สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ พระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.เชียงใหม่

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนิน ถึงยังท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, แม่ทัพภาคที่ 3, อธิบดีผู้พิพากษาภาค 5, ผู้บังคับ ผู้กองบิน 41, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมข้าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติ

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน”


กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสwติด ยึดยาu้า จำนวน 600,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสwติด ยึดยาu้า จำนวน 600,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 05.00 นาฬิกา กองร้อยทหารม้าที่ 1 และกองร้อยทหารม้าที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก จัดกำลังพล จำนวน 4 ชุดทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสwติด พ.ศ. 2564 บริเวณ ช่องทาง บ้านปูนะ หมู่ที่ 4 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ผลการปะทะ ฝ่ายเราปลอดภัย ต่อมาเมื่อเวลา 0630 นาฬิกา หน่วยได้จัดกำลังพลทำการ ลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ

ผลการปฏิบัติ ตรวจพบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 3 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) กระสอบละ 200,000 เม็ด รวมประมาณ 600,000 เม็ด ไม่พบกลุ่มขบวนการฯ บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

และเมื่อเวลา 14.30 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาlสwติดกองกำลังผาเมือง มอบหมายให้ พันเอก สุพรรณ ร้อยพุทธ ผู้บังคับทัพเจ้าตาก เป็นผู้แทน ผบ.กกล.ผาเมือง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบการตรวจยึดยาเสพติดดังกล่าว พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ปัจจุบันหน่วยได้นำของกลางส่ง สถานีตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวง เพื่อดำเนิการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาlสwติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 54 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 63 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 29,123,292 เม็ด, เฮโรอีน 1.2 กิโลกรัม, ไอซ์ 545 กิโลกรัม และ ฝิ่น 1.54 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการ จำนวน 7 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 8 ราย ซึ่งหากยาlสwติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาlสwติดที่จำหน่ายถึง 4,914.7 ล้านบาท (4,914,779,780 บาท)

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

จับแก๊ง ป้าๆ สาวสองมั่วสุมเสพยาบ้า อ้างแก้เพลียก่อนทำงานประจำวัน

นครพนม – จับแก๊ง ป้า ๆ สาวประเภท 2 มั่วสุมเสพยาบ้า อ้างแก้เพลียก่อนทำงานประจำวัน

เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. พ.ต.ต.ศักดิ์ดา ต้นจันทน์ สวป.สภ.เมืองนครพนม ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ว่ามีการจำหน่ายยาบ้าภายในบ้าน สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านใกล้เคียง เนื่องจากวัยรุ่นวิ่งเข้าออกเป็นประจำ จึงได้จัดกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ บ้านหลังดังกล่าว ที่ริมถนน 212 (ชยางกูร) แต่ไม่พบเป้าหมายจึงวางกำลังดักซุ่มอยู่รอบๆ บ้าน กระทั่งเวลาประมาณห้าโมงเย็น ป้าแอ๊วได้ขับรถจักรยานยนต์คู่ใจกลับเข้าบ้าน เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวขอตรวจค้นกระเป๋าสะพายข้างที่ป้าแอ๊วสะพายอยู่ ตรวจพบยาบ้า จำนวน 15 เม็ด จึงควบคุมตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม

จากการสอบถามป้าแอ๊วเล่าว่า ตนเสพยาบ้ามาตั้งแต่อายุ 35 ปี ตอนนั้นยังอาศัยอยู่กับสามี ต่อมาถูกจับกุมติดคุกอยู่ 3 ปี สามีก็ทิ้งไป อ้างว่ามีความเครียดที่ต้องหาเลี้ยงลูกชายคนเล็กเพียงลำพัง จึงหันไปเสพยาบ้าอีก โดยซื้อมา 10 เม็ดในราคา 400 บาท แยกขายย่อยให้คนอื่นในราคาเม็ดละ 50 บาท ได้กำไรเม็ดละ 10 บาท ลูกค้าก็มีหลายกลุ่ม วันเกิดเหตุยอมรับว่าตอนเช้ามีผู้เสพมาขอซื้อยาบ้าจากตนไป 2 เม็ด จริง พอตอนบ่ายก็มีลูกค้าเป็นกลุ่มกะเทยโทรสั่งยาบ้าอีก 10 เม็ด จึงขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่บ้านที่อยู่ในซอยพิทักษ์พนมนคร เขตเทศบาลเมืองนครพนม และได้มั่วสุมเสพยาบ้ากัน ก่อนจะขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดักซุ่มจับกุมดังกล่าว

