ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.31 พร้อม กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 นำจิตอาสาบริจาคโลหิต ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ตามคำร้องขอของประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 31 พร้อม กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 นำจิตอาสาบริจาคโลหิต ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามคำร้องขอของประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ตามที่เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ประสานงานร่วมกับ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ว่ามี ประชาชนแจ้งส่งข้อมูลทาง Inbox ของ Facebook ขอรับการบริจาคโลหิต กรุ๊ปใดก็ได้ ให้กับ นางธนันท์ลดา แสงหลง ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดลิ้นหัวใจที่ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ (เขาเขียว) อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ นั้น

โดยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 31 ได้จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน​ จาก​ กองร้อยกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31​ , โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ และนักศึกษาวิชาทหารจิตอาสาพระราขทาน​ จาก ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 31 นาย​ รวม​ 23​ นาย บริจาคโลหิต​ ภายใต้โครงการ “70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี” และเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการรับบริจาคโลหิตในการรักษาอาการป่วย ได้แก่ นางธนันท์ลดา แสงหลง​ กับ​ นายสุทธ์สาคร​ จันทร์งาม​ ณ​ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์​ (เขาเขียว)​ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ได้ปริมาณโลหิต จำนวน 10,350 ซีซี

นอกจากนี้ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 ได้จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน บริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือ นาย สุทธ์สาคร จันทร์งาม เนื่องจากต้องเข้ารับการผ่าตัดโรคหัวใจ ตามโครงการ “จิตอาสาบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ” 70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 ณ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ (เขาเขียว) ตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ได้ปริมาณโลหิต จำนวน 1,350 ซีซี ด้วย


นที มีเดช รายงาน

กองทัพบก ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนจากอิทธิพลพายุ “คัลแมกี”

กองทัพบกลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนจากอิทธิพลพายุ “คัลแมกี”

จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “คัลแมกี” ที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง ซึ่งบางจังหวัดเริ่มมีระดับน้ำเพิ่มสูงและไหลเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนเป็นวงกว้าง

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก / ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน พร้อมให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของทุกกองทัพภาคติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยได้จัดเตรียมกำลังพล ยานพาหนะ เครื่องจักรกลหนัก เรือท้องแบน และชุดแพทย์เคลื่อนที่ ให้พร้อมเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้ทันที

ในพื้นที่ภาคกลาง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 1 ได้ระดมกำลังจากหน่วยขึ้นตรง เข้าช่วยเหลือประชาชนในหลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้

  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา : กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ จัดกำลังพลจากหน่วยขึ้นตรงเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา บางไทร เสนา บางปะอิน และบางบาล โดยดำเนินการขนย้ายสิ่งของ อพยพประชาชน และเสริมแนวคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำเข้าพื้นที่ชุมชน
  • จังหวัดอ่างทอง : กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 11 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ และกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ เข้าดำเนินการเสริมแนวกั้นน้ำและคันดินป้องกันน้ำเข้าพื้นที่ชุมชน รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงในอำเภอป่าโมกและไชโย
  • จังหวัดปทุมธานี : หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก จัดกำลังพลหน่วยขึ้นตรง เข้าช่วยบรรจุทรายใส่กระสอบ จัดทำแนวกั้นน้ำ และสนับสนุนยานพาหนะในการอพยพประชาชน รวมถึงขนย้ายสิ่งของจำเป็นในพื้นที่อำเภอเมืองปทุมธานี สามโคก และลาดหลุมแก้ว

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ภาคเหนือ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 3 จัดกำลังพลชุดบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน อาทิ มณฑลทหารบกที่ 31 จัดกำลังพลเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนบ้านพักเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โดยดำเนินการช่วยขนย้ายสิ่งของไปยังที่สูง

นอกจากนั้น ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 2 ได้เตรียมความพร้อมของกำลังพล และเครื่องมือบรรเทาสาธารณภัยต่าง ๆ เพื่อรองรับสถาน การณ์ภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น อาทิ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 21 ได้ตรวจความพร้อมและซักซ้อมการปฏิบัติของชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็วกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 21 เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรอบคอบ รวดเร็ว และให้คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลเป็นหลัก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ลดผลกระทบจากภัยพิบัติ และช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว กองทัพบก พร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย


ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

กองทัพบก เร่งก่อสร้างหลุมหลบภัยและหลุมบุคคลคู่ สนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

กองทัพบกเร่งดำเนินการก่อสร้างหลุมหลบภัยและหลุมบุคคลคู่ สนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2568) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลา คม 2568 สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานพระวโรกาสให้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และคณะ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทถวายรายงานความคืบหน้าโครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก พร้อมรับพระราชทานพระนโยบายเกี่ยวกับแนว ทางการสนับสนุนและการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกองทุนฯ

ในการนี้ ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้กองทัพบกเร่งดำเนินการจัดสร้าง หลุมบุคคลคู่ (บังเกอร์) สำหรับเป็นที่มั่นกำบังของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ และ หลุมหลบภัยสำหรับประชาชน เพื่อใช้เป็นที่พักพิงในยามเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ โดยให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อใช้เป็น ต้นแบบการพัฒนาในพื้นที่ชายแดน ขณะเดียวกัน ยังมีพระกระแสรับสั่งให้กองบัญชาการกองทัพไทยดำเนินการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ

พระดำริดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ทรงมีพระประสงค์ให้เป็นกองทุนสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงการส่งเสริมความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมบริจาคสมทบทุน เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประเทศชาติ

ทั้งนี้ กองทัพบกเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของ “กองทุนหทัยทิพย์” ในการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่สำหรับกำลังพลผู้ปฏิบัติงาน และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ

ปัจจุบัน กองทัพบกได้จัดกำลังพล เครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ เข้าดำเนินการออกแบบ ก่อ สร้าง และติดตั้ง หลุมบุคคลคู่จำนวน 328 แห่ง และ หลุมหลบภัยสำหรับประชาชน (ขนาดรองรับได้ 40 คน) จำนวน 10 แห่ง โดยแบ่งพื้นที่ดำเนินการ ดังนี้

  • กองทัพภาคที่ 1 (กองกำลังบูรพา) พื้นที่จังหวัดสระแก้ว ดำเนินการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่จำนวน 72 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนจำนวน 3 แห่ง
  • กองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี) ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ดำเนินการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่จำนวน 256 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนจำนวน 7 แห่ง

โครงการได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 โดยกำหนดกรอบระยะเวลาดำ เนินงานเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วนที่ 1 ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และ ระยะที่ 2 ภายใน 90 วัน โดยจะดำเนินการเข้าก่อสร้างในแต่ละจุดตามลำดับและตามแผนงานที่กำหนด ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ กรมการทหารช่าง เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยที่เกี่ยว ข้องเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ภายใต้กรอบเวลาที่กำ หนด เพื่อให้การดำเนินงานทุกขั้นตอนมีความสมบูรณ์สูงสุดและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพบกน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อพระดำริอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและน้ำพระทัยที่ทรงมีต่อพี่น้องประชาชนและกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยกองทัพบกจะมุ่งมั่นดำเนินงานสนองพระดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ด้วยความรอบคอบ มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและกำลังพลให้ดียิ่งขึ้น



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

สลด!! เช้ามืด รถยนต์พุ่งชนฝูงควาย ตาย 5 บาดเจ็บ 2 เบื้องต้นยังไม่มีเจ้าของควายออกมาแสดงตัว

อุทัยธานี – สลด!! เช้ามืด รถยนต์พุ่งชนฝูงควาย ตาย 5 บาดเจ็บ 2 เบื้องต้นยังไม่มีเจ้าของควายออกมาแสดงตัว

