภาพทรุดโทรมอย่างน่าตกใจ พื้นผิวคอนกรีตหลุดล่อนออกเป็นช่วง ๆ ยาวต่อเนื่องตลอดแนวทาง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นรอยต่อการเทคอนกรีต มีเหล็กเส้นที่เป็นโครงสร้างภายในโผล่พ้นพื้นถนน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากวัสดุที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน หรือขั้นตอนการก่อสร้างไม่มีคุณภาพตามหลักวิศวกรรม ทำให้เกิดความเสียหายก่อนเวลาอันควร
นัครินทร์/รายงาน




