พ.ต.ต.ศักดา ต้นจันทร์ สวป.สภ.เมืองนครพนม จึงขยายผลให้ป้าแอ๊วเอเย่นต์ยาบ้ารายย่อยพาไปยังบ้านที่กล่าวอ้าง พบชาย จำนวน 3 คน อยู่ในห้องเช่า ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องแถวติดกัน พบกลุ่มมั่วสุมเป็นสาวประเภทสอง พบหนึ่งในสามคน เป็นเจ้าของบ้าน ในมือยังกำถุงบรรจุยาบ้าจำนวน 8 เม็ด ส่วนอีกสองคนยังอยู่ในอาการตกใจ หลังจากการตรวจค้น ตำรวจได้นำตัวทั้งหมดไปตรวจหาสารเสพติดพบว่ามีฉี่สีม่วง

จากคำบอกเล่า ผู้เป็นเจ้าของบ้านเล่าว่า มีอาชีพรับจ้างทำพานบายศรี ตามออเดอร์ที่ลูกค้าต้องการ จึงเจอเพื่อนกะเทยที่มีรสนิยมเดียวกัน ตนจึงแบ่งห้องให้เช่าอยู่กันรวม 3 คน เวลามีออเดอร์เข้ามาเยอะก็เหนื่อยล้า แต่กลัวทำให้ลูกค้าไม่ทัน จึงสั่งซื้อยาบ้าจากป้าแอ๊วมาครั้งละ 10 เม็ด แบ่งกันเสพ โดยอ้างว่าเพื่อเพิ่มพลัง ทำให้ทำงานไม่เหน็ดเหนื่อย สามารถทำพานบายศรีส่งลูกค้าได้ตามเวลา แต่ถ้าไม่มีงานก็จะมั่วสุมกันเสพยากัน จนสภาพบ้านรกรุกรังประหนึ่งไม่มีคนอยู่

โดยอีกคนอดีตเป็นช่างเสริมสวย ภายหลังเจอเพื่อนกะเทยชักชวนมาทำพานบายศรีก็เลยเลิกอาชีพทำเสริมสวย อยู่ด้วยกัน 3 คน ว่างงานก็เสพยาบ้า กระทั่งป้าแอ๊วโดนจับและขยายผลการจับกุม นำพาตำรวจมาจับ ยกแก๊ง จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ต่อไป


เทพข่าวร้อน & เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคงจังหวัดนครพนม รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประสานความร่วมมือกับกองทัพเพื่อสร้างความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อยตาม แนวชายแดนไทย – ลาว

แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 เยือน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประสานความร่วมมือกับกองทัพประชาชนลาว เพื่อสร้างความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อยตาม แนวชายแดนไทย – ลาว

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พลตรี มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว และ หน่วยความมั่นคง (ฝ่ายไทย) เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชา ธิปไตยประชาชนลาว ณ กระทรวงป้องกันประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์

โดยได้เข้าเยี่ยมคำนับ/พบปะพัฒนาสัมพันธ์ (แบบเป็นทางการ) กับพลตรี วันทอง บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว, หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้ถือโอกาสหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดน, ปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะปัญหาด้านยาเสพติด, การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย, สินค้าหนีภาษี และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวชายแดน รวมถึงมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ (Scammer) เพื่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของทั้งสองประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสานต่อการส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดน และขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือน การหารืออย่างสม่ำเสมอ ยกระดับความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่มิตรภาพอันดี และการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศให้ มั่นคง ยั่งยืน สืบไป


ภาพ/ข่าว : วัชรา ยืนทน

ชาวบ้านกังวล !! น้ำเจ้าพระยาหนุนสูง เอ่อท่วมถนนสายท่องเที่ยว เชื่อมจุดสำคัญเมืองอุทัยธานี รถเล็กสัญจรไม่ได้ หวั่นซ้ำเติมน้ำล้นตลิ่งในเขตชุมชนเมือง

อุทัยธานี – ชาวบ้านกังวล!! น้ำเจ้าพระยาหนุนสูง เอ่อท่วมถนนสายท่องเที่ยว เชื่อมจุดสำคัญเมืองอุทัยธานี รถเล็กสัญจรไม่ได้ หวั่นซ้ำเติมน้ำล้นตลิ่งในเขตชุมชนเมือง

วันที่ 07 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา เอ่อท่วมไหลข้ามถนนสายหลักในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี เป็นระยะทางยาว บริเวณ หมู่ที่ 6 ต.เกาะเทโพ อ.เมือง จ.อุทัยธานี ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 30–50 เซนติเมตร รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ ส่งผลให้ การสัญจรเข้า-ออกสถานที่ท่องเที่ยวเริ่มติดขัด รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ขณะที่ประชาชนริมแม่น้ำต้องเร่งขนย้ายสิ่งของจำเป็น เครื่องจักรกลทางการเกษตร รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ขึ้นที่สูง

หลังระดับน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านเป็นกังวล ห่วงบ้าน ต้องหวนเข้ามาเก็บของที่จำเป็น ยานพาหนะจอดไว้ริมถนนแล้วใช้เรือพายเข้าออกบ้าน

ถนนสายสำคัญที่ได้รับผลกระทบเชื่อมจากถนนสายหาดทนง–อุทัยธานี ต่อจากถนน 333 เข้าตัวเมือง และเป็นเส้นทางสู่สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดจันทราราม (วัดหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) และวัดอุโปสถาราม โบราณสถานขณะเดียวกัน มวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อท่วมอย่างรวดเร็ว ซึ่งทางจังหวัด แจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมรับมือน้ำท่วมและยกสิ่งของไว้ขึ้นที่สูง


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ จับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกาย โดยใช้อาวุธมีด

สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ จับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีด แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และนำตัวไปฝากขังยังศาลจังหวัดเชียงใหม่

5 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ สั่งการให้ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ดำเนินการตามกฎหมายและอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน กรณีเกิดเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส กรณีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 23.50 น. สถานที่เกิดเหตุหน้าร้านอาหาร บนถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 7 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

พฤติการณ์ กลุ่มชายไทยสองกลุ่มมาใช้บริการนั่งดื่มภายในร้าน โดย กลุ่มที่ 1 มีประมาณ 11 คน, กลุ่มที่ 2 มีประมาณ 4 คน และเริ่มมีปากเสียงกันจากการเดินชนและมองหน้ากันในร้าน ก่อนจะเจรจาและแยกย้ายกันได้ชั่วคราว ต่อมาขณะร้านใกล้ปิด ทั้งสองกลุ่มออกมาหน้าร้านและเกิดการท้าทายกันอีกครั้ง จนมีการชกต่อยกัน ระหว่างนั้น ผู้ต้องหา (กลุ่มที่ 2) ได้ไปหยิบอาวุธมีดจากรถ จยย.ที่จอดใกล้ๆ แล้วใช้แทงกลุ่มคู่กรณีกลุ่มที่ 1 จนมีผู้บาดเจ็บ 3 ราย และ บาดเจ็บสาหัส 2 ราย

หลังเกิดเหตุมีผู้เข้าห้ามและแยกย้ายกันไป เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.ภูพิงค์ฯ ได้ติดตามตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน และเรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาสอบสวน จนทราบพฤติการณ์โดยละเอียด และได้ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พ.ย.68​ พนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา 2 คน( กลุ่มที่ 2) โดยได้แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ โดยใช้อาวุธมีดจากนั้นจึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ไปฝากขังยังศาลจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจเยี่ยมรพ.ค่ายกาวิละ มทบ.33 สร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์

แม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลค่ายกาวิละ มณฑลทหารบกที่ 33 สร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ เดินหน้าพัฒนาโรงพยาบาลกองทัพบกให้เป็นที่พึ่งของกำลังพลและประชาชน

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ โรงพยาบาลค่ายกาวิละ มณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียง ใหม่ เพื่อรับฟังผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา แนวทางการพัฒนาหน่วยในอนาคต และเพื่อพบ ปะมอบนโยบายแก่กำลังพลของโรงพยาบาล

โดยมี พลตรี ธำรงศักดิ์ บุญทักษ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 พร้อมด้วยฝ่ายอำนวยการ, พันเอก สรารักษ์ ชูสกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายกาวิละและกำลังพลของโรงพยาบาล ร่วมให้การต้อนรับ

ภายในกิจกรรม แม่ทัพภาคที่ 3 ได้รับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการให้บริการทางการแพทย์แก่กำลังพล ครอบครัว และประชาชนทั่วไป รวมถึงโครงการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก การแพทย์เคลื่อนที่ การพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยฉุกเฉินและแนวทางยกระดับคุณภาพโรงพยาบาลให้สอดคล้องกับนโยบายของกองทัพบก ที่มุ่งให้โรงพยาบาลค่ายกาวิละเป็น “โรงพยาบาลกองทัพบกคุณภาพ มาตรฐานบริการประชาชน”

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานเด่นของโรงพยาบาล ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์จาก โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” ที่ส่งเสริมการพึ่งพาตน เองและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่กำลังพล รวมถึงการจัดแสดง นวัตกรรมด้านการดูแลผู้ป่วย และระบบบริการสุขภาพที่พัฒนาโดยบุคลากรของโรงพยาบาลเอง

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วยผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ได้ร่วมกัน ปลูกต้นไม้เพื่อเป็นที่ระลึก สัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ ความสามัคคี และความยั่งยืนของหน่วย พร้อมทั้งพบปะกำลังพลโรงพยาบาล ให้โอวาทและมอบนโยบายสำคัญ โดยเน้นย้ำให้บุคลากรทุกระดับปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ เพื่อให้โรงพยาบาลค่ายกาวิละเป็นหน่วยงานที่กำลังพล ครอบครัว และประชาชน “วางใจและพึ่งพาได้” อย่างแท้จริง


นที มีเดช รายงาน

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เยี่ยมกำลังพลชายแดนไทย–กัมพูชา มุ่งเน้นดูแลความเป็นอยู่และขวัญกำลังใจของกำลังพล

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เยี่ยมกำลังพลชายแดนไทย–กัมพูชา มุ่งเน้นดูแลความเป็นอยู่และขวัญกำลังใจของกำลังพล

จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวและความท้าทายด้านความมั่นคงในหลายมิติ กองทัพบกยังคงปฏิบัติภารกิจในการดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศและประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก มีความห่วงใยในความเป็นอยู่ของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่แนวชายแดน รวมถึงครอบครัวของทหารที่เสียสละเพื่อชาติ จึงได้มอบนโยบายให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับลงพื้นที่เยี่ยมเยียน รับฟังปัญหา และให้กำลังใจแก่กำลังพลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การติดตามสถานการณ์และการดูแลกำลังพลเป็นไปอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้มอบหมายให้ พลเอก อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เดินทางลงพื้นที่ กองทัพภาคที่ 2 ระหว่างวันที่ 5–7 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมรับฟังข้อมูลการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสนับสนุนด้านต่าง ๆ เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจของกองทัพบก

ในเมื่อวานนี้ (5 พ.ย.68) วันแรกของการลงพื้นที่ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและคณะ ได้รับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติภารกิจในห้วงที่ผ่านมา จากหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 2 ณ มณฑลทหารบกที่ 22 จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีการรายงานถึงภาพรวมการปฏิบัติงานด้านกำลังพล การดูแลสิทธิและสวัสดิการทั้งสายงานปกติและสายสนาม รวมถึงการดำเนินงานของศูนย์ประสานการรับมอบความช่วยเหลือกำลังพลที่บาดเจ็บและครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

โอกาสนี้ พลเอก อมฤต บุญสุยา ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยให้ความสำคัญกับการดูแลสิทธิและสวัสดิการของกำลังพลทุกระดับชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายทหารชั้นประทวนและทหารกองประจำการ รวมถึงครอบครัวของกำลังพล เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและผลลัพธ์ที่ดีต่อกองทัพบกและประเทศชาติ

จากนั้น คณะได้เดินทางไป เยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อแสดงความห่วงใยและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมกล่าวชื่นชมในความเสียสละ ความเข้มแข็ง และความมุ่งมั่นของกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ในช่วงบ่าย ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ตามฐานปฏิบัติการชายแดน เพื่อเยี่ยมพบปะ ให้โอวาท และมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพล พร้อมตรวจเยี่ยมสภาพความเป็นอยู่ในด้านต่าง ๆ ทั้งที่พัก การประกอบเลี้ยง การสื่อสาร และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ พลเอก อมฤต บุญสุยา ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ทุ่มเทเสียสละในการปฏิบัติภารกิจตลอดห้วงที่ผ่านมา ด้วยความมุ่งมั่นและความเข้มแข็ง จนภารกิจบรรลุผลสำเร็จและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน พร้อมเน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับดูแลสุขภาพกายและใจของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการจัดการด้านสุขาภิบาลให้เหมาะสม เพื่อให้ทุกนายมีขวัญกำลังใจที่ดีและพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

จนท. ทยอยส่งชาวอินเดียลอตแรก 270 คน กลับประเทศ หลังข้ามมาฝั่งไทย จากเหตุการปราบปรามแก็งค์คอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

จนท. ทยอยส่งชาวอินเดียลอตแรก 270 คนกลับประเทศ หลังข้ามมาฝั่งไทย จากเหตุการปราบปรามแก็งค์คอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

วันนี้ (6 พ.ย. 68) เจ้าหน้าที่ ได้ส่งตัวชาวอินเดีย ที่ข้ามมายังฝั่งไทยจากการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่เคเคปาร์ค เมียวดี ของเมียนมา โดยศูนย์สั่งการชายแดนส่วนหน้าได้ประสานงานกับสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย ในการรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับสู่มาตุภูมิ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก สถานีตำรวจภูธรแม่สอด ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 คอยอำนวยความสะดวก

ทั้งนี้ มีชาวอินเดียหนีข้ามเข้ามายังประเทศไทย จำนวน 465 คน ซึ่งในวันนี้ มีแผนการส่งกลับชาวอินเดียชุดแรกจำนวน 270 คน ที่ผ่านขั้นตอนการคัดกรองส่งต่อระดับชาติ หรือ NRM โดยได้มีการเคลื่อนย้ายชาวอินเดีย จากสถานที่กักกันด่านตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดตาก ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก โดยใช้รถยนต์กระบะและใช้รถบัส 3 คัน แบ่งเป็นคันละ 45 คน เป็นหญิง 26 คน ชาย 109 คน รวมเที่ยวแรก 135 คน เพื่อเดินทางจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก ไปยังท่าอากาศยานแม่สอด

โดยเที่ยวบินแรกใช้เครื่องบินขนส่งทางทหาร Indian Air Force C-130J หมายเลขเครื่อง IFC1465 ลงจอดในเวลา 9:10 น. ณ ท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด และบินกลับในเวลา 11:20 น. โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยตลอดเส้นทาง เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนที่กำหนด

ส่วนเที่ยวบินที่ 2 ลงจอดในเวลา 11:35 น. และบินออกจากสนามบินนานาชาติแม่สอด ในเวลา 12:55 น. นำชาวอินเดียเพศชายกลับจำนวน 135 คน ซึ่งแต่ละเที่ยวบินสามารถรองรับชาวอินเดียได้ประมาณลำละ 135 คน ก่อนเดินทางกลับประเทศอินเดียต่อไป

สำหรับชาวอินเดียที่เหลืออีก 195 คน มีแผนส่งกลับในวันที่ 10 พ.ย.นี้ ในขณะที่ประเทศต่างๆ เริ่มมีการประสานเพื่อรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับประเทศบ้างแล้ว

TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์ #สแกมเมอร์ #เมียนมา #แม่สอด #ตาก


นที มีเดช รายงาน

นักศึกษา ม.แม่โจ้-แพร่ ฯ คว้ารางวัลยุวสัตวบาลดีเด่น ปี 2567 จากสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ

นักศึกษา ม.แม่โจ้-แพร่ ฯ คว้ารางวัลยุวสัตวบาลดีเด่น ปี 2567 จากสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นางสาวญาณิศามน กันถาด มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิม พระเกียรติ เข้ารับโล่รางวัล “รางวัลยุวสัตวบาลดีเด่น ประจำปี 2567” จากสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานในพิธีมอบรางวัล ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุง เทพมหานคร

สำหรับรางวัลยุวสัตวบาลดีเด่น เป็นรางวัลที่มอบให้แก่นิสิตนักศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถ และมีผลงานโดดเด่นด้านวิชาการและวิชาชีพสัตวบาล รวมถึงมีจิตอาสาและคุณธรรมจริยธรรมอันเหมาะสม ถือเป็นรางวัลเกียรติยศอันทรงคุณค่าและเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเยาวชนในสายวิชาชีพสัตวบาล

นางสาวญาณิศามน กันถาด ลูกแม่โจ้รุ่นที่ 87 เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ ซึ่งเป็นผู้มีผลการเรียนดี กิจกรรมเด่น มีความประพฤติดี มีความมุ่งมั่นในการวิจัยและ พัฒนาวิชาการด้านสัตวบาล เคยได้รับรางวัลการนำเสนอ ระดับยอดเยี่ยม ในการประชุมวิชาการทางด้านสัตวศาสตร์ระดับนานาชาติ ณ ไต้หวันนอก จากนั้นยังทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อสังคม/องค์กร อีกมากมาย เคยดำรงตำแหน่ง นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ – แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี 2567 และยังได้รับการคัดเลือกเป็นประธานเครือข่าย นักศึกษาสิงห์อาสาภาคเหนือ อีกด้วย ซึ่งนางสาวญานิศา กันถาด มีเป้าหมายในชีวิตว่า อยากศึกษาต่อในด้านปศุสัตว์และประกอบกิจการเกี่ยวกับศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาพันธุ์และอาหารสัตว์ หวังว่าจะมีส่วนร่วมพัฒนาให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้านช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐพงศ์ ปกแก้ว คณบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ซึ่งเป็นรางวัลจากความมุ่งมั่นตั้งใจ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกแม่โจ้สะท้อนถึงคุณภาพของการเรียนการสอนและการปลูกฝังอุดมการณ์เกษตรของมหาวิทยาลัย ที่มุ่งเน้นการสร้างบัณฑิตให้มีทั้งความรู้ คุณธรรม และจิตสำนึกในการพัฒนาเกษตรกรรมไทยอย่างยั่งยืน”


นที มีเดช รายงาน