เมื่อเวลา 04.30 น.วันที่ 9 พ.ย.68 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุทัยธานี ได้รับแจ้ง จากชาวบ้านที่ผ่านบนสาย อุทัยธานี-ท่าน้ำอ้อย หมู่ 6 บ้านหาดทนง ต.หาดทนง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ว่ามีอุบัติเหตุรถชนควายตาย รถยนต์ได้รับความเสียหายหลายคัน หลังจากได้รับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมกับกู้ภัยพระชนกอุทัยธานี บริเวณที่เกิดเหตุ พบรถยนต์จำนวน 3 คัน ทะเบียน นครนายก ทะเบียนอุทัยธานี และทะเบียนกรุงเทพฯ มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ที่ข้างทางพบควายหลายตัวตายเรียงรายอยู่ข้างถนน และข้ามฝัง ได้มีรถยนต์กระบะเสียหลัก วิ่งชนแผงข้างทางตกลงข้างถนนผลิกคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้าอยู่ในน้ำ

จากการสอบถามนายต้อมผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 บ้านหาดทนง ว่าเหตุเกิดประมาณ 04.25 น.ช่วงเช้ามืดว่า ควายฝูงดังกล่าวจำนวน 7 ตัว ได้มายืนอยู่บนถนนสายสายหลัก ซึ่งบริเวณนี้ไฟส่งสว่างข้างทางได้ดับทำให้แสงไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ ทำให้บริเวณถนนช่วงนี้มืดลง ซึ่งรถคันแรกวิ่งมา มองไม่เห็นควาย จึงวิ่งชนฝูงควาย.หลังจากนั้นรถยนต์อีก 2 คัน ที่วิ่งตามหลัง ก็วิ่งมาชนต่อกัน เบื้องต้น ยังไม่ทราบว่าเป็นควายของใคร และยังไม่มีใครมาแสดงเป็นเจ้าของฝูงควาย

ล่าสุด ด้านกู้ภัยพระชนกกล่าวว่า ขณะนี้ ควายได้ตายทั้งหมดจำนวน 5 ตัว บาดเจ็บ 2 ตัว และเจ้าหน้าที่ ได้นำรถยก มายกควายที่บาดเจ็บไปรักษา 2 ตัว ดังกล่าว


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

“รมว.กลาโหม” ตรวจเยี่ยมชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจความพร้อมฐานปฏิบัติการ และให้กำลังใจทหารแนวหน้า

“รมว.กลาโหม” ตรวจเยี่ยมชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจความพร้อมฐานปฏิบัติการ และให้กำลังใจทหารแนวหน้า

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติด ตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อประเมินความพร้อมของหน่วยและสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่แนวหน้า

โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกอง พลทหารราบที่ 6 / ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้การต้อนรับ และรายงานสรุปภาพรวมสถานการณ์ พร้อมนำตรวจฐานปฏิบัติการที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ ฐานภูมะเขือ ฐานพลาญยาว และฐานป้อมปูน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้พูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ของกำลังพล และร่วมรับประทานอาหารกลางวัน อีกทั้งได้มอบสิ่งของจำเป็นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ

ในโอกาสนี้ พลเอก ณัฐพล ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยให้ความสำคัญกับ การดูแลสวัสดิการ ขวัญ และกำลังใจของกำลังพลทุกระดับ ตลอดจน รักษาความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบ และความมั่นคงตามแนวชายแดนต่อไป


“นบ.ยส.24” สกัดยาเสพติดล๊อตใหญ่ ขบวนการค้ายา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,760,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน ในพื้นที่ อ.สังคม จ.หนองคาย

“นบ.ยส.24” สกัดยาเสพติดล๊อตใหญ่ ขบวนการค้ายา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,760,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน ในพื้นที่ อ.สังคม จ.หนองคาย

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 68 เวลา 03.00 น. กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ. นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) นรข. เขตหนองคาย โดยหน่วยเรือโพนพิสัย (หน่วยงานหลัก) ขณะปฏิบัติหน้าที่ซุ่มเฝ้าตรวจพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หลังโรงเรียนบ้านพวก บ.พวก ต.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย จ.หนอง คาย เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยและรถยนต์ จำนวน 2 คัน กำลังลำเลียงสิ่งของขึ้นจากริมฝั่งแม่น้ำโขง จนท.จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นว่าเป็น เจ้าหน้าที่ จึงได้ทิ้งสิ่งของและขับรถหลบหนีไป

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่พบกระเป๋าต้องสงสัยและกระสอบรวม 6 ห่อ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 1,760,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงเร่งประสาน สภ.บ้านเดื่อ และ สภ.โพนพิสัย ให้ไล่ติดตามจับกุมรถยนต์ต้องสงสัยที่หลบหนีไป จนสามารถสืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 3 ของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน ประมาณ 1,760,000 เม็ด พร้อมรถยนต์ จำนวน 2 คัน ได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ หน่วยเรือโพนพิสัย เพื่อสอบสวนขยายผลและตรวจนับของกลางโดยละเอียด และจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเดื่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โดยวันที่ 8 พ.ย. 68 เวลา 1000 ที่ฐานปฏิบัติการ นร.โพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 มอบหมายให้ พล.ร.ต. ณรงค์ เอมดี ผบ. นรข. และนายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รอง ผวจ.น.ค. เป็นประธานร่วมในการแถลงข่าวพร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย และในโอกาสเดียวกัน เสธ. กกล. สุรศักดิ์มนตรี ได้มอบงบประมาณบำรุงขวัญให้กับ นร.โพนพิสัย ในนาม กกล.สุรศักดิ์มนตรี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ในการปฏิบัติงานต่อไป


ภาพ/ข่าว : วัชรา ยืนทน /พรพิพัฒน์ เพ็ชรสังหาร

อำเภอเชียงของ ประกอบพิธีทักษิณานุประทาน บำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร(15 วัน) ถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

อำเภอเชียงของ ประกอบพิธีทักษิณานุประทาน บำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร(15 วัน) ถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น. ณ วัดเกี๋ยงเหนือ ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียง ของ จังหวัดเชียงราย นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) ถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระ บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี พระครูสุวัฒน์สิกขการ รองเจ้าคณะอำเภอเชียงของ เจ้าอาวาสวัดศรีดอนชัย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย หน่วยงานทุกภาคส่วนและประชาชนอำเภอเชียงของทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน

การจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อำเภอเชียงของ ร่วมกับคณะสงฆ์อำเภอเชียงของ หน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ และประชนอำเชียงของทุกหมู่เหล่าจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย และแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะน้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดภูมิปัญญาไทย ผ่านโครงการต่าง ๆ เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมและผ้าไทยในระดับนานาชาติบนรากฐานวัฒนธรรมที่มั่นคง งดงาม และยั่งยืน


ภาพ/ข่าว : อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จ ฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (๑๕ วัน) ถวายพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินี เสด็จ ฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (๑๕ วัน) ถวายพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘) เวลา ๑๗.๑๙ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (๑๕ วัน) ถวายพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี โดยเสด็จในการนี้ด้วย

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร
มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ และท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงวางพวงมาลาที่หน้าพระโกศพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เจ้าพนักงานประโคมสังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่กลองชนะ ปี่พาทย์ ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยาราชาวดี และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยารอง และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงกราบ แล้วประทับพระราชอาสน์ พระสงฆ์ ๓๐ รูป สวดพระพุทธมนต์ จบแล้ว ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์พระราชทาน แก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปปักที่โต๊ะข้างธรรมาสน์ ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระโกศ สำหรับพระบรมศพทรงธรรม ทรงศีล พระพรหมวชิรรังษี เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนา เรื่อง “ปิยกรณธรรมกถา” จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราช ดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่หน้าพระแท่นมุก พระสงฆ์ ๔ รูป สวดธรรมคาถา

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ ทรงทอดผ้าไตรถวายพระสงฆ์ที่ถวายพระธรรมเทศนา และพระสงฆ์ที่สวดธรรมคาถา พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการหน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร

เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบที่หน้าพระโกศพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่หน้าพระแท่นเตียงพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมด้านตะวันออก และด้านตะวันตก ณ มุขเหนือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท จากนั้น เสด็จลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินกลับ


พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 นำข้าราชการตำรวจ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 นำข้าราชการตำรวจจัดพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 7 พ.ย. 68 เวลา 07.45 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ประธานพิธีฯ, พล.ต.ต. ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต. อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต. ภาณุเดช สุขวงศ์ รอง ผบช.สง.ก.ตร. ช่วยราชการ ภ.1, พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก. อก. ภ.1, พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1 ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี ข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.สส.ภ.1, บก.กค.ภ.1 และ บก.อก.ภ.1 เข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ พลตำรวจโทวัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดพิธีนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของท่านและพระราชวงศ์ที่เป็นมิ่งขวัญและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพสกนิกรชาวไทยมาเป็นเวลายาวนาน


“แม่ทัพกุ้ง” ชี้เขมรยิงก่อนไทยได้ทีชิงแผ่นดินคืน เผย “มูลนิธิ” ยังไม่เสร็จ ระวังถูกหลอกโอนเงิน

“แม่ทัพกุ้ง” ชี้เขมรยิงก่อนไทยได้ทีชิงแผ่นดินคืน เผย “มูลนิธิ” ยังไม่เสร็จ ระวังถูกหลอกโอนเงิน

(อผศ.) จัดงานรำลึกทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 “แม่ทัพกุ้ง” เล่าไทม์ไลน์ก่อนเกิดศึกกัมพูชา ขอบคุณเขมรยิงก่อนเราได้โอกาสรบชิงแผ่นดินคืน ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย การทวงคืนต้องให้ผู้มีอำนาจในปัจจุบันดำเนินการ มั่นใจแก้ไขได้ มองกัมพูชาตระบัตสัตย์ หากวางทุ่นระเบิดใหม่ ต้องเก็บหลักฐานประท้วงประชาคมโลก ย้ำ “มูลนิธิแม่ทัพกุ้ง” ยังก่อตั้งไม่เสร็จ เตือนระวังถูกหลอกโอนเงิน

(อผศ.) จัดงานรำลึกองค์การทหารผ่านศึก จัดงานสำคัญเนื่องในวันที่ระลึกทหารอาสาสง ครามโลกครั้งที่ 1 ในหัวข้อเรื่อง “เกียรติภูมิของทหารไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2568 โดยก่อนอื่นมีพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ มีการเสวนาให้ความรู้แก่นักศึกษาวิชาทหาร โดยการให้นักจำลองประวัติศาสตร์ บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสงครามโลกครั้งที่ 1

หลังจากนั้น พลเอก กานต์นาท นิกรยานนท์ ผู้อำนวยการองค์การทหารผ่านศึก (อผศ.)/ประธานในพิธี ได้กล่าวคำสดุดีแก่กำลังพลังพลที่เสียชีวิตฯ จากสถานการณ์พิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา และมาถึงช่วงเวลาสำคัญ โดยมีการเชิญ พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ริว ภาสกร นิยติวัฒน์ชาญชัย และนักศึกษาวิชาทหารขึ้นบนเวที เพื่อร่วมเสวนาในหัวข้อ “เกียรติภูมิของทหารไทย”

“แม่ทัพกุ้ง” ย้ำกับเขมร ต้องรู้ทัน ไม่ประมาท พลโท บุญสินฯ ได้กล่าวถึง พฤติกรรมของกัมพูชาที่พูดอย่างทำอย่าง พร้อมตั้งคำถามว่า ซึ่งเราต้องศึกษาว่า เขามีพฤติกรรมอย่างไร โดยไม่ประมาท ต้องรู้ทัน ซึ่งสิ่งที่เขาทำอาจจะไม่มีคุณธรรม หรือจริยธรรม ที่มีการยั่วยุ หรือเผาศาลาตรีมุข และนำกำลังล้ำเข้ามาในเขตไทย ซึ่งทหารที่แต่งเครื่องแบบจะไม่ค่อยทำกัน เพราะถือเป็นการหยามศักดิ์ศรีของทหารอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนไม่มี และละเมิด MOU 2543 อยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณเขมรที่มายิงก่อน เราจึงได้โอกาสรบชิงแผ่นดินคืน

พลโท บุญสินฯ ยังพูดถึงการปิดด่าน ซึ่งก็เป็นการใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยต้องเพิ่มความเข้มงวดในการปิดด่าน อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องเพิ่มความเข้มข้นก็เกิดผลกระทบ ฝ่ายกัมพูชาก็มาขอเจรจาว่า จะถอนกำลัง โดยเมื่อถอนกำลัง ก็มีเหตุการณ์ที่ประสาทตาเมือนธมอีก ซึ่งตนก็หวังว่า เยาวชนของทั้งสองประเทศ จะไม่เกิดการทะเลาะวิวาทกัน

พลโท บุญสินฯ กล่าวถึงแนวคิดของผู้บังคับบัญชาของทหารไทยในการรบว่า ต้องปกป้องชีวิตทหารไทยให้ได้มากที่สุด ส่วนของฝั่งกัมพูชา ไม่ได้สนใจชีวิตทหารเขา ยังใช้วีธีการรบแบบทุ่มกำลัง แบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งที่ปราสาทตาเมือนธม เขาก็ได้ใช้กำลังเยอะมาก ขึ้นมาทีประมาณ 100-200 นาย ส่วนทหารไทยอยู่ประมาณ 50 คน เพื่อรักษาปราสาท ซึ่งเราคิดไว้อยู่แล้ว ว่า เขาจะมาแบบนี้ จึงได้มีการวางแผนไว้ ซึ่งไทยพร้อมตอบโต้ทุกรูปแบบ ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย การทวงคืนต้องให้ผู้มีอำนาจในปัจจุบันดำเนินการ

เผย “มูลนิธิแม่ทัพกุ้ง” ยังไม่เสร็จ อย่าเชื่อโอนเงินไป เมื่อพูดถึงปัจจัยมาจากหลายสถาน การณ์ อาทิ การเมือง, การแย่งทรัพยากรทางทะเลนั้นมีผลต่อกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา พลโท บุญสินฯ กล่าวว่า เริ่มนั้นเป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาระดับสูง แต่ส่วนของแม่ทัพคือ ยึดแผนที่ 1:50,000 ซึ่งตนก็ได้ดูแผนที่ทุกวัน ซึ่งการที่เขาเข้ามายั่วยุด้วยวัตถุประสงค์ใดนั้นก็เป็นเรื่องของหน่วยเหนือ ที่จะไปวิเคราะห์ แต่ว่า อย่ามาล้ำแดนในช่วงที่ตนทำหน้าที่อยู่ และต้องหาเรื่องให้เขาออกจากพื้นที่ให้ได้ การที่นำทหารมีปืน เข้ามาอยู่ในพื้นที่ของเรา ถือเป็นการหยามเกียรติไทยมาก

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ โดยเฉพาะความจริงใจในการแก้ปัญหาของฝ่ายกัมพูชา นั้น พล.ท.บุญสินฯ กล่าวว่า แม่ทัพ 2 คนปัจจุบัน ได้ทำตามนโยบาย และกรอบการเจรจาระหว่างกันอยู่แล้ว ทั้ง GBC และ RBC ที่ผ่านมา ขั้นตอนต่อไปคือการถอนอาวุธหนักจากพื้นที่ แต่ความจริงใจในการแก้ปัญหาจะต้องขึ้นอยู่กับ ผบ.หน่วยในพื้นที่ และผู้นำกัมพูชา ว่าจริงใจในการแก้ปัญหาหรือไม่ พื้นที่ตรงไหนที่เรายืนยันว่าต้องถอนกำลังก็ต้องถอน และต้องยืนยันอย่างหนักแน่น ซึ่งผู้นำทุกระดับต้องคุยกัน โดยหากช่วงต่อไป หากมีการวางทุ่นระเบิดใหม่ ทางฝ่ายเราจะต้องเก็บหลักฐานประท้วงประชาคมโลก

สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งมูลนิธิแม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสินฯ กล่าวว่า ยังไม่แล้วเสร็จ ยังไม่สมบูรณ์แบบ ยังไม่ได้รับการอนุมัติหรือประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยังไม่เป็นทางการ แต่จะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะอยากช่วยเหลือพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนจะช่วยประเทศชาติได้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีหมายเลขบัญชีอย่างเป็นทางการ จึงอย่าเพิ่งโอนงบประมาณมาช่วย เพราะอาจจะถูกหลอกได้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